หลังจากพูดจบ ผู้จัดการหลินบอกพลางหยิบปากกาหมึกซึมคาร์บอนขึ้นมาเซ็นชื่อบนช่อง 'ฝ่าย A' ของสัญญา คังอิงก็เซ็นชื่อของเธอลงบนช่อง 'ฝ่าย B' สัญญาสามฉบับมีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด หลังจากเซ็นสัญญาเสร็จ ทั้งสองก็ยิ้มให้กันแล้วจับมือเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของการเจรจาธุรกิจ
“ประธานคัง คุณอายุยังน้อยก็เก่งกาจ อายุน้อยแบบนี้มีบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ อนาคตจะต้องรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอีก” ผู้จัดการหลินบอก
“ผู้จัดการหลินล้อเล่นแล้วค่ะ ก็แค่ธุรกิจเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้น ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนจากบริษัทของคุณนะคะ หากในอนาคตบริษัทของเราเติบโตขึ้นและต้องเปิดสาขาเพิ่ม ฉันจะให้ความสำคัญกับสินค้าของคุณเป็นอันดับแรกเลยค่ะ” คังอิงบอก
แม้ว่าจะไม่มีมิตรภาพที่ยั่งยืนในโลกธุรกิจ จะมีก็เพียงแค่ผลประโยชน์เท่านั้น แต่คุณจะต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับคนอื่นเช่นกัน ต้องมีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันแบบนี้ ธุรกิจถึงจะยืนยาวได้ ตอนนี้คังอิงจึงไม่รังเกียจที่จะให้ความหวังกับพวกเขาบ้าง
ผู้จัดการหลินบอกด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นผมก็ตั้งตารอวันนั้นเร็วๆ”
แม้จะมีการต่อรองกันอยู่หลายครั้งในระหว่างการเจรจา แต่หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างก็ลงตัว ผู้จัดการหลินก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามาถึงที่นี่แล้วเห็นสถานที่ก่อสร้าง เขาก็สังเกตเห็นว่าขนาดของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ใหญ่กว่าห้างเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในเมือง และการตกแต่งก็ดูหรูหราและมีรสนิยมกว่าห้างพวกนั้นมาก ทำให้ผู้จัดการหลินรู้สึกพอใจว่าเขาได้สร้างฐานลูกค้าคุณภาพดีไว้ได้
อย่างที่คังอิงบอก หากธุรกิจของเธอเติบโตขึ้น และต้องเปิดสาขาที่สอง สาขาที่สาม ถึงตอนนั้นเธอจะให้ความสำคัญกับสินค้าของพวกเขาเป็นอันดับแรก
ช่วงเที่ยง คังอิงเลี้ยงอาหารผู้จัดการหลิน และแน่นอนว่าต้องมีผู้ช่วยหลายคนกับพนักงานชายประจำสำนักงานมาเป็นเพื่อน
คังอิงไม่ดื่มเหล้า เธอใช้ชาแทนเหล้า พนักงานชายหลายคนนั้นรู้จักกาลเทศะ พวกเขารีบรินเหล้าแล้วชวนผู้จัดการหลินให้ดื่มจนเมามาย
คังอิงสังเกตพวกเขาอย่างถี่ถ้วน เธอจะเลือกพนักงานที่มีความสามารถ ถ้าหากต้องมีการสังสรรค์บนโต๊ะอาหาร เธอจะให้พวกเขามาเป็นตัวแทนของเธอ
เรื่องพวกนี้เธอไม่ได้วางแผนจะใช้ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะอย่างไรเสีย การต่อสู้บนโต๊ะอาหารนั้นโหดร้ายมาก และยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ถ้าหากมีคนหลายคนสับเปลี่ยนกันไป มันจะลดทอนสุขภาพร่างกายของพวกเขาจนอันตรายได้
วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารของจีนนั้นสืบทอดกันมายาวนาน ในยุค 90 นับว่าเป็นช่วงที่วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารเฟื่องฟูมาก คังอิงไม่มีทางปฏิเสธกระแสนิยมนี้ได้ เธอรู้ดีว่าวัฒนธรรมเช่นนี้จะไม่หายไปอย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบปี และมันยังคงพัฒนาไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงทำได้เพียงปล่อยไปตามยุคสมัยเท่านั้น
อีกอย่าง เมื่อพูดถึงคนในยุคสมัยนี้ พวกเขาล้วนภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการสังสรรค์บนโต๊ะอาหาร ได้กินของอร่อย ดื่มของดี และได้รับความสำคัญจากหัวหน้างาน คนที่ดื่มเหล้าเก่งหลายคนจึงต่างก็พากันไขว่คว้าโอกาสนี้
ความกระตือรือร้นของคังอิงทำให้ผู้จัดการหลินดื่มอย่างเต็มที่ หลังจากงานเลี้ยงอาหารกลางวันจบลง ผู้จัดการหลินก็เมามายไม่รู้เรื่อง คนขับรถจึงพาเขากลับเข้าเมือง
ผู้จัดการหลินเมามาก พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่า ประธานคังช่างมีน้ำใจจริงๆ เป็นคนรุ่นใหม่ สวยน่ารัก แถมยังรู้จักจัดการธุรกิจอีก
เรื่องบันไดเลื่อนก็ได้รับการแก้ไขแล้ว คังอิงจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เมื่อเธอกลับมาถึงห้องทำงานก็พบว่าสือเจียงหย่วนกำลังนั่งเล่นหมากล้อม [1] คนเดียวอยู่ที่โต๊ะน้ำชา
คังอิงบอกพลางหัวเราะ “คุณน่าเบื่อจังเลย ทำไมถึงได้เล่นหมากล้อมคนเดียวล่ะ?”
“ก็ไม่มีใครเล่นกับผมนี่” สือเจียงหย่วนส่งเสียง ‘ฮึ’ หนึ่งที แล้วเขาก็ได้กลิ่นเหล้าที่ติดตัวคังอิงมา สือเจียงหย่วนขมวดคิ้วพลางถามอย่างไม่พอใจ “ไอ้คนที่ขายบันไดเลื่อนมันบังคับให้คุณดื่มเหล้าหรือ? คุณบอกว่าจะไม่ดื่มไม่ใช่หรือไง?”
“ฉันไม่ได้ดื่มหรอกค่ะ ตอนรินเหล้ามันเผลอหกใส่ตัวฉันน่ะ เลยมีกลิ่นติดมา” คังอิงตอบอย่างใจเย็น สือเจียงหย่วนมองเธออย่างถี่ถ้วน พบว่าเธอไม่ได้ดื่มจริงๆ จึงรู้สึกโล่งอกแล้วบอกว่า “คุณไม่ต้องสนใจเรื่องบนโต๊ะอาหารมากนักหรอก ถ้าหากไม่ไหวจริงๆ ก็ไม่ต้องทำธุรกิจกับเขา ใครจะไปกลัวว่าจะไม่มีคนขายของให้เราล่ะ ในเมื่อห้างสรรพสินค้าเปิดทำการ ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ถึงตอนนั้นคนอย่างผู้จัดการไช่ก็ต้องเปลี่ยนจากคนใหญ่คนโตกลายมาเป็นคนต้อยต่ำ พวกเขาคงต้องมาขอร้องให้เราซื้อของจากพวกเขาแน่ๆ”
คังอิงรู้สึกว่าสือเจียงหย่วนพูดถูก แต่พอเห็นสือเจียงหย่วนอธิบายเรื่องของผู้จัดการไช่แบบนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาเล็กน้อย คังอิงหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า “โลกธุรกิจต้องมีการให้และการรับ ไม่จำเป็นต้องไปดูถูกเขามากนักหรอก”
สือเจียงหย่วนเกือบจะเผลอพูดออกมาว่า ‘คุณสงสารเขาหรือ?’ แต่พอคิดดูอีกที ผู้จัดการไช่เป็นฝ่ายผิดที่โทรมาก่อกวนคังอิงตอนกลางดึก เขาไม่มีสิทธิ์ไปโกรธคังอิงด้วยเรื่องนี้ มันเหมือนกับเป็นการระบายอารมณ์ใส่คังอิงอย่างนั้นแหละ
สือเจียงหย่วนจึงเอ่ยว่า “ไม่พูดถึงพวกเขาดีกว่า ไหนๆ แล้ว เรามาเล่นหมากล้อมกันเถอะ!”
“ฉันเล่นหมากล้อมไม่เก่ง รู้จักเล่นแต่หมากรุกห้าเม็ด [2] เท่านั้นแหละ” คังอิงบอกตามความจริง
ในชาติที่แล้วเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงที่เชี่ยวชาญด้านดนตรี หมากล้อม หนังสือ และภาพวาด แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็เขียนพู่กันจีนเก่ง ก็เพราะตอนที่เธออยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่มีอะไรทำ จึงได้ฝึกเขียนพู่กันจีนเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น
ขอแค่คังอิงยอมมาเล่นหมากรุกห้าเม็ดกับเขา สือเจียงหย่วนก็พอใจแล้ว เขาจึงตอบว่า “ได้ เล่นหมากรุกห้าเม็ดก็ได้”
ตอนที่กวนเสี่ยวเอาน้ำชามาเสิร์ฟสือเจียงหย่วนกับคังอิง เธอก็เห็นว่าเจ้านายทั้งสองคนกำลังเล่นหมากรุกห้าเม็ดกันอย่างดุเดือด บอสคนหนึ่งกำลังขมวดคิ้ว ส่วนอีกคนกำลังเท้าคาง พวกเขาดูจริงจังมาก
กวนเสี่ยวเดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างระมัดระวังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เธอคิดว่าทั้งสองกำลังเล่นอะไรที่ดูจริงจัง แต่ที่แท้ก็แค่หมากรุกห้าเม็ดเท่านั้น เธอนับถือพวกเขาทั้งสองจริงๆ ที่เล่นได้อย่างสนุกสนานราวกับกำลังตัดสินเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนหยวน
กวนเสี่ยวอดที่จะขำไม่ได้ เธอจึงเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเงียบๆ
คังอิงวางหมากดำลงไป ก่อนหน้านี้เธอไม่กล้าหายใจแรง เกรงว่าสือเจียงหย่วนจะจับไต๋เธอได้ ตอนนี้เธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วบอกอย่างมีความสุขว่า “ฉันชนะ ฉันชนะแล้ว!”
สือเจียงหย่วนเห็นคังอิงวางหมากลง เขาก็พลันรู้สึกเสียใจ จึงตบต้นขาของตนพลางบอกว่า “ทำไมผมถึงไม่เห็นว่าตรงนี้มีสี่เม็ดแล้วนะ?”
“เพราะงั้นฉันถึงได้ชนะไง!” คังอิงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ฉันคิดว่าคุณจะเก่งมาก ที่แท้ก็ไม่เท่าไหร่ ฝีมือเดินหมากงั้นๆ”
สือเจียงหย่วนไม่ยอมแพ้ เขาท้าคังอิงเล่นอีกยก
ดังนั้นทั้งสองจึงเก็บหมากแล้ววางแผนการรบอีกครั้ง หลังจากต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายทั้งสองก็มีทั้งแพ้ทั้งชนะ แน่นอนว่าคังอิงชนะมากกว่าอยู่ดี สุดท้ายเธอชนะไปด้วยคะแนน 8 ต่อ 7
“โอ๊ย เหนื่อยจังเลย ทำไมวันนี้รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้”
คังอิงเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนังแล้วก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว
“ที่แท้การเล่นหมากรุกห้าเม็ดเสียเวลาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฉันเอาแต่ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่แปลกที่ฉันจะรู้สึกว่าสมองถูกสูบพลังงานไปจนหมด” คังอิงถอนหายใจ
“คุณเธอนี่นะ อย่าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเงินทองสิ ต้องรู้จักพักผ่อนหย่อนใจบ้าง เอาแต่คิดเรื่องเงินอยู่นั่นแหละ ผมให้คุณเล่นหมากรุกห้าเม็ด เพราะอยากให้คุณผ่อนคลายไง”
สือเจียงหย่วนบอกอย่างชอบธรรมราวกับว่าเขาคิดแบบนั้นจริงๆ
อันที่จริงเขาแค่รู้สึกว่าการเล่นหมากรุกห้าเม็ดกับคังอิงนั้นสนุกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอเห็นท่าทางดีใจตอนที่คังอิงชนะกับท่าทางกัดฟันกรอดตอนที่เธอแพ้ หัวใจของเขาก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่าบางครั้งหัวใจของเขาจะเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับความรู้สึกจักจี้ในหัวใจแบบนี้ เขายอมรับผลข้างเคียงที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้มากกว่า
เชิงอรรถ
[1] หมากล้อม หรือโกะ มีต้นกำเนิดที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อกว่า 3,000 ปี มาแล้ว โดยถือเป็นศิลปะหนึ่งในสี่แขนงของจีน ได้แก่ การดีดพิณ หมากล้อม การเขียนพู่กัน และการวาดรูป มีพื้นที่เล่นมากถึง 361 จุด บนเส้นที่ตัดกันด้านละ 19 เส้น โกะจึงเป็นเกมที่เล่นยากและเป็นศิลปะสุดยอดของการเล่นหมากกระดาน ทั้งยังเป็นศาสตร์ท้าทายให้ผู้เล่นศึกษาแนวคิด การวางแผน มองการณ์ไกล หาโอกาสสร้าง ต่อสู้ และบุกชิงพื้นที่มาครอบครองภายใต้หลักการให้คู่ต่อสู้ยังคงอยู่ได้ โดยใช้เบี้ยขาวและดำวางบนกระดานสร้างกลุ่มให้เกิดกลุ่มกำลังให้มากที่สุด เพื่อความได้เปรียบในเกม การตัดสินใจวางเม็ดโกะแต่ละครั้งบนกระดานนั้นยังต้องอาศัยหลักการของการใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์
[2] หมากล้อมห้าแถว หรือ โกโมคุ หรือที่รู้จักในชื่ออื่นว่า Gobang หรือ Five in a Row โดยทั่วไปจะเล่นบนกระดานหมากล้อม (กระดาน 19x19 แต่ปกติจะเล่นที่ 15x15) โดยใช้ตัวหมากดำและหมากขาวเป็นอุปกรณ์ในการเล่น แต่เกมนี้จะเล่นโดยใช้กระดาษและปากกาเขียนเอาก็ได้ เพราะไม่มีการขยับตัวหมากเมื่อลงไปแล้ว เกมโกโมคุนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นและได้รับความนิยมพอสมควร เนื่องจากมีวิธีการเล่นที่ง่าย คือ เดินครั้งละ 1 เม็ด โดยฝ่ายดำเริ่มก่อน สามารถลงหมากตรงไหนก็ได้ ฝ่ายใดเรียงหมากของตัวเองได้ครบ 5 ตัวก่อนก็เป็นฝ่ายชนะ ได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียง หรือพูดง่ายๆก็คือ เป็นเกม OX หรือ TicTacToe แบบกระดานใหญ่ เรียง 5 นั่นเอง