บทที่ 4 ยันต์อัสนีม่วง
"ห้าปีที่ผ่านมา พวกเ้าอยู่กันสบายดีหรือไม่?" ฟางเฉินหันไปมองทุกคนและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ความจริงในใจของเขารู้ซึ้งถึงความเป็ไปของคนเหล่านี้ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เพราะยามว่างเขามักจะถอดจิตออกสำรวจ สำหรับเขาแล้วเมืองหลวงต้าเซี่ยไม่มีความลับใด ๆ
"ท่านชาย พวกเราอยู่กันได้ไม่ดีเลยขอรับ” ใครบางคนเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ใช่แล้ว พวกเราอยู่กันอย่างยากลำบาก ทุกครั้งที่ได้ยินคนพวกนั้นดูิ่ท่านชาย พวกเราอยากจะชักกระบี่ออกไปบั่นหัวพวกมันใจจะขาด แต่ท่านชายสั่งห้ามเอาไว้”
"ท่านชาย ห้าปีแล้วที่ท่านไม่เคยมาเยือนลานเล็กนี้อีกเลย วันนี้ที่ท่านมาที่นี่ หมายความว่าพวกเราจะถูกเรียกกลับมาใช้งานอีกครั้งใช่หรือไม่?" ทุกคนต่างมีสีหน้าตื่นเต้นและมองไปที่ฟางเฉินด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง
"ตอนนี้วรยุทธ์ของข้าสูญสิ้นไปแล้ว หากข้าจะเรียกใช้งานพวกเ้าอีกครั้ง พวกเ้ายังเต็มใจที่จะ
อยู่ใต้การบังคับบัญชาของข้าหรือไม่? ต้องรู้นะ ว่าตอนนี้พวกเ้าแค่คนเดียวก็สามารถเอาชนะข้าได้อย่างง่ายดาย" ฟางเฉินพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ท่านชาย ใครมันจะกล้า!? ขอเพียงแค่ท่านชายเรียกใช้พวกเราอีกครั้ง พวกเราก็ยังคงเป็ ‘องครักษ์ลับแห่งต้าเซี่ย’ ผู้ซื่อสัตย์ภักดีใต้บัญชาของท่านชายตลอดไป!”
ร่างอันองอาจสง่างามก้าวออกมา ดวงตาดุจพยัคฆ์จ้องมองทุกคน กลิ่นอายของเขาไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเขาได้ก้าวไปถึงระดับเป้าชี่ ขอบเขตรากฐานมนุษย์ขั้นสูงสุดแล้ว วรยุทธ์ระดับนี้หากอยู่ในแคว้นต้าเซี่ยก็ถือว่าเป็ยอดฝีมือชั้นหนึ่งแล้ว
"สวี่เกอพูดไม่ผิด พวกเราติดตามท่านชาย ไม่เคยมองที่ระดับวรยุทธ์! ขอเพียงแค่ท่านชายมีคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็ูเาดาบหรือทะเลเพลิง พวกเราก็ต้องบุกฝ่าไป!"
ทุกคนลดเสี่ยงต่ำลงคล้ายกลัวคนภายนอกจะได้ยิน แต่ความเด็ดเดี่ยวในคำพูดของพวกเขาไม่ได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
"ท่านชาย บุตรสาวของแม่ทัพหมาป่าเซียวจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงจิงตูในวันพรุ่งนี้ หากพวกเราลงมือ ข้าเชื่อว่าพวกเราสามารถสังหารนางระหว่างทางได้ และยังสามารถจำกัดความสูญเสียให้เหลือเพียงแค่สามส่วนได้!” มีคนกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
"ดูเหมือนว่าพวกเ้าจะไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยนะ แม้กระทั่งข่าวนี้ก็ยังรู้" มุมปากของฟางเฉินยกขึ้นเล็กน้อย
"แต่ดูเหมือนพวกเ้าจะลืมอะไรไป องครักษ์เงาต้าเซี่ยคำที่เรียกว่า ‘องครักษ์’ ก็หมายถึงผู้คุ้มครอง ไม่ใช่มือสังหาร ข้าไม่้าให้พวกเ้าไปฆ่าคนแทนข้า สิ่งเดียวที่พวกเ้าต้องทำก็คือปกป้องต้าเซี่ย ด้วยความสามารถของพวกเ้า เป็เพียงแค่มือสังหารมันน่าเสียดายเกินไป”
"ท่านชาย แล้วพวกเราควรทำอย่างไรขอรับ?" สวี่เกอถามเสียงเบา
"ในวันนี้ที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อเรียกใช้พวกเ้าอีกครั้ง สิ่งที่พวกเ้าต้องทำคือ เพียงแค่รอคอยอย่างสงบเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องให้พวกเ้าลงมือ สวี่เกออยู่ที่นี่ คนที่เหลือกลับไปที่ที่พวกเ้าจากมา ใครไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงจิงตูพวกเ้าก็ช่วยส่งข่าวแทนด้วย" ฟางเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง
ทุกคนอึ้งไป ทว่าด้วยความเคยชินที่ฝึกฝนกันมานาน ทำให้พวกเขาไม่เคยมีคำถามต่อคำสั่งใดของฟางเฉิน ต่อให้ในใจจะเห็นขัดแย้งก็ตาม พวกเขาทำได้เพียงแค่ทยอยแยกย้ายจากไปอย่างเงียบงัน
"ท่านชาย ท่านมีอะไรจะสั่งข้าหรือขอรับ?" สวี่เกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ความตื่นเต้นบนใบหน้าเขานั้นปิดไม่มิด
"ข้า้าพู่กันขนหมาป่า ชาดแดงคุณภาพดี กระดาษยันต์สีเหลืองชั้นเลิศ แล้วก็...เรือนลับแห่งนี้สกปรกไปหน่อย ช่วยทำความสะอาดสักหน่อยนะ" ฟางเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
สวี่เกอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ท่านชายโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปซื้อสิ่งของเหล่านี้ที่ท่าน้า"
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา สวี่เกอก็ซื้อของครบถ้วน เขาพับแขนเสื้อขึ้น เริ่มทำความสะอาดเรือนเร้นลับ พลางมองไปทางฟางเฉินด้วยความสงสัย เห็นฟางเฉินนั่งอยู่ในลานบ้าน จับพู่กันเขียนวาดบนกระดาษเหลือง สีหน้าของเขาเริ่มดูแปลกไป
"ท่านชายกำลังวาดยันต์? แต่ดวงตาของเขามองไม่เห็นไม่ใช่เหรอ...ช่างเถอะ คิดแล้วปวดหัว การกระทำของท่านชายครั้งนี้ต้องมีเหตุผลแน่นอน"
สวี่เกอไม่คาดเดาอีกต่อไป มุ่งมั่นทำความสะอาดต่อ สำหรับเขาแล้ว วันนี้ที่เรือนเร้นลับสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ถือเป็เื่น่ายินดีอย่างยิ่ง ส่วนเื่อื่น ๆ ไม่สำคัญอะไร
"ในคัมภีร์วิถีสามพันบทมียันต์อยู่สี่ชนิดด้วยกัน ได้แก่ คือ ยันต์วัชระ ยันต์ก้าวพริบตา ยันต์ทรงพลัง ทั้งสามนี้เป็ยันต์ระดับเก้า มีประสิทธิภาพ แต่ชนิดที่สี่ 'ยันต์อัสนีม่วง' เป็ยันต์ระดับแปด มีอานุภาพร้ายแรงยิ่งนัก"
ฟางเฉินนั่งตั้งสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง มองดูภาพร่างที่วาดไว้สองสามแผ่น เมื่อรู้สึกว่าเข้าที่แล้วจึงเริ่มโคจรพลังิญญาในร่าง การเขียนยันต์ด้วยพลังปราณเซียนเท่านั้นจึงจะทำให้มีประสิทธิภาพที่ดี
ยันต์อัสนีม่วงคือเป้าหมายของฟางเฉินในวันนี้ เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีเซียน พลังฝึกตนเพิ่งจะเริ่มต้น ยังเทียบไม่ได้กับตอนที่เป็นักยุทธ์ในอดีตด้วยซ้ำ หาก้าพลิกฟ้าควบแผ่นดิน เขาจำเป็ต้องมี 'วิธีการที่เฉียบขาดราวสายฟ้าฟาด'!
เดิมทีคิดว่าหลังจากทดลองไปหลายครั้งแล้ว การเขียนยันต์อัสนีม่วงน่าจะคล่องมือขึ้น ทว่าพอเริ่มโคจรพลังจริง ๆ ทันทีที่ฟางเฉินจรดปลายพู่กัน พลังปราณเซียนในร่างก็ลดฮวบลงไปถึงครึ่งส่วนในพริบตา
เขาถึงได้รู้ว่า การเขียนยันต์นั้นกินพลังปราณมหาศาล
ฟางเฉินไม่กล้าลังเล เขาตั้งใจจะเขียนให้เสร็จในรวดเดียวเพื่อดูว่าพลังปราณเซียนในร่างจะเพียงพอสำหรับการวาดยันต์อัสนีม่วงหนึ่งแผ่นหรือไม่ ผลปรากฏว่าไม่เพียงแต่พลังจะถูกสูบไปอย่างรุนแรงลดลงไปถึงครึ่งส่วนทันที พู่กันขนหมาป่าที่อัดแน่นด้วยพลังปราณยังควบคุมได้ยากยิ่ง เดิมทีจะลากไปทางนี้กลับไถลไปทางนั้น กระดาษยันต์จึงเสียหายไปทันที
"การวาดยันต์ไม่ใช่เื่ง่ายเลย" ฟางเฉินเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ แต่เขากลับพบว่าพลังปราณเซียนที่เพิ่งสูญเสียไปกำลังฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วผิดปกติ
"หรือว่าเป็เพราะจิติญญาของข้าแข็งแกร่งและหนาแน่นกว่าคนทั่วไป ความเร็วในการฟื้นฟูพลังปราณเซียนจึงเหนือกว่าคนธรรมดา?"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟางเฉินก็เริ่มเข้าใจบางอย่างแล้ว เขายิ้มเล็กน้อย แล้วเริ่มตั้งสมาธิวาดเขียนยันต์อัสนีม่วงต่อไป การวาดครั้งนี้กินเวลาไปทั้งวัน
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่นั่นไม่มีผลต่อฟางเฉิน เพราะตาของเขามองไม่เห็นอยู่แล้ว บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษเหลืองนับร้อยแผ่นที่วาดล้มเหลว เรือนลับถูกสวี่เกอทำความสะอาดจนหมดจด ตอนนี้เขายืนอยู่ในเงามืดของลานบ้าน เฝ้าดูฟางเฉินอย่างเงียบ ๆ
"ท่านชายจะวาดไปถึงเมื่อไหร่กัน... พรุ่งนี้บุตรสาวแม่ทัพหมาป่าเซียวก็จะมาถึงเมืองหลวงแล้ว..." สวี่เกอแอบกังวลในใจ
"ใกล้แล้ว แผ่นนี้น่าจะสำเร็จ"
ฟางเฉินหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมา หลังจากล้มเหลวมานับร้อยครั้ง เขาเริ่มจับเคล็ดลับในการวาดยันต์อัสนีม่วงได้แล้ว โชคดีที่พลังปราณเซียนของเขาฟื้นตัวได้ไว ตลอดหนึ่งวันเขาใช้พลังจนเกลี้ยงนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งมันจะกลับมาเต็มเปี่ยมในพริบตา
ไม่เพียงเท่านั้น เขาพบว่าทุกครั้งที่ใช้พลังจนหมด พลังที่ฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วจะเพิ่มพูนขึ้นเล็กน้อย เพียงแค่วันเดียว พลังปราณเซียนของเขาเพิ่มขึ้นถึงสองในสามส่วน! อีกไม่นานคงเพียงพอที่จะสร้าง 'เส้นชีพจรเซียน' เส้นที่สอง และเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตเลี่ยนชี่ระดับสอง!
ฟางเฉินตามองไม่เห็น แต่ลงพู่กันในมือกลับทรงพลัง พู่กันขนหมาป่าที่แฝงพลังปราณเซียนตวัดลวดลายดุจัทะยานบนกระดาษยันต์สีเหลือ พลังปราณเซียนอันเข้มข้นแฝงอยู่ในทุกเส้นสายที่หนักแน่นเวลาผ่านไปนาทีต่อนาที ในที่สุด ครั้งนี้เขาเขียนยันต์อัสนีม่วงเสร็จสมบูรณ์โดยไร้ข้อผิดพลาด
เมื่อจรดพู่กันเส้นสุดท้าย พลังปราณเซียนสายฟ้าปริมาณมหาศาลจากทั่วฟ้าดินก็พุ่งพล่านมารวมตัวกัน แล้วดำดิ่งเข้าไปในยันต์อัสนีม่วง ท่ามกลางลานบ้านที่มืดมิด คล้ายมีแสงอัสนีวูบผ่านไปชั่วพริบตา!
"เมื่อกี้ฟ้าผ่ารึ!? หรือข้าตาฝาดไปเอง!?" สวี่เกอผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง ขยี้ตาโดยสัญชาตญาณ ในลานบ้านเงียบสงัด มีเพียงร่างที่นั่งหลังตรงสง่านิ่งอยู่ตรงนั้น แต่เมื่อครู่เขาเห็นแสงฟ้าแลบจริง ๆ นี่นา หรือจะตาฝาดไปเองจริง ๆ?
"ช่างเป็พลังปราณเซียนสายฟ้าเข้มข้นยิ่งนัก ยันต์อัสนีม่วงแผ่นนี้สำเร็จแล้วจริง ๆ" บนใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของฟางเฉิน ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา
ครึ่งชั่วยาม เเขาสามารถวาดยันต์อสนีม่วงได้หนึ่งแผ่น บัดนี้ยังเหลือเวลาอีกสี่ถึงห้าชั่วยามก่อนฟ้าสาง อย่างน้อยเขาก็สามารถวาดยันต์อสนีม่วงได้อีกแปดถึงเก้าแผ่น