Pioneer Era

    ตอนที่ 125 พลังของยานโนอาร์ (1)

    ***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]

    "นั่น คือยานอพยพโนอาร์ค่ะนายท่านไพไรต์"

    สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สูงทะลุสรวงสวรรค์ตรงหน้า คือยานอพยพที่โนอาร์เคยเล่าให้ฟัง

    ถึงไม่ค่อยเข้าใจความหมายของยานอวกาศ แต่พอได้เห็นกับตา ก็สามารถเข้าใจได้ทันที ว่ามันเป็นอะไรที่คล้ายกับเรือท่องมหาสมุทรอันกว้างใหญ่



    "การเข้าถึงกองทัพ อาวุธ และการเดินระบบยาน มีแต่ท่านไพไรต์เท่านั้น เพียงแค่นายท่านออกคำสั่ง การโจมตีก็จะเริ่มขึ้นค่ะ"

    โนอาร์ถอดสายบัวให้ผมอีกครั้ง

    "หากท่านปราถนาให้กวาดล้างเมืองของศัตรู เราจักมอบความปราถนานั้นให้”

    “หากท่านต้องการสร้างสมดุลของสงคราม เราจักทำให้”

    “หรือหากท่านต้องการสร้างอำนาจให้ตนเอง เราจักขอมอบอำนาจนั้นให้แก่ท่าน"

    มันถึงเวลาแล้วสินะ

    ในที่สุด เวลาที่รอคอย เหตุผลในการออกเดินทางผจญภัยทั่วทวีปของผม มันก็บรรลุผลในที่สุด

    … ถึงจะรู้สึกว่าความจริงไม่ได้ทำอะไรก็ตามทีเถอะนะ

    "ดีละ ถ้าอย่างงั้น---"

    ที่ผมต้องทำ มีเพียงแค่ออกคำสั่ง---



    "..."

    ---นี่… ผมคิดถูกแล้วใช่ไหม?

    คำปฏิเสธของแฟต กำลังเริ่มไหลย้อนเข้ามาในความคิดของผม

    ถ้าสั่งโจมตี มันอาจจะทำให้เผ่าอสูรกายต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก

    แล้วสงครามมันไม่สนว่าคน ๆ นั้นคือใคร

    บางทีคนที่ตาย อาจจะเป็นคนรู้จักหรือคนสำคัญของพวกลิลลี่

    ชนเผ่าสัตว์บางกลุ่มเอง ก็ยังอาศัยและเป็นมิตรกับพวกเผ่าอสูรกาย

    เพียงแค่คำ ๆ เดียวของผม มันจะทำให้ชะตาของอีกหลายชีวิตต้องจบลง

    ผม… มีสิทธิ์มากพอที่จะแย่งชีวิตของพวกเขาแล้วหรือ?

    บางทีมันอาจจะมีวิธีอื่นที่สามารถหยุดการนองเลือดของสงครามได้ดีกว่านี้หรือเปล่า?



    "เห้ย ดูนั่นสิ! พวกเผ่าอสูรกิายมันเริ่มโจมตีใส่สิ่งก่อสร้างประหลาดแล้ว! "

    ที่นอกหน้าต่าง บางสิ่งที่ลุกท่วมไปด้วยแสงสีแดงจำนวนมาก กำลังวิ่งตัดผ่านท้องฟ้าไปสู่ยานโนอาร์

    *บรึ๊ม!! *

    "ระเบิดกลางอากาศ!? "

    ลูกไฟสีแดงฉานกำลังลุกไหม้ขึ้นใจกลางนภาอากาศอันกว้างใหญ่

    ดูเหมือนว่ามันจะถูกอะไรสักอย่างโจมตี จนทำให้ระเบิดออกก่อนที่จะถึงผิวของตัวยาน



    ศัตรูเริ่มที่จะโจมตีใส่ยานโนอาร์แล้ว

    ชิ...

    นี่ไม่คิดจะให้มีเวลาทบทวนแผนการสักหน่อยเลยหรือ?

    "นายท่านไพไรต์ค่ะ ถึงระบบป้องกันยานอพยพจะไร้เทียมทาน แต่ถ้าปล่อยให้โดนถล่มฝ่ายเดียว มันก็มีสิทธิ์พังได้ค่ะ"

    เรื่องแบบนั้นผมรู้อยู่แล้วน่า…

    แต่ว่าผมนะ…

    "ไพไรต์ ถึงฉันจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ถ้านายเคยตัดสินใจว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ก็ลงมือทำมันไปเลยสิ"

    ในตอนนั้นเอง ที่โทแพซ แม่เสือสุดรักของผมเอยคำพูดออกมาจากข้างหลัง

    แต่ว่า…

    “นี่มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน---"

    "ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ฉันจะไม่มีวันทอดทิ้งนาย ต่อให้นายตัดสินใจแหวกว่ายลงไปในโคลนตมจนตัวเองแปดเปื้อน ฉันก็พร้อมที่จะลงไปแหวกว่ายไปพร้อมกัน"

    “...”



    อ๊า…

    นั่นสินะ

    ทำไมยังต้องมามัวลังเลอะไรอีก?

    ในเมื่อคิดตัดสินแผนการไปแล้ว งั้นก็ลงมือทำมันไปเลยสิ

    จะมามัวยึกยือไปทำไมกันละ?

    "โนอาร์ ดำเนินตามแผนการ ช่วยมอบอำนาจให้กับผมที"

    "ตามรับบัญชาค่ะนายท่าน"



    ***



    " ท่านผู้อาวุโสครับ มะ… ไม่ไหวครับ! กองทัพนักรบที่ทานยาเข้าไป ไม่อาจจะเอาชนะเจ้าอสูรกายได้ครับ! รีบเรียกผู้กล้าออกมารับมือเถอะครับท่าน! "

    "ยังไม่ทันถึงเมืองศัตรู กลับต้องเรียกใช้ผู้กล้า… นั่นนะคือไพ่ตายสุดท้าย… เรื่องบ้า ๆ แบบนี้…"

    แนวหน้าของกองทัพชนเผ่าสัตว์ กำลังอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะแตกพ่าย

    นักรบผู้ยอมขายวิญญาณเพื่อล้มอสูรกายไร้ชีวิต ต่างอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช

    กายเนื้อวิบัติบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผิดรูปร่าง

    พวกเขาทั้งหนึ่งร้อยชีวิต ต่างได้รับพลังแขนและขาที่ก้าวเหนือสามัญสำนึก ซึ่งฉีกกระชากได้แม้แต่ขุนเขา

    แต่กระนั้น ทั้งที่มีพลัง ทั้งที่ยอมขายวิญญาณตัวเอง พวกเขาก็มิอาจที่จะล้มศัตรูตรงหน้าได้

    ไม่ว่าจะทำลายแขนขา หรือแม้กระทั้งตัดหัว อสูรไร้ชีวิตก็ยังคงลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่ามิรู้จบ

    สู้จนกระทั้งไฟชีวิตตัวเองมอดม้วยดับสูญ พวกเขาก็ยังไม่อาจเอาชนะศัตรูของเขาได้



    "ทำไมกัน... ทั้งที่พวกเราสู้ถวายชีวิตถึงขนาดนี้… "

    ท่ามกลางความสิ้นหวัง ผู้นำทัพอย่างสิบผู้เฒ่าก็เริ่มหลั่งน้ำตาออกมา

    พวกเขาไม่อยากทำสงครามเพราะรู้คุณค่าของชีวิต

    แต่ยามนี้คือเวลาที่ต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อแผ่นดิน เพื่อเทพเจ้า เพื่อคนที่พวกเขาต้องปกป้อง

    ทั้งที่ต่อสู้เพื่อเผ่า เพื่อเทพเจ้า และทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้

    เหตุใด…

    เหตุใด ทำไมเทพเจ้าที่เคารพรักถึงยังไม่คิดลงมาช่วยเหลือพวกเขา?



    หัวใจของพวกเขา เริ่มตกสู่ห้วงเวลาแห่งความสิ้นหวังมืดมิด

    ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ทำให้พวกเขาเริ่มเปลี่ยนความโกรธไปลงกับสิ่งที่ตนเองเชื่อถือศรัทธา

    "ท่านโนอาร์ ท่าน… ท่านทอดทิ้งพวกเราไปแล้วจริง ๆ หรือครับ…"

    ยิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดชังมากขึ้น

    ประหนึ่งดังเสาที่ถูกหุ้มด้วยเปลือกที่แข็งกร้าว แต่กลับมีแกนภายในที่เปราะบางดั่งไส้ดินสอ

    หากทำให้แกนภายในแตกร้าวแม้เพียงแค่น้อยนิด เสาทั้งต้นก็จักพังทลายคืนสู่ดินได้



    """ ท่านเทพโนอาาาาาาาร์! """

    เหล่านักรบต่างพร้อมใจกันหวีดร้องเสียงดังอย่างสิ้นหวังขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน

    ทันใดนั้น ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น

    แผ่นดินสั่นไหว

    ภูผาสีเงินจักผุดขึ้นเหนือแผ่นดิน

    ภูผานั้นถูกรายล้อมด้วยดวงดาราแผ่นเรียบสีดำ

    ใช่แล้ว นั่นคือช่วงเวลาที่ [ยานโนอาร์] ได้หวนกลับคืนสู่แผ่นดินโลก



    "นั่นมัน! "

    พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคือยานอวกาศ เป็นยานพาหนะล้ำยุคที่ใช้โลดแล่นในทะเลแห่งดวงดาว

    ในสายตาของพวกเขา มันคือภูเขายักษ์ที่กลืนกินเทพสุริยะบนฟากฟ้า

    เห็นเป็นดั่งตัวแทนของเทพเจ้าที่พวกเขารู้จักนับถือ

    "ท่านโนอาร์ลงมาประทับด้วยตนเองแล้ว! "

    พวกเขามองว่าสิ่งนี้คือ [เทพเจ้าโนอาร์] ที่ลงมาประทับบนโลก

    ไม่ใช่เป็นแค่ร่างจำแลงที่ยืนอยู่เคียงข้างชายผู้ถูกเลือก แต่เป็นร่างจริงของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่พวกเขานับถือ



    "ท่านโนอาร์! "

    "ท่านโนอาร์…"

    "ท่านโนอาร์!? "

    เหล่านักรบต่างลืมศัตรูไร้ชีวิตตรงหน้าทั้งสี่ตัว แล้วพร้อมใจกันทิ้งอาวุธ นั่งคุกเข่า เพื่อเริ่มที่จะใช้มือทั้งสองข้างกุมภาวนาต่อเทพเจ้าของพวกเขา

    """ท่านโนอาร์! """

    พวกเข้าพร้อมใจกันแผดเสียงเรียกขานนามของเทพเจ้าจนแผ่นดินสั่นสะท้าน



    แต่ศัตรูของพวกเขาหาได้สนใจพฤติกรรมนั้นไม่

    เหล่าโกเลมไร้หัวใจทั้งสี่ตัว ยังคงเดินหน้า พร้อมกับแผ่รังสีไมโครเวฟเพื่อล่าสังหารสิ่งมีชีวิตผู้โง่เขล่า

    มันย่ำเท้าตรงเข้าใส่เหล่านักรบไร้อาวุธ เตรียมพร้อมที่จะฆ่าฟันเหล่าผู้ศรัทธา ราวกับจะเข้าท้าทายอำนาจของเทพเจ้าที่พวกเขาเฝ้าศรัทธา

    "ท่าน… โนอาร์"

    ทั้งที่ความตายกำลังจะมาเยือนตรงหน้า พวกเขาก็ยังคงนั่งกุมมือภาวนาต่อไป

    เพราะพวกเขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ

    "ได้โปรด… พวกเราพยายามแล้ว… ได้โปรด… ช่วยพวกเราด้วยเถิด! "

    ว่าคราวนี้ เทพเจ้าจะลงมาเพื่อช่วยพวกเขาจริง



    *--- ปี๊ดดด!?! *

    แล้วมันก็เกิดขึ้น

    ปฏิหาริย์ได้เกิดขึ้นจริง

    เทพเจ้าได้ตอบรับความพยายามของพวกเขาแล้ว

    พริบตานั้น ร่างของโกเลมทั้งสี่ก็จักหยุดนิ่งมิเคลื่อนไหว

    แสงสว่างสีแดงที่สาดส่องทั่วฟ้าจนดวงตาพร่ามัว ทำให้ร่างของอสูรกายไร้หัวใจกลายเป็นรูกว้างที่ใจกลางหน้าอก

    รูที่ถูกเจาะทะลุนั้น ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน พร้อมกับลาวาที่เดือดระอุแตกพร่า

    แกนของโกเลมถูกทำลายลงในชั่ววินาทีนั้น

    แล้วพริบตาต่อมา ร่างของมันก็แตกสลาย กลายเป็นเศษดินคืนสู่ผืนปฐพี



    แต่การแสดงอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้ายังไม่จบเพียงเท่านี้

    เงาของยานที่ทอดตัวฟาดเหนือพื้นที่ครึ่งหนึ่งของทวีป ได้กลายเป็นเวทีสำแดงเดชอันเหมาะสม

    ฉากสีดำอันกว้างใหญ่ เริ่มถูกฉายภาพของบุรุษผู้หนึ่งขึ้นเหนือแผ่นดิน

    "นั่น… ไพไรต์ ชายผู้ถูกเลือกนี่! "

    พวกเขาทุกคนต่างรู้จักภาพของบุรุษผู้นั้นเป็นอย่างดี

    [ไพไรต์] บุรุษสีทองจากชนเผ่าสิงโต ชายผู้สืบสายเลือดของผู้กล้า [แบไรต์]

    "ผม… ทำสำเร็จแล้ว"

    ชายผู้นั้นเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง ผ่านทางเครื่องขยายเสียงของยานโนอาร์

    เสียงนั้นดังกังวาลไปทั่วทั้งแผ่นดินและมหาสมุทร



    "ผมผ่านบททดสอบทั้งแปดของเทพเจ้า และได้พลังของโนอาร์มาอยู่ในกำมือแล้ว"

    การปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง ทำให้เขากลายเป็นแสงสว่างที่เจิดจ้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์

    "ท่านโนอาร์มิปราถนาสงคราม แต่มิหวังให้พวกเราเป็นดั่งทาส"

    "มิยอมเสียศักดิ์ศรี มิยอมให้ใครกดขี่"

    "ดังนั้น ท่านโนอาร์จักมอบพลังให้เรา และให้เราลุกขึ้นสู้"

    "สู้… เพื่อแสดงเจตนารมณ์ แสดงถึงความปราถนาของพวกเรา"

    "ว่าพวกเรา มิใช่ [ทาส] "

    "ว่าพวกเรา มิใช่ [หุ่นเชิด] "

    "ว่าพวกเรานั้น [มีอิสระ] "

    "จงจับอาวุธขึ้นสู้ แล้วมุ่งตรงไปที่เมืองของศัตรู"

    "ผม… จะร่วมสู้ไปพร้อมกับพวกท่าน"

    “ผม… จะนำชัยมาให้กับพวกท่าน! ให้กับพวกเราทุกคน! ”



    หลังสิ้นการปราศรัย เสียงกู่ร้องคำรามเอาชัยชนะก็ระเบิดดังกึกก้อง

    เสี้ยงนั้นดังไปทั่วหล้า จากสุดขอบทิศตะวันออกจรดสุดขอบทิศตะวันตก

    "บุก! "

    ไฟแห่งการต่อสู้ของเหล่านักรบถูกจุดให้ลุกโชติช่วงยิ่งกว่าเคย

    พวกเขาวิ่งตรง ขับเคลื่อนรถลาก บุกทะลุฝืนป่ามุ่งสู่ชายหาดทิศตะวันออก



    ในตอนนั้นเอง เหล่าอินทรีเหล็กทั้งสี่ที่บินจากไป ได้เริ่มแปรรูปขบวน พร้อมกับบินวกกลับมอีกครา

    เป้าหมายคราวนี้มิใช่ทิ้งแกนโกเลม หากแต่เป็นเพชฌฆาตผู้ไร้ซึ่งความปราณี

    เป็นเพชฌแห่งเปลวเพลิงอันมีนามว่า "นาปาล์ม"

    เหล่าอินทรีย์เหล็กเริ่มบินลงต่ำ จัดขบวนหน้ากระดาน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะแผดเผาเหล่าฝูงสัตว์เบื้องล่าง

    แต่กระนั้น ทั้งที่เห็นเต็มตา เหล่านักรบกลับไม่สนใจอินทรีเหล็กที่โบยบินบนฟากฟ้า แล้วโถมกำลังเคลื่อนทัพดั่งคลื่นน้ำป่าต่อไป

    นั่นเป็นเพราะไพไรต์ บุรุษผู้ถูกเลือกโดยเทพเจ้า เขาผู้นั้นได้รับพลังอำนาจของเทพเจ้ามาอยู่ในมือแล้ว

    ภาพของบุรุษสิงโตที่ถูกฉายขึ้นท้องฟ้า เริ่มขยับมือชูขึ้นเหนือทวีป

    ณ วินาทีนั้น [ปาฏิหาริย์] ก็ได้จักปรากฏแสดงเดช



    อากาศที่ว่างเปล่า กำลังถูกพลังงานจำนวนมหาศาลเข้าแทรกแทรง

    พลังงานนั้น ทำให้มิติที่ว่างเปล่าถูกบิดเบือน บังเกิดเป็นรูหนอนเชื่อมต่อสู่พื้นที่แห่งหนึ่ง

    เหล่าอินทรีย์เหล็กไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

    ระบบควบคุมไร้คนขับทำการประมวลผล และตัดสินใจว่าควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

    แต่กว่าที่จะหักปีกหนี พวกมันก็ถูกหนวดสีขาวจำนวนมาก พุ่งเข้ามารัดเอาไว้เสียก่อน

    สิ่งที่ผุดออกมาจากรูหนอน คือเครื่องจักรไร้คนขับที่มีรูปร่างเหมือนแมงกะพรุน

    พวกมันใช้หนวดซิลิโคลนอันอ่อนนุ่ม พุ่งเข้ามัดปีกเหล็กกล้า แล้วกระตุ้นสารเหลวภายในหนวดด้วยกระแสไฟฟ้าจนหนวดเหล่านั้นหดตัวอย่างรุนแรง แล้วกลายเป็นพลังรัดที่บดขยี้ได้แม้แต่แผ่นเหล็กหนา

    ฝูงอินทรีย์เหล็ก ได้กลายเป็นเศษซากภายในเพียงเสี้ยวนาทีที่ถูกรัดเท่านั้น



    “โอ๊ววววว! นี่หรือคือพลังของผู้ถูกเลือก! ”

    “ชนะ…! พวกเราชนะสงครามครั้งนี้แน่นอน! ”

    ยิ่งได้เห็นพลังอำนาจของไพไรต์ ก็ยิ่งทำให้ความเคารพที่มีต่อเขาเพิ่มพูนสูงยิ่งขึ้น

    โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

    “ไพไรต์จงเจริญ! ”

    “ไม่สิ ต้อง [ท่านไพไรต์] ต่างหาก! ”

    “ท่านไพไรต์ บุรุษผู้ถูกเลือกของพวกเรา! ”

    พวกเขา ได้พร้อมใจกันเชิดชู [ไพไรต์] ในระดับเดียวกับเทพเจ้าโนอาร์ไปเสียแล้ว



    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    “ไม่เลว…”

    ฉันกล่าวชื่นชมการตัดสินใจของไพไรต์

    เขาคือชายที่มีความเป็นผู้นำสูง

    ทั้งที่ได้ยินคำเตือนของฉันไปแล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะทำตามความเชื่อมั่นของตัวเองที่คิดว่าถูกต้อง

    คนที่หวาดกลัวในการลงมือทำ ไม่อาจที่จะสร้างสิ่งใดให้เกิดขึ้นมาได้

    หากไม่ก้าวเท้าแรกออกไป แล้วก้าวที่สองจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน?

    คนที่กล้าตัดสินใจลงมือทำ กล้าที่จะยอมให้ตัวเองเปื้อนโคลน ต้องเป็นคนเช่นนั้น ถึงจะสามารถขับเคลื่อนผู้คนได้



    แต่ถึงจะชื่นชม แต่ใช่ว่าฉันจะเห็นด้วยกับวิธีการของเขา

    มันมีหลายวิธีที่จะหยุดสงครามได้

    เช่นการสร้างตัวร้ายบุคคลที่สาม

    หรือการใช้พลังของโนอาร์ สั่งห้ามการต่อสู้ด้วยอำนาจของเทพเจ้า

    หรือแม้แต่แสดงที่เหนือกว่าอย่างท้วมท้น จนอีกฝ่ายกลัวขี้หดไม่กล้าหือต่อต้านขึ้นมาอีก

    หรืออาจจะมีวิธีอื่นที่สุดแล้วแต่จะคิด

    แต่มันไม่มีที่มองเห็นอนาคตได้

    ไม่มีใครรู้ ว่าวิธีไหนมันจะใช้ได้ผลที่สุด

    ประหนึ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าเหรียญที่ดีดขึ้นท้องฟ้านั้น มันจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย

    แต่เรารู้ว่ามันต้องออกไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง



    “นั่นสินะ ในเมื่อมาทิศทางเช่นนี้แล้ว ฉันเองก็ต้องลงมือทำอะไรบ้างแล้วค่ะ”

    ในเมื่อคุณไพไรต์กำลังเริ่มทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้นำ ฉันเองก็ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง

    เพราะนี่คือโอกาส

    ดูเหมือนว่าภายในรัฐบาลฝั่งของฉัน มันจะมีอะไรแปลก ๆ อยู่

    พวกลิลลี่ไม่สามารถติดต่อพ่อแม่ของตัวเองที่เป็นถึงระดับวีรชนในอดีตได้

    ฉันเอง ก็ไม่สามารถติดต่อท่านแม่… ราชินีของพวกฉันได้เช่นกัน

    ใช่… มันแปลกประหลาดมาก

    แต่ในเมื่อราชินีหายตัวไป งั้นฉันนี่ละ จะรีบใช้โอกาสนี้แย่งตำแหน่งนั้นมาซะ

    แล้วทีนี้ ท่านพ่อก็จะตกเป็นขุนพลของฉันอย่างชอบธรรม ตามหลักธรรมเนียมของเผ่ามนุษย์มด

    รวมไปถึงได้อำนาจมาอยู่ในกำมือด้วย

    แล้วคราวนี้ ฉันจะใช้อำนาจนั้น รักษาสมดุลกับเผ่ามนุษย์สัตว์ของคุณไพไรต์ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคตของสองทวีป



    “คุณโฮปค่ะ”

    เพื่อจะทำการใหญ่ ฉันจึงต้องการความสามารถด้านการต่อสู้ของคุณโฮป

    มันอาจจะแปลกไปสีกหน่อย ที่ฉันเลือกคนต่างเผ่ามาเป็นคนคุ้มกันของตัวเอง

    แต่นี่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น

    อีกอย่าง ฉันไม่รู้ว่าจะหาใครที่เก่งกาจราวปีศาจเหมือนกับเขาได้อีกแล้ว

    “สนใจจะมาเป็น [ขุนพล] ของฉันชั่วคราวไหมละคะ? ”

    [ขุนพล] คือตำแหน่งสำคัญของเผ่าฉัน ที่จะถูกมอบให้กับคนที่ต้องมาคุ้มกันราชินีของเผ่า

    มันคือตำแหน่งเดียวกับพ่อของฉัน

    พูดง่าย ๆ ก็คือ

    มันเป็นตำแหน่งของ [ราชา] ค่ะ



    อนึ่ง...

    กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่าฉันรักหรือชอบคุณโฮปนะคะ

    เพราะเผ่ามนุษย์มดไม่สามารถมีลูกกับเผ่าอื่นได้ค่ะ

    กรุณาจำให้ขึ้นใจด้วยค่ะ

    ขอย้ำ

    ฉันไม่เคยรู้สึกพิศวาสคุณโฮปแม้แต่นิดค่ะ

    แม้แต่มิลลิเมตรเดียวก็ไม่เคยค่ะ