บทที่ 2 พบกันครั้งแรก
ประตูถูกผลักจากด้านนอกเข้ามา ชายร่างสูงใหญ่กำยำเดินเข้ามาด้วยท่าทางองอาจ ผิวสีแทนสุขภาพดี ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว จ้องมองด้วยแววตาวาวโรจน์ รอบกายแผ่รังสีเย็นเยียบออกมา ทำเอาสวี่เจาตี้ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
สวี่เจาตี้ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ใบหน้าหล่อเหลานี้ ช่างถูกใจเธอเหลือเกิน!
หล่อเหลากว่าชายหนุ่มหน้าหวานคนนั้นหลายเท่า
เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าเ้าของร่างเดิมคิดอะไรอยู่ ถึงได้อยากผูกคอตายกับต้นไม้นั่น
แต่ว่า สำหรับการพบกันครั้งแรก เธอจะไม่ชอบเขาหรือเอาใจเขาเพียงเพราะเขามีหน้าตาที่หล่อเหลาหรอกนะ
ตอนนี้ การพูดเื่หย่าคงเป็ไปไม่ได้ ในยุคที่หากไม่มีจดหมายแนะนำตัวและเอกสารรับรอง ชีวิตก็ยากลำบากไปทุกย่างก้าว สิ่งที่เธอทำได้ก็คือหาที่พักพิงและตั้งตัวให้ได้ก่อน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรให้ตัวเองผ่านพ้น่เวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ปรับปรุงชีวิตความเป็อยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้ตัวเองต้องกินมื้อนี้แล้วเป็ห่วงมื้อต่อไป
เฉินเจี้ยนกั๋วมองผมยาวสลวยดำขลับของสวี่เจาตี้ด้วยความประหลาดใจ คิ้วขมวดมุ่น
ไม่ปกติ!
นี่มันช่างไม่ปกติเอาเสียเลย!
ทั้งห้องนั่งเล่นดูใหม่เอี่ยม ขยะที่เคยกองอยู่ตามมุมห้องหายไปหมดแล้ว กลิ่นแปลก ๆ ที่เคยมีก็ไม่มีอีกต่อไป ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผงซักฟอกก็โชยมาปะทะจมูก
คนตรงหน้าที่ปกติดูมอซอไม่ได้เื่ได้ราวก็หายไป เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูสะอาดเรียบร้อย ผมที่เคยสกปรกและมันเยิ้มก็กลายเป็เส้นผมที่เรียบลื่น ใบหน้าอวบอ้วนที่มีคางสองชั้นนั้นก็ดูขาวสะอาดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน
มีห้องที่สะอาดสะอ้านขนาดนี้อยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่
หรือว่าเป็เพราะเื่ที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน เธอเลยกลัวจนต้องหยุดทำเื่แบบนั้นชั่วคราวงั้นเหรอ?
หรือว่าแค่อยากจะพูดดี ๆ กับเขา แล้วค่อยกลับไปหาไอ้หนุ่มนักศึกษาคนนั้นอีก?
ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาในใจของเฉินเจี้ยนกั๋ว ทั้งสองคนสบตากันนิ่ง
สวี่เจาตี้รู้สึกเขินอายเล็กน้อย มือไม้เกะกะไปหมด ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี
เฉินเจี้ยนกั๋วมองสวี่เจาตี้ด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องครัว เมื่อเห็นตะกร้าผักและเตาถ่านที่ทำความสะอาดแล้วอยู่ตรงมุมห้องครัว เขาก็อดแปลกใจไม่ได้
เธอกำลังจะชวนเขากินข้าวด้วยกันอย่างนั้นเหรอ?
สวี่เจาตี้มองผู้ชายที่ยืนหันหลังให้เธออยู่ที่หน้าประตูห้องครัว เธอถึงกับพูดไม่ออก
จะเอ่ยปากยังไงดี?
ในขณะที่สวี่เจาตี้ยังไม่รู้จะทำตัวยังไง เฉินเจี้ยนกั๋วก็หันกลับมา แล้วพูดขึ้นว่า "ผมจะทำซุปข้าวโพด คุณจะกินไหม?"
น้ำเสียงของเขายังคงเ็าเหมือนเดิม
สวี่เจาตี้ชะงักไปครู่หนึ่ง สมองของเธอรู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด
เธอลังเล หยุดคิดสักพักแล้วพูดว่า "กินสิ"
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงทำกับข้าวก็ดังออกมาจากในครัว
ตามมาด้วยกลิ่นหอมหวานของผักกาดขาวที่อบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น
เวลานี้สวี่เจาตี้จึงใช้จังหวะนี้เดินเข้าไปในห้องของเธอเอง แล้วเช็ดตู้เสื้อผ้าให้สะอาดหมดจดทั้งด้านในและด้านนอก จนกระทั่งเธอไม่ได้กลิ่นน้ำมันก๊าดอีกต่อไป
ตู้ใบนี้ยังต้องนำไปตากแดดอีกหลายวันจึงจะสามารถใส่เสื้อผ้าลงไปได้ มิฉะนั้นจะยังคงมีกลิ่นเหม็นอยู่
เฉินเจี้ยนกั๋ววางชามซุปข้าวโพดสองชามลงบนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะอาหารยังมีชามเคลือบวางอยู่ ภายในมีซุปข้าวโพดอยู่ครึ่งชาม อีกด้านหนึ่งเป็ผัดผักกาดขาว มีพริกแดงผสมอยู่เล็กน้อย
ทั้งสองนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครแตะตะเกียบ
นี่เป็ครั้งแรกที่เฉินเจี้ยนกั๋วจ้องมองสวี่เจาตี้อย่างจริงจัง แต่ก่อนเธอไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเขา ทั้งยังพูดจาหยาบคาย ไร้มารยาท และป่าเถื่อน
ตอนนี้ คนตรงหน้าเงียบสงบ ดวงตาคู่นั้นไม่มีความดุร้ายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว มีแต่ความใสกระจ่างชัดเจน ราวกับเป็คนละคน
เฉินเจี้ยนกั๋วตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในความคิดของตัวเอง แต่ก็ยังพูดเสียงเ็าว่า "กินเถอะ กินเสร็จแล้วเราค่อยคุยกัน"
คุยกัน?
สองคำนี้ทำให้หัวใจของสวี่เจาตี้แทบหลุดออกมาจากลำคอ
ไม่ใช่ว่าเธอกลัว อย่างไรเสียในยุคนี้ การแต่งงานกับเขาอย่างน้อยก็ได้เงินเดือนละหลายสิบหยวน และยังมีข้าวกิน
ถึงแม้จะไม่ได้กินของดี ๆ ทุกมื้อ แต่ก็ไม่ต้องอดอยาก
ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีความสามารถ แต่ยุคนี้ แค่จะทำมาหากินก็ยากแล้ว
ใครจน ใครรุ่งโรจน์ แม้จะมีความคิดที่จะทำมาหากินดี ๆ ก็ไม่กล้าทำอย่างโจ่งแจ้ง
เดิมทีสวี่เจาตี้หิวมาก ในหัวคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาจะคุยอะไรกับเธอ ตอนนี้มีตะเกียบอยู่ในมือแล้ว แต่เมื่อเธอจะกลืนซุปข้าวโพดเข้าไป ก็พบว่ากลืนลงคออย่างยากลำบาก
ใครบอกว่าคนเราเมื่อหิวถึงขีดสุดแล้วจะกินอะไรก็อร่อย?
เธอคุ้นเคยกับอาหารรสเลิศมากมาย แต่ตอนนี้อดอยากจนท้องไส้ปั่นป่วน ซุปข้าวโพดตรงหน้าช่างยากจะกลืนลงคอ
สวี่เจาตี้ผู้เข้มแข็งมาตลอด คราวนี้อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แต่เธอรู้ดีว่าร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์
การมีชีวิตใหม่ได้อีกครั้งนับเป็พรอันยิ่งใหญ่ เธอต้องเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าและใช้ชีวิตให้ดี
สวี่เจาตี้ค่อย ๆ ใช้ตะเกียบคีบอาหาร ท่าทางของเธอดูเรียบร้อยและสง่างาม
เฉินเจี้ยนกั๋วแสดงสีหน้าตกตะลึง เธอโดนของเข้าหรือว่ามีใครสิงร่างกันแน่เนี่ย?
ปกติกินอะไรก็มักจะลุกลี้ลุกลน กินข้าวในห้องยังได้ยินเสียงเธอเคี้ยวดังออกมาถึงข้างนอก วันนี้ทำไมถึงได้เรียบร้อยเป็ผู้เป็คนเช่นนี้?
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารช่างแปลกประหลาด สวี่เจาตี้ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบ ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนเฉินเจี้ยนกั๋วกำลังจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
ในใจของสวี่เจาตี้เริ่มหวาดกลัว ความรู้สึกไม่ค่อยดีรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่งตัวตรง มือประคองชาม ตักซุปข้าวโพดเข้าปากคำโต
แม้รสชาติจะจืดชืด แต่ท่าทางการกินอย่างเอร็ดอร่อยของเขา กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนในชามของเขามีเนื้อสับผสมอยู่ด้วย
ถ้าในชามของเราสองคนไม่ใช่อาหารอย่างเดียวกัน เธอคงคิดแบบนั้นจริง ๆ
เฉินเจี้ยนกั๋วซดโจ๊กข้าวโพดสองชามหมดเกลี้ยง ผักกาดขาวครึ่งจานก็ถูกเขากินจนหมดเช่นกัน
ตอนที่เขากินผักกาดขาว เขากินเฉพาะด้านที่อยู่ใกล้ตัวเขาเท่านั้น สุดท้ายผักกาดขาวหนึ่งจานก็ถูกแบ่งออกเป็สองส่วนอย่างชัดเจน ครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ก็เรียบร้อย เหมือนกับว่ามีดตัดผ่านจากตรงกลาง
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็คนมีมารยาทและให้เกียรติอีกฝ่ายมาก
หลังจากเฉินเจี้ยนกั๋วทานอาหารเสร็จ เขาก็ยังคงนั่งมองสวี่เจาตี้ตรงหน้า
สวี่เจาตี้รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว แบบนี้จะทานอาหารต่อได้อย่างไร?
แต่เพื่อที่จะได้อิ่มท้อง เธอจึงทำใจดีสู้เสือ ทานซุปข้าวโพดหนึ่งชาม และทานผักกาดขาวอีกสองสามคำ จากนั้นก็วางตะเกียบไว้ข้าง ๆ
เฉินเจี้ยนกั๋วเห็นซุปข้าวโพดยังเหลืออยู่ จึงพูดขึ้นว่า "ในชามยังมีอยู่นะ"
"พอแล้วค่ะ ฉันอิ่มแล้ว"
เปลือกตาของเฉินเจี้ยนกั๋วกระตุกเบา ๆ ปกติเธอกินเก่งกว่าเขามาก ขนมปังหยาบ ๆ ครึ่งจินที่โรงอาหารทำ เธอกินคนเดียวหมดสามก้อนได้สบาย ๆ
วันนี้เป็อะไรไปเนี่ย?
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง?
เอาเถอะ เขาจะไม่พูดเื่นี้กับเธอแล้ว
ด้วยความรับผิดชอบต่อกันทั้งสองฝ่าย เฉินเจี้ยนกั๋วจึงพูดตรงไปตรงมาว่า "คุณคิดจะหย่ากับผมก่อนแล้วค่อยไปกับเขา หรือจะแอบหนีไปหาเขาแบบลับ ๆ?"
สวี่เจาตี้เหม่อลอยไปชั่วขณะ ไม่ทันตอบสนองกับข้อมูลมากมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคของเขา ดวงตาของเขาเ็าลงอย่างรวดเร็ว มุมปากปรากฏรอยยิ้มเยาะหยันแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "ถ้าคุณอยากหย่า ครั้งหน้าที่เรากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ เราค่อยกลับไปพร้อมกัน ผมจะพูดให้ชัดเจนต่อหน้าชาวบ้าน แบบนี้จะดีต่อทั้งคุณและผม"
ต้องรู้เอาไว้ว่า ในยุคสมัยนี้ การหย่าร้างโดยไม่มีสาเหตุ จะถูกผู้คนรอบข้างนินทาจนจมดิน
ยิ่งไปกว่านั้นสวี่เจาตี้ยังเป็คนที่แสดงออกชัดเจนว่าชอบพอชายหนุ่มยุวชนคนนั้นด้วย
ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าแต่งงานกันมาครึ่งปีแล้ว ยังคิดจะสวมเขาให้เขาอีก
ดูท่าว่า ถ้าใจไม่อยู่กับเรา ถึงแต่งงานกันไปก็ไร้ประโยชน์