กว่าจะถึงโรงเตี๊ยมนอกประตูเมืองก็เกือบเช้า เขาทิ้งเธอไว้ในห้องพัก ก่อนจะหายไปจนถึง่บ่ายจึงกลับมาพร้อมข้าวของมากมาย และหญิงวัยกลางคน ผู้ช่วยคนใหม่ของเธอจากค่ายทหารซึ่งกุลีกุจอช่วยเธอแต่งหน้า แต่งตัวทันที หญิงวัยกลางคนผู้ที่เธอเรียกว่า ‘อาอี้’ นั้นแทบจะหัวใจวายเมื่อถูกเรียกเช่นนั้น
เฉินฟางเหนียงเดินออกประตูโรงเตี๊ยมมายังรถม้าด้วยชุดผ้าสีเหลืองอ่อนขลิบทองยาวกรอมเท้า ผ้าคาดเอวคอดกิ่วยิ่งขับเน้นสะโพกผายกลมกลึง ผมเกล้าขึ้นประดับด้วยเครื่องทองที่หนักจนยกหัวแทบไม่ขึ้น กว่าจะตบตีเพื่อเลือกชิ้นที่เล็กที่สุดกับ ‘อาอี้’ ได้ก็แทบจะคอหักตายเมื่อต้องลองสวมเครื่องประดับเ่าั้ทีละชิ้น
เตี๋ยเฟิงมองร่างระหงไม่วางตา แม้นางจะประหลาดและมีท่าทางที่กระโดกกระเดกเกินหญิง แต่ก็ต้องยอมรับว่านางนั้นงามมากจริง ๆ
ใบหน้าเรียวรูปไข่ จมูกโด่งที่รั้นขึ้นนิด ๆ นั้นบ่งบอกถึงความเป็คนไม่ยอมใครของเธอได้เป็อย่างดี เรียวปากอิ่มสีชมพูเรื่อ ที่ยามคลี่ยิ้มออกมาคราใดก็ทำให้โลกสว่างไสวขึ้นครานั้น
แต่ยามใดที่ริมฝีปากอิ่มนั้นเผยอออกอย่างลืมตัว ก็ทำให้เขามีอาการหน้าเห่อร้อนได้ทุกครา เมื่อนึกถึงรสหวานที่ปลายลิ้นในคืนนั้น
“นี่เราจะไปไหนกัน ทำไมต้องแต่งองค์ทรงเครื่องชุดใหญ่ขนาดนี้”
เธอถามเขาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อรถม้าวิ่งเข้าประตูเมืองมาได้ระยะหนึ่ง
“จวนเ้าเมือง”
เขาอยู่ในชุดโบราณสีดำขลิบทอง ขับความหล่อคมเข้ม ที่เมื่อแรกเห็นก็แทบทำให้หยุดหายใจ ผมที่เกล้าขึ้นครึ่งหัวประดับกวานทองลายเดียวกันกับเครื่องประดับบนหัวเธอ แม้ชุดจะต่างสี แต่เมื่อมาอยู่ข้าง ๆ กันแบบนี้ กลับทำให้ดูเหมือนชุดที่ตัดเย็บมาคู่กัน
ต่างฝ่ายต่างนั่งนิ่ง ความขัดเขินที่เกิดขึ้นเพราะอยู่กันเพียงสองต่อสองในพื้นที่แคบ ๆ จนหญิงสาวต้องมองลอดผ้าม่านออกไปสองข้างทางเพื่อแก้เขิน
สองข้างทางมีสภาพไม่ต่างจากเมืองร้าง ร้านรวงเรียงรายที่ปิดตายนั้นบ่งบอกถึงความเจริญของเมืองนี้ในอดีต เพียงแต่ตอนนี้มีแต่คนเร่ร่อน และขอทานที่นั่งกองกันอยู่บนพื้น
มีเพียงร้านที่มีทหารยืนคุมอยู่ด้านหน้าเท่านั้นที่ยังเปิดกิจการ ซึ่งก็กระจุกตัวกันอยู่เฉพาะบริเวณที่ใกล้กับจวนเ้าเมือง ซึ่งตอนนี้ถูกตกแต่งราวกับมีงานฉลองใหญ่ ช่างขัดกับภาพความทุกข์ยากที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่่ถนน
เมื่อเฉินฟางเหนียงลงจากรถม้า ก็พบขบวนต้อนรับของคนนับร้อยที่ล้วนแต่แต่งกายสวยงาม ที่ตั้งขบวนรอรับอยู่สองข้างทางเมื่อก้าวเข้าไปในจวน
"คารวะชินอ๋องเตี่ยเฟิง และพระชายาพะย่ะค่ะ/เพคะ"
เฉินฟางเหนียงถึงกับสะดุดชุดที่ยาวกรอมเท้าเมื่อได้ยินคำกล่าวต้อนรับ
เตี๋ยเฟิงส่งแขนแกร่งมาพยุง และโอบเอวบางไว้แน่น ก่อนจะบอกให้ทุกคนลุกขึ้น
"ไม่ต้องมากพิธี ชายาข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ทนความหนาวที่ค่ายของข้าไม่ไหว รบกวนท่านเ้าเมืองแล้ว"
"เป็บุญของกระหม่อมมากกว่าที่ได้รับใช้ กระหม่อมได้เตรียมห้องพักที่ดีที่สุดของจวนนี้ พร้อมทั้งอาหารรสเลิศ และการแสดงที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยไว้รอต้อนรับแล้วพะย่ะค่ะ"
เ้าเมืองเยี่ยเป็ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม สายตาหลุกหลิก ที่ดูเหมือนพ่อค้าในตลาดมากกว่าจะเป็ผู้ปกครองเมือง
ขณะเดินตามท่านเ้าเมืองไปยังห้องพัก เฉินฟางเหนียงสังเกตุได้ว่าภายในจวนนี้มีการตกแต่งอย่างหรูหราราวกับในพระราชวังที่เคยเห็นในซี่รี่ส์ย้อนยุค
และเมื่อก้าวเข้าไปในห้องพักขนาดใหญ่ ผ่านม่านบังตาที่ปักฉลุอย่างประณีตเข้าไปก็พบเตียงใหญ่ที่ตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้ขลิบทองอย่างหรูหรา และโต๊ะไม้สลักมุกตัวโต ถัดไปด้านหลังมีอ่างน้ำทำด้วยไม้ขนาดใหญ่ อยู่หลังม่านบังตา
เ้าเมืองเยี่ยคารวะก่อนจะออกจากห้องไป เมื่อได้อยู่กันตามลำพังเสียที เฉินฟางเหนียงก็รีบถอดเครื่องประดับบนหัวออกทันที
"โอย คอจะหัก ทำไมต้องแต่งมาชุดใหญ่ขนาดนี้ด้วยเนี่ย"
"เช่นนั้นเ้าจะแฝงตัวเข้ามาได้ในฐานะอะไร"
"คนรับใช้ก็ได้นี่ หรือปลอมเป็องครักษ์สักคนก็ได้มั้ง"
"เอาเถอะ ข้าคิดมาดีแล้ว ตอนนี้เ้าพักผ่อนก่อน ข้าจะอ้างว่าเ้าไม่สบาย เราจะได้ออกจากงานเลี้ยงกันมาก่อน ถึงตอนนั้นเ้าก็แสร้งทำท่าปวดหัวสักหน่อยแล้วกัน"
.................................
แต่เมื่อถึงเวลางานเลี้ยง เฉินฟางเหนียงกลับไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำอะไรเลย ในเมื่อต้องรับการคารวะจากทั้งเ้าเมืองและเหล่าคหบดีทั้งหลายนับสิบจอก
ขณะที่เตี๋ยเฟิงเองกลับคิดว่านางช่างแสดงได้สมจริง ใบหน้าแดงระเรื่อ และปากอิ่มที่เผยอออกมานั้น ทำให้เขาหายใจหายคอได้ไม่ค่อยสะดวก
ยิ่งได้เห็นสายตาจากเหล่าคหบดีทั้งหลาย ก็ยิ่งให้โมโห นางนี่ช่างไม่ระวังกิริยาเอาเสียเลย มีอย่างที่ไหน ยกจอกเหล้าเข้าปากโดยไม่ใช้แขนเสื้อบังเช่นนี้ได้อย่างไร
เรือนกายที่ร้อนรุ่มจากฤทธิ์สุรา พาเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามใบหน้าของหญิงสาว เหงื่อที่ไหลย้อยจากคอลงไปที่ใต้สาบเสื้อ ยิ่งชวนให้จินตนาการต่อว่าจะไหลลงไปที่ซอกใด เขาเบือนหน้าหนีจากภาพเย้ายวนนั้นได้ยากยิ่ง
“ฮ่ะ ๆ ๆ ชายาของข้าคออ่อนเหลือเกิน ไม่กี่จอกก็คอพับเสียแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน เชิญพวกท่านกินดื่มกันต่อตามสบาย”
พูดจบก็ช้อนร่างระหงขึ้นไว้ในอ้อมกอด จนเฉินฟางเหนียงต้องคว้าต้นคอเขาเพื่อพยุงตัวเองไว้ เขาอุ้มเธอเดินออกจากงานเลี้ยงมาโดยไม่สนสายตาของใคร ๆ ที่พากันมองตาม
กลิ่นกรุ่นจากกายชาย ผสมกลิ่นหอมหวลชวนมึนเมาของสุราโบราณ ยิ่งทำให้ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ ไม่รู้เพราะฤทธิ์สุรา หรือเพราะเขินอายเมื่อกายแนบชิด
ยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นความหล่อเหลาของเขาได้ชัด หน้าเรียว จมูกโด่ง ตาเรียวสองชั้นแบบนี้ นี่ถ้าอยู่ในยุคของเธอ เขาคงได้เป็ดาราระดับแถวหน้า อาจโด่งดังไปทั่วเอเซียเลยก็ได้
เมื่อมาถึงห้องนอนใหญ่ เขาค่อย ๆ วางหญิงสาวลงที่เตียง แต่แขนเรียวนั้นก็ยังโอบอยู่รอบคอเขาไม่ยอมปล่อย ความมึนเมากลบความเขินอาย เธอจ้องหน้าเขาพิจารณาถึงบทบาทที่เขาจะได้รับ หากได้เป็นักแสดงในยุคของเธอ
“นี่เ้า เลิกแกล้งเมาได้แล้ว”
เขาจับแขนเล็กที่โอบรอบคอไว้ แต่ก็ไม่ยักออกแรงดึงให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการ
“นี่ถ้าคุณอยู่ในยุคของฉันนะ คงจะดังทั่วเอเซียแน่ ๆ”
“เ้าพูดจาพิลึก ฟังไม่รู้เื่อีกแล้วนะ”
“หน้าเรียวแบบนี้ คิ้วเข้ม ๆ จมูกโด่งแบบนี้”
เฉินฟางเหนียงปล่อยมือจากรอบคอของเขามาลูบไล้ไปตามใบหน้า คิ้ว คาง จมูก และเรื่อยลงมาถึงริมฝีปาก
“ปากรูปกระจับแบบนี้ สาว ๆ คงได้โหวตให้เป็หนุ่มน่าจูบตลอดกาล”
“จ…จูบ?”
เขาหน้าร้อนผ่าว เมื่อได้ยินคำที่ไม่คาดคิดว่าจะหลุดจากปากของหญิงสาว
“นี่เ้า เมาจริงงั้นรึ”
“เมาอะไร๊...แค่เหล้าจอกเล็ก ๆ ทำอะไรเฉินฟางเหนียง คอทองแดงแห่งแผนกบัญชีไม่ได้ร๊อกกกก”
ไม่พูดเปล่า แต่สองมือยังกระชากสาบเสื้อของชายหนุ่มลงมา เขาที่เสียหลักเกือบล้มทับร่างบางบนเตียง ดีที่เขาใช้ศอกยันตัวไว้บนหมอนได้ทัน แต่ใบหน้าของทั้งสองก็ห่างกันไม่ถึงคืบ
ยิ่งเรียวปากอิ่ม เผยอขึ้นอย่างยั่วเย้า รสหวานที่ปลายลิ้นในคืนนั้นก็หวนกลับมาในความทรงจำ จนอยากจะลิ้มรสดูอีกสักครั้งว่าจะหวานเช่นคืนนั้นหรือไม่