่เวลาเดียวกันในเรือนของจ้าวหยางจื่อ ขณะที่ซีซวนกำลังทำอาหาร ทันใดนั้นนางก็จามขึ้นเสียงดังโดยที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้สึกคัดจมูกเลย
หลังจากนั้นนางก็พึมพำออกมาอย่างเลื่อนลอยว่า
“ใครกันที่นินทาลับหลังข้า อย่าให้ข้ารู้เชียว!”
“ท่านพูดอะไรหรือท่านพี่?” ซีห่าวหลังจากเก็บผักที่สวนได้ยินเข้าพอดีจึงถามขึ้นอย่างนึกสงสัย
“ช่างเถอะ ข้าแค่กล่าวลอยๆ”
ถึงจะยังสงสัยแต่ซีห่าวก็ไม่กล้าเซ้าซี้ กลัวผู้เป็พี่สาวจะเอ็ดเอา
หลังจากที่กลับมาถึงเรือน จ้าวหยางจื่อก็ลงมือทำในสิ่งที่เขาวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ทันที
ขั้นแรกจ้าวหยางจื่อสำรวจดูก่อนว่าตรงส่วนไหนไม่มีผักก่อนลงมือขุด เพื่อให้เป็แบบแผนเขาได้ขุดล้อมรอบก่อนจะลงมือขุดให้ลึก
หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็วัดรอบบ่อที่ได้ขุดไว้ก่อนคร่าวๆ วัดทั้งสี่ด้านแล้วรวมกันได้ประมาณแปดวา ขนาดเท่านี้พอใช้ได้ ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป
ขณะที่กำลังขุดดินอย่างเมามัน จ้าวหยางจื่อเหลือบไปเห็นหมูสามตัวมองมาที่ตนเองเต็มไปด้วยความสงสัย เขาอดกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์เสียไม่ได้ คนยิ่งเหนื่อยๆ พอโดนมองแบบนี้ก็มีน้ำโหเหมือนกัน
“มองข้าทำไม? หรืออยากช่วยขุด?”
อู๊ด!!
พอจ้าวหยางจื่อแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา หมูทั้งสามตัวก็ไม่กล้ามองเขาอีก กลัวจะโดนเขาพาไปที่แห่งนั่นอีกครั้ง
ขณะเดียวกันพอเด็กๆ ได้ยินเสียงขุดดินจากด้านนอก พวกเขาก็เดินออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เป็ซีซวนกล่าวถามด้วยความสงสัย
“พี่ใหญ่ขุดดินทำไมหรือเ้าคะ?”
“พี่ขุดบ่อสำหรับใช้พักปลา ต่อจากนี้ไปพวกเราไม่ต้องยกปลาไปขายในหมู่บ้านอีกแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นซีซวนก็รู้สึกมีความสุขทันที นางยังไม่ลืมความยากลำบากเมื่อตอนเช้าได้ กว่าจะยกตะกร้าหนักๆ นั่นไปถึงหมู่บ้านกำทำเอานางแทบไม่เหลือแรงเดิน
โชคดีที่มีเงินเข้ามาเยียวยาหัวใจ ไม่เช่นนั้นคงใช้เวลานานกว่านางจะหายเหนื่อย กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจว่า
“ท่านพี่ฉลาดมากเ้าค่ะ”
พอถูกผู้เป็น้องสาวเอ่ยชมจ้าวหยางจื่อยิ้มบางก่อนที่จะเอ่ยอธิบาย “ไม่ขนาดนั้นหรอก พี่แค่ไม่อยากทำงานเหนื่อยๆ แบบนี้ไปตลอดเลยคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ ว่าแต่ทั้งสองคนทำอาหารเสร็จแล้วงั้นหรือ?”
ได้ยินคำถามของจ้าวหยางจื่อเด็กทั้งสองคนก็ราวกับแมวโดนเหยียบหาง พลันกูร้องขึ้นทันใด
“ข้าลืมไปเลย!! โชคดีที่พี่ใหญ่เตือน ถ้านานกว่านี้อีกหน่อย อีกหนึ่งชั่วยามพวกเราถึงจะได้กินอาหาร”
พูดจบทั้งสองคนก็วิ่งเข้าไปในครัวเพื่อดูอาหาร เห็นว่ายังอยู่ดีทั้งสองก็เบาใจลง
..
ผ่านไปสักพักเมื่ออาหารพร้อมทานจ้าวหยางจื่อก็ไปพักทานอาหารก่อนแล้วกลับมาขุดบ่อต่อ
ซึ่งการขุดบ่อจ้าวหยางจื่อใช้เวลาในการขุดไม่นานนักก็แล้วเสร็จ เป็เพราะว่าเนื้อดินค่อนข้างนุ่มเนื่องจากน้ำที่รดผักซึมลงดินทุกวันนั่นเอง
ทว่าจ้าวหยางจื่อก็ไม่จับปลามาขังในบ่อทันที เพราะตอนนี้มีพวกชาวบ้านมาย่อมๆ มองๆ รอบเรือนของเขาหลายคน
ขณะเดียวกันใครหลายคนก็ลองตกปลาข้างแม่น้ำ เพื่อพิสูจน์ดูว่าปลามันกินเบ็ดง่ายขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าเ้าหนูจื่อหยางทำได้พวกเขาก็น่าจะทำได้เช่นกัน ทว่าผลสุดท้ายก็เป็เช่นเดิม พวกปลาแทบไม่กินเบ็ด หนำซ้ำพวกมันยังว่ายน้ำมาหยามหน้าอีกด้วย!
สังเกตเห็นพวกชาวบ้านริมแม่น้ำ จ้าวหยางจื่อก็ถอดถอนใจ การจะทำอะไรต่อจากนี้คงต้องระวังให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นคงโดนแย่งการทำมาหากินเป็แน่
่ปลายยามอุ้ย (13:00-14:59น.) ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฮือฮาของพวกชาวบ้านบริเวณสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ พวกชาวบ้านหลายคนต่างวิ่งเข้าไปชมดูอย่างนึกสงสัย
แน่นอนว่ามนุษย์ขี้สงสัยเช่นจ้าวหยางจื่อก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกันว่าพวกชาวบ้านมุงดูอะไร อาจเป็โสมร้อยปีเหมือนก่อนหน้านี้หรือไม่? คิดได้เช่นนั้นเขาก็ไม่รอช้าวิ่งเข้าไปด้วยอีกคน
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จ้าวหยางจื่อก็มีอาการคล้ายกับพวกชาวบ้าน เขาใและแตกตื่นเป็อย่างมากเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ปรากฏว่าเป็ชายวัยกลางคนร่างกำยำล่ำสันกำลังแบกสัตว์ขนาดใหญ่ไว้บนบ่า รอบตัวของเขาห้อยโตงเตงเต็มไปด้วยกระต่ายป่าและไก่ฟ้าหลายตัว เขาคนนั้นก็คือหานมิ่งลูกผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง!
สาเหตุที่พวกชาวบ้านใเป็เพราะว่าสัตว์ขนาดใหญ่ที่อยู่บนบ่าของหานมิ่งนั่นคือม้า ดูจากกีบเท้าที่ยืดยาวของมันแล้ว มันคงเป็ม้าตามธรรมชาติอย่างแน่นอน
“ขอทางหน่อย ขอทางหน่อย พี่ใหญ่หานมิ่ง ท่านล่าสัตว์ได้เยอะอีกแล้ว” จ้าวหยางจื่อแหวกว่ายผ่านผู้คนจนพบกับหานมิ่ง
“จื่อหยางเองรึ เ้าเอากระต่ายป่าจากข้าไปสักตัวสิ”หานมิ่งกล่าวเสียงเรียบอย่างไม่คิดอะไร ทว่าพวกชาวบ้านที่ได้ยินก็แสดงความอิจฉาจ้าวหยางจื่อออกมาอย่างชัดเจน
“ไม่เป็ไรขอรับ ตัวเมื่อวานข้ายังกินไม่หมดเลย” จ้าวหยางจื่อพูดไปพลางสำรวจ เมื่อเห็นว่าม้าตัวนี้ยังไม่ตาย จ้าวหยางจื่อก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเลย
“พี่ใหญ่ ท่านขายม้าตัวนี้ให้ข้าได้หรือไม่? ข้าให้ตามราคาตลาดเลย ท่านไม่ต้องลำบากไปขายในเมือง”
“หือ เ้าสนใจม้าตัวนี้งั้นรึ? ข้าจะไม่เอาเปรียบเ้า ขอบอกตามตรงม้าตัวนี่ใช้งานไม่ได้แล้ว เ้าเห็นแผลที่ขามันหรือไม่? ข้าเผลอยังธนูไปโดนเส้นเอ็นของมันเข้าพอดี”หานมิ่งชี้ไปที่ขาหลังของม้าเพื่ออธิบาย
ได้ฟังเช่นนั้นพวกชาวบ้านก็กระจายตัวกันออกไปอย่างนึกเสียดายแทนหานมิ่ง ถ้าม้ายังใช้งานได้ตัวหนึ่งราคาก็หลายตำลึงเงิน ทว่าพอสภาพของมันเป็เช่นนี้แล้ว ราคาของมันก็เหลือหนึ่งส่วนสามจากราคาเดิมเท่านั้น
“ไม่เป็ไรของรับ ท่านขายเท่าไหร่บอกมาได้เลย!” จ้าวหยางจื่อยังคงยืนกรานเพราะมีหนทางรักษา ราคาของม้าเท่าไหร่เขาก็จ่ายได้ไม่อั้น ่นี้เขามีเงินมากแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งเขาอยากมีเกวียนเทียมม้าหรือรถม้าด้วย การเดินทางในอนาคตจะได้ไม่ยากลำบาก
“เ้า้าซื้อม้าใช้การไม่ได้ตัวนี้จริงหรือ?”หานมิ่งย้ำเตือนอีกครั้ง เขาไม่คิดเอาเปรียบจ้าวหยางจื่อจริงๆ
“ขอรับ” จ้าวหยางจื่อพยักหน้าอย่างแน่วแน่
“ถ้าเ้าซื้อไปแล้วเ้าอย่ามาขอเงินคืนทีหลังล่ะ”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นข้าขายให้เ้าสิบตำลึงเงิน”
“ไม่มีปัญหาขอรับ ท่านช่วยยกมันมาที่เรือนข้าได้หรือไม่ ข้าจะให้เงินท่านตอนนี้”
“ตกลง” เื่ใช้กำลังสบายอย่างมากสำหรับหานมิ่ง
มองดูกี่ครั้งจ้าวหยางจื่อก็ใทุกครั้ง คนผู้นี้ต้องมีกำลังมากแค่ไหนถึงได้แบกม้าตัวเต็มวัยได้สบายๆ แบบนี้
หานมิ่งข้ามผ่านประตูรั้วมาได้ พอสังเกตเห็นว่าตรงมุมหนึ่งของเรือนมีหมูอยู่สามตัวอยู่ในคอก ทันใดนั้นแววตาของเขามองมายังจ้าวหยางจื่อดูอ่อนโยนและสงสารขึ้นมาทันที
“จื่อหยาง เ้าไม่เอากระต่ายป่าจากข้าไปจึงรึ? ก่อนหน้านี้เ้ายังบอกว่ามีอาหาร ไฉนถึงได้เลี้ยงหมูโสโครกพวกนี้ไม่กิน..”
อู๊ด!!!
หมูทั้งสามตัวไม่พอใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำนั้นออกจากปากของหานมิ่ง พวกมันไม่ได้โสโครกสักหน่อย พวกมันก็อาบน้ำทุกสามวันเชียวนะ จะไม่ได้อาบน้ำก็ตอนโดนจับขังอยู่แบบนี้เท่านั้นแหละ!
“ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้าไม่คิดจะฆ่าพวกมันกินหรอก”จ้าวหยางจื่อปฏิเสธพลางกล่าวเพิ่มในใจว่า‘แต่จะกินลูกๆ ของพวกมัน’
อู๊ดดดด
ได้ฟังเช่นนั้นพวกหมูก็ถอนหายใจ อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ตกเป็อาหารของมนุษย์ใจร้ายคนนี้
“งั้นรึ ถ้าเ้าไม่มีอาหารจริงๆ ก็ไปเอาอาหารกับข้าที่เรือน อย่าได้คิดฆ่าพวกมันเพื่อกินล่ะ เนื้อพวกมันไม่อร่อยหรอก”หานมิ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ขอรับ”
ได้รับเงินแล้วหานมิ่งก็เดินจากไป..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel