เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 ท่วงทำนองแห่งการจากลา


            พวกเขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับพี่ใหญ่ลู่คอไม่แข็งนักจึงอาศัยตอนที่สติยังครบถ้วนอยู่นำข้อความจากน้องหญิงของตนเองถ่ายทอดให้กับพี่ภรรยา

            “พี่ใหญ่ เสี่ยวหมี่น้องข้าบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะเชิญท่านไปที่บ้านนางมีเรื่องการค้าจะเจรจากับท่าน”

            “ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปอย่างแน่นอน”

            พี่ใหญ่ลู่ยังคิดจะพูดอะไรต่ออีกแต่ก็ถูกญาติผู้น้องผู้ชายสองคนของบ้านสกุลเฉินลากไปดื่มสุราไม่นานเขาก็ต้องยอมแพ้...

            เรือนกระจกของสกุลลู่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลังแรกนับๆ ดูตอนนี้ก็สิบวันแล้ว เสี่ยวหมี่สั่งให้ซูอีจุดไฟที่เตา โปรยเมล็ดไว้แล้วปล่อยให้มันงอกในเรือนกระจกตอนนี้สามวันหลังจากโรยเมล็ด ต้นกล้าเล็กๆ ก็งอกขึ้นมา ถึงแม้จะมีใบแค่สองสามใบแต่พวกมันต่างพากันประชันขันแข่งชูช่ออย่างไม่ยอมแพ้แลดูภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นความหวังแรกแห่งฤดูหนาว

            ยามที่พระอาทิตย์เจิดจ้าที่สุดของวันหน้าต่างทุกบานถูกเปิดออก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแต่ลมหนาวถูกกั้นเอาไว้ด้านนอก ภายในเรือนกระจกทั้งสว่างไสวและอบอุ่นไม่ต่างอะไรกับฤดูใบไม้ผลิ

            เสี่ยวหมี่ให้ซูอีช่วยย้ายโต๊ะเฝิงเจี่ยนนั่งอ่านตำราอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนนางกำลังเขียนจดหมายหาพี่สามและตรวจสอบบัญชีเฉินเยว่เซียนตัดสินใจติดตามพี่ใหญ่ลู่ลงใต้ไปดูแลโรงทำแป้งนางจึงไม่สอดมือเข้ามายุ่งกับบัญชีของครอบครัวมากนักเสี่ยวหมี่จึงจำเป็นต้องจัดการเองต่อไป

            ยามนี้นางเพิ่งเขียนจดหมายเสร็จเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเฝิงเจี่ยนกำลังมองนางอยู่อย่างเหม่อลอย จึงหน้าแดงเอ่ยว่า“พี่ใหญ่เฝิง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”

            แววตาของเฝิงเจี่ยนแลดูสับสนเล็กน้อยสุดท้ายก็เอ่ยว่า “อีกไม่กี่วัน ข้าจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว”

            เสี่ยวหมี่กำลังฝนหมึกอยู่ เมื่อได้ยินคำนี้ก็เผลอปล่อยแท่งหมึกร่วงลงไปในถาดน้ำหมึกกระเซ็นขึ้นมาเปรอะเปื้อนแขนเสื้อของนางเป็นด่างดวงก่อนจะค่อยๆ แผ่กระจายเป็นวงใหญ่และดูน่าอนาถยิ่งนัก

            “อ้อ ท่านเองก็ออกมานานมากแล้ว สมควรจะกลับไปได้แล้ว”

            เสี่ยวหมี่เอ่ยออกมาเรียบๆ หนึ่งประโยค นางหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนเป็นวงกลมเช่นเดิมราวกับเมื่อครู่คนที่เสียกิริยาไม่ใช่นาง

            เฝิงเจี่ยนตัวหดลงเล็กน้อย เขารีบโพล่งออกมาว่า“ข้าจะรีบกลับมา”

            เสี่ยวหมี่กลับยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนหน้านี้ไปท้องทุ่งหญ้าครั้งนี้กลับเมืองหลวง ต่อให้นางอยากจะหลอกตัวเองมากเพียงใด แต่ก็รู้ว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้หมู่บ้านเล็กๆอย่างหมู่บ้านเขาหมีไม่อาจรั้งเอาไว้ได้ เขาอยู่ที่นี่มานานนับปีก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว

            แต่เขาก็ไม่เคยเล่าเรื่องที่ที่เขาจากมา หรือชาติตระกูลของเขาให้ฟัง...

            ไม่ว่าจะเพราะไม่เชื่อใจหรือไม่สะดวกจะพูดก็ช่างอย่างไรเสียก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าสักวันเขาต้องจากไปอยู่ดี

            นางไม่อาจขัดขวางได้ ทั้งไม่อยากจะขวางและไม่คิดจะไต่ถามด้วยซ้ำ เพราะหากได้ยินคำตอบที่ทำให้นางเจ็บปวดคงจะกลายเป็นตอนจบที่ไม่มีความสุขยิ่งกว่าเดิม

            “พี่ใหญ่เฝิงทัศนาจรไปทั่วแผ่นดินเดิมทีก็ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่ง หากวันหน้าผ่านมาทางนี้อีกจะต้องกลับมาพำนักที่หมู่บ้านเขาหมีเราสักวันสองวันนะเจ้าคะ วันหน้าหากพวกเรามีโอกาสไปเมืองหลวงหากพี่ใหญ่เฝิงสะดวกก็มาพบกันหน่อย หากไม่สะดวกก็ช่างเถิด”

            “ไม่ใช่นะ ข้า...”

            เฝิงเจี่ยนขมวดคิ้ว ความห่างเหินจากเสี่ยวหมี่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนอกเขามีอะไรมากมายที่อยากจะพูดแต่พูดไม่ได้

            ยามนี้เขายังหาต้นสายปลายเหตุของแหขนาดใหญ่ที่กำลังครอบอยู่นั้นไม่เจอเรื่องบางเรื่องหากพูดออกมาจะเป็นอันตรายกับสกุลลู่ เป็นอันตรายต่อสตรีอันเป็นที่รักแต่หากไม่พูดออกมา มันจะกลายเป็นดาบแหลมคมที่ทิ่มแทงทำลายความสัมพันธ์กว่าหนึ่งปีระหว่างพวกเขาแทน

            “พี่ใหญ่เฝิงจะเดินทางวันไหนก็บอกมานะเจ้าคะ ข้าจะจัดเตรียมเสบียงอาหารและอาภรณ์ให้ท่านใช้ระหว่างทางตัวท่านเองก็ช่างเถอะ แต่เกาเหรินอายุยังน้อย ท่านลุงหยางเองก็สุขภาพไม่ดีเตรียมของไปให้พร้อมสักหน่อยย่อมดีกว่า”

            เสี่ยวหมี่หยิบกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมา จากนั้นก็เขียนรายการสิ่งของที่จำเป็นราวกับไม่สนใจเรื่องที่เขาจะจากไปแม้แต่น้อย

            เฝิงเจี่ยนรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก ตอนที่เขาคิดจะพูดอะไรต่อไปนั้นเกาเหรินกลับโผล่มาตะโกนว่า “เสี่ยวหมี่ พี่ชายคนโตสกุลเฉินมา เขาบอกว่ามาหาเจ้า”

            “ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

            เสี่ยวหมี่ลุกขึ้น นางเก็บโต๊ะอย่างง่ายๆ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเกาเหรินช่วยเขาจัดผมเปียบนศีรษะเอ่ยว่า “เจ้าคิดเอาไว้ว่าอยากกินอะไรบ้าง ข้าจะช่วยจัดเตรียมให้เจ้าจะได้เอาไว้รองท้องระหว่างทาง”

            “ระหว่างทาง?” เกาเหรินมองเสี่ยวหมี่เดินผ่านประตูออกไปจากนั้นหันไปมองเจ้านายที่สีหน้าไม่ดีนัก “ท่านบอกเสี่ยวหมี่หรือว่าเราจะจากไป”

            เฝิงเจี่ยนไม่ตอบ ทำให้เกาเหรินระเบิดลงทันที“ท่านต้องบอกนางแล้วแน่ๆ ท่านทำให้เสี่ยวหมี่เสียใจ ถ้าจะไปท่านก็ไปคนเดียวท่านทิ้งเสี่ยวหมี่ไปเช่นนี้ นางต้อง...” 

            ปัง!

            เฝิงเจี่ยนตบโต๊ะเสียงดังจนทำเอาซูอีที่อยู่ด้านนอกต้องชะโงกหน้าเข้ามามอง

            เกาเหรินกัดฟันถลึงตา แล้วสะบัดหน้าหนีออกไปทันที

            เหลือเพียงเฝิงเจี่ยนอยู่เพียงผู้เดียวมือเขายังไม่ทันหายชา ผู้เฒ่าหยางก็โผล่เข้ามา วางเงินสองร้อยตำลึงลงบนโต๊ะ

            “นายน้อย แม่นางเสี่ยวหมี่วานให้ข้านำเงินนี้มาให้ท่านนายน้อยต้องการใช้เงินหรือขอรับ?”

            เฝิงเจี่ยนหลับตาลงทันที...

            …

            “เสี่ยวหมี่ วันมะรืนนี้ข้าจะเดินทางกลับเมืองหลวงถึงตอนนั้นข้าจะนำตุ๊กตากลับไปด้วย ส่วนเงินจะฝากขบวนพ่อค้ากลับมาไม่รู้ว่าครั้งนี้เจ้ามีสิ่งใดจะกำชับเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”

            ก่อนจะขึ้นเขาเฉินซิ่นไปนั่งพักที่เรือนถิ่นสราญอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าน้องสาวนั่งทำงานเย็บปักอยู่ในบ้านใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเงียบสงบ ก็วางใจแล้วจริงๆ ทำให้เขายิ่งซาบซึ้งใจต่อสกุลลู่เป็นอย่างมากจึงยิ่งรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับเสี่ยวหมี่ เห็นนางเป็นน้องหญิงแท้ๆ ของตนเองก็ไม่ปาน

            หากเป็นเมื่อก่อนเสี่ยวหมี่คงยิ้มแย้มรีบเอ่ยตอบรับแต่ยามนี้นางกลับถือกาน้ำชาไว้ในมือทว่าสติล่องลอยไปไกล

            เห็นว่าน้ำชาล้นออกมาจากถ้วยจนเลอะเต็มโต๊ะเฉินซิ่นจึงรีบเตือนว่า “เสี่ยวหมี่ เสี่ยวหมี่ น้ำชาล้นออกมาแล้ว”

            “อา ข้า...” เสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมาได้นางหงุดหงิดใจยิ่งนักดีที่สาวใช้ชิงอวี้และชิงฮัวมือไม้คล่องแคล่วรีบใช้ผ้าเนื้อหนามาซับให้แล้วเปลี่ยนนำถ้วยชาชุดใหม่เข้ามา

            “เสี่ยวหมี่ช่วงนี้เจ้ายุ่งมากจนไม่ได้พักผ่อนหรือ วันพรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่ดีหรือไม่ อย่างไรเสียในเมืองกับที่นี่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก”

            เฉินซิ่นทำการค้าอยู่ไกลบ้านมานาน เขาจึงเชี่ยวชาญการอ่านสีหน้าคนเป็นอย่างยิ่งครั้นเห็นว่าเสี่ยวหมี่มีสีหน้าไม่ถูกต้องนัก จึงรีบเอ่ยขอตัวทันที

            แต่เสี่ยวหมี่กลับยิ้มขื่นรั้งเขาไว้ “พี่ใหญ่เฉินท่านนั่งลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ใจลอยเล็กน้อย พวกเราคุยเรื่องการค้ากันก่อน”

            “ได้ เจ้าว่ามา”

            เฉินซิ่นสาดสายตาไปนอกประตูเห็นเฝิงเจี่ยนเดินก้าวเท้าเข้ามาในเรือนเขาชะงักเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังเรือนพักฝั่งตะวันออก เฉินซิ่นก็เหมือนจะเดาออกแล้วว่าเหตุใดเสี่ยวหมี่จึงมีท่าทีเช่นนั้น

            เสี่ยวหมี่นั่งหันหลังให้ประตูจึงไม่ทันเห็นนางตัดสินใจวางกาน้ำชาลง แสดงท่าทางบอกให้ชิงฮัวเป็นคนรินน้ำชาให้นาง เมื่อดื่มชาเสร็จแล้วถึงได้เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่เฉิน ข้าคิดจะเปิดร้านค้าที่เมืองหลวงถ้าเป็นไปได้อยากจะเปิดโรงเตี๊ยมเพื่อขายอาหารจานใหม่นานาชนิดที่ไม่เคยมีใครขายมาก่อนวัตถุดิบใช้ผักที่ปลูกเองและเฟิ่นเถียวที่ทำเอง หากว่าดูแลจัดการได้ดีคาดว่าคงจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำแต่พวกเราไม่มีคนที่พอจะสนิทสนมอยู่ที่เมืองหลวงจึงยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม วันนี้ที่เชิญท่านมาก็เพื่อจะถามว่าเจ้านายที่พี่ชายสังกัดอยู่นั้นพอจะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่”

            เฉินซิ่นสืบทอดความเฉลียวฉลาดมาจากบิดาทั้งยังมีพรสวรรค์ในการทำการค้าไม่เช่นนั้นก็คงไม่ออกไปเติบโตทำการค้าอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่เมืองหลวงได้ เมื่อได้ยินเสี่ยวหมี่พูดเช่นนี้เขาก็ชอบใจทันทีถามต่อว่า “น้องหญิงคิดจะทำอาหารจานใหม่อะไรบ้างในเมืองหลวงมีโรงเตี๊ยมมากมายเป็นดอกเห็ด แม้แต่อาหารจากดินแดนตะวันตกก็ยังมีขายที่เมืองหลวงหรือว่าน้องหญิงมีของแปลกใหม่ยิ่งกว่านั้นอีกหรือ”

            เสี่ยวหมี่ได้ยินเขาเรียกนางอย่างสนิทชิดเชื้อก็ยิ้มเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เฉินวางใจ ตอนนี้ผักที่บ้านเราปลูกไว้ยังเล็กนัก และของอื่นๆก็ยังจัดเตรียมไม่เรียบร้อย วันพรุ่งนี้...ไม่สิ วันมะรืน ขอเชิญพี่ชายมาเป็นแขกที่บ้านเราข้าจะทำอาหารแปลกใหม่ให้ท่านชิม ถึงตอนนั้นท่านก็จะรู้เองเจ้าค่ะ”

            “ได้ของว่างที่ข้าได้ชิมที่เรือนของเยว่เซียนเมื่อครู่นี้ก็รสชาติอร่อยมากได้ยินว่าเป็นฝีมือเจ้า ฝีมือน้องหญิงดีเช่นนี้ต่อให้จะเปิดโรงเตี๊ยมที่เมืองหลวงไม่ได้ แต่อย่างน้อยเปิดร้านของว่างก็คงโด่งดังไม่น้อย”

            เฉินซิ่นชมออกมาจากใจจริงทำเอาเสี่ยวหมี่อดยิ้มกว้างไม่ได้ “เช่นนั้นข้าจะเตรียมเผื่อไว้สักสองกล่องวันมะรืนจะได้ให้ท่านพี่เอาไปกินรองท้องระหว่างเดินทางกลับ”

            “เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”

            เฉินซิ่นประสานมือคารวะขอบคุณจากนั้นก็ขบคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่ขอปิดบังน้องหญิงหลานชายของเจ้านายข้าคนนั้นเป็นสหายร่วมเรียนกับองค์รัชทายาท อยู่ที่เมืองหลวง ไม่กล้าพูดว่าไม่มีใครกล้ารังแกแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวใคร อีกทั้งยังมีคุณธรรมน้ำใจงาม สามารถร่วมมือด้วยได้แต่ก็ต้องรอให้ข้ากลับไปปรึกษาดูเสียก่อน ยามนี้จะตอบตกลงเลยก็คงไม่ได้...”

            “พี่ชาย ท่านไม่ต้องกังวลเหตุผลเหล่านี้ข้าล้วนเข้าใจดี”

            เสี่ยวหมี่สนทนากับเฉินซิ่นต่ออีกสองสามประโยคเฉินซิ่นก็ลุกขึ้นขอตัว

            เสี่ยวหมี่ไปส่งเขาที่หน้าประตูพอดีเห็นเสี่ยวเตาเดินผ่านไปเสี่ยวหมี่จึงตะโกนเรียก “พี่เสี่ยวเตาตอนนี้ท่านยุ่งอยู่หรือไม่เจ้าคะ? หากว่าไม่ยุ่งก็จะได้เข้าเมืองไปพร้อมพี่ใหญ่เฉินประการที่หนึ่งเพื่อไปดูทำเลร้านค้าที่ท่านลุงเฉินช่วยเลือกไว้ให้ประการที่สองจะฝากท่านซื้อเนื้อหมูกลับมาให้ข้าหน่อยเจ้าค่ะ ถ้ามีกระดูกหมูก็ช่วยซื้อกลับมาให้มากหน่อยยังมีไส้แกะ...”

            เสี่ยวเตาได้ยินแล้วก็นึกแปลกใจ เอ่ยว่า“น้องหญิง เจ้าไม่ไปดูร้านหรือ ให้ข้าไปดูคนเดียวจะได้อย่างไร อีกอย่างไม่กี่วันก่อนท่านลุงกัวไม่ใช่ว่าเพิ่งเอาหมูไปให้ตัวหนึ่งหรือเหตุใดจะซื้อเนื้อหมูอีก?”

            เสี่ยวหมี่หงุดหงิดรำคาญใจนางต้องพยายามอย่างมากที่จะกดความหงุดหงิดนี้ลงไปก่อนจะอธิบายว่า“วันหน้าร้านค้านี้จะให้ท่านเป็นคนจัดการ ท่านเห็นว่าดีก็นับว่าใช้ได้แล้วส่วนเนื้อหมู ข้ามีเรื่องต้องใช้มัน รีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ ข้ารอใช้อยู่”

            เฉินซิ่นเห็นว่าเสี่ยวเตาถูกตอกกลับเสียจนหน้าแดงน้อยๆก็รีบช่วยพูดเพื่อคลายความกระอักกระอ่วนให้เขา “น้องเสี่ยวเตาเจ้ายังไม่รู้อะไรเสี่ยวหมี่คิดจะเปิดโรงเตี๊ยมแห่งใหม่ ของพวกนี้เกรงว่าคงจะซื้อมาเตรียมไว้ทำอาหารจานใหม่ไป เรารีบเข้าเมืองกันเถอะ ร้านที่เลือกไว้ข้าเองก็รู้จัก เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปเอง”

            “ได้ ขอบคุณพี่ใหญ่เฉิน”

            เสี่ยวเตาได้ยินก็ยินดี ไม่ถามอะไรมากมายเขากระโดดขึ้นรถม้าเข้าเมืองไปพร้อมเฉินซิ่น

            เสี่ยวหมี่พ่นลมหายใจออกมา แอบเคาะศีรษะตัวเองเบาๆแล้วจึงหมุนกายกลับเรือนไป

            เกาเหรินเดินออกมาจากเรือนพักฝั่งตะวันออกด้วยสีหน้าดำทะมึนเสี่ยวหมี่พยายามอย่างยิ่งที่จะฉีกยิ้มทักทายว่า “เกาเหรินข้าจะเตรียมทำอาหารเย็นแล้ว เจ้าอยากกินอะไร รีบบอกมาเร็วเข้า”

            “ไม่กิน”

            เกาเหรินกลับปฏิเสธอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วกระโดดขึ้นหลังคาไปทันทีเพียงไม่นานก็หายไปไม่เห็นเงา

            เสี่ยวหมี่ถอนใจ ยิ้มขมขื่น “เกรงว่าคงจะถูกตำหนิมาละสิ”

            พูดจบ นางก็พยายามเรียกความสดใสกลับมายิ้มเอ่ยกับท่านป้าเจียงในห้องครัวว่า “ก่อนหน้านี้คนที่บ้านยุ่งกันหลายเรื่องจึงไม่ได้กินของดีๆ มานานแล้ว เราต้องทำอาหารเยอะๆ บำรุงพวกเขาหน่อย คืนนี้ทำผัดผักสักแปดจานก็แล้วกันบวกปลาผัดเปรี้ยวหวาน น้ำแกงตุ๋นกระดูกหมู...”

            นางพูดพลางพับแขนเสื้อเดินเข้าไปหาท่านป้าเจียงในห้องครัวเพียงไม่นานก็มีควันหอมๆ พวยพุ่งออกมาจากห้องครัว

            ลมเหนือช่วยพัดพามันให้ล่องลอยไปไกล จนไปดึงดูด ‘จอมตะกละ’ ที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้าน... 

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730