EP : 35 รู้เรื่องแล้ว
“กลิ่นหอมมาก” หมิงเจียเจียเอ่ยบอกก่อนจะมองอาหารมากมายที่ถูกยกมาวางต่อหน้าของตัวเอง พลางได้ยินเสียงท้องร้องของใครบางคนที่พยายามไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา
“อื้อ เนื้อละลายในปากเลย อร่อย!” หมิงเจียเจียทานไปก็ร้องไปทานอาหารอย่างมีความสุขไม่ได้กังวลอะไรเลยแม้แต่น้อยว่าตอนนี้ตัวเองถูกล้อมด้วยศัตรูที่กำลังโจมตีอยู่ด้านนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย
“พระยาชาขอรับ” องครักษ์หมายเลขหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีสบายเกินไปกับการทานอาหารต่อหน้านักโทษ
“หือ มีอะไร” หมิงเจียเจียลากสายตาไปมองก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะสื่อสารกับเธอ
“เอ่อ” องครักษ์หมายเลขหนึ่งพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นท่าทางของหมิงเจียเจียที่แสดงออกมาในตอนนี้
“อ๋อ เข้าใจแล้ว บอกข้อมูลทั้งหมดมาเสียดีๆ” หมิงเจียเจียร้องขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าขององครักษ์ที่กำลังทำหน้าจะร้องไห้กับท่าทางของเธอ จากนั้นก็หันไปนักฆ่าหนุ่มที่ตอนนี้กำลังกลืนน้ำลายตัวเองอยู่ เธอก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้น่องไก่ย่างชี้หน้าอีกฝ่ายไปด้วย
“ข้าไม่…บอกหรอก!” นักฆ่าหนุ่มเอ่ยพลางมองน่องไก่ที่อยู่ตรงหน้าที่แกว่งไปมา ก่อนจะสะกดความหิวของตัวเองเอาไว้ แล้วเอ่ยบอกต่อ
“อ๋อ ลืมไปว่าเจ้าถูกคำสาปจากกริชของข้า อีกไม่นานความเจ็บปวดทรมานก็จะเริ่มแล้ว” หมิงเจียเจียเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมบอกเธอ ที่จริงแล้วเธอใช้กริชคู่ของเธอกดคำสาปเอาไว้ ไม่อย่างนั้นนักฆ่าหนุ่มคนนี้ไม่มานั่งต่อล้อต่อเถียงกับเธอหรอก
“อะไรนะ! อ้าก!!” ยังไม่ทันที่นักฆ่าหนุ่มจะได้โวยวาย ก็ได้ส่งเสียงร้องทรมานขึ้นมาเสียก่อน เนื้อตัวของเขาราวกับว่าถูกเข็มปักไปตามร่างกายในส่วนต่างๆ
“ถ้ายอมบอกข้าอาจจะยอมกดคำสาปนั้นให้เจ้าก็ได้นะ อ๋อ ถ้าคิดว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะตายละก็คิดผิด เพราะเจ้าจะไม่มีวันตาย และจะต้องถูกข้าทรมานจนกว่าเจ้าจะยอมบอกข้อมูลทั้งหมดมา” หมิงเจียเจียเอ่ยบอกก่อนจะนั่งแทะน่องไก่ต่อหน้านักฆ่าหนุ่มที่กำลังทรมานนอนกลิ้งไปมากับพื้น
“ข้า…ยอมแล้ว” นักฆ่าหนุ่มที่นอนกลิ้งไปมากับพื้นเอ่ยออกมาด้วยความลำบาก ร่างกายของเขาร้อนระอุจนเหมือนกับน้ำเดือด
“ดี! บอกข้ามาให้หมด”
“เอาล่ะ รอไม่นานทุกอย่างก็จบแล้ว” หมิงเจียเจียกล่าวกับตัวเองก่อนจะเดินไปอาบน้ำ วันนี้เธอจะไปดูดซับลมปราณเสียหน่อย พอท่านอ๋องกลับมาจะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงเช้าวันใหม่พร้อมกับหมิงเจียเจียที่ลืมตาขึ้นมาหลังจากที่เลื่อนระดับมาได้สามขั้น ก่อนที่เธอจะลงจากแท่นหินลมปราณเธอก็ต้องตกใจเมื่อเจอกับใครบางคนที่มายืนอยู่ด้านข้าง
“มาตอนไหนเจ้าค่ะ”
“เมื่อครู่” ซิวเหวยหลงเอ่ยตอบที่จริงแล้วเขามาตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว นั้นเป็นเพราะพ่อบ้านฉางได้แจ้งเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับเขาเมื่อวานทำให้เขาต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างแล้วรีบกลับมาที่นี่ด้วยความเป็นห่วงหมิงเจียเจีย ถึงแม้จะไม่มีอะไรให้เป็นห่วงแต่เขาก็อดเป็นห่วงนางไม่ได้
“ไปทำธุระเรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ” หมิงเจียเจียเอ่ยถามพลางบิดขี้เกียจไปด้วย
“อืม” ซิวเหวยหลงตอนจากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากห้องไปยังห้องนอน โดยที่หมิงเจียเจียนั้นเดินไปอาบน้ำ
“ลูกแก้วนี่มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ข้าอยากได้ของเก่ามากกว่า” ทันทีที่หมิงเจียเจียเดินออกมาจากห้องน้ำ ซิวเหวยหลงก็เอ่ยขึ้นมาทันที
เพียงแค่มองเขาก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช้ลูกแก้วความทรงจำของเขา แถมพอลองดูแล้วมันก็มีเพียงตอนที่เขาฉีกสัญญาทิ้งแต่มันจะดีกว่านี้ถ้าหมิงเจียเจียใส่ฉากจูบของพวกเขาลงไปด้วย ถ้าจะถามว่าเขารู้ได้ยังไง นั้นก็เพราะว่าเรื่องนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ และจะเป็นใครไปไม่ได้เลยที่จะเอาลูกแก้วไป
ถ้าให้เขาเดานางต้องอยากรู้เรื่องในลูกแก้วความทรงจำแล้วเป็นแน่และเป็นเขาเองที่ไม่รอบคอบพอที่จะเอาซ่อนเอาไว้จากคนซุกซนเช่นนาง และนั้นหมายความว่านางรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาแล้วด้วย ซึ่งมันเกินการคาดเดาของเขาเอาไว้มาก เพราะเขาคิดว่านางอาจจะกลัวเขาขึ้นมา
ถึงตอนนั้นนางยังเด็กนัก แต่อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ทำให้นางไม่กลัวเขา แต่เพราะตอนนี้นางโตพอที่จะรู้ความแล้วมันทำให้เขากลัวว่านางจะหวาดกลัวเขา
“แหะๆ ท่านรู้เรื่องไวกว่าที่คิด” หมิงเจียเจียเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ออก ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ข้าเป็นคนช่างสังเกต” ซิวเหวยหลงเอ่ยโบกมือไปมาหมิงเจียเจียก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว
“เอ่อ คือว่าข้าหิวแล้ว” หมิงเจียเจียอึกอักก่อนจะพึมพำบอกซิวเหวยหลงในตอนนี้เขาโน้มตัวลงมาเหมือนจะจูบเธอ
“ครู่เดียว” ซิวเหวยหลงเอ่ยบอกก่อนจะก้มลงไปจูบริมฝีปากแดงระเรื่อของหมิงเจียเจียมันช่างหอมหวานจนเขาอดไม่ได้ที่จะเน้นย้ำขบกัดริมฝีปากนางเบาๆ
“อื้อ” หมิงเจียเจียร้องพร้อมกับมือกำเสื้อที่หน้าอกของซิวเหวยหลงในตอนที่มือของอีกฝ่ายทำท่าจะถอดชุดของเธอ
“คืนนี้” ซิวเหวยหลงเอ่ยพลางสบตากับหมิงเจียเจียอย่างสื่อความหมาย
หมิงเจียเจียหน้าร้อนผ่านทันทีที่รู้ความหมายของมัน เธอไม่ตอบอะไรเขาได้แต่เบี่ยงหน้านี้ด้วยความอาย
“ข้าถือว่าเจ้าตกลงนะ”