“นี่ นาย รอฉันด้วย” ฉันะโไล่หลังและวิ่งตามนายคนเก็บขยะออกไป แต่เขากลับเดินดุ่มๆต่อไปเรื่อยๆจนไปหยุดอยู่ริมถนน
“ทำไมนายไม่รอฉันเลยห้ะ นายไม่ได้ยินที่ฉันเรียกหรือไง” พอฉันวิ่งไปถึงตัวนายคนเก็บขยะก็เกรี้ยวกราดใส่เขาทันที แต่เขากลับไม่มีทีท่าเกรงกลัวฉันเลยสักนิด
“ได้ยิน แต่ผมไม่จำเป็ต้องรอคุณนี่” นายนั่นพูดเสียงเรียบ และทำเป็หยิ่งโอหังยโส
หน๋อยแน่ กล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้ นายคิดว่านายเป็ใครกันห้ะ แล้วที่ฉันต้องถูกไล่ออกจากบ้านก็เพราะว่านายส่วนหนึ่ง ยังไงนายก็ต้องรับผิดชอบ
“ยังจะมีหน้ามีถามอีก ที่ฉันถูกไล่ออกจากบ้านก็เพราะนายนั่นแหละ ยังไงนายก็ต้องรับผิดชอบ” ฉันพูดอย่างเอาเื่ แต่เขากลับทำนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถ้าคุณลองนึกย้อนกลับไปดีๆ และคิดแบบไม่เข้าข้างตัวเองนะ คุณก็จะสำนึกได้ว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้นเหตุทั้งหมดมันก็มาจากคุณเอง” นายนั่นพูดสีหน้าเรียบเฉย
“นี่นายจะหาว่าฉันเข้าข้างตัวเองอย่างนั้นหรอ” ฉันเริ่มมีน้ำโห
“แล้วมันจริงไหมล่ะ ผมอยู่ของผมดีๆคุณก็มาลากผมไป แล้วยังจะบอกว่าผมคือคนที่คุณเลือก” เขาพูดอย่างผู้ที่ถือชัยชนะ แต่มันก็จริงแหละ ฉันเป็คนเดินเข้าไปหาและลากเขาออกมาเอง “แถมยังจะทำผมเสียงานหมด” เขาพูดอย่างเสียดาย นี่นายเห็นไองานเก็บขยะนั่นสำคัญกว่าฉันงั้นหรอ “แค่ผมไม่เรียกร้องไอเงินห้าหมื่นที่คุณจ้างผม ก็บุญเท่าไหร่แล้ว แล้วนี่ยังจะมาให้ผมรับผิดชอบอะไรอีก” เขาสวดยาวให้ฉันฟังบทนึงจนฉันสำนึกผิดแทบไม่ทัน แต่ฉันก็ต้องทำเก่งเพื่อรักษาฟอร์ม
“แต่นายก็มีส่วนทำให้ฉันถูกคุณแม่ไล่ออกจากบ้าน เพราะฉะนั้นนายต้องรับผิดชอบ ด้วยการให้ฉันไปอยู่กับนายด้วย” ฉันพูดเสียงหนักแน่นพร้อมกับยืดอกพูดอย่างมั่นใจแสดงให้เขาเห็นว่าฉันไม่ได้ผิดคนเดียว
“ห้ะ นี่คุณจะบ้าหรือไง ถ้าผมเอาคุณไปอยู่ด้วย มีหวังผมได้ประสาทแดกตายแน่ ไม่เอา คุณจะไปไหนก็ไปเลย ผมจะกลับบ้าน” เขาพูดออกมาอย่างหัวเสีย แถมยังกวักไล่ฉันให้ไปจากเขาอีก
หืย นายคิดว่านายเป็ใคร ถึงได้มากล้าไล่ฉันแบบนี้ ทั้งชีวิตฉันไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธฉัน นายกล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับฉัน ฉันมองหน้าเขาด้วยความโกรธ ผู้ชายอะไรใจดำชิบหาย ไม่มีความเป็สุภาพบุรุษเอาซะเลย แต่คำพูดทั้งหมดนี้ฉันก็ได้แต่เก็บมันเอาไว้ในใจ เพราะตอนนี้ฉันเป็คุณหนูตกกระป๋องไปแล้ว ฉันต้องพึ่งเขา
ว่าแต่นายนี่ใช่คนเก็บขยะจริงๆรึเปล่าเนี่ย ทำไมถึงได้ปากคอเราะร้ายแบบนี้ เถียงคำต่อคำเลย เนื้อตัวถึงจะดูสกปรก แต่กลับไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับโชยออกมาเลย แถมยังมีกลิ่นหอมโชยออกมาอีกต่างหาก
“เดี๋ยวก่อนสิ นายก็รู้ว่าฉันโดนคุณแม่ไล่ออกจากบ้าน โดนยึดกระเป๋าตังค์ กุญแจรถ ทุกอย่างเลย ตอนนี้ฉันไม่มีตังค์ติดตัวเลยสักบาท ฉันก็เป็ได้แค่คุณหนูตกกระป๋องอ่า นายจะใจร้ายใจดำให้ฉันไปนอนใต้สะพานจริงๆหรอ” ฉันทำเสียงอ่อนเสียงหวานออดอ้อนเขาแถมยังทำน้ำตาซึมปริบๆเผื่อเขาจะเห็นใจฉันขึ้นมาบ้าง
“ก็รู้ตัวนี่ งั้นก็ช่วยลดอีโก้ในการเป็คุณหนูของคุณลงหน่อย เวลาจะขอความช่วยเหลือจากใคร ก็หัดพูดดีๆพูดเพราะๆ ออกมาจากใจจริง ให้ความจริงใจ บางทีผมอาจจะสงสารคุณ แล้วยอมให้คุณไปอยู่บ้านผมด้วยก็ได้นะ” เขาพูดอย่างถือดี
นายกล้าดียังไงมาสอนฉัน นายมันก็แค่คนเก็บขยะ มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับฉัน นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะพูด แต่ความเป็จริงฉันทำได้เพียง
“นาย ฉันขอไปอยู่ด้วยคนนะ ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรในชีวิตแล้วอ่า แม้แต่ตังค์ติดตัวสักบาทยังไม่มีเลย นายเห็นใจฉันหน่อยนะ” ฉันทำเสียงอ่อนเสียงหวานบวกกับสะอึกสะอื้นเพื่อให้เขาสงสารแถมยังยกมือไหว้ นี่ฉันต้องทำขนาดนี้เลยหรอ
“แค่นี้ก็น่ารักแล้ว ถ้าเธอไม่รังเกียจก็ตามมา” เขาพูดและยิ้มให้เป็เชิงว่าเขาอนุญาต
“เย้!!!”ด้วยความดีใจฉันจึงะโกอดนายนั่นแล้วะโโยกไปมาอย่างดีใจ ในที่สุดฉันก็ไม่ต้องไปนอนใต้สะพานแล้ว “ขอบคุณ ขอบคุณนะ” ฉันพูดขอบใจนายนั่นอย่างดีอกดีใจจนลืมตัว
“แอ่มๆ” นายนั่นกระแอ่มให้ฉันรู้สึกตัว
ฉันรีบปล่อยมือออกจากเขาทันที
“ฉันขอโทษ”ฉันพูดขขอโทษเขาแล้วใช้มือปัดๆตามตัวของตัวเอง อี๋ เมื่อกี้ฉันกอดนายเข้าไปได้ไงเนี่ย แต่ว่าทำไมตัวนายถึงไม่มีกลิ่นเหม็นเลยล่ะ แถมยังตัวหอมอีกต่างหาก ไม่เหมือนกับคนจรทั่วไปเลย
สักพักก็มีรถเมล์ประจำทางที่กำลังขับเคลื่อนเข้ามาใกล้จะถึงพวกเรา เขาทำท่าโบกรถเมล์ แล้วรถเมล์ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเรา อย่าบอกนะว่านายจะให้ฉันขึ้นรถคันนี้ไปบ้านเขาอ่า
“ไปคุณ” เขาหน้ามาพยักหน้าให้ฉันเป็เชิงว่าให้ฉันขึ้นรถ
“นายจะบ้าหรอ ให้ฉันขึ้นรถคันนี้เนี่ยนะ” ฉันหันไปต่อว่านายนั่น
“ไม่บ้า คันนี้เนี่ยแหละ ผมมีปัญญาแค่นี้ ถ้าคุณไม่ไปก็ตามใจ” เขาพูดและทำท่าเหมือนจะเดินขึ้นรถ
อ้าวแล้วฉันอ่า รถแบบนี้ฉันขึ้นไม่เป็นะ นี่ฉันต้องขึ้นรถคันนี้จริงๆหรอเนี่ย
“น้อง จะไปมั้ย คนอื่นเขาเสียเวลา” ผู้ชายคนหนึ่งน่าจะเป็กระเป๋ารถเมล์ะโมาเรียกเราสองคน
“ไปครับ” นายนั่นตอบก่อนจะรีบะโขึ้นรถเมล์ไป อ้าว แล้วฉันล่ะ
“รอฉันด้วย” ฉันรีบะโขึ้นรถเมล์ตามเขาไป แต่แค่ฉันขึ้นมาบนตัวรถได้ยังไม่พ้นบันได รถก็ออกตัวทันทีจนฉันเซไม่เป็ท่าล้มลงนั่งกองกับพื้น
ฮือออ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทั้งเจ็บทั้งอาย เพราะตอนนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่ฉัน หือๆๆ ฉันอยากหายตัวไปจากตรงนี้จังเลย
แต่จู่ๆก็มีมือนึงยื่นมาให้ฉันจับ ฉันมองตามมือนั้นไปแล้วก็เห็นว่าเ้าของมือนั้นก็คือนายคนเก็บขยะ ฉันจึงต้องจำใจยื่นมือให้เขาจับแล้วประคองฉันเดิน เพราะลำพังตัวเองฉันคงเดินไปไม่ถึงที่นั่งแน่ๆ ดีนะที่ตอนกลางคืนคนบนรถประจำทางมีไม่เยอะ ฉันจึงยังคงมีที่ให้นั่ง ไม่ต้องคอยยืนให้หลังขดหลังแข็ง
ฉันและนายนั่นนั่งรถโดยเงียบมาตลอดทาง และแล้วก็ถึงที่ที่ๆต้องลง เขาจึงพาฉันลง ขณะที่ฉันกำลังก้าวขาจะลงจากรถเมล์ รถเมล์ก็ออกตัวทันที ทำให้ฉันที่ยังก้าวไม่พ้นรถเมล์ต้องรีบวิ่งลงมาและสดุดขาตัวเองจนเซกำลังจะล้ม
“ว้าย!!!” ฉันร้องเสียงหลงด้วยความใ แต่มีมือจากไหนไม่รู้มาคว้าร่างฉันไว้ทันและตอนนี้ฉันก็กำลังยืนอยู่ในอ้อมกอดเขา ฉันค่อยๆเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยระยะใบหน้าที่ใกล้กันแค่คืบ เขาคือนายคนนั้น คนเก็บขยะ
“ฉันขอโทษ” ทันทีที่ได้สติ ฉันก็พูดขอโทษเขา แต่เขาก็พูดขอโทษฉันพร้อมกับที่ฉันขอโทษเขา เราสองคนพูดพร้อมกัน และมองหน้ากัน จู่ๆฉันก็รู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณใบหน้า ทำให้ต้องรีบหลบตาเขาทันที เขาจึงค่อยๆปล่อยมือออกจากเอวของฉัน
เขาพาฉันเดินเข้ามาในซอยเล็กๆแห่งหนึ่งจนถึงบ้านหลังหนึ่งที่หน้าบ้านจะมีต้นมะม่วงต้นใหญ่อยู่ รั้วบ้านจะเป็กรงเหล็กเก่าๆ แล้วตัวบ้านก็เป็ไม่เก่าๆที่ดูเหมือนจะหมดอายุการใช้งานแล้ว จะพังลงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ถึงแล้วบ้านผม” เขาหันมาพูดกับฉัน และไขแม่กุญแจที่คล้องกับโซ่ที่รั้วบ้านไว้
“หลังนี้หรอ” ฉันถามทวนอีกครั้ง ดูภายนอกแล้วบ้านหลังนี้เล็กกว่าห้องน้ำในห้องนอนฉันอีก แล้วฉันจะอยู่ที่นี้ได้มั้ยเนี่ย