มหากาพย์ราชันสะท้านภพ

    บทที่14 ความวุ่ยวายที่กำลังจะปะทุ

              ณ พระราชวังจักรพรรดิแคว้นจ้าว           อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานกว้างที่มีพื้นนับร้อยลี้  ที่นี่ได้รับดูแลรักษาสภาพเป็นอย่างดี   มีเสาหินยักษ์ทั้งแปดค้ำยันสิ่งปลูกสร้างมีลักษณะเป็นรูปวิหาร            ด้านข้างวางไว้ด้วยป้ายหินสองป้ายสูงประมาณยี่สิบเมตร แกะสลักเป็นรูปร่างมังกรห้ากงเล็บดูยิ่งใหญ่อลังการ          ตัวอังษรที่ถูกแกะสลักอยู่ตรงป้ายทั้งสองคือ ด้านซ้ายคือ  บัญชามหาทัพ            ด้านขวาคือ  สยบเจ็ดแคว้น         มีบันไดทอดยาวขึ้นไปสู่ด้านในของวิหาร  โดยที่ทั้งสองฝั่งของบันได้แกะสลักรูปทหารบนหลังม้ากำลังเคลื่อนที่เข้าไปด้านหน้าอย่างห้าวหาญ            ด้านในสิ่งปลูกสร้าง มีพรมสีแดงที่ถูกปูไว้เป็นเส้นทางเดินตรงเข้าไป  โดยที่มีรูปปั้นแม่ทัพในชุดเกราะรูปร่างกำยำข้างละสองรูป  ซึ่งได้ยืนอยู่ในทวงท่าที่มือของพวกเราวางอยู่บนด้ามกระบี่ ราวกับพวกเขาจะชักกระบี่ออกมาได้ตลอดเวลา ผู้ที่ได้พบเห็น ล้วนสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของรูปปั้นทั้งสี่ เหมือนกับว่ามันมีชีวิตและสามารถสังหารผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืนเจ้านายของตน           “ รูปปั้นทั้งสี่นี้คือแม่ทัพจตุเทพที่ได้อุทิศตนปกป้อง และคุ้มครองปฐมจักรพรรดิ ตั้งแต่ยามที่ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งยามตาย ” เสียงชายชราดังขึ้น            ตอนนี้บนพรมสีแดงประกอบไปด้วย ชายชราคนหนึ่งสวมหน้ากากทองคำ อยู่ในชุดจักรพรรดิลายมังกรเขากำลังยืนเหม่อมองที่รูปปั้นทั้งสี่โดยที่ดวงตาสะท้อนถึงความเคารพนับถือ  ทางด้านหลังของเขา มีชายวัยกลางคนสองคนในชุดดำ กำลังก้มหน้าคุกเข่าอยู่ด้วยความวิตกกังวล  ทั่งคู่คือผู้คุ้มกันลับที่แฝงตัวเข้าไปในกองทหารของหยางเจี้ยนนั่นเอง           “ ยามนั้นในขณะที่แม่ทัพจตุเทพยังมีชีวิต องค์ปฐมจักรพรรดิไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน แม้ว่าจะผ่านศึกสงครามนับร้อย จนเกือบจะรวบรวมแผ่นทั้งหมดไว้ในมือ ”          “ แม้แต่ในยามที่ท่านถูกทรยศจากพี่น้องร่วมสาบานของตัวเอง จนตกอยู่ในวงล้อมทหารนับล้าน แม่ทัพสี่ล้วนพลีชีพเพื่อที่จะรักษาพระศพเอาไว้ จนถอยกลับมาสู่แคว้นจ้าวได้ ”          ชายชราหน้ากากทองยังคงพูดอย่างช้าๆ ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินไปทางด้านหน้า พร้อมกับดวงตาที่มองไปยังรูปปั้นแต่ละรูป           “ ตลอดเวลาเกือบสองหมื่นปี  ข้าได้ให้คนดูแลรูปปั้นเหล่านี้อย่างดี หากมีฝุ่นอยู่บนรูปปั้นแม้เพียงเล็กน้อย ผู้ดูแลในยามนั้นมีบทลงโทษเพียงอย่างเดียวคือประหาร ไม่มีการสืบสวน…ไม่ต้องการคำอธิบาย ”          ชายวัยกลางคนสองคนที่คุกเข่าอยู่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว  ลางสังหรณ์อันเลวร้ายเริ่มปรากฏขึ้นในใจ           เสียงพูดของชายชราหน้ากากทองเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อเขาเดินมาหยุดลงตรงรูปปั้นขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง พรมสีแดงที่ถูกปูเอาไว้ได้สิ้นสุดลงตรงจุดนี้            รูปปั้นที่ถูกแกะสลักด้วยทองคำสูงประมาณสิบเมตร เป็นบุรุษวัยกลางคนที่อยู่บนหลังม้า ร่างของเขาตั้งตรง ดวงตาที่ฉลาดหลักแหลมของเขานั้นเปล่งประกายเจิดจ้า เหมือนดั่งไม่มีสิ่งใดในแผ่นดินอยู่ในสายตา            มือข้างซ้ายของเขาจับบังเหียนม้าเอาไว้ ในขณะที่มือข้างขวานั้นชี้กระบี่ขึ้นไปบนท้องฟ้า มุมปากของเขานั้นโค้งเป็นรอยยิ้มอย่างเยือกเย็นและน่าเกรงขาม ผ้าคลุมด้านหลังเหมือนกำลังจะลอยไปตามสายลม  นี่เป็นลักษณะของจอมราชันผู้อยู่เหนือคนทั้งแผ่นดิน          ลูกหลานที่เกิดในราชวงศ์แคว้นจ้าวได้เคารพบูชารูปปั้นนี้ดุจเทพเจ้า                       ยามเมื่อมองเห็นรูปปั้นของปฐมจักรพรรดิเบื้องหน้า รังสีความกดดันอันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากชายชราหน้ากากทองครืนๆ            “ ข้าบอกให้พวกเจ้าสองคนคุ้มกันนายน้อยให้ดี…พวกเจ้าไม่เข้าใจหรือ” ตอนนี้เสียงแห่งความเกรี้ยวโกรธของเขาระเบิดออกมาอย่างรุนแรง  เขานึกไปถึงเมื่อยามที่เห็นหยางเจี้ยนกลับมาถึงพระราชวังแค้วนจ้าว ด้วยอาการปาดเจ็บสาหัส            ซึ่งจากรายงานที่ได้รับมา จอมมารกลืนวิญญาณเจี่ยสือ ได้บุกเข้าไปที่ค่ายทหารแล้วใช้เคล็ดวิชากลืนวิญญาณสังหารทหารไปกว่าสามพันนาย ก่อนที่จะหายตัวไป  ตัวหยางเจี้ยนเองในตอนนั้นก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน  ยังดีที่สามารถใช้อาคมเคลื่อนย้ายหลบหนีออกมาได้                       “ ท่านจ้าวนิกายโปรดเมตตาด้วย ” ผู้คุ้มกันสองคนที่คุกเข่าอยู่ ได้โขกศีรษะลงที่พื้นไม่หยุด            “ ไม่เลย…พวกเจ้าไม่เคยเข้าใจ ”  จ้าวนิกายเก้ามังกรที่สวมชุดจักรพรรดิ หันมามองผู้คุ้มกันทั้งสองแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย            “ ยามเมื่อแม่ทัพจตุเทพอยู่ข้างกายองค์ปฐมจักรพรรดิ ไม่เคยมีผู้ใดสร้างบาดแผลให้พระองค์ได้ แม้ยามพระองค์ถูกทรยศหลักหลังจนสิ้นชีพ แม่ทัพทั้งสี่ก็ยอมต่อสู้จนตัวตายเพื่อรักษาพระศพ ”            “ แล้วเจ้าทั้งสองเล่า…เมื่อยามที่นายน้อยได้รับบาดเจ็บสาหัสเหตุใดพวกเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่ !” เสียงแห่งความพิโรธของจ้าวนิกายดังขึ้น  หากผู้คุ้มกันสองคนตรงหน้าใช้ชีวิตเข้าแลก หยางเจี้ยนก็คงสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย             “ ข้าจะบอกความลับบางอย่างแก่พวกเจ้า   นายน้อยหยางเจี้ยนคือวิญญาณขององค์ปฐมจักรพรรดิที่มาจุติใหม่ ” จ้าวนิกายพูด หลังจากนั้นเขาก็ได้ถอดหน้ากากทองคำออกมา ท่ามกลางสายตาที่ตกใจของผู้คุ้มกันทั้งสอง          “ นิกายเก้ามังกรก็ถูกสร้างขึ้นโดยองค์ปฐมจักรพรรดิ  นี่เป็นเหตุผลที่จ้าวนิกายทุกรุ่นก็คือจักรพรรดิของแคว้นจ้าว ข้าเองก็เช่นกัน ”          “ ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง !”                       สิ้นเสียงของจ้าวนิกายเก้ามังกร  ผู้คุ้มกันทั้งสองก็สั่นสะท้านขึ้นทันที ด้วยตกใจในสิ่งที่ได้ยิน พวกทั่งคู่ต่างรับรู้ถึงชะตากรรมของตนเองแล้ว หลังจากที่ได้รู้ความลับอันน่าหวาดกลัวเช่นนี้           “ จัดการซะ!  ข้าไม่ต้องการเห็นพวกมันอีก” เสียงของจ้าวนิกายเก้ามังกรดังขึ้น   พื้นที่ด้านหลังผู้คุ้มกันทั้งสองคนสั่นไหวเล็กน้อย  ก่อนที่จะปรากฏร่างเงาที่ประกอบไปด้วยหมอกควันสีแดงขึ้น            “ เงาโลหิตรับบัญชา ” เสียงบุรุษอันเย็นชาดังออกมาจาก ร่างหมอกสีแดงนั้น            วูป!            เพียงพริบตาเดียว หมอกสีแดงก็กลืนกินผู้คุ้มกันทั้งสองจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือสิ่งใดทิ้งเอาไว้ ความเงียบได้เข้ามาปกคลุมสถานที่นี้อีกครั้ง            สิบนาทีผ่านไป…            “ ตอนนี้อาการนายน้อยเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวนิกายเก้ามังกรถามขึ้น            “ หมอหลวงได้ตรวจดูและรักษาอาการเรียบร้อยแล้วขอรับ  แต่คงต้องพักนอนพักฟื้นประมาณสองเดือน ” เสียงของบุรุษดังออกมาจากหมอกสีแดง          “ ดี…ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ” เจ้านิกายพูดขึ้นด้วยความโล่งใจ “ แต่เหตุการณ์แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก…เข้าใจหรือไม่”            “ ขอรับ…ข้าได้คัดเลือกคนของเงาโลหิตไว้ทำหน้าที่คุ้มกันนายน้อยเรียบร้อยแล้ว” เสียงบุรุษในหมอกแดงตอบด้วยความมั่นใจ           “ ทางด้านแคว้นฉู่เป็นอย่างไรบ้าง  เฒ่าชราที่สมควรตายนั่นปรากฏตัวหรือไม่ ” จ้าวนิกายเปลี่ยนเป็นถามถึงสถานการณ์ในแคว้นฉู่   นิกายพวกเขาได้ส่งสายลับมากมายเข้าไปอยู่ในวังหลวงของจักรพรรดิแคว้นฉู่  เพื่อภารกิจเพียงอย่างเดียวคือสืบหาตัวผู้พิทักษ์วังมังกรแคว้นฉู่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่            “  สายลับทุกคนที่จับตาดูราชวงศ์ของแคว้นฉู่ ไม่มีผู้ใดพบเห็นตัวตนของผู้พิทักษ์เลยขอรับ ” เงาโลหิตตอบ            “ ถ้าเช่นนั้นข่าวลือน่าจะเป็นความจริง เฒ่าชรานั่นสมควรตายไปแล้ว ” จ้าวนิกายพูดขึ้นด้วยท่าทียินดี  สงครามใหญ่ครั้งนี้เป็นเพียงแผนการโยนหินถามทางของเขาเท่านั้นข้อแรก เพื่อตรวจสอบว่าผู้พิทักษ์ของแคว้นฉู่ที่มีพลังสูงส่งดุจเทพเซียนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ข้อสอง เพื่อเปิดโอกาสแคว้นฉู่เกิดสงครามภายในระหว่างราชวงศ์กับนิกายระดับสี่ ซึ่งพวกเขาก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งขึ้น                       “ เริ่มแผนการขั้นต่อไปได้ ” จ้าวนิกายออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด  แผนขั้นต่อไปก็คือส่งคนไปลอบสังหารบุคคลสำคัญของทุกเมืองในแคว้นฉู่ภายในหนึ่งเดือน เพื่อเติมเชื้อไฟที่คุกรุ่นอยู่แล้วให้มันลุกโชนขึ้น             “ ขอรับนายท่าน ” เงาโลหิตขานรับ             “ ให้มหาเสนาบดีร่างหนังสือสงบศึกกับแคว้นฉู่ซะ  สงครามในครั้งนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ” จ้าวนิกายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา  สงครามครั้งนี้ได้บรรลุผลที่เขาต้องการแล้ว หากยังบีบคั้นแคว้นฉู่มากเกินไป อาจจะมีแคว้นอื่นสอดมือเข้ามา            แคว้นฉู่เป็นเพียงเป้าหมายแรกเท่านั้น  ควรใช้การกลืนกินจากภายในอย่างช้าๆ เขายังไม่พร้อมจะเปิดเผยขุมกำลังที่แท้จริงออกมา            หลังจากมองเงาโลหิตหายตัวไป  จ้าวนิกายเก้ามังกรก็เหม่อมองตรงไปยั้งรูปปั้นปฐมจักรพรรดิอีกครั้ง  เขาพูดขึ้นเสียงเบา            “ ครั้งนี้จะต้องไม่เหมือนในอดีต  ผู้ที่เคยทรยศองค์ปฐมจักรพรรดิจะต้องชดใช้อย่างสาสม ” ณ เมืองวารีพิสุทธ์                       ภายในตรอกที่มืดมิดอันเป็นแหล่งซ่องสุมของบุคคลที่อยู่ในวงการใต้ดิน  ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกิจการผิดกฎหมายทุกอย่าง ที่ไม่อาจเปิดเผยต่อภายนอก  เหตุผลที่สถานที่แห่งนี้ยังคงไม่ถูกทำลายไป ก็เพราะผลประโยชน์อันมหาศาล  และผู้อยู่เบื้องหลังที่น่ากลัว          ชายฉกรรจ์หนวดเครารกรุงรัง มีใบหน้าดุร้ายเหมือนเสือ  ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ มีบริวารมากมายหลายสิบคนกำลังยืนรอรับคำสั่ง            กึก!          หลังจากที่วางแผ่นหยกสื่อสารลงบนโต๊ะ  เขาก็หยิบกระดาษห้าแผ่นขึ้นมาอ่านดู ซึ่งแต่ละแผ่นจะมีชื่อและข้อมูลของคนผู้หนึ่งโดยละเอียด ทั้งขอบเขตพลังฝีมือ อาวุธที่ใช้ มีแม้กระทั่งจุดอ่อนของกระบวนท่าต่อสู้            “ ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง  ข้าแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว ”         “ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่สร้างความผิดหวังให้ข้า..” หลังจากที่พูดจบเขาก็วางกระดาษทั้งห้าแผ่นลงบนโต๊ะ            ฉึก!            มีดสั้นอันคนกริบได้ปักตรงเข้าไปบนกระดาษแผ่นหนึ่ง มันจมลึกเข้าไปในโต๊ะกว่าสองนิ้ว            “ เริ่มจากเจ้าก่อนเลย ” ชายคนนั้นพูดขึ้นก่อนที่สายตาจะไปหยุดตรงชื่อของเป้าหมาย            ‘แม่ทัพรักษาเมือง เหยี่ยนฉีเทียน ’ บุคคลนี้ก็คือบิดาของเหยี่ยนฮ่าวนั่นเอง หรือมรสุมความวุ่นวายกำลังจะพัดเข้าใส่ตระกูลเหยี่ยนอีกครั้ง