‘มณีจันทร์’ ในชุดสีแดงถูกห้อมล้อมด้วยสุนัขป่ายี่สิบกว่าตัว แต่ละตัวร่างสูงสามถึงสี่ศอก ท่วงท่าปราดเปรียว ร่างกายปรกคลุมด้วยขนสากสีน้ำตาลแดง แนวขนสีเงินวาวตั้งชี้ทอดยาวตั้งแต่หัวไปกลางหลังจรดถึงปลายหาง
กรรรร ! เหล่าสุนัขป่าส่งเสียงคำราม ดวงตาของพวกมันแดงฉาน เปลวอัคคีพวยพุ่งออกมาจากจมูกและปากที่กำลังแยกเขี้ยวยาวจนเห็นเหงือกสีแดงเข้ม
ผลึกแว่นทิพย์ในตาอุทัยแสดงผล .. ‘สุนัขป่าอัคคีหลังเงิน - ระดับพลัง ๗๕ จุด’ .. บางตัวมีพลังหกสิบกว่าจุด ส่วนตัวที่ใหญ่สุดมีพลังถึงแปดสิบจุด
มณีจันทร์สวมอุปกรณ์ผลึกแว่นทิพย์ มือถือแส้หนังเรียวยาวสีแดง สะบัดดัง เพี๊ยะ .. ทำร้ายสุนัขป่าตัวหนึ่งจนต้องถอยกรูด
แส้หนังของนางสกัดไม่ให้สุนัขเข้ามาในวงรัศมี พอสุนัขป่าตัวหนึ่งถอย ก็ยังมีอีกสองสามตัวพยายามจะรุกไล่เข้าหา
.. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. แส้หนังฟาดทำร้ายสุนัขป่าสองตัวที่อยู่ใกล้
“กรี๊ดดด ! เจ้าพวกสุนัขบ้า ขืนก้าวเข้ามา ข้าจะสังหารพวกเจ้า ..” มณีจันทร์กล่าวอย่างโมโห นางไม่สามารถทำอย่างไรกับฝูงสุนัขป่าเหล่านี้
กรรร ! กรรร ! สุนัขป่าคำรามอย่างดุร้าย พวกมันห้อมล้อมมณีจันทร์เป็นชั้นๆ จนไม่สามารถหลบหนีได้
สุนัขป่าเหล่านี้จะอยู่กันเป็นฝูง ร่วมกันออกไล่ล่า แม้แต่สัตว์ที่ตัวโตกว่าหลายเท่ายังตกเป็นอาหารของพวกมัน .. มณีจันทร์ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้ว
นางเหลือบไปเห็นอุษาและอุทัยยืนอยู่ไม่ไกล หันไปเชิดจมูกกล่าวกับอุทัยว่า “เจ้าทึ่ม ! ยืนบื้ออยู่ทำไร มาไล่พวกสุนัขออกไปเดี๋ยวนี้ ..”
อุทัยยังยืนนิ่งไม่แสดงท่าทีอันใด ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตาแสดงพลังของมณีจันทร์ .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๓๘ จุด’
มณีจันทร์หันไปกล่าวเสียงหวานกับอุษาว่า “พี่สาวเรือนจิตจำรัส ช่วยข้าด้วย”
อุษารีบกล่าว “น้องสาวใจเย็นก่อน อย่ายั่วยุพวกมัน”
.. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. แส้หนังของมณีจันทร์ยังคงฟาดออกอย่างต่อเนื่อง “จะให้ใจเย็นอย่างไร พวกมันน่าขยะแขยงยิ่งนัก ..” นางร้องตอบ
ฮา ฮา .. อุทัยหัวเราะ มันเห็นคราวเคราะห์ของมณีจันทร์เป็นเรื่องสนุกสนาน กล่าวว่า “สุนัขเหล่านี้ออกจะน่ารัก มันคงอยากเล่นสนุกกับท่าน”
มณีจันทร์อารมณ์เสียกล่าว “น่ารัก บ้านบิดาเจ้าสิ”
อุทัยแกล้งหันไปกล่าวกับอุษา “แม่นางเซียน ปล่อยนางให้ไว้เช่นนี้เถิด .. ฮา ฮา”
มณีจันทร์ก่นด่ากลับมา “ไอ้ปากมอม ! หากข้าหนีออกไปได้ จะไปเตะปากสุนัขเจ้าเป็นลำดับแรก”
ฮิ ฮิ อุทัยแสยะปากกล่าวล้อเลียน “เหม .. เหม .. จะเตะปากสุนัขของเจ้าเป็นลำดับแรก .. ออกมาให้ได้ก่อนเถอะ .. ฮา ฮา”
อุษาส่ายหัวกับนิสัยกวนบาทาของอุทัย กำลังจะลงมือขับไล่สุนัขป่า แต่ก็ต้องหยุดชะงักลง
ที่ยอดไม้ปรากฏเงาร่างสีฟ้าไหววาบมายืนอยู่ อุทัยแหงนหน้ามองถึงกับตาเป็นประกาย หัวใจของชายหนุ่มเต้นระรัวราวกลองหนังที่ถูกกระหน่ำตี
สตรีแรกรุ่นอายุราวสิบหกสิบเจ็ด สวมชุดสีฟ้ายาวพลิ้ว ภายในเป็นชุดยุทธ์สีขาว รูปร่างสะโอดสะองสะพายกระบี่ขาวเล่มหนึ่ง
ผิวของนางขาวราวหิมะ ผมดำขลับรวบตึงถักเป็นเปียยาวทิ้งถึงสะโพก ดวงหน้างดงามหมดจด ปากแดงระเรื่อ ดวงตาโศกซึ่งชวนเฝ้าฝัน
ชุดสีฟ้ายาวพัดพลิ้วตามแรงลม ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของวัยสาวจนไม่สามารถละสายตาไปอื่นได้
ดรุณีน้อยนางนี้งดงามราวนางอัปสรในชั้นวิมาน แต่ก็แฝงความเย็นชาที่บรรยายไม่ได้ชนิดหนึ่ง
.. นางคือ ‘วาวา’ สำนักบุปผาเหมันต์
ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตาอุทัยทำงานทันที .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๖๙ จุด’
วาวาสะกิดปลายเท้าเหินร่อนมาอยู่เหนือฝูงสุนัขป่า แล้วจึงหมุนกายรอบหนึ่งก่อเกิดพลังปราณอันเย็นยะเยือกออกจากสองฝ่ามือ
ปราณวารีเหมันต์ครอบคลุมสุนัขป่าอัคคีหลังเงินที่โอบล้อมมณีจันทร์หลายสิบตัว ทันทีที่สัมผัสพลังปราณ สุนัขป่าก็ร่างกายแข็งทื่อ มีเกล็ดน้ำแข็งขึ้นตามขนทั่วร่าง ดวงตาและลมหายใจที่เป็นอัคคีพวยพุ่งสูญสลายไป
อุทัยอ้าปากค้าง สุนัขเหล่านั้นถูกพลังปราณอันเยือกเย็นสังหารในฉับพลัน จากสุนัขอัคคีกลับกลายเป็นสุนัขแช่แข็งไปเสียแล้ว
วาวายังเคลื่อนไหวต่อ นางหมุนตัวนำแท่งผลึกมนตร์ดูดเก็บพลังปราณในทันที
ร่างของวาวาค่อยๆ หมุนร่อนลงด้วยท่วงท่าอันงดงาม พลังปราณเป็นเส้นสายถูกดูดรั้งจากร่างสุนัขป่าอัคคีมาเก็บไว้ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นก็ดำเนินการสำเร็จเสร็จสิ้น
วาวาหยุดยืนราวเทพีเหาะลงจากสรวงสวรรค์ นางหันมามองอุษาพยักหน้าทักทายคราหนึ่ง สุดท้ายสายตามาหยุดจับจ้องที่อุทัย
ส่วนมณีจันทร์ได้แต่เหม่อมอง สุนัขป่าอัคคีสิบร่างยืนแข็งสิ้นชีวิต ที่เหลือก็ถอยกรูดหนีห่างออกมา พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวน .. ฮวู .. ฮวู .. ฮวู ววววววว
.. เสียงอึกทึกชักนำผู้อื่นเข้ามาร่วมวงอีก
ท่าร่างวูบวาวรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าปรากฏขึ้น บุคคลในชุดคลุมสีขาวปักลวดลายมังกรงามสง่ายืนอยู่ไม่ไกล
.. ท่าทางอันสูงศักดิ์ของคนผู้นั้นทำอุทัยหางคิ้วกระตุก
.. เป็นมัน
.. ‘องค์ชายฤทธา’ .. หรือเจ้าธรรม .. สหายรักของอุทัย นั่นเอง
องค์ชายฤทธามาถึงก็กล่าวกับวาวาว่า “ท่านมาอยู่นี่เอง ..” แล้วจึงเหลือบมามองอุทัยแวบหนึ่ง
องค์ชายผู้หยิ่งผยองที่มิเห็นหัวผู้ใด กลับส่งสายตาวิบวับจ้องมองดรุณีน้อยนางนี้
.. แต่แล้วบุคคลอีกผู้หนึ่งก็ติดตามมา
เงาร่างวูบวาบพุ่งออกมาจากแนวต้นไม้ แล้วหยุดยืนห่างไปสิบกว่าวา .. พบเห็นบุรุษหนุ่มรูปงามสวมชุดยุทธ์สีขาวเรียบหรู ร่างสูงสง่าสะพายกระบี่วิเศษไว้กลางหลัง ใบหน้าของมันหล่อเหลาราวสลักจากหยก
คนผู้นี้คือยอดยุทธ์รุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุทธจักร .. ‘นาธา’ ฉายากระบี่หน้าหยก จากสำนักกระบี่สวรรค์
ดวงตาของนาธาทอประกาย กล่าวกับวาวาว่า “แม่นางวาวา .. ข้าตามหาท่านเสียครู่ใหญ่ ..”
.. ยังมีอีก
สายลมพัดมาวูบหนึ่ง ปรากฏร่างบุรุษสวมชุดยุทธ์สีดำสวมงอบใบใหญ่ ข้างเอวสะพายดาบเรียวยาวมายืนอยู่อย่างสงบ
ยอดยุทธ์ผู้นี้คือ ‘อวิ๋นเหลย’ แห่งขุนเขาเมฆาวิรุณ
งอบสานปิดปังใบหน้าอวิ๋นเหลยไปกว่าครึ่ง แต่ยังสัมผัสได้ถึงสภาวะอันมั่นคงนิ่งเฉย ที่ขัดแย้งคือสายตาที่จ้องมองวาวากลับแฝงอารมณ์อย่างลึกซึ้ง
อุทัยจ้องมองทั้งสาม ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตาแสดงระดับพลังของผู้มา
อวิ๋นเหลย ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ- ระดับพลัง ๘๕ จุด’
นาธา ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๗ จุด’
องค์ชายฤทธา ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๙๕ จุด’
หวา .. อุทัยอ้าปากค้าง พวกมันทั้งสามมีระดับพลังเฉียดหลักร้อยกันแล้ว
.. ฮวู .. ฮวู .. ฮวู ววววววว สุนัขป่าที่เหลือถอยออกในทันใด ตอนนี้พวกมันไม่อยู่ในสถานะที่มีเปรียบได้แต่ล่าถอยเข้าป่าไป
องค์ชายฤทธามีสีหน้าไม่พอใจ หันไปกล่าวกับนาธาว่า “นี่เจ้า .. ยังตามมาอีกเหรอ ..”
นาธาก็กล่าวด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองว่า “ข้าจะไปที่ใด เกี่ยวอันใดกับท่าน” แล้วหันไปกล่าวกับอวิ๋นเหลย “นี่ท่าน มาทำอะไร”
ฮึ .. อวิ๋นเหลยไม่กล่าวคำใด ได้แต่ใช้สายตาเย็นชาจ้องมองทั้งสอง
องค์ชายฤทธากล่าวต่อ “ขอเวลาส่วนตัวให้ข้าได้อยู่กับคู่หมั้นของข้าได้หรือไม่”
นาธากล่าว “คู่หมั้นอันใด สำนักบุปผาเหมันต์รับหมั้นกับท่านแล้วหรือ”
อวิ๋นเหลยที่ไม่ค่อยกล่าววาจา กลับมีปากเสียงกล่าวว่า “ฮึ .. นางเป็นคู่หมั้นของท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”
องค์ชายฤทธาเริ่มหงุดหงิดกล่าวว่า “นี่พวกเจ้า ! วาจาสามหาว มิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”
อวิ๋ยเหลยกล่าว “ชิ .. เป็นองค์ชายแล้ว อย่างไร”
นาธาหันไปกล่าวกับวาวาด้วยเสียงอันหล่อเหลาว่า “เอออ .. แม่นางน้อย .. สตรีที่งดงามย่อมคู่ควรกับสิ่งที่งดงาม .. ออกไปจากสถานที่วุ่นวายนี้ ไปชมดูทุ่งดอกไม้ที่ด้านโน้นกับข้า ดีหรือไม่ .. ดอกไม้หลากสีสรร แม่นางน้อยต้องชมชอบเป็นแน่”
องค์ชายฤทธาส่งสายตาเหยียดไปยังนาธา กล่าวว่า “เฮ้อออ เอาแต่เอ้อระเหย” แล้วหันมากล่าวกับวาวา “แม่นางวาวาของข้า หลังเขาด้านโน้นเป็นที่ชุมนุมของสัตว์เทวะนับพัน .. ข้าจะนำเจ้าไปเอง ..”
อวิ๋นเหลยไม่ยอมน้อยหน้า ชิงกล่าวว่า “แม่นาง .. ท่านชมชอบของวิเศษหรือไม่” แล้วจึงล้วงหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา กล่าวว่า “นี่ .. มีดหกวิรุณ ของสำนักข้า .. เหมาะกับผู้ฝึกปราณวารีอย่างยิ่ง .. ข้าขอกำนัลมีดวิเศษนี้ แก่แม่นาง”
วาวายังมีสีหน้านิ่งเฉย .. วาจาโอ้โลมของบุรุษหนุ่มเหล่านั้นเป็นเพียงลมที่พัดผ่านใบหูไป
อุทัยหันไปมองหน้าอุษาอย่างงุนงง กล่าวว่า “นางหมั้นกับองค์ชายผู้นั้นแล้วหรือ”
อุษากล่าวตอบ “ทั่วยุทธภพต่างรับรู้ .. ทางราชสำนักโอริสา ได้ติดต่อเจ้าสำนักบุปผาเหมันต์ เพื่อขอหมั้นหมายแม่นางวาวา ให้แก่องค์ชายฤทธาผู้นี้”
“คาดว่า งานมงคลสมรสคงจะถูกจัดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า” นางทอดถอนใจคราหนึ่งกล่าวต่อ “แต่แม่นางน้อย เป็นที่หมายปองจากบุรุษมากมายเกินไป”
อ่ออออ .. อุทัยอุทาน เป็นเช่นนี้นี่เอง
มณีจันทร์เดินปรี่มายังอุทัย ปากตวาดว่า “เจ้าบื้อ ! เหตุใดไม่เข้าไปช่วยข้า .. ข้าบอกแล้วถ้ารอดจากฝูงสุนัขป่ามาได้ จะมาจัดการเจ้าเป็นลำดับแรก”
อุทัยรีบแก้ตัว “หวา .. ท่านมีพลังยุทธ์อันแข็งแกร่งยังเอาตัวไม่รอด .. ข้ามีฝีมือเพียงเล็กน้อยจะไปช่วยท่านได้อย่างไร”
มณีจันทร์ใช้ผลึกแว่นทิพย์มองอุทัย พบเห็นพลังของมันมีระดับเพียงน้อยนิด .. จึงลดโทสะลงกล่าวว่า “ชิ .. จริงของเจ้า .. พลังอันกระจอกเช่นนี้ จะช่วยอันใดข้าได้ .. แต่นี่ผ่านเข้ามารอบมาได้อย่างไร”
แต่ราวคิดอันใดได้ นางโมโหอีกรอบกล่าวอย่างฉุนเฉียว “แต่เจ้า .. เจ้ากล่าววาจามิให้พี่สาวผู้นี้เข้าไปช่วยข้า”
“ข้า .. หยอกเย้าเล่นหรอก .. แม่นางเซียนถือคุณธรรม ต้องเข้าไปช่วยเจ้าอยู่แล้ว แต่นางฟ้าผู้นั้นกลับลงมือก่อน” อุทัยกล่าวเอาตัวรอด สายตามองไปยังวงหน้าอันงดงามของวาวา
มณีจันทร์มองตามสายตาอันเคลิบเคลิ้มของอุทัย หันมากล่าวเย้ยว่า “เหมมมม .. มองตาหวานเยิ้มเชียว .. สารรูปเช่นเจ้า นางไม่เหลือบแลดอก .. ฮา ฮา”
อุทัยกล่าว “.. แค่มองคงไม่ผิดอันใด .. นางทั้งงดงามทั้งพลังฝีมือก็สูงส่ง .. ท่านอิจฉาละซี่ .. ฮา ฮา”
“อิจฉา บิดาเจ้าสิ .. ชิ ..” มณีจันทร์กล่าว .. แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังวาวา นางงดงามอย่างเหลือเชื่อจริงๆ
อุทัยยังกวนบาทาต่อ “ท่านมิต้องน้อยใจไป ท่านก็มีความงามของท่าน .. หากแม่นางผู้นั้นงดงามดั่งบุปผามีเหล่าภมรคอยดอมดม .. ความงามของท่านก็คงเรียกฝูงแมลงวันมาตอมแล้ว .. ฮา ฮา”
อุษากลั้นหัวเราะ นางแอบยิ้มหันไปมองทางอื่น ส่วนมณีจันทร์ทำหน้างง .. ความงามของนาง ถูกตอมด้วยแมลงวัน .. วาจาอันใดของมัน
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะหันไปกล่าวกับเจ้ามังกรน้อยว่า “นางผู้นี้ งามจนมีแมลงวันมาตอม .. ฮา”
เจ้ามังกรน้อยกล่าวตอบ “.. แมลงวันมาตอม สงสัยงามดังกองขี้ .. ฮา ฮา ฮา” .. ทั้งสองหัวเราะจนท้องแข็ง
องค์ชายฤทธากล่าวกับวาวาว่า “ไปแหล่งชุมนุมของสัตว์เทวะกัน เราสามารถเก็บพลังทำแต้มได้อย่างมหาศาล .. ติดตามข้าไปท่านจะไม่ผิดหวัง ..”
นาธาก็กล่าวอย่างกรุ้มกริ่มว่า “น่าเบื่อยิ่งนัก เอาแต่แข่งขันเก็บพลัง .. แม่นางน้อยไปชมธรรมชาติอันงดงามที่ด้านโน้นกับข้า จะดีกว่าหรือไม่ ..”
อวิ๋นเหลยได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวบ้างว่า “เอาผลึกเก็บพลังของข้าไป ข้ามอบให้ท่าน” แล้วจึงล้วงผลึกแก้วของมันออกมาแสดง
เฮ้ออออ .. วาวาทอดถอนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับทั้งสามดี
ผู้คนรอบข้างได้แต่เหม่อมองไม่กล้าสอดวาจา .. หนึ่งหญิงสามชาย ช่างน่าปวดกระบาลนัก
แต่แล้ว มณีจันทร์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง .. อยู่ๆ ดวงตาก็ขมึงทึงใบหน้าแดงก่ำ คล้ายคนกำลังมีโทสะ นางกล่าวกับอุทัยว่า “.. เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ”
อันใดของนางอีก .. อุทัยหันมามองถอยหลังหนึ่งก้าว มณีจันทร์กัดฟันกล่าว “.. เจ้ากล่าวว่า ข้างามจนมีแมลงวันมาตอม .. หรือออออ”
“เจ้าเห็นข้าเป็นสิ่งใด ..” มณีจันทร์สะบัดแส้หนังในมือใส่อุทัยโดยทันใด
.. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. แส้หนังแฝงปราณสังหารอันดุดันทำอากาศรอบข้างฉีกกระชาก
แต่ร่างของอุทัยไม่คงอยู่ที่เดิมแล้ว ทั้งมัน เจ้าเวรุงกะ และเจ้ามังกรน้อยต่างกระโดดหลบไปคนละทิศละทาง
จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้อง “นายท่าน ท่านทำนางโมโหแล้ว”
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “แม่นางผู้นี้ สมองช้านัก สงสัยเพิ่งคิดได้”
อุทัยที่กระโดดถอยหลังไปกว่าสิบก้าว กล่าวร้องว่า “เป็นอันใดของท่าน ..”
มณีจันทร์กล่าวอย่างเดือดดาล “ไอ้ปากสุนัข ! วันนี้ข้าต้องตัดลิ้นของเจ้า ควักดวงตาของเจ้า ถลกหนังหัวของเจ้า ..”
อุษาเข้ามาห้ามปราม “ช้าก่อน แม่นางน้อย ..”
.. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. เพี๊ยะ .. มณีจันทร์ยังรุกไล่ด้วยแส้อย่างต่อเนื่อง “เจ้าตัวบัดซบ ! ข้าจะคว้านท้องนำลำไส้ของเจ้าออกมา ..”
“หวา .. อยู่ไม่ได้แล้ว ..” อุทัยกระโดดหลบปลายแส้ราวลูกลิง ท่าร่างอันรวดเร็วพามันมาหยุดที่แนวป่าแล้วจึงกระโดดหายไป
ส่วนเจ้าเวรุงกะและเจ้ามังกรน้อยก็ว่องไวพอกัน ติดตามอุทัยหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามวิ่งหนีมณีจันทร์ผ่านป่าทึบจนออกมายังป่าหญ้าโล่งอีกด้านหนึ่ง ป่าหญ้าบางแห่งสูงท่วมหัวบางแห่งเตี้ยเพียงครึ่งแข้ง ทั้งยังปรกคลุมหนองน้ำกระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง
อุทัยหยุดฝีเท้าลง เจ้าเวรุงกะกล่าวว่า “ถึงว่าไม่มีชายใดสนใจ แม่นางผู้นี้นิสัยดุร้ายเช่นนี้เอง”
เจ้ามังกรน้อยหันกลับไปมอง กล่าวว่า “นางมาโน้นแล้ว ทำอย่างไรดี”
มณีจันทร์ติดตามจนทัน นางทิ้งตัวลงกล่าวว่า “ฮึ ฮึ ฮึ .. คิดหรือว่าจะหนีข้าพ้น ..”
อุทัยทำสีหน้าแปลกๆ มันยืนนิ่งกล่าวกับทั้งหมดด้วยเสียงบางเบาว่า “ชู่วววว .. เงียบเสียงก่อน ..”
“ไอ้สารเลว จะเล่นลวดลายอันใดอีก” มณีจันทร์ยืนหักนิ้วดัง .. กร๊อบ กร๊อบ ..
ทั้งสี่หยุดยืนนิ่งยังไม่มีใครกล่าววาจา สายลมอันเย็นเหยียบพัดกระโชกนำดอกหญ้าลอยล่องไปทั่ว
ซวบ .. ซวบ .. ซาบ .. เสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตก้าวย่างออกมาจากป่าหญ้า เงาทะมึนอันใหญ่โตโผล่ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
สิ่งนั้นมีลักษณะดังวัวป่าตัวมหึมาสูงกว่าสิบห้าศอก สองเขาสีน้ำตาลดำโค้งยาวงอกจากขมับบิดขึ้นเป็นเกลียวปลายเรียวแหลม ดวงตาสีแดงฉานอยู่บนหัวขนาดใหญ่ที่ปรกคลุมด้วยขนยาวหยิกดำเป็นแผงถึงลำคอ
ทั้งร่างกายเป็นมันกล้ามเนื้อ ทั่วตัวมีขนสั้นสีน้ำตาลแดง ที่หลังส่วนบนเป็นโหนกใหญ่ล่ำสัน ผิวหนังออกสีทองแดง
ท่อนล่างกำยำเปียกไปด้วยโคลน แสดงว่าเจ้าสิ่งนี้นอนแช่ในหนองน้ำอยู่ก่อนแล้ว
ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตาอุทัยแสดงผล .. ‘กระทิงทองแดง - ระดับพลัง ๑๔๕ จุด’
ทั้งสี่ยืนนิ่งจ้องมองราวถูกมนตร์สะกด กระทิงทองแดงส่งเสียงฟืดฟาดออกทางรูจมูก ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างหยิ่งผยอง
สายตาของเจ้ากระทิงเปลี่ยนมาจับจ้องที่มณีจันทร์
เจ้าเวรุงกะกล่าวเบาๆ “แย่แล้ว ! มันไม่ชอบสีแดง”
ราวภูเขาทั้งลูกถล่มทับ กระทิงทองแดงก้มหัวตั้งเขาแหลมกระโจนพุ่งเข้าใส่โดยทันใด .. มณีจันทร์ในชุดสีแดงสด ได้แต่ยืนตัวแข็ง ดวงตาทั้งสองตื่นตระหนกสุดขีด