ตอนที่10 ใครกล้าทำร้ายตั๋วอาหารของหนูต้องโดนดี !
พวกเขาออกเดินทางกันตอน8 โมง จอดรถติดไฟแดงตลอดทาง ทำให้ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงถึงจะมาถึงบริษัททั้งที่ระยะทางขับมาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว
โจวโจวจ้องมองเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น
ถ้าว่ากันตามหลักแล้วพ่อของเธอมีดวงเศรษฐีและเรืองอำนาจ น่าจะเป็คนที่โชคดีมากไม่ควรเป็คนที่โชคร้ายขนาดนี้
น่าแปลกมาก
ฉินเลี่ยก้มอ่านเอกสารเมื่อรู้สึกถึงการจ้องมองของหนูน้อย เขาจึงมองไปยังเธอด้วยแววตาราบเรียบและพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า“อีกเดี๋ยวอย่าวิ่งเล่นไปทั่ว หากหายตัวไป ไม่มีใครไปตามหาเธอนะ”
คำพูดนี้ฟังดูใจร้ายมากแม้แต่ผู้ช่วยที่นั่งอยู่เบาะหน้ายังอดไม่ได้ที่จะมองโจวโจวด้วยความเห็นอกเห็นใจ
แต่โจวโจวกลับคิดต่างออกไปหนูน้อยพูดอย่างดีใจว่า “รู้แล้วค่ะพ่อ พ่อไม่ต้องกังวลนะหนูเป็เด็กดีแน่นอน ! ”
เมื่อได้ยินเธอเอาแต่เรียกเขาว่า“พ่อ” ฉินเลี่ยเม้มปากแน่น เขาละสายตาไปทางอื่นด้วยสีหน้าเ็าี้เีเกินกว่าจะแก้คำเรียกให้หนูน้อย เขาเปิดประตูรถและเดินลงไป
โจวโจวรีบเดินตามเขาไปทันทีหนูน้อยรู้สึกแปลกใหม่กับสิ่งรอบตัวมาก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้วิ่งวุ่นไปทั่วเอาแต่เดินตามตูดฉินเลี่ยไปตลอดทาง
หลังจากพาเธอมาอยู่ในห้องตรงข้ามห้องประชุมแล้วฉินเลี่ยจึงบอกกับเธอว่า “รออยู่ตรงนี้ก่อน”
โจวโจวพยักหน้าอย่างเชื่อฟังหนูน้อยกวาดตามองไปรอบห้อง เมื่อเห็นว่ารอบด้านไม่มีอะไรหนูน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบกองของออกจากกระเป๋า
ฉินเลี่ยชำเลืองมองอย่างไม่ตั้งใจแต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องหยุดกึกไปที่กระดาษยันต์ที่เธอหยิบออกมาเล่นเอาเปลือกตาของเขาถึงกับกระตุก
นี่เ้าหนูน้อยคิดจะทำอะไร?
โจวโจวเงยหน้าขึ้นเห็นเขาจ้องมองมาที่เธอ เธอคิดว่าเขาเป็ห่วงเธอ จึงโบกมือให้เขาเบา ๆพลางเร่งเร้าเขาว่า “พ่อ พ่อไปทำงานเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงหนูหนูจะทำภารกิจประจำวันของหนูไปพลาง ๆ ก่อน”
การวาดยันต์และการปรุงยาเป็ทักษะพื้นฐานที่หนูน้อยไม่อาจละเลยได้
ภารกิจประจำวัน?
ฉินเลี่ยขมวดคิ้วและมองไปที่เครื่องรางของขลังตรงหน้าเธอ เขาขมวดคิ้วเป็ปมยิ่งขึ้นแล้วหันไปมองโจวโจวเขาไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะยังเป็หมอดูน้อยอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าหนูน้อยเงยใบหน้าขาวนุ่มฟูขึ้นมาส่งยิ้มให้ในแววตาเต็มไปด้วยความสดใส สีหน้าท่าทางดูเชื่อฟังอย่างน่ารักน่าเอ็นดูเขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ละสายตามองไปทางอื่นพร้อมกับสาวเท้าออกไปยังห้องประชุมฝั่งตรงข้าม
เมื่อเห็นว่าเขาออกไปแล้วโจวโจวจึงรีบก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับกระดาษยันต์ของตน
หนูน้อยหยิบปากกาชาดวาดลงบนกระดาษยันต์ไม่ถึงนาที เธอก็วาดยันต์หนึ่งแผ่นเสร็จในครั้งเดียว
เธอหยิบมันขึ้นมาดูแล้วผงกหัวอย่างพอใจรอให้ชาดแห้ง เธอถึงพับเป็สามเหลี่ยมวางลงด้านข้าง แล้วหยิบแผ่นต่อไปมาวาดต่อ
หลังจากวาดยันต์ไปแล้ว20 แผ่น หนูน้อยถึงได้หยุดวาดเธอขยับข้อมือคลายเมื่อยแล้วหันหน้าไปมองที่ประตูเมื่อได้ยินเสียงคุยงานที่แ่เบาจากฝั่งตรงข้ามเธอก็อดไม่ได้ที่จะเอามือปิดหน้าแล้วยิ้มอย่างเขินอาย
เสียงของพ่อเพราะจังเลย!
ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็แข็งค้างและรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อย ๆ หายไป ขาสั้น ๆที่นั่งแกว่งอยู่บนเก้าอี้ก็หยุดลงเช่นกัน
โจวโจวจับจ้องไปยังปราณิญญาที่ลอยออกมาจากห้องฝั่งตรงข้ามหนูน้อยทำจมูกฟุดฟิด คิ้วขมวดขึ้น
ไม่สินี่มันปราณิญญาของพ่อ !
หนูน้อยรีบะโลงจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วแล้วเปิดประตูเพ่งมองฝั่งตรงข้ามอย่างละเอียด เป็อย่างที่คิดจริงด้วยปราณิญญายังคงค่อย ๆ ลอยไปด้านนอกอย่างเชื่องช้า มันเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็น
แต่หยดฝนหลอมรวมเป็แม่น้ำ ถ้ายังเป็แบบนี้ต่อไปปราณิญญาของพ่อจะหายไปในสักวันหนึ่ง และจากนั้น เขาจะต้องตกที่นั่งลำบากเผชิญกับความโชคร้ายไม่จบไม่สิ้นแน่นอน
ทันใดนั้นหนูน้อยก็เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงพบเจอแต่เื่โชคร้ายทั้งที่โหงวเฮ้งของเขาเป็เศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล
ที่แท้ก็มีคนกำลังขโมยความโชคดีของเขาไปนี่เอง!
เมื่อคิดได้ดังนั้นด้วยสายตาที่เฉียบคม หนูน้อยหันหน้าวิ่งไล่ไปตามทิศทางที่ปราณิญญากำลังล่องลอยไป
เธออยากจะเห็นนักว่าใครเป็คนทำเื่ชั่วช้าแบบนี้
-
“เด็กล่ะ? ”
ฉินเลี่ยมองไปที่ห้องว่างเปล่าด้วยใบหน้าที่มืดมน
ผู้ช่วยเองก็ตกตะลึงเช่นกันเขารีบไปถามจากคนในบริษัท และเมื่อตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดแล้ว เขาก็ต้องใ
“ประธานฉินคุณหนูวิ่งออกไปแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยยิ่งขมวดคิ้วแน่นเข้าไปใหญ่ “รีบไปตามหาเดี๋ยวนี้”
ในเวลานี้โจวโจวเดินตามปราณิญญามาที่บ้านหลังหนึ่ง และเห็นปราณิญญาเล็ก ๆ นั่นหายไปหลังจากเข้ามาที่นี่
ดูเหมือนว่าปลายทางสุดท้ายจะอยู่ที่นี่
หนูน้อยชะเง้อคอมองในขณะที่กำลังจะผลักประตูเข้าไปนั้น จู่ ๆก็มีคนมาดึงคอเสื้อของหนูน้อยจากด้านหลังแล้วยกตัวหนูน้อยขึ้น
“ใคร !” เธอใมากรีบหันขวับไปมองทันที
หลังจากตะลึงไปชั่วขณะความเยือกเย็นหายไปจากใบหน้าหนูน้อย ร่างกายของเธออ่อนยวบลงหนูน้อยยื่นมือไปโอบรอบคอเขา ขาสั้น ๆ โอบรอบตัวเขาแน่นพลางะโเรียกเขาอย่างดีใจ “พ่อ !”
ฉินเลี่ยมองเธอเมื่อเห็นสีหน้าเมื่อครู่นี้ของเธอ เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะไม่ได้อ่อนโยนไม่รู้เื่รู้ราวอย่างที่คิด
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดถึงเื่นี้
เขาถามเธอว่า“เธอมาที่นี่ทำไม”
พอถามถึงเื่นี้โจวโจวเองก็นึกถึงเื่สำคัญขึ้นได้ หนูน้อยชี้ไปด้านในแล้วพูดว่า “พ่อคะในนี้มีคนนิสัยไม่ดี ! ”
ทันทีที่สิ้นเสียงประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน และมีคนหนึ่งเดินออกมา เมื่อเห็นพวกเขาชายคนนั้นก็อึ้งไปชั่วขณะแล้วเดินยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “อาเลี่ยมาทำอะไรที่นี่หรือ ? ”
ฉินเลี่ยเหลือบมองเขาแล้วสลับไปมองโจวโจวที่มีสีหน้าระแวดระวัง ถึงได้มองออกไปอย่างใจเย็น “ผ่านทางมา”
“งั้นเข้ามานั่งก่อนสิ” ฉินรุ่ยกล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยใบหน้าเรียบง่ายและซื่อตรงเต็ม “ฉันตั้งใจว่าอีกสัก2 วันจะไปเยี่ยมพวกเธออยู่พอดี พี่ใหญ่สบายดีใช่ไหม ?”
เขาเป็เครือญาติสายตระกูลฉินและพี่ใหญ่ที่เขาพูดถึงคือคุณผู้ชายฉิน หรือพ่อของฉินเลี่ยนั่นเอง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขามาที่จิงเฉิงเพื่อขอพึ่งพิงตระกูลฉินคุณผู้ชายฉินจึงมอบตำแหน่งดูแลบริษัทในเครือให้เขา แม้ว่าเขาจะอยู่ที่เลคซิตี้แต่เขาก็จะส่งของขวัญมาให้ทุกปีในทุกเทศกาล ทุกคนต่างชื่นชมในความซื่อตรงของเขาและยกย่องว่าเขาเป็คนกตัญญูรู้คุณ
“ก็ดีครับ” ฉินเลี่ยพูดไปแบบนั้นทว่าเมื่อเห็นท่าทีไม่เป็มิตรบนใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยเขาจึงยกมือขึ้นปิดหน้าเธอ “งั้นคงต้องรบกวนคุณอาแล้ว”
“เกรงใจอะไรกัน” เมื่อเห็นว่าเขาเข้ามา ฉินรุ่ยดูจะดีใจเป็พิเศษเขามองมาทางหนูน้อยโจวโจวแล้วความอยากรู้อยากเห็น “หนูน้อยคนนี้คือ……”
“โจวโจว” เขาพูดอย่างสบาย ๆ แต่ไม่ได้อธิบายตัวตนของเธอ
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินรุ่ยจึงมองไปยังโจวโจวอย่างครุ่นคิด แต่แล้วเขาก็เบนความสนใจไปเื่อื่น “รีบเข้ามาสิอยากกินอะไรก็บอกมาได้เลยนะ เดี๋ยวให้น้าสะใภ้ของเธอทำให้กิน”
“ไม่ต้องหรอกครับผมมีธุระต่อ เดี๋ยวก็จะไปแล้ว”
“อ้อ ๆอย่างนั้นหรือ” ฉินรุ่ยเองก็นั่งลงเช่นกันเขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่แน่ใจว่าฉินเลี่ยมาทำอะไรที่นี่
“พ่อหนูขอไปเล่น้านั้นได้ไหม ? ” โจวโจวชี้ไปทาง้า
ฉินเลี่ยพยักหน้าและวางตัวของหนูน้อยลง
พอเท้าของหนูน้อยแตะพื้นโจวโจวก็รีบวิ่งไปที่ห้องชั้นบนทันที ฉินรุ่ยที่นั่งอยู่ด้านข้างหนังตากระตุกมือสั่นเทา ทำให้น้ำในแก้วหกรดหลังมือของเขา
ทุกท่าทีและการกระทำของเขาอยู่ในสายตาของฉินเลี่ยมาโดยตลอดฉินเลี่ยเพียงแค่จิบชาอย่างเงียบ ๆั์ตาเหลือบมองผ่านมือของเฉินรุ่ยที่กำมุมเสื้อผ้า เปลือกตาหลุบลงเล็กน้อย
และเสี้ยววินาทีนั้นเองสีหน้าของฉินรุ่ยสงบลง พอเห็นโจวโจวหันหลังวิ่งไปที่ห้องเด็กก็รู้สึกโล่งใจ
เป็เขาที่คิดมากไปเอง
พวกเขาไม่มีทางพบมันหรอก
และเมื่อนึกถึงคำที่โจวโจวเรียกเขาเมื่อกี้นี้เขาก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยอีกครั้ง: “หนูน้อยคนนี้เรียกเธอว่าพ่องั้นหรือ? ”
เขามีลูกสาวแบบนี้ั้แ่เมื่อไร
“เด็กน้อยก็เรียกไปเรื่อยแหละ” ฉินเลี่ยอ้างไปเรื่อย
ฉินรุ่ยพยักหน้าแม้ปากของเขาจะชวนฉินรุ่ยคุยเื่อื่นแต่เมื่อเห็นว่าโจวโจวยังคงอยู่ในห้องเด็กไม่ยอมออกมาก้อนหินในใจของเขาก็หนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่ชั้นบนโจวโจวรีบไปที่ผนังที่ติดกับห้องถัดไป หนูน้อยหยิบยันต์ออกมาแล้วตบไปที่ผนังและวินาทีต่อมา หนูน้อยก็ก้าวไปด้านหน้าทะลุผนังเข้าไปในห้องที่อยู่ถัดไปแล้ว !
โจวโจวสำรวจมองห้องนี้อย่างระแวดระวังเมื่อเทียบกับความสว่างของห้องเมื่อครู่นี้ ม่านในห้องนี้ถูกปิดแน่นและไม่มีแสงส่องผ่านเข้ามาด้านในห้องมันมืดมาก
ในห้องนี้มีกลิ่นธูปไม้จันทน์แรงมากแต่กลิ่นของมันไม่สะอาดเท่าในวัดและอารามเต๋าเพราะธูปที่ใช้ภายในห้องนี้มีกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่า
หนูน้อยขมวดคิ้วสายตาของเธอไปตกอยู่ที่แท่นบูชาด้านล่าง และเมื่อเห็นแท่นบูชานั้นคิ้วของหนูน้อยยิ่งขมวดแน่นเข้าไปใหญ่
และในตอนนี้เองหนูน้อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา
“อาเลี่ยนั่งเล่นไปก่อนแล้วกันเดี๋ยวอาจะไปหาของก่อน”
พูดจบเขาก็บิดลูกบิดประตูห้อง……?