ร่างบางขยับตัวไปมาพร้อมกับมือเรียวคลำหาผ้าห่มอุ่นแต่กลิ่นผ้าที่แปลกไปทำให้ดวงตากลมโตสีนิลลืมตาตื่นอย่างรวดเร็วร่างเล็กผวาขึ้นจากที่นอนที่เผลอหลับใหลอย่างไม่รู้ตัว เธอยังอยู่บนรถเทียมม้าแต่ตอนนี้รู้สึกได้ว่ารถไม่ได้เคลื่อนไหวเหมือนเมื่อครู่ก่อนที่จะเผลอหลับไปผ้าแพรที่มัดข้อมือไว้ถูกแกะออกเมื่อใดก็ไม่รู้แล้วข้างตัวเธอก็ว่างเปล่าจนน่าแปลกใจ
“เขาหายไปไหนนะ”
อังค์เนสพึมพำแล้วจู่ๆก็หน้าแดงขึ้นมาเมื่อคิดถึงตอนที่ชายหนุ่มผู้นั้นตระกองกอดเธอทั้งที่สั่งใจไม่ให้หลับยังเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้หญิงสาวสำรวจร่างกายที่ยังสวมเสื้อผ้ามอมแมมอยู่ครบทุกชิ้นแม้กระทั่งผ้าที่โพกศีรษะก็ยังไม่หลุดลุ่ยเผยความจริง
“ไปคิดถึงเขาทำไม”
หญิงสาวบอกกับตนเองก่อนจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เธอค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดูด้านนอกรถที่จอดนิ่งอยู่เมฆและดวงดาวบนท้องฟ้ามีการเคลื่อนไหวรวมถึงพระจันทร์ที่เคลื่อนคล้อยบอกเวลาว่าจวนเจียนสว่างเต็มที
ความจริงอังค์เนสเคยชินกับการตื่นแต่เช้ามืดเพราะต้องออกไปเก็บพืชสมุนไพรบางชนิดใน่ก่อนเวลาที่ดวงตะวันจะทอแสง แต่การอยู่ในที่ที่ไม่รู้ว่ามันคืนที่ไหนเป็เื่ยุ่งยากใจเธอเหลียวมองไม่เห็นใครนอกจากม้าและรถบรรทุกสินค้าจึงปีนลงมายืนบนพื้น ไม่ไกลนักมีแสงสว่างจากกองไฟ
“คอแห้งจังเข้าไปขอน้ำคงไม่เป็ไรมั้ง”
อังค์เนสบอกกับตนเองแล้วเดินไปที่กลุ่มคนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่พวกเขาต่างหันมามองเธอเป็ตาเดียว
“พวกท่านพอจะปันน้ำดื่มให้ข้าหน่อยได้ไหม”
“อ้อ เ้าหนูนั่นเอง”
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ เขาพอจะจำได้รางๆว่าเห็นคนตรงหน้าเมื่อกลางดึกเขารับเงินค่าจ้างมาแล้วจึงไม่อยากสนใจว่าใครเป็ใครนักชายผู้นั้นดีดนิ้วสั่งคนที่นั่งใกล้ๆ รินน้ำส่งให้อังค์เนส
“ขอบคุณ”
เธอรีบยื่นมือไปรับมาดื่มอึกๆอย่างกระหายจนต้องยื่นถ้วยเปล่าเพื่อขอเติมน้ำอีกแต่เสียงท้องร้องโครกครากทำให้ผู้ที่นั่งล้อมกองไฟต่างพากันหัวเราะเสียงดังอังค์เนสได้แต่ก้มหน้าเอามือกุมท้องอย่างอับอาย
โธ่! ก็ตอนที่เนเฟอร์คาเรบังคับให้กินอาหารเธอมั่วแต่กลัวและใจนกลืนอะไรไม่ลงนี่นะ
“นี่ขนมปังกินกันตายได้” ชายคนเดิมยื่นขนมปังส่งให้
“ขอบคุณ”เธอรีบยื่นมือไปรับมากัดกินทันที
“เ้านี่...มารยาทดีเหมือนกัน” ชายคนเดิมพยักหน้าชอบใจเขาเป็พ่อค้าเร่มาหลายสิบปีการพูดจามักโผงผางนานๆ ครั้งถึงจะพูดจาอ่อนน้อมกับใครสักหน“กินรองท้องไปก่อนใกล้จะถึงเขตเมืองอยู่แล้ว”
“เขตเมือง เมืองไหนหรือท่าน”
ยังไม่ทันที่อังค์เนสจะได้คำตอบหญิงคนหนึ่งก็วิ่งมาทั้งน้ำตานองหน้าเข้ามาเกาะขาชายผู้นั้นแล้วละล่ำละลักทั้งสะอื้น
“อะไรนะ ลูกชายข้าชักเรอะ”
“เ้าคะนายท่านนายหญิงใจนเป็ลมไปแล้วเ้าคะ”
“ชัก”อังค์เนสลุกพรวดขึ้นแทบจะพร้อมกับชายวัยกลางคนที่เดาว่าเป็พ่อของคนคนนั้น“ขอข้าไปดูอาการด้วยเถิด”
ฮาซันเหลือบมองด้วยหางตาก่อนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจอะไรนักเขารีบวิ่งมาที่กระโจมของภรรยาและบุตรชายวัยสี่ขวบซึ่งกำลังมีอาการตัวเกร็งน้ำลายท่วมปากและตาเหลือกจนดูน่ากลัว
“ลูกลูกข้า”ร่างใหญ่ปราดเข้าไปทันทีแต่ก็เงอะงะทำอะไรไม่ถูก “มันเป็อย่างนี้ได้ยังไง”
“คุณหนูมีไข้มาั้แ่เมื่อเย็นวานจนเมื่อดึกก็มีไข้สูงแล้วก็”
“ทำไมไม่มีใครบอกข้า!ลูกข้าป่วยทำไมไม่บอกปล่อยให้เดินทางระหกระเหินได้ยังไง!”
“ก็...ก็...นายท่าน...นายท่าน”
“ขอข้าดูหน่อย”
อังค์เนสที่เพิ่งวิ่งตามมาถึงรีบแทรกตัวเข้าไปทันที มือเรียวเล็กรีบขยับจับคลายเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกและคอให้หลวมๆแต่เนื่องจากเป็เด็กเธอจึงไม่เสี่ยงต่อการใช้อะไรมาง้างปากเพราะเกรงฟันน้ำนมจะหลุดลงคอเธอจัดท่าเด็กให้นอนตะแคงในพื้นราบที่นุ่มไม่มีของแข็งมากระทบที่จะทำให้เกิดอันตรายมากยิ่งขึ้นแล้วพยายามทำให้ทางเดินหายใจโล่ง โชคดีที่ในช่องปากไม่มีเศษอาหาร
“ขอน้ำอุ่นเช็ดตัวเด็กด้วย”
เธอสั่งอย่างเฉียบขาดทำให้ทาสรับใช้สะดุ้งโหย่งแต่ก็รีบวิ่งไปเอาอ่างน้ำใบเล็กที่ผสมน้ำอุ่นพอเหมาะมาให้อังค์เนสรีบเช็ดตัวเพื่อละความร้อน
เด็กเริ่มมีอาการดีขึ้นเมื่อหายใจสะดวกแล้วเธอจึงดูตามเนื้อตัวของเด็กน้อยนอกจากจะมีไข้สูงแล้วยังมีอาการตาแดงมีผื่นเป็ลักษณะแบบผดแดงกระจายจากบริเวณหน้าผากไล่ลงมาตามตัวและแขนขา เธอจึงลองอ้าปากเด็กน้อยดูช่องปากบริเวณกระพุ้งแก้มจะเห็นผื่นเป็จุดขาวๆกระจายตามเยื่อบุในกระพุ้งแก้ม
“ลูกของท่านออกหัดอาจเพราะไข้สูงจึงมีอาการชัก หมั่นเช็ดตัวอยู่เสมอๆ เพื่อลดความร้อนของร่างกายแต่ไม่ต้องห่มผ้าหนาๆให้เพราะเด็กจะหายใจลำบาก”
“จริงหรือนี่”
“ปกติเด็กที่ออกหัดจะหายเองตามธรรมชาติแต่ลูกของท่านคงร่ายกายไม่แข็งแรงนักจึงไม่สบายหนักอย่างนี้”อังค์เนสหันซ้ายแลขวามองรอบๆ “ที่นี่มีเด็กอีกไหมต้องระวังด้วยเพราะอาจจะติดหัดได้”
‘ถ้ามีย่ามใส่ยาของข้ามาด้วยก็ดี’
อังค์เนสได้แต่ถอนหายใจหนักๆเธอช่วยอะไรไม่ได้นักทั้งที่รู้อยู่ในใจว่าสามารถทำได้มากกว่านี้บิดาของเด็กน้อยปราดเข้ามาจับมือเรียวเล็กของอังค์เนสแล้วเขย่าแรงๆด้วยความตื้นตันในน้ำใจของเธอ
“ข้าไม่รู้จะตอบแทนเ้ายังไงดี”
“ไม่เป็ไร...ท่านก็ให้อาหารและน้ำดื่มกับข้าแล้ว”
“ถ้าเสร็จธุระแล้วก็รีบไปเถิดเราต้องเดินทางอีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยอำนาจเอ่ยจากด้านหลังทำให้อังค์เนสหันกลับไปมองแล้วก็ถลึงตาใส่
เนเฟอร์คาเรกลั้นหัวเราะกับกิริยาของหญิงสาวเขาเห็นเธอั้แ่ออกมาจากรถเทียมม้าแล้วแต่อยากรู้ว่าเธอจะไปไหนหรือทำอะไรจะกล้าดีเหมือนปากหรือไม่ แต่ก็ทำให้เขาประจักษ์แจ้งในใจว่าเธอเป็ ‘หมอ’ที่แท้จริง
“จะไปแล้วหรือให้ข้าตอบแทนอะไรพวกท่านหน่อยเถิด”
“เอาไว้โอกาสหน้าก็ได้” เนเฟอร์คาเรบีบไหล่กลมกลึงของอังค์เนสเหมือนออกคำสั่งแม้จะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็ตาม
“ขอข้าทราบนามของผู้พระคุณหน่อยเถิด” ฮาซันวิงวอน
อังค์เนสเงยหน้ามองเนเฟอร์คาเรราวกับจะปรึกษาชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วโอบไหล่ให้เธอเดินตามเขาออกมา
“ใครๆ เรียกเขาว่าหมอเลจู”
“ท่านหมอเลจู”ฮาซันพึมพำเหมือน้าตอกย้ำใส่สมองของตนเอง
เนเฟอร์คาเรพาอังค์เนสเดินกลับมาที่รถม้าของตนเองแล้วยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ส่งให้แต่เธอยังเหลียวมองไปในทิศทางที่จากมาด้วยสีหน้ากังวล
“เ้าคงไม่คิดจะกลับไปเรียกเอาค่ารักษานะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามอย่างยียวนทำให้อังค์เนสหันขวับแล้วถลึงตาใส่
“ข้าไม่ใช่หมอหน้าเืขนาดนั้น!ข้าแค่เป็ห่วงเด็กน้อยผู้นั้นต่างหาก”
“เ้าเองก็บอกว่าเขาปลอดภัยแล้วนี่”ชายหนุ่มกอดอกยืนนิ่ง
“เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอมาก...ข้าก็เป็ห่วง”
“ฮืม...เป็เด็กผู้ชายอ่อนแอไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ”เนเฟอร์คาเรพยักหน้ายอมรับ
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”อังค์เนสกัดฟันตอบอย่างหงุดหงิด “ข้าหมายถึงร่างกายของเด็กน้อยนั้นอ่อนแอจริงๆต่างหากละ”
“อ้อ...ข้านึกว่าเ้าเป็ห่วงทุกคนที่เป็เหมือนเ้า”
“อะไร เ้าหมายถึงอะไร”
“ก็อรชรอ้อนแอ้นดุจสตรีเช่นเ้าไง”เนเฟอร์คาเรหัวเราะออกมา
“เ้านี่มัน น่าหายาพิษให้กินจริงๆ”อังค์เนสอยากจะเต้นเร่าๆ ด้วยความโมโหที่ไม่สามารถโต้ตอบชายตรงหน้าได้เธอฉวยเสื้อผ้าที่เขายื่นให้แล้วทำท่าจะปีนขึ้นรถม้าแต่เอวคอดก็ถูกรั้งไว้แล้วแบกขึ้นบ่าอีกครั้ง
“เ้าจะทำอะไร”
“ใจคอเ้าไม่คิดจะอาบน้ำอาบท่าหรือไง”เนเฟอร์คาเรลากเสียงยาว “เ้าตัวเหม็นแล้วนะ”