แสงตะวันยามสนธยาทอประกายอ่อนผ่านม่านผ้าไหมเนื้อบางที่ประดับด้วยลวดลายหงส์ร่ายรำ จวนตระกูลลู่ในยามนี้เงียบงันราวกับโลกหยุดหมุน ลู่เหอซินยืนอยู่เบื้องหน้าบิดา ดวงตาฉายแววดื้อรั้นและโกรธเคือง
"เหตุใดท่านพ่อต้องให้เฉิงเฉิงไปงานเลี้ยงแทนข้าด้วยล่ะเ้าคะ?" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงคับข้องใจ
"ข้าเป็บุตรีสมควรออกหน้า งานเลี้ยงสำคัญเช่นนี้จะให้บุรุษแต่งเป็สตรีได้อย่างไร?"
ลู่ซื่อหม่าจ้องนาง ดวงตาฉายแววโกรธเคือง
"เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เ้ากระทำได้หยียบย่ำเกียรติยศของตระกูล? หรือเ้าคิดว่าการกระทำของเ้าสามารถลบล้างได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ?"
ลู่เหอซินสั่นไหว แม้ภายนอกยังคงเยือกเย็น แต่หัวใจของนางกลับเต็มไปด้วยความเสียใจ นางคุกเข่าลงและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ท่านพ่อข้าผิดไปแล้ว โปรดให้ข้าได้เป็คนชดเชยในสิ่งที่ทำ อย่าให้เฉิงเฉิงต้องรับเคราะห์แทนข้าเลยนะเ้าคะ"
ลู่ซื่อหม่ามองนางด้วยสายตาอย่างเหลืออดไม่ได้ เขาถอนหายใจลึกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"เ้าคิดว่าเ้าเองยังสมควรได้รับโอกาสเช่นนั้นหรือ? เ้ายังมีหน้าที่สำคัญ แต่เฉิงเฉิง...เขาเกิดมาเพื่อรองรับความผิดพลาดของพี่สาวเช่นเ้า เ้าอย่าลืมว่านี่คือหน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูล!"
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบงัน ราวกับว่าเวลาได้หยุดหมุนชั่วขณะ เสียงของลู่ซื่อหม่ายังคงก้องสะท้อนในจิตใจของลู่เหอซิน นางหยุดหมอบหน้าอยู่กับพื้น มือทั้งสองข้างประสานกันแน่น ดวงตาของนางที่เคยฉายแววดื้อรั้น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเสียใจที่ไม่อาจปิดบัง
"ท่านพ่อ..." เสียงของนางสั่นเครือ "ข้ารู้ว่าข้าผิด แต่ท่านพ่อ เสือย่อมไม่ทอดทิ้งลูกในยามวิกฤต ท่านทนเห็นเขาต้องตกเป็แพะรับบาปแทนข้าได้หรือเ้าคะ ข้าไม่อาจทนเห็นเฉิงเฉิงต้องเผชิญกับสิ่งนี้เพียงลำพัง เขาเป็น้องชายของข้า...เขาไม่สมควรต้องแบกรับเื่ที่ข้าก่อ"
ดวงตาของลู่ซื่อหม่ายังคงเยือกเย็น แม้จะมีแววลังเลอยู่ลึกๆ ในหัวใจ แต่เขารู้ว่าดีว่าลู่หยางเฉิง บุตรชายของเขานั้นเป็ชายหนุ่มที่โดดเด่นด้วยความงามซึ่งยากจะหาผู้ใดเปรียบแม้แต่เหอซินเองก็ตามใบหน้าของลู่หยางเฉงผู้เป็บุตรชายนั้นคมคายแต่กลับแฝงความอ่อนหวาน ดวงตายาวเรียวที่เปล่งประกายราวกับหยาดน้ำค้างในยามเช้า จมูกโด่งได้รูปอย่างงดงาม และริมฝีปากบางเฉียบที่ดูราวกับกลีบกุหลาบแรกแย้ม ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกับหยกขาว รูปร่างโปร่งบางอย่างสง่างาม การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและประณีต
ไม่เพียงรูปลักษณ์ที่เป็เลิศ ลู่หยางเฉิงยังมีความสามารถหลากหลายเกินกว่าที่บุรุษทั่วไปจะมี เขาเชี่ยวชาญในศิลปะชั้นสูงทุกแขนง ทั้งการร่ายรำที่งดงามประหนึ่งภาพวาด การบรรเลงพิณที่สะกดใจผู้ฟัง และการเขียนพู่กันที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความลึกซึ้ง การบุ๋นการบู๊เขาไม่เคยเสียท่าให้ใคร
ผู้คนที่ได้พบกับลู่หยางเฉิง ล้วนต้องเชื่อว่าเขาคือสตรีสูงศักดิ์ผู้เกิดมาในตระกูลผู้ดี หากปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามาแทนที่ในหน้าที่สำคัญครั้งนี้ ผลกระทบย่อมเลวร้ายและอาจเป็เหตุให้ตระกูลต้องเผชิญกับความเสื่อมเสียที่ยากจะแก้ไขได้ เมื่อคิดได้อย่างนั้นลู่ซือหม่ายังคงยืนหยัดกับคำสั่งของตนเอง
"เ้าคิดว่าคำขอของเ้าคือการปกป้องเขา? ลู่เหอซินเ้าเพียงขอเพื่อปกป้องตัวเอง! หากเ้าสำรวมกริยาั้แ่แรก ตั้งใจเรียนรู้ในหน้าที่ของเ้า และใส่ใจต่อคำสอนของตระกูล ต้นไผ่คงไม่ล้มลงเพราะพายุเล็กน้อยเช่นนี้! บัดนี้ เ้าทำลายทุกสิ่งด้วยมือตัวเอง หากไม่ใช่เ้าคงไม่ต้องมีใครลำบากใจเช่นนี้!" คำพูดนั้นเหมือนคมดาบที่ฟันลงกลางใจ ลู่เหอซินกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาที่นางพยายามกลั้นกลับไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว
"แต่ท่านพ่อ..." นางพยายามกล่าวต่อ แต่ถูกเสียงอนัดุดันของบิดาขัดไว้
"พอเสียที! เ้าคิดว่าข้าจะเปลี่ยนคำสั่งเพียงเพราะน้ำตาของเ้าหรือ?" ลู่ซื่อหม่าเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขาฉายแววเ็าราวกับไม่มีความปรานีเหลืออยู่
"ข้าตัดสินใจแล้ว และเ้าก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น"
ในเช้าวันถัดมา ลู่หยางเฉิงถูกพาไปยังเรือนหลังเล็กของมารดาผู้ล่วงลับ เขาถูกจัดการแต่งตัวโดยหยู่เหวินและเหล่าข้ารับใช้หญิงที่มีฝีมือ หยู่เหวินนางเคยเป็นางข้าหลวงในวัง ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้เป็แม่นมของลู่หยางเฉิงั้แ่วัยเยาว์ เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิต หยู่เหวินก็กลายเป็ผู้ดูแลหยางเฉิงแทน นางเป็เสมือนที่พึ่งทางใจในวันที่หยางเฉิงต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้าย
ชุดสีฟ้าอ่อนที่เขาสวมใส่นั้นทำให้เขาดูเหมือนหญิงสาวอ่อนโยนอย่างน่าอัศจรรย์ เส้นไหมเนื้อละเอียดถูกตัดเย็บด้วยความแสนประณีตจนไร้ที่ติ ลวดลายดอกเหมยสีขาวที่ปักอยู่ตามชายแขนเสื้อและกระโปรงบานดูพลิ้วไหวเมื่อเขาก้าวเดิน ด้านหลังของชุดถูกเสริมด้วยผ้าคลุมยาวบางเบา ประดับลูกปัดไข่มุกเรียงร้อยประณีต ลูกปัดเ่าั้สะท้อนประกายแสงจากแดดที่ส่องเข้ามาจากบานหน้าต่าง จนเกิดเป็ภาพงดงามดุจดอกไม้พร่างพรายในยามเช้าเส้นผมดำขลับถูกเกล้าอย่างวิจิตรเรียบร้อย มวยสูงที่ประดับด้วยเครื่องประดับหยกลวดลายดอกบัว เพิ่มความสง่างามและน่าเกรงขาม ผิวพรรณของเขาขาวเนียนดุจหยกขาว ราวกับว่าความงามของเขาไม่เคยถูกแตะต้องจากกาลเวลา ใบหน้าของเขาค่อนข้างเรียว ริมฝีปากบางที่เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนเมื่อเขาพูด ขนตายาวเรียงตัวอย่างเป็ระเบียบ ดวงตาคมเรียวที่ดูกลมกลืนไปกับใบหน้าเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและลึกลับ เมื่อลองมองจากมุมใกล้ จะเห็นประกายบางอย่างในดวงตานั้นที่ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าเป็ความคิดหรือความรู้สึกใด แต่มันกลับทำให้ใบหน้าของเขาดูมีมนต์เสน่ห์และดึงดูดสายตาจากทุกคนเมื่อเขาเคลื่อนไหว ผมยาวดำขลับที่เกล้ามวยสูงก็พลิ้วไหวตามท่วงท่า ความงามของเขาไม่เพียงแค่สะดุดตา แต่มันยังเป็ความงามที่หยดย้อยไปจนถึงหัวใจ ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้แม้แต่เพียงชั่วขณะ แม้กระทั่งกระจกเงาที่สะท้อนภาพของเขายังแทบไม่ทำให้เขาจำตัวเองได้ เขาเพียงแค่จ้องมองตัวเองในกระจกอย่างลังเล ดวงตาที่เคยคมกริบ ตอนนี้กลับดูหวั่นไหวเหมือนผู้หญิงคนหนึ่ง
"คุณชายรอง..." หยู่เหวินกล่าวขึ้นด้วยความลังเล “ท่านดูสง่างามราวกับฮูหยินเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เลยเ้าค่ะ..”
ลู่หยางเฉิงเพียงยิ้มบาง แม้ภายในใจจะรู้สึกตะขิดตะขวง เขาจ้องมองเงาสะท้อนของตนในกระจก หญิงสาวในภาพนั้นงดงามจนเขาไม่อยากเชื่อว่าคือตัวเอง
“เ้าไปเถอะ” เขากล่าวเสียงแ่ พร้อมส่งสายตาให้ข้ารับใช้ถอยออกไป
เมื่อข้ารับใช้ถอยออกไป ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมเรือนเล็ก ลู่หยางเฉิงยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกเครื่องแป้ง มองภาพสะท้อนของตนในกระจกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปที่ชุดสีฟ้าอ่อนปักลายดอกเหมยที่เขาใส่ จนแทบไม่สามารถมองเห็นตัวตนของตนเองภายใต้ชุดนั้น
"นี่คือสิ่งที่ข้าต้องทำเพื่อตระกูลลู่" ลู่หยางเฉิงพึมพาเบา ๆ มือที่เคยกำแน่นคลายออกอย่างเชื่องช้า
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ขัดจังหวะความคิดของเขา หยู่เหวินเดินกลับเข้ามาพร้อมกับผ้าคลุมหน้าที่ประดับด้วยลายวาดดอกโบตั๋น นางยืนอยู่ตรงหน้าเขา "คุณชาย...ไม่สิ คุณหนูใหญ่ ท่านพร้อมแล้วหรือไม่เ้าคะ?"
เสียงของหยู่เหวินแฝงความสงสารเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของลู่หยางเฉิง เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือรับผ้าคลุมอย่างช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้าเมื่อรับผ้าคลุมแล้วคลี่ออกมาคลุมใบหน้า แต่ความลังเลในดวงตาของเขากลับตัดกับท่าทางภายนอกอย่างชัดเจน ดวงตาคมที่มองไปยังใบหน้าและกระจกสะท้อนตัวเองนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ยากจะปกปิด
“ข้าพร้อมแล้ว...” คำพูดนั้นเบาหวิว ราวกับพูดเพื่อยืนยันตัวเองมากกว่าผู้อื่น เขาหันหลังและเดินออกจากห้องไป ท่วงท่าของเขาสง่างามดุจหยกขาวที่ไร้ที่ติ เสียงฝีเท้าเดินเบา ๆ ตามหลังของเขาเป็เหมือนกับเสียงแห่งชะตากรรมที่ไม่สามารถหลีกหนีได้…
แสงตะวันที่ค่อยๆ ลาลับเปิดทางให้ราตรีมาเยือน แสงจันทร์ลอยเด่นเหนือฟากฟ้า ราวกับจะเป็สักขีพยานในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า งานเลี้ยงในศาลาใหญ่ของจวนตระกูลหลี่เป็ที่เลื่องลือในความหรูหรา โคมไฟประดับที่แกะสลักลวดลายัล่องเมฆเปล่งแสงอบอุ่นทั่วบริเวณ โต๊ะอาหารยาวที่จัดวางด้วยเครื่องลายครามและถ้วยชาแก้วหยก ผู้คนที่มารวมตัวในค่ำคืนนี้ต่างสวมอาภรณ์ที่วิจิตรบรรจง สะท้อนถึงฐานะของเ้าภาพ เสนบดีกระทรวงการคลัง หลี่หูชิง
“ผู้ตรวจการลู่ และคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่มาถึงแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้นจากทางเข้าศาลาใหญ่ ดึงดูดความสนใจจากทุกสนทนา ทุกสายตาจับจ้องไปยังประตูทางเข้าราวกับกำลังรอคอยคนสำคัญ
ลู่หยางเฉิง ในอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ประดับด้วยลายดอกเหมยปักด้วยดิ้นเงิน ทอประกายใต้แสงโคมไฟ เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นเป็มวยสูงประดับด้วยปิ่นทองที่ปลายมีจี้หยกแกะสลักรูปหงส์ร่ายรำยิ่งเสริมให้ใบหน้าของเขางดงามเกินกว่าจะเป็จริง
แม้จะมีผ้าคลุมที่ปิดบังใบหน้า แต่ก็มิอาจซ่อนรอยยิ้มบางประดับอยู่บนใบหน้าเรียวของเขาได้ เสริมให้ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายราวกับดวงดาวในค่ำคืน เดินเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนช้อยและสง่างาม ลวดลายบนชุดเปล่งประกายเมื่อแสงจันทร์ต้องผืนผ้า ดอกเหมยที่ปักไว้ดูราวกับกำลังพลิ้วไหวตามสายลมเสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วงาน แม้จะเป็เพียงบุรุษ แต่ความงามของลู่หยางเฉิงกลับสะกดทุกสายตา แขกในงานเลี้ยงต่างพากันกระซิบกระซาบ ลู่หยางเฉิงในชุดสตรีเดินเข้าไปในลานกว้างของงานเลี้ยง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความกังวล แม้ภายนอกเขาจะแสดงออกอย่างสุขุม แต่ภายในใจกลับสั่นไหวราวกับพายุที่ไม่อาจสงบ
“นั่นคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลลู่หรือ? ข้าไม่เคยเห็นนางมาก่อนเลย”
“งดงามดุจเทพธิดา…” เสียงหนึ่งพึมพำ
“ดูเหมือนข่าวลือเื่ความงามล่มเมืองคงมิได้เกินจริง...”