ต้นที่ 5 ...
ตอนแรกคิดว่าวันนี้จะรอดไปได้อีกวันอยู่แล้วเชียว แต่พอตกเย็นก็ถูกเรียกมาที่ห้องโถงกลางบ้านซะงั้น เห็นลุงขจร ป้าดา เดหลี คุณรัสคัสและผู้ชายอีกคนที่น่าจะเป็คุณมาคัสนั่งรออยู่ มากันครบเลยจะรอดไหมเรา ฮือ
ผมค่อยๆ นั่งลงข้างลุงขจร แล้วพยายามทำตัวเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ลุงขจรจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มดุ
“ว่ายังไงเรา ไหนบอกลุงหน่อยสิ ว่าทำไมถึงไปเก็บดอกอัญชันเล่นแบบนั้น”
“ไม่ได้เก็บมาเล่นสักหน่อย เก็บมากินต่างหาก” ผมรีบเถียงแก้ความเข้าใจผิดของลุงขจร ก่อนจะหุบปากฉับทันทีที่พูดจบ
หลงกลซะแล้ว! แบบนี้ก็เท่ากับว่าสารภาพไปแล้วสิ ว่าไปเก็บดอกอัญชันของคนอื่นเขาจริงๆ
“หนูรู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่หนูทำมันผิด” ผมก้มหน้าสำนึกผิด เห็นทางหางตาว่าคุณรัสคัสยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นหัวเราะนิดหน่อย
หัวเราะอะไรกัน! มีอะไรน่าตลก สนุกที่เห็นเขาโดนดุก็ดูเหมือนจะเด็กเกินไป แต่พอมาคิดๆ ดูคำที่ลุงขจรเรียกตัวผม ก็รู้สึกอายจนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ปกติเขาเรียกผู้ชายว่า หนู กันหรือไง!
“ลุงขจรโกรธกันเหรอ จะลงโทษกันเหรอครับ” ผมพูดเสียงเบาหวิว พยายามบีบน้ำตาให้คลออยู่ในดวงตา และทำตัวให้น่าสงสารที่สุด ใครจะอยากโดนลงโทษกันล่ะ แค่แอบไปกินดอกอัญชันไม่กี่ดอกเอง
“ลุงโกรธและจะลงโทษหนูด้วย”
“กินแค่ไม่กี่ดอกเอง” ดูเหมือนการพยายามทำตัวน่าสงสารของผมจะไม่ได้ผล เลยเลิกบีบน้ำตาแล้วมองหน้าลุงขจรอย่างอ้อนๆ เหลือบไปเห็นป้าดากับเดหลีทำสีหน้าเยาะเย้ยสะใจที่ผมจะถูกลงโทษ
เห็นปากบิดๆ แล้วอยากจะเอื้อมมือไปหยิกจริงๆ เลย
“หนูจะกินจนหมดทั้งต้นลุงก็ไม่โกรธ”
อ้าว ตกลงยังไงกันแน่เนี่ยลุง
“แต่ลุงโกรธที่หนูไม่ระวังตัวเองเลย ไปกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนั้นได้ยังไง ถ้ามีพิษมีภัยขึ้นมาจะทำยังไง ไม่ได้มีแค่ตัวหนูคนเดียวนะที่จะเป็อันตราย” คุณลุงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนผมรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่ส่งมาทั้งแววตา คำพูด และการกระทำ
“มันไม่ได้มีพิษอะไร” ผมเถียงเสียงอ่อน รู้สึกผิดที่ทำให้ลุงขจรต้องเป็ห่วงขนาดนี้
“ยังจะเถียงอีก คิดถึงคนอื่นบ้างสิ”
ผมยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ นั่นสินะ ผมยังมีตัวเล็กอยู่ในท้องนี่นา ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีพิษอะไรแต่ก็ต้องพยายามอธิบายให้ลุงขจรเข้าใจจะได้ไม่กังวลอีก
“แต่มันไม่มีพิษจริงๆ นะครับ เอ่อ อ่า ดอกอัญชันมีประโยชน์เยอะแยะเต็มไปหมด อย่าง บำรุงสายตา สร้างภูมิต้านทาน ต้านอนุมูลอิสระ มีสารแอนโทไซยานินทำหน้าที่กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตด้วยนะ และก็อีกเยอะแยะมากมายให้พูดทั้งวันก็พูดไม่หมด”
ผมพยายามพูดให้ลุงขจรผ่อนคลายพร้อมกับทำไม้ทำมือประกอบว่าประโยชน์มันเยอะแยะมากมายจริงๆ ชักจะติดนิสัยเล่นใหญ่มาจากป้าสร้อยกับลิลลี่แล้วสิ
“เอ๊ะ หนูรู้เื่พวกนี้ด้วยเหรอ” คุณมาคัสพูดขึ้นพร้อมทั้งมองตรงมาที่ผม หลังจากที่นั่งเงียบอยู่นาน แต่ไอ้คำว่า หนู เนี่ยขอซื้อไปทิ้งได้ไหม
“เอ่อ นิดหน่อยครับ” รู้สึกเกร็งๆ ยังไงไม่รู้ สมกับที่เป็พ่อลูกกันจริงๆ ผมตอบคุณมาคัสก่อนจะหันไปมองคุณรัสคัสที่จ้องมองมาที่ผมไม่ต่างกัน
บรื๊อ~ หน้านิ่งกันทั้งบ้านเลย
“อ่อ ลุงลืมไปว่าหนูเป็เ้าร้านดอกไม้ ร้านดอกกันเกราสินะ ถึงได้รู้เื่ของดอกไม้เยอะแยะเต็มไปหมดแบบนี้” ลุงขจรพูดขึ้นพร้อมทั้งขยี้หัวผมเบาๆ ผมมองหน้าลุงขจรอย่างแปลกใจ กำลังจะอ้าปากถามแต่ป้าดาก็พูดขึ้นเสียก่อน
“เอ๊ะ คุณรู้เื่นี้ด้วยเหรอคะ”
“รู้สิ ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ หลานผมทั้งคน อะไรที่กันเกราทำแล้วดีผมก็พร้อมจะสนับสนุนเต็มที่”
เพราะลุงขจรตามใจผมแบบนี้หรือเปล่านะ ป้าดากับเดหลีถึงไม่ชอบผม
“เ้าของร้านดอกกันเกราเหรอ อืม เห็นพลอยไพลินไปซื้อดอกไม้ที่นั่นบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ที่บ้านก็มีดอกไม้เยอะแยะ แต่ดอกไม้ร้านหนูสวยมากเลยนะ โดยเฉพาะพวงมาลัย ร้อยได้สวยมาก ไม่คิดว่าเ้าของร้านจะเป็หนู” คุณมาคัสพูดขึ้นทำให้ผมนึกถึงผู้วัยกลางคนสวยๆ ที่เจอกันในร้านวันนั้น หน้าตาดีกันทั้งบ้านจริงๆ ครอบครัวนี้
“ขอบคุณครับ เพราะทุกคนในร้านช่วยกันดูแลและเอาใจใส่ดอกไม้ภายในร้าน แค่ผมคนเดียวคงทำไม่ได้” ผมยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึงทุกคนในร้านที่ตอนนี้คงกำลังวุ่นวายอยู่กับหมู่มวลดอกไม้มากมายแน่นอน
“เอาอย่างนี้ดีไหมครับคุณมาคัส ให้กันเกราไปช่วยคุณรัสคัสในงานวิจัยเื่เกี่ยวกับพวกดอกไม้ และถือว่านี่เป็การลงโทษที่ไปเก็บดอกอัญชันกินด้วย”
คำพูดของลุงขจรที่หันไปถามคุณมาคัสทำเอามตัวแข็งทื่อ คิดว่าลืมไปแล้วเสียอีก ไอ้บทลงโทษเนี่ย!!
“ว่ายังไงตารัส ตกลงไหม” คุณมาคัสหันไปถามคนที่ยังจ้องมองมาที่ผมไม่เลิก
หือ คนในครอบครัวเรียกรัสเฉยๆ งั้นเหรอ ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย
“ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ ควรถามฝ่ายนู้นมากกว่า” แต่คุณรัสดันโยนการตัดสินใจมาให้ผมซะงั้น เอายังไงดีเรา คุณรัส นะ คุณรัส ทำกันได้
“เอ่อ ถ้าผมไปช่วย ผมมีสิทธิ์ทำอะไรกับดอกไม้พวกนั้นก็ได้ใช่ไหมครับ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ
“ได้สิ แล้วหนูจะทำอะไรล่ะ” คุณมาคัสเอ่ยตอบอย่างใจดี ก่อนจะมีเสียงแว่วๆ ของคุณรัสดังขึ้นมา
“หึ คงไม่พ้นเื่กิน”
เฮอะ เบื่อจริงๆ คนรู้ทัน! ทำเหมือนรู้เื่คนอื่นเขาไปหมดทุกเื่ น่าหมั่นไส้!
“ก็ประมาณนั้นครับ” ผมได้แต่ยิ้มอย่างเหือดแห้งตอบกลับไป แล้วคุณมาคัสกับลุงขจรก็ะเิเสียงหัวเราะกันยกใหญ่ ก็พูดเื่จริงนี่นา ไปช่วยแล้วได้กิน ยอมไปช่วยก็ได้!
“ฮ่าๆ ๆ เื่กินลุงไม่ว่า แต่ผลวิจัยต้องเป็ที่น่าพึงพอใจ เข้าใจไหม”
“ครับ…” ผมพยักหน้าหงึกหงักรับคำของคุณมาคัส คุณมาคัสแทนตัวเองว่าลุงแบบนี้แล้วรู้สึกผ่อนคลายหน่อย ไม่เกร็งเหมือน่แรกๆ
“งั้นตกลงตามนี้ ให้หนูกันไปช่วยตารัสแล้วกัน”
“ไม่ได้นะคะ!!”
เสียงของผู้หญิงสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ป้าดากับเดหลียังพอเข้าใจคงหาเื่ขัดผมตลอดเหมือนทุกที แต่ป้าสร้อยเนี่ยคงห่วงคุณหนูตัวน้อยในท้องผมจนไม่อยากให้ผมกระดิกตัวทำอะไรเลยสินะ เว่อร์ตลอดป้าสร้อยเนี่ย
“ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ คุณดา” ลุงขจรถามถึงเหตุผลกับป้าดา
“ฉันคิดว่าถ้าไปช่วยคุณรัสคัสลูกเดหลีน่าจะเหมาะกว่า เดหลีกำลังศึกษาเกี่ยวกับพืชพันธุ์และงานวิจัยโดยเฉพาะ ส่วนกันเกราก็เรียนจบมาตั้งนานแล้ว แถมไม่ได้เรียนเฉพาะทาง แบบนี้คงช่วยอะไรคุณรัสคัสมากไม่ได้”
ผมพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ เหตุผลของป้าดาก็ดูสมเหตุสมผลดีนะ ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากไปช่วยหรอกนะ ถ้าต้องอยู่กับคุณรัสหน้านิ่ง ตลอดเวลาคงไม่ไหว
“จริงอย่างที่คุณดาหลาว่า คนที่มีความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ถึงเหมาะที่จะช่วยงานเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปได้” คุณมาคัสพูดจบคู่แม่ลูกมหาภัยก็ยิ้มกว้าง ปากจะฉีกถึงรู้หู ขอกลับไปเรียกแบบเดิมหน่อยเถอะ หมั่นไส้จริงๆ
“งั้นเดหลีลองบอกข้อเสียของอัญชันให้ฉันฟังหน่อยสิ” คุณมาคัสถามเดหลี แต่สรรพนามที่ใช้แทนตัวเองดูห่างเหินยังไงไม่รู้ ไม่เหมือนกับตอนที่พูดกับผมเลย แอบเห็นเดหลีชักสีหน้านิดหน่อยด้วย ไม่รู้คนอื่นๆ จะเห็นหรือเปล่า
“เอ่อ ก็อย่างที่กันเกราเคยบอกอัญชันมีประโยชน์เยอะแยะมากมาย พิษก็ไม่มี มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียแน่นอนค่ะ” เดหลีทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัดพร้อมด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ
“แล้วหนูกันล่ะ บอกได้ไหมว่าข้อเสียคืออะไร” คุณมาคัสหันมาถามผม
“เอ่อ ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีเืจาง เพราะอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเืครับ” ผมตอบออกไปเสียงเบาหวิว รู้สึกแปลกๆ ที่ผมจำเื่พวกนี้ได้ดี ทีเื่อื่นๆ ไม่เห็นจำได้เลย!
“อืม ก็อย่างที่ได้ยินทุกคนคงรู้แล้วว่าใครที่เหมาะจะช่วยงานตารัส”
“เดี๋ยวสิคะ! แล้วจะมั่นใจได้ยังไงคะ ว่าข้อมูลที่กันเกราพูดนั้นถูกต้อง!” เดหลีแย้งขึ้นมาเสียงดัง พยายามควบคุมสีหน้าให้เป็ปกติ แต่ผมรู้ว่าเธอต้องโกรธอยู่แน่ๆ
“แล้วเธอมั่นใจได้ยังไงว่ามันไม่มีข้อเสีย คำตอบที่กันเกราพูดจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เรายังสามารถเอาไปวิจัยต่อได้ แล้วคำตอบของเธอล่ะ ให้ประโยชน์อะไร”
คุณรัสพูดขึ้นมาเสียงนิ่งพร้อมๆ กับสายตาที่มองไปทางเดหลี สายตาแบบนี้มันอธิบายไม่ถูก ขนาดไม่ได้เป็เดหลียังรู้สึกขนลุกเลย น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“ฉัน้าคนที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่เด็กฝึกงานเอาแต่ใจตัวเอง” จบคำที่คุณรัสพูด เดหลีก็น้ำตาร่วงแผล่ะทันที
ใจร้ายเกินไปแล้ว!!
ถึงผมจะไม่ค่อยชอบเดหลีก็เถอะ แต่ก็ไม่ใจร้ายเหมือนไอ้ผู้ชายหน้านิ่งคนนี้แน่นอน พูดแต่ละครั้งต้องมีคนเจ็บตลอด ไอ้คนใจร้าย!!
“หวังว่าทุกคนจะจำเอาไว้ว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย” คุณรัสพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งหันมามองผมนิ่ง เดหลีรีบลุกขึ้นเดินหนีออกไปข้างนอกด้วยน้ำตานองหน้า ตามด้วยป้าดาที่รีบเดินออกไปเช่นกัน
นั่นสินะ ทุกอย่าง ทุกคน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
“แล้วสร้อยล่ะ เมื่อกี้ก็ไม่เห็นด้วยใช่ไหม” ลุงขจรพูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน
“เอ่อ ่นี้คุณหนูกันไม่ค่อยสบาย สร้อยแค่เป็ห่วง” นั่นไง อย่างที่คาดไว้เป๊ะ
“แค่ไปช่วยออกความคิดเห็นใหม่ๆ ตรวจดูผลนิดหน่อยไม่ได้อยู่ห้องวิจัยทั้งวัน ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ใช่ๆ ๆ ป้าสร้อยไม่ต้องห่วงหรอกครับ ไม่ได้ไปขึ้นเขาลงห้วยที่ไหนสักหน่อย” ผมรีบพูดเสริมคำพูดลุงขจร ไม่อยากให้ป้าสร้อยต้องกังวลหรือคิดมากเื่ผม
“คุณหนูกันล่ะก็ ถ้าไปขึ้นเขาที่ไหนป้านี่แหละจะตามไปลากลงมาเอง!” ป้าสร้อยครางชื่อผมเสียงแ่ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหัวเราะออกมา ไม่เว้นแม้แต่คนใจร้าย ที่ยกยิ้มมุมปากเบาๆ
“เฮ้อ น่าเบื่อจัง” ผมบ่นออกมา นี่ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากวันนั้นดูเดหลีจะซึมๆ ยังไงไม่รู้ ตอกแรกคิดว่าจะมาพูดจาหาเื่กันซะอีก
ผมนอนกลิ้งอยู่ใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ไปมา บอกให้ป้าสร้อยเอาเบาะนอนนุ่มๆ มาวางไว้ นอนลงไปทีเบาะก็แทบจะจมหายลงไปในกองดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่แห่งนี้จึงกลายเป็อาณาจักรของผมทันที ฮ่าๆ ๆ
พื้นหญ้ารอบๆ บริเวณถูกปกคลุมไปด้วยกลีบดอกชมพูพันธุ์ทิพย์จนกลายเป็สีชมพูเมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็พบกับกิ่งก้านต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ออกดอกจนเต็มต้นคล้ายม่านหมอกสีชมพูที่ปกคลุมผืนฟ้า
คล้ายกับว่าผมนอนอยูท่ามกลางพื้นดินสีชมพูและท้องฟ้าสีชมพู
ชมพูพันธุ์ทิพย์ทิ้งใบตอนหน้าหนาวสินะ จะว่าไปป้าสร้อยก็เคยบอกแล้วว่ามีหน้าหนาวมากกว่าหน้าร้อนนี่นา ชักเริ่มรู้สึกหนาวๆ แล้วสิ ว่าแล้วก็ถูมือกับต้นแขนตัวเองไปมา
“มาอยู่ที่นี่เอง เบื่องั้นเหรอ ลุงว่าจะเข้าไปที่ตึกเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปหน่อย หนูจะไปกับลุงไหม” เสียงลุงขจรดังขึ้นดึงความสนใจของผมที่เหม่อมองท้องฟ้าให้หันไปมองลุงขจรที่กำลังเดินมาพร้อมกับป้าสร้อย
“เอ๊ะ ไปได้เหรอครับ” ผมลุกขึ้นนั่งพร้อมกับถามออกไปอย่างแปลกใจ
“ได้สิ เร็วๆ นี้หนูก็คงต้องไปที่นั้นบ่อยๆ ลืมแล้วหรือไงว่าถูกลงโทษอยู่”
“ก็เห็นผ่านไปหลายวันแล้ว ไม่เห็นพูดถึง” ผมก้มหน้าตอบเสียงแ่
“ป้าเอาเสื้อโค้ทมาให้พอดีค่ะ ใส่ไว้จะได้ไม่หนาว จะว่าไปคุณหนูกันเนี่ย เหมือนเทพธิดาตัวน้อยๆ ที่อยู่ท่ามกลางดินแดนในเทพนิยายเลยนะคะ สวยมากๆ เลยค่ะ” ป้าสร้อยเดินเข้ามาสวมเสื้อโค้ทสีขาวให้ผม คอเสื้อมีขนฟูๆ ัันุ่มนิ่ม ตรงชายเสื้อประดับลูกไม้นิดหน่อย
ผมได้แต่กรอกตามองบน ขอเปลี่ยนจากคำว่าเทพธิดาตัวน้อยเป็เทพบุตรสุดหล่อได้ไหม แล้วเสื้อโค้ทแสนหวานเนี่ยมันอะไร!!
ถ้าให้ป้าสร้อยเลือกเสื้อผ้าให้ต้องมีลูกไม้ตลอด ถึงดูไปดูมาจะเริ่มรู้สึกว่าลายลูกไม้เนี่ยมันก็สวยดีนะ ชักจะเริ่มชอบแล้วสิ เฮ้ย! ไม่ได้ๆ!! จะเป็โรคคลั่งไคล้ลูกไม้เหมือนป้าสร้อยไม่ได้!
หมดกันความแมนที่เหลืออยู่น้อยนิด...