หลี่จิ่งหนานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เจิ้นจำได้ แต่จำได้ว่าผู้ที่บีบบังคับเราก็คือเสด็จอา ส่วนฟู่ถิงเย่ก็แค่ทำไปเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น”
“หนิงอ๋องคิดการกบฏย่อมต้องได้รับโทษประหารแต่ฟู่ถิงเย่ก็ฉวยโอกาสนั้นเพราะมีเจตนาแอบแฝงเช่นกัน!”
หลี่จิ่งหนานมีสีหน้าเฉยเมยไม่เอ่ยปากพูดอะไร
เจิ้งซูเหวินเห็นหลี่จิ่งหนานยังดื้อดึงไม่ยอมรับผิดจึงพูดออกมาด้วยความเจ็บปวดจนแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นเลือด “เห็นได้ชัดว่าสตรีนางนั้นมีเจตนาร้ายดูสิพระองค์ในตอนนี้กลายเป็นอย่างไรไปแล้ว? ทั้งดื้อรั้นทำตามอำเภอใจ ไม่ฟังคำตักเตือน! หนังสือเรียนที่พระองค์อ่านมาเสียเปล่าไปหมดแล้วหรืออย่างไร?!”
มุมปากของหลี่จิ่งหนานยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ก็ไม่เชิง “นางมีเจตนาร้ายหรือไม่ เจิ้นไม่รู้ แต่ซือปิงฟูเหรินได้ปรับปรุงอาวุธให้กับต้าฉีทำให้ชายแดนของต้าฉีรอดพ้นจากสงคราม เป็นขุนนางผู้มีคุณูปการของต้าฉี การเจรจาสันติภาพกับแคว้นเหลียวกำลังใกล้เข้ามาซือปิงฟูเหรินยิ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อเรื่องนี้ การกระทำของเสด็จแม่ในวันนี้ช่างขาดความรอบคอบหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะทำให้เหล่าทหารของต้าฉีเสียกำลังใจ”
เจิ้งซูเหวินจ้องมองหลี่จิ่งหนานอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ทรงเชื่อจริงๆ หรือว่าอาวุธเหล่านั้นนางเป็นผู้คิดค้น?ฝ่าบาท! พระองค์ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก! สตรีอย่างนางจะมีความสามารถอะไรได้?มันก็แค่กลอุบายของฟู่ถิงเย่เท่านั้น! ตอนนี้ชื่อเสียงของฟู่ถิงเย่โด่งดังกว่าราชวงศ์ราษฎรรู้จักเพียงแม่ทัพเว่ยหย่วน แต่กลับไม่รู้จักฮ่องเต้บนบัลลังก์ ฝ่าบาทควรใคร่ครวญว่าทำอย่างไรถึงจะฟื้นฟูพระราชอำนาจไม่ใช่ไปร่วมมือกับฟู่ถิงเย่เช่นนี้!”
หลี่จิ่งหนานกล่าวประชดประชัน“เจิ้นก็อยากฟื้นฟูอำนาจของกษัตริย์แห่งต้าฉี แต่จะทำเช่นไรได้ ในเมื่อเสด็จแม่ยังเอาแต่คิดว่าเจิ้นยังเด็กไม่สามารถรับตำแหน่งสำคัญนี้ได้ จึงไม่มอบอำนาจที่แท้จริงให้เจิ้น เหล่าขุนนางอาวุโสในราชสำนักก็ไม่เห็นเจิ้นอยู่ในสายตาส่วนเสด็จอาแต่ละคนก็เอาแต่เรียกร้องต่อเสด็จแม่อยู่ทุกวันให้ท่านว่าราชการหลังม่าน”
สีหน้าของเจิ้งซูเหวินพลันซีดเผือดราวกับมีอะไรจุกอยู่ในลำคอจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
ฮ่องเต้องค์ก่อนเกลียดชังการที่ญาติฝ่ายภรรยาเข้ามามีอำนาจด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่านางจะดำรงตำแหน่งเป็นฮองเฮา แต่อำนาจของตระกูลเจิ้งก็ถูกกดเอาไว้อย่างหนักตอนนี้นางเป็นไทเฮาแล้ว น้องชายในตระกูลทั้งสองคนก็เอาแต่ฉวยโอกาสที่โอรสของนางยังเยาว์วัยอยากจะเข้ามาควบคุมอำนาจของราชสำนัก ฟื้นฟูตระกูลเจิ้งให้รุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ว่า...
ถึงแม้ว่าโอรสของนางจะยังเยาว์วัยแต่เขาก็เหมือนกับบิดาของเขา คือรังเกียจการที่ญาติฝ่ายมารดาเข้ามาแทรกแซงกิจการของราชสำนัก
เจิ้งซูเหวินมองโอรสที่อยู่ตรงหน้าพลันรู้สึกว่าเขาช่างห่างเหินเสียเหลือเกิน...
“ถึงแม้ว่าเสด็จแม่จะต้องการลดทอนบารมีของฟู่ถิงเย่ก็ควรจะหาทางจัดการเขา ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องกับสตรีอ่อนแอนางนั้น” สีหน้าของหลี่จิ่งหนานราบเรียบแต่ในใจกลับหนักอึ้งและปวดร้าว
เขาไม่คิดว่ามารดาของตนจะเล่นงานหวาชิงเสวี่ยหากไม่ใช่เพราะฟู่ถิงเย่เข้าเฝ้ากะทันหัน เขาก็คงไม่รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยได้เข้ามาในวังแล้ว
ในวังแห่งนี้ มีสถานที่อีกมากมายเพียงใดที่เขาไม่สามารถเห็นไม่สามารถได้ยินได้?
หลี่จิ่งหนานนึกถึงวันที่ได้ยินหวาชิงเสวี่ยโต้เถียงกับฟู่ถิงเย่เพื่อเขาที่หน้าประตูใจของเขาก็รู้สึกเศร้าหมองอย่างที่สุด
ทั่วทั้งแผ่นดินอันกว้างใหญ่กลับมีเพียงหวาชิงเสวี่ยที่กล้าพูดเพื่อเขา
“เหมือนกับขุนนางเหล่านั้นในท้องพระโรงเจิ้นทำเรื่องดี พวกเขาก็บอกว่าเป็นเพราะอัครมหาเสนาบดีช่วย เจิ้นทำเรื่องผิดพลาด พวกเขาก็บอกว่าเป็นเพราะเจิ้นยังเด็กและดื้อรั้นเสด็จแม่ก็เหมือนกัน...พูดไปพูดมา มันก็แค่การรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าและหวั่นเกรงผู้ที่เหนือกว่าก็เท่านั้น...”
หลังจากพูดจบประโยคนี้เขาก็ไม่ได้มองเจิ้งซูเหวินอีก หันหลังเดินออกไป
สีหน้าของเจิ้งซูเหวินซีดเผือดจ้องมองประตูอยู่นาน ก็ไม่เห็นหลี่จิ่งหนานย้อนกลับมา
นางนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรงพึมพำว่า “เขาเป็นอะไรไป...ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้?ข้าอุ้มท้องตั้งสิบเดือนเพื่อให้กำเนิดเขา แต่ตอนนี้เพื่อคนนอกผู้หนึ่ง...ถึงกับมาว่ากล่าวสั่งสอนกันแล้วหรือ?...”
นางกำนัลที่อยู่ข้างๆมองด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนเล็กน้อย กระซิบว่า “ฝ่าบาททรงมีพระชนมายุน้อยนัก ย่อมง่ายต่อการถูกชักจูงและหลอกลวงยากที่จะแยกแยะถูกผิด ไทเฮาอย่าได้ทรงนิ่งนอนพระทัยเลย หากฟู่ถิงเย่ชักนำฝ่าบาทไปในทางที่ผิดจะเกิดหายนะได้นะเพคะ!”
เจิ้งซูเหวินรวบรวมสติสีหน้ากลับมาสงบนิ่ง “...จื่อหว่าน เจ้าพูดถูก เราจะปล่อยให้พวกเขาหลอกลวงฝ่าบาทต่อไปไม่ได้แล้ว...”
...
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างราบรื่นมุ่งหน้าไปยังจวนของหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยรวบเสื้อคลุมแล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่
ใบหน้าของเขาเต็มไปเมฆครึ้มพาดผ่านเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่าอารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก...
อาจจะเป็นเพราะรู้สึกถึงสายตาของหวาชิงเสวี่ยฟู่ถิงเย่จึงลดสายตามองไปที่นาง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกประหม่าเล็กน้อยจึงหลบสายตาแล้วก้มหน้าลง แต่แล้วก็คิดขึ้นมาว่า เหตุใดต้องหลบด้วย?เมื่อคืนก็ตัดสินใจไปแล้วไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ
“คือว่า...” นางรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “เมื่อวานนี้ ข้าอาจจะใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย...”
ฟู่ถิงเย่ตอบกลับ “ไม่เป็นไรข้าไม่ได้ใส่ใจ”
ที่จริงเพราะคำพูดเหล่านั้นของนางทำให้เขานอนไม่หลับทั้งคืน แถมยังไปเรียกหมอหลวงหลูมาสอบถามอีก...
หวาชิงเสวี่ย “...”
สวรรค์! นางแค่พูดตามมารยาทเท่านั้นเขาคิดว่าตัวเองไม่ผิดเลยหรืออย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยสีหน้าดำคล้ำนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “ข้ารู้ว่าท่านแม่ทัพหวังดีต่อข้า ตั้งแต่โบราณมาการอยู่ใกล้กษัตริย์ก็เหมือนอยู่ใกล้พยัคฆ์ ท่านแม่ทัพจึงหวังให้ข้าตีตัวออกห่างจากฝ่าบาทเพียงแต่ข้าได้รู้จักกับฝ่าบาทในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ในช่วงที่ความทรงจำของข้าว่างเปล่าคนแรกที่ข้าได้เจอก็คือฝ่าบาท มิตรภาพนี้ยากที่จะตัดขาด หากข้าอยู่ไกลถึงเมืองผานสุ่ยก็แล้วไปแต่ตอนนี้ข้าอยู่ในเซิ่งจิง เมื่อฝ่าบาทมาหาข้า ข้าจึงไม่มีเหตุผลที่จะตีตัวออกห่าง”
หวาชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากเงยหน้ามองฟู่ถิงเย่ “ท่านแม่ทัพจะบอกว่าข้าโง่เขลาเบาปัญญา หรือว่าเป็นสตรีใจอ่อนก็ได้แต่ข้าไม่สามารถปล่อยเขาไปได้จริงๆ”
ฟู่ถิงเย่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่พยักหน้า “ข้าเข้าใจ”
หวาชิงเสวี่ยพยายามพูดต่อ“ตอนที่ข้ากับฝ่าบาทประสบภัยอยู่ที่เมืองเหรินชิว เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด แม้แต่ขี้เถ้าที่เผาแล้วเราก็ไม่กล้าทิ้งต้องเก็บเอามาใส่ไว้ในผ้าห่ม ท่านแม่ทัพรู้หรือไม่ว่าทำไม?เพราะเรามีผ้าห่มบางๆ แค่ผืนเดียว พอเอามาห่มก็เบาหวิว ไม่มีความอบอุ่นเลยการเอาขี้เถ้าที่เผาแล้วมาบดจนเป็นผงละเอียดใส่เข้าไป มันทั้งอบอุ่น ทั้งทำให้ผ้าห่มหนาขึ้นได้หลังจากนั้นข้าได้รับงานซักผ้า ชีวิตในยามค่ำคืนก็ดีขึ้นเล็กน้อย เพราะเราสามารถเอาเสื้อผ้าของผู้อื่นมาทับบนผ้าห่มได้”
นางยิ้มและลดเสียงลง“เสื้อผ้าก็ไม่พอใส่ อาหารก็ไม่พอทาน เรามักจะกินไม่อิ่ม...ฝ่าบาทก็มักจะแสร้งทำเป็นเรื่องมากไม่อยากกินโน่นไม่อยากกินนี่ ที่จริงแล้วข้ารู้ พระองค์ตั้งใจจะไม่กิน เพื่อให้ข้าได้กินมากขึ้นอีกหน่อย...ตอนกลางคืนเมื่อเรานอนอยู่บนเตียงเกิดหิวจนนอนไม่หลับ ฝ่าบาทก็จะเล่าเรื่องเสด็จพ่อให้ข้าฟัง ท่านแม่ทัพ ท่านไม่รู้หรอกว่าน้ำเสียงตอนที่พูดถึงฮ่องเต้องค์ก่อนนั้นเป็นอย่างไร...ข้าเชื่อว่าพระองค์จะกลายเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้บางทีในโลกนี้อาจจะมีคนที่เก่งกาจและมีความสามารถมากพอที่จะมาแทนที่พระองค์ได้ แต่ในใจของข้าผู้ที่นั่งในตำแหน่งนั้นได้ก็มีเพียงพระองค์เท่านั้น”
ฟู่ถิงเย่จับมือนางไว้อยากจะพูดอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็ยังคงเป็นคำพูดเดิม “ข้าเข้าใจ”
ครั้งนี้ น้ำเสียงดูจะหนักแน่นกว่าเดิม
หวาชิงเสวี่ยพยายามใช้อารมณ์ความรู้สึกและเหตุผลโน้มน้าวฟู่ถิงเย่อย่างเต็มที่ “ฝ่าบาทสูญเสียบิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งยังต้องเผชิญกับการทรยศของเสด็จอาอีก ตอนนี้เหล่าขุนนางในราชสำนักก็ไม่มีใครเชื่อมั่นในพระองค์เลยข้ากลัวเหลือเกินว่าพระองค์จะท้อแท้และหมดกำลังใจ หรือไม่ก็อุปนิสัยแปรเปลี่ยนไป ท่านแม่ทัพบอกว่าหากพระองค์ไร้ความสามารถย่อมมีคนมาแทนที่เอง แต่ในเมื่อเรามีความสามารถที่จะช่วยให้พระองค์กลายเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้แล้วทำไมถึงเอาแต่นั่งดูอยู่เฉยๆ รอให้เกิดการผลัดเปลี่ยนรัชสมัยกันเล่า?”
ฟู่ถิงเย่ถอนหายใจเบาๆจับมือนางแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่ได้อยากให้มีการผลัดเปลี่ยนรัชสมัย ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนั้นทุกครั้งที่เปลี่ยน ล้วนต้องเสียเลือดเนื้อไปมากมายนับไม่ถ้วน”
ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยเป็นประกาย“ท่านแม่ทัพตกลงจะช่วยเขาแล้วใช่หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยท่าทางราวกับจนปัญญา“คุณงามความดีมากเกินไป กษัตริย์ย่อมหวาดระแวง เจ้ารู้หรือไม่ เมื่ออำนาจของพระองค์มั่นคงคนแรกที่จะต้องกำจัดก็คือข้า”
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากส่ายหน้า “ท่านแม่ทัพปกป้องแผ่นดินต้าฉี ข้าไม่เชื่อว่าพระองค์จะทำเรื่องโง่ๆ อย่างการทำลายกำแพงเมืองด้วยมือตนเองเช่นนี้”
ฟู่ถิงเย่ถอนหายใจอีกครั้งผู้หญิงของเขาเข้าข้างคนอื่นมากเกินไปแล้ว...
แต่ว่า...
อย่างน้อยครั้งนี้ ก็โชคดีที่มีหลี่จิ่งหนาน
สถานที่อย่างวังหลังนั้นหากไม่มีรับสั่ง ก็ไม่อาจเข้าไปได้ แม้ว่าเขาจะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ชื่อเสียงเกรียงไกร
ดังนั้น หลังจากที่เขาเสร็จจากประชุมเช้าแล้วจึงได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยตรง และเล่าเรื่องทุกอย่าง
เขายังไม่รู้ชัดว่าไทเฮาเรียกหวาชิงเสวี่ยเข้าวังด้วยเหตุผลอะไรแต่ทหารองครักษ์บอกว่าขันทีในวังมาตั้งแต่เช้า อีกทั้งยังเร่งรีบ จึงคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องดีอะไร
“วันนี้ไทเฮารับสั่งให้เจ้าเข้าวังมีเรื่องอะไรหรือ?” ฟู่ถิงเย่เปลี่ยนเรื่องถามนาง
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปแล้วตอบว่า “ข้าไม่รู้”
“เจ้าไม่รู้?”
“อือ” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“ข้าไม่ได้พบไทเฮาด้วยซ้ำ เฮ้อ การเข้าวังช่างยุ่งยาก ต้องเดินไกลมาก แถมยังต้องเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติวันหน้าข้าไม่อยากเข้าวังอีกแล้ว”
นางพูดพลางขมวดคิ้วอย่างกังวล“จะทำอย่างไรดี คราวนี้ไทเฮายังไม่ได้เจอข้า ครั้งหน้าต้องเรียกข้าเข้าเฝ้าอีกแน่เลย”
ฟู่ถิงเย่ได้ยิน ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“จะไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ไทเฮาผู้สูงศักดิ์มีภารกิจมากมาย ประเดี๋ยวก็คงจะลืมเจ้าแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มบางๆ“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
นางได้พูดคุยกับฟู่ถิงเย่คลายปมในใจได้แล้ว ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก จึงพิงไหล่ของฟู่ถิงเย่แล้วหลับตาพักผ่อน
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่ได้บอกว่า หวาชิงเสวี่ยได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านหญิงแล้วตามกฎของวังหลวง ควรมีเกี้ยวรับส่ง และมีนางกำนัลผู้ฝึกสอนติดตาม ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอะไร...
แต่ในเมื่อนางไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึง
อย่างไรเสีย สถานที่เช่นนั้นวันหน้าก็ไม่ต้องไปอีกแล้วเรื่องน่ารังเกียจเหล่านั้น คงไม่จำเป็นต้องให้นางรับรู้...
...
หวาชิงเสวี่ยหลับไปในรถม้านางหลับสนิทมาก จนกระทั่งถึงบ้านแล้วก็ยังไม่ตื่น
ฟู่ถิงเย่อุ้มนางลงจากรถม้าส่งกลับไปที่ห้องพัก
ระหว่างนั้น หวาชิงเสวี่ยตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่งนางดูเหมือนจะง่วงนอนมาก เพียงแค่ลืมตาขึ้นมามองเล็กน้อย เห็นใบหน้าของฟู่ถิงเย่ ก็หลับตาลงอีกครั้งอย่างสบายใจแล้วหลับสนิท...
ฟู่ถิงเย่พานางไปวางบนเตียงลังเลว่าจะปลุกให้ทานอาหารเย็นหรือไม่ แต่เห็นว่านางหลับสนิทขนาดนี้ ก็ไม่อาจหักใจทำเช่นนั้นได้
เขากำชับให้บ่าวไพร่ในจวนอุ่นอาหารไว้บนเตาเพื่อไม่ให้หวาชิงเสวี่ยต้องท้องหิวในตอนกลางคืน
แต่ว่าในคืนนั้น หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ตื่น
ลมเย็นที่พัดมาในวันนี้ได้สะสมความหนาวเย็นไว้ในร่างกายของนางทำให้ช่วงกลางดึกเริ่มมีไข้สูง พร่ำเพ้อไม่หยุด ปลุกให้ฮวนเอ๋อร์ที่คอยดูแลอยู่ในห้องต้องตื่นขึ้น
ในจวนเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันทีหวาชิงเสวี่ยป่วยแล้ว!
ในยุคสมัยนี้ อาการหวัดเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตคนได้เลย