เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 ชวนหยาง

            เป้าเคลื่อนไหวอยู่ไกลออกไปมากกว่าหนึ่งร้อยก้าวด้านล่างมีรถที่เคลื่อนไหวไม่หยุด เยี่ยนเจาเจามองก็พอมีแผนอยู่ในใจแล้ว

            เป้าที่เคลื่อนไหวเล็งยากกว่าเป้าที่อยู่นิ่งกับที่มากเมื่อมองเหล่าบัณฑิตรอบๆ ที่กำลังง้างธนูยิงอยู่ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครยิงเป้าเคลื่อนไหวนั่นเลยเพราะต่างก็รู้ว่ามันมีความยากเป็นอย่างยิ่ง

            ในใจของเยี่ยนเจาเจารู้สึกสนุกสนานยิ่งนักศาสตร์ทั้งหกของวิญญูชนสิ่งที่นางมีความเป็นเลิศที่สุดก็คือการยิงและคีตดนตรี ในอาคารทางเหนือมีเพียงกัวซีฉือผู้เดียวที่มีความเป็นเลิศด้านการขี่ม้าและยิงที่ดีกว่านาง

            ทว่าเยี่ยนเจาเจาก็ไม่เคยลองกับเป้าหมายที่เคลื่อนที่มาก่อน

            นางหยิบธนูและลูกธนูออกมาจากด้านข้าง

            ธนูส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นธนูที่ต้องออกแรงดึงสี่โต้วและห้าโต้วแต่มันก็ยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่เยี่ยนเจาเจาพอรับไหว

            นางผูกผ้าคลุมไหล่รวมอยู่ในทางเดียวแขนเสื้อใหญ่ถูกรวมขึ้นไป จากนั้นก็ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือธนูและลูกธนูเอาไว้ดวงตาสวยหรี่ลงเล็งเป้าหมายที่อยู่ระยะไกลสุดท้ายก็ดึงสายธนูจนสุดแล้วปล่อยมันออกไปทันที

            ลูกธนูดอกแรกยังมิทันได้ถึงเป้าหมายเยี่ยนเจาเจาก็ดึงลูกธนูออกมาอีกสองดอกแล้วยิงมันออกไปอีกครั้ง เป็นการลงมืออย่างเด็ดขาดราวกับเมฆาล่องลอยสายธารไหลริน

            เห็นเพียงลูกธนูสามดอกที่พุ่งออกไปจากสายธนูดัง “ฟึบ” แม้ว่าเยี่ยนเจาเจาจะตัวเล็กแต่ทิศทางของลูกศรที่ยิงออกไปก็มั่นคงดังนั้นก่อนที่จะยิงออกไปนางก็ตัดสินใจเลือกเป้านิ่งที่ห่างออกไปสิบจั้ง [1]

            ยามนี้มีลมแรงลูกธนูของเยี่ยนเจาเจากลับไม่ปลิวไปตามลมเลยแม้แต่น้อย ได้ยินเพียงเสียงทุ้มๆ สามเสียงดอกธนูสามดอกนั้นก็พุ่งตรงเข้าเป้าไป มองดีๆ จะเห็นว่าธนูทั้งสามดอกล้วนพุ่งเข้าไปอยู่ตรงจุดใจกลางสีแดงระยะแทบไม่ห่างจากกันเลย

            ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆเห็นดังนั้นก็พากันส่งเสียงออกมาทันที

            ต่างก็รู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือเป็นศิษย์ที่มีผลการเรียนดีที่สุดในอาคารทางเหนือทว่าเยี่ยนเจาเจาอายุยังน้อย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กลายเป็นเป้าสายตาคนอื่นตอนนี้เมื่อพลาดแสดงฝีมือเช่นนั้นออกมาต่อหน้าทุกคนโดยไม่ตั้งใจครู่เดียวผู้คนก็พากันส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมา

            การยิงธนูออกไปหนึ่งดอกมิใช่เรื่องยากแต่การที่ยิงลูกธนูออกไปพร้อมกันสามดอกและทั้งหมดพุ่งเข้าวงแหวนของเป้าได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนักฉะนั้นผู้คนที่อยู่รอบๆ จึงกล่าวชมออกมาอย่างไม่หยุดปาก

            หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาด้วยเหตุนี้ก็คงหน้าแดงและเบี่ยงหน้าออกไปแต่เยี่ยนเจาเจากลับไม่ได้เอาคำชมเหล่านั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

            สำหรับหญิงสาวที่เกิดในตระกูลทั่วไปการยิงออกมาและได้ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วจริงๆ

            แต่ตามธรรมชาติแล้วเยี่ยนเจาเจามีความต้องการหนึ่งอยู่ธนูสามดอกนั้นสำหรับนางถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ และสำหรับเหล่าบัณฑิตชายเรื่องการขี่ม้ายิงธนูก็เป็นเรื่องสบายๆเช่นกัน

            นางมิได้สนใจเสียงปลุกใจที่อยู่รอบข้างเพียงแต่สายตาที่มองไปยังหนานหมิงเหอของนางมันดูตั้งใจหนานหมิงเหอมองด้วยรอยยิ้มพร้อมกับพยักหน้านางคิดว่าตัวเองรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากเช่นกันจากนั้นจึงหยิบลูกธนูออกมาจากกระบอกอีกครั้ง

            ในครั้งนี้เยี่ยนเจาเจาเพิ่มความรอบคอบขึ้นในมือถือเพียงลูกธนูหนึ่งดอก เล็งไปที่เป้าเคลื่อนที่ในระยะกลาง

            การไหวของลมการเคลื่อนไหวของเป้า นี่ถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญต่อการยิงธนู

            ในครั้งนี้เยี่ยนเจาเจาใช้เวลาในการเล็งเป้ามากขึ้นทว่าในที่สุดนางก็พบจังหวะที่เหมาะสม สุดท้ายแล้วลูกธนูที่อยู่ในมือก็ถูกปล่อยออกไป

            ฟึบ!

            ลูกธนูพุ่งจากสายธนูของเยี่ยนเจาเจาอย่างรวดเร็วหลายคนเห็นแค่เงาที่ตามมาเท่านั้น

            เมื่อเห็นว่าลูกธนูพุ่งไปใกล้ปักลงตรงเป้าหมายจู่ๆ ที่ด้านข้างก็มีเสียงของสายธนูดังขึ้น แค่พริบตาเดียวลูกธนูอีกหนึ่งดอกก็พุ่งตามติดเข้าไป

            ลูกธนูดอกนี้เร็วกว่าของเยี่ยนเจาเจาดูเหมือนว่าแค่ชั่วพริบตาเดียวนั้น มันก็เกือบจะเบียดลูกธนูของเยี่ยนเจาเจาออกไปแทบจะทันที

            ลูกธนูที่เคลื่อนที่อยู่ในอากาศมีความทนต่อการชนได้น้อยลูกธนูโดนชนเช่นนั้นจึงทำให้สูญเสียความแม่นยำไป ทิศทางเบี่ยงออกไปด้านข้างสุดท้ายแล้วก็หล่นลงพื้นในทันที

            แต่ลูกธนูของเยี่ยนเจาเจาที่โดนชนจู่ๆ มันก็พุ่งและหยุดลงที่ตำแหน่งจุดศูนย์กลางสีแดง

            นี่ชวนให้ขบคิดกันไปพักใหญ่

            แน่นอนว่าเป้าของธนูอยู่ตรงนี้ใครคิดจะยิงออกไปก็ได้ทั้งนั้น แต่ในตอนที่ผู้อื่นยิงธนูกลับยิงลูกธนูของตัวเองออกไปนี่ถือว่าเป็นการจงใจยั่วยุ

            เหล่าผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันโห่ร้องเยี่ยนเจาเจาเองก็หันไปมองตาม อยากจะรู้จริงๆ ว่าคนที่ใจกล้ามากขนาดนั้นเป็นผู้ใด

            คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนรู้จัก

            อานหยาง

            อานหยางถือธนูไว้ในมือลูกธนูที่ยิงออกไปเมื่อครู่ก็น่าจะเป็นของเขาแน่นอน

            ที่ข้างกายของเขามีคนที่คล้ายดอกถูซืออย่างไป๋ฝูฉวีตอนนี้ไป๋ฝูฉวีพยักหน้าให้พร้อมใบหน้าที่แดงระเรื่อ รวมๆ แล้วน่าจะเป็นการทักทาย

            เช่นเดียวกับอานหยางที่เมื่อเจอกับเยี่ยนเจาเจาทุกครั้งก็มิอาจอดใจไม่ให้รู้สึกประหลาดใจได้ มีทั้งกรุณาและความชอบธรรม และทุกครั้งที่ไป๋ฝูฉวีเห็นเยี่ยนเจาเจาอยู่ใกล้ตัวหนานหมิงเหอก็ราวกับมีแสงหนึ่งปรากฏเบื้องหน้า

            ใบหน้าของพวกเขามีความโดดเด่นมากเกินไปเมื่อได้เห็นก็ยากที่จะลืมเลือน พบกันอีกครั้งมันก็ยิ่งทำให้รู้สึกตราตรึงในจิตใจยิ่งขึ้น

            อานหยางเห็นเยี่ยนเจาเจาเรียวคิ้วของเขาเลิกขึ้น ใบหน้าแสดงความคล้ายเสเพลออกมา

            แต่ดวงตาของไป๋ฝูฉวีกลับหยุดอยู่ที่หนานหมิงเหอหลายครั้งในแววตามีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ที่เกินไป จากนั้นเรียวคิ้วบางก็ลดลง แสดงท่าทีที่ดูอ่อนโยนออกมา

            เยี่ยนเจาเจาหัวเราะอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

            ความจริงแล้วกิจกรรมการเก็บเกี่ยวใบช่วงฤดูใบไม้ร่วงแน่นอนว่ามันมีความหมายถึงคำพูดที่เต็มไปด้วยโวหาร นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ในฐานะอาจารย์ใหญ่เจ้าสำนักมิเคยกีดกันเรื่องการติดต่อกันระหว่างหญิงชายหากอาคารทางใต้มีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างเหล่าบัณฑิตด้วยกัน ขอแค่ไม่ใช่การติดต่อกันในแบบที่ไม่เหมาะสมเช่นนั้นก็จะไม่มีการกีดกันแต่อย่างใด

            ทว่าการติดต่อกันของไป๋ฝูฉวีมีเป้าหมายเพื่อการยกระดับทางสังคมของตนซึ่งมันชวนให้รู้สึกน่าดูถูกเหยียดหยาม

            นางก็เหมือนกับผีเสื้อที่บินจากตรงนั้นไปตรงนี้วันนี้ก็บินมาหยุดอยู่ที่ข้างกายของอานหยาง

            เยี่ยนเจาเจาเหลือบมองอานหยางเผยรอยยิ้มราวกับถูกบังคับ ก่อนจะทำท่าทีละสายตาไปหนานหมิงเหอเองก็เหลือบมามองเขาแวบหนึ่งเช่นกัน ในแววตามิดูยินดียินร้ายอะไรบนภูเขาเมฆาเมื่อหมอกเมฆลงหนาก็จะมองมิเห็นสิ่งใด

            หนานหมิงเหอคว้าธนูพร้อมลูกธนูมาจากมือของเยี่ยนเจาเจาโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำเพียงปลายนิ้วสัมผัสลูกธนูสามดอกก็โดนยิงออกไปทันที

            เขาไม่ได้เล็งอะไรเท่าไรการยิงออกไปก็เป็นไปด้วยท่าทีสบายๆ ตอนที่ลูกธนูสามดอกยิงออกไปใบหน้าของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมีเพียงเยี่ยนเจาเจาที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อนั้น

            ตอนที่ลูกธนูสามดอกนั่นถูกยิงออกไปก็เหมือนจะมีเสียงลมเกิดขึ้นเสียงที่ชัดเจนแสดงให้เห็นว่าพละกำลังที่หนานหมิงเหอใช้ยิงนั้นมากเพียงใด

            ลูกธนูทั้งสามดอกนี้ดูราวกับว่ามันไม่ได้แยกก่อนหลังมันตรงเข้าไปประกบหน้าหลังลูกธนูหนึ่งดอกของอานหยางดอกสุดท้ายก็ตรงเข้าไปยังใจกลางของเป้าโดยแทงทะลุเป้า ทำให้ถึงเห็นพละกำลังที่มีอย่างมหาศาลของหนานหมิงเหอ

            และลูกธนูของอานหยางก็แหลกเป็นชิ้นๆร่วงหล่นไปบนพื้น

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนพูดไม่ออกคนที่เห็นต่างพากันมองหน้าอย่างกระอักกระอ่วน

            เยี่ยนเจาเจาร้องอุทานอย่างตกใจด้วยเสียงทุ้มต่ำจู่ๆ นางก็คิดออกแล้วว่าเหตุใดบนมือของหนานหมิงเหอถึงได้มีเม็ดแข็งเหมือนรังไหม

            ฝีมือที่เขาแสดงตรงตรอกหงหลิวยังทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งส่วนสิ่งที่เขาทำในวันนี้มันยิ่งทำให้เยี่ยนเจาเจาถึงกับอ้าปากค้าง

            อย่าว่าแต่เยี่ยนเจาเจาไม่เคยเห็นท่วงท่าที่หนานหมิงเหอง้างคันธนูยิงเลยคนส่วนใหญ่เองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน

            ยิ่งไปกว่านั้นที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้เป็นคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่งและอวดดียกเว้นตอนที่เขาเอาของบางอย่างให้นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ดู นอกจากนั้นเขาก็แทบจะไม่เคยเปิดเผยมันให้ผู้อื่นได้เห็นโดยตรงเลย

            การยิงลูกธนูสามดอกที่สวยงามนี้ทำให้สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนสีน่าเสียดายที่หนานหมิงเหอไม่ให้ความสนใจ อีกทั้งยังไม่สนใจอีกด้วย

            เขาวางธนูและลูกธนูเอาไว้ที่เดิมจากนั้นก็จูงมือของเยี่ยนเจาเจาเดินออกไปที่อื่น

            สีหน้าของอานหยางเปลี่ยนไปในตอนที่เพิ่งนึกออกว่าจะกล่าวสิ่งใดก็เห็นว่าหนานหมิงเหอจูงมือเยี่ยนเจาเจาเดินออกไปแล้วตั้งแต่ต้นจนจบทั้งสองคนก็ไม่เคยมองเขาเลยสักนิด

            อานหยางขมวดคิ้วอาจเป็นเพราะการมิอาจได้มามันทำให้เขาเกิดความปั่นป่วนอยู่เสมอเขาอดคิดไม่ได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นเยี่ยนเจาเจาก็มิเคยมองตนอย่างจริงจังเลยสักครั้งตั้งแต่การเยาะเย้ยของเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีในตอนเริ่มต้นนางก็ไม่เคยมองมาที่เขาเลยสักนิด

            ไป๋ฝูฉวีเห็นอานหยางขมวดคิ้วจึงปลอบเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม

            “อาจ้าวมีนิสัยแกร่งกร้าวและหยิ่งในศักดิ์ศรีศิษย์พี่ของนางก็ถือหางนางเอาไว้ บางทีเมื่อครู่อาจเป็นการเข้าใจผิดกัน เช่นนั้นจึงได้เดินจากไป”

            คำกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังก้องอยู่ในหูเดิมทีเขาคิดว่าไป๋ฝูฉวีในด้านนี้ก็อาจเป็นผู้ที่เข้าใจคนอื่น แต่มิรู้เช่นกันว่าเหตุใดครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าไป๋ฝูฉวีนั้นดูเสแสร้งอีกทั้งยังเอะอะโวยวายยิ่งนัก

            มันถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเดิมทีเป็นตัวของเขาเองที่ยั่วยุเยี่ยนเจาเจา เรื่องนี้เรียกให้ใครมาดูก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้องวันนี้คนอื่นไม่อยากเจอเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนิสัยของผู้อื่นด้วยเล่า?

            มิใช่ว่าอานหยางไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับข่าวลือของไป๋ฝูฉวีก่อนหน้านี้ไม่ปริปากพูดว่าถูกหรือผิด ยามนี้ก็เริ่มรู้สึกได้แล้วว่าสิ่งที่ผู้อื่นกล่าวกันนั้นถูกต้อง

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาได้เห็นเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหออยู่ด้วยกันมิรู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกแปลกๆ ดูสนิทสนมกันมากจนเกินไป กลับกันมันยิ่งดูไม่เหมือนพี่น้องธรรมดาๆมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจมากจริงๆ

            บังเอิญว่ายามนี้เงาของคนทั้งสองที่เดินจากไปก่อนหน้านี้ได้หยุดลงราวกับว่ามีอะไรบางอย่างบนศีรษะของเยี่ยนเจาเจาร่วงหล่นหนานหมิงเหอเป็นฝ่ายก้มลงเพื่อหยิบของสิ่งนั้นให้นาง

            มันต่างออกไปจากสายตาภูเขาเมฆาหนาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงแม้ว่ามันจะกั้นด้วยระยะห่าง แต่อานหยางก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่าระหว่างคิ้วของหนานหมิงเหอได้คลายปมออกแล้ว

            ท่าทางของเขาดูอบอุ่นและอ่อนโยนเห็นภายในแววตาของเยี่ยนเจาเจาก็รู้ได้ว่าด้านในนั้นมิอาจกว้างพอให้ใครอื่นเข้าไปได้อีก

            สิ่งที่ทำให้อานหยางรู้สึกประหลาดใจก็คือท่าทีของหนานหมิงเหอที่มีต่อเยี่ยนเจาเจานั้น ไม่เหมือนการกระทำที่มีต่อน้องสาวเลยสักนิดแต่มันเหมือนกับเจ้าของที่ปกป้องสมบัติอันมีเอกลักษณ์หรือไม่ก็เหมือนกับหมาป่าที่ปกป้องอาณาเขตของตนอย่างหวงแหน

            มันเป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกแปลกประหลาด

            อานหยางจับจ้องไปที่เงาแผ่นหลังของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอไม่วางตาทว่าได้มีผ้าเช็ดหน้ากลิ่นบุปผาผืนหนึ่งซับลงบนหน้าผากของเขาอย่างเบามือช่วยเขาเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหลออกมาภายใต้อากาศที่ร้อนระอุ

            “ศิษย์พี่หยางท่านกำลังมองสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

            ตั้งแต่นางและเฉินเหลียนเอ๋อร์เกิดเรื่องแตกหักกันในวันนั้นก็มิเคยเรียกเขาว่าท่านพี่หยางอีก แม้ว่าศิษย์พี่หยางจะดูไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ก็ยังดีกว่าท่านพี่หยางที่ดูสนิทสนมกันยิ่งไปกว่านั้นอานหยางก็ยังชอบความรู้สึกที่มีผู้อื่นเรียกว่าศิษย์พี่หยาง

            ไป๋ฝูฉวีรู้ดีแก่ใจทว่านางก็ยังถามด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน

            “ไม่มีอะไร”

            กลิ่นนี้แต่ก่อนยังรู้สึกว่าสดชื่นยิ่งนักทว่ายามนี้กลับรู้สึกว่ามันเป็นการรุกราน ราวกับไป๋ฝูฉวีผู้นี้กลัวว่าจะน้อยหน้าผู้อื่นจนต้องมาอยู่ที่ข้างกายเขา

            ครู่หนึ่งอานหยางรู้สึกจิตใจวุ่นวายอย่างมิมีใดเปรียบอีกทั้งยังไม่รู้ว่าความวุ่นวายใจนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ความสำเร็จจากการทำให้ลูกธนูของเยี่ยนเจาเจาพลาดไปเมื่อสักครู่แน่นอนว่าไม่ได้เหลืออยู่แล้ว

            “ไปกันเถอะ”

            อานหยางโยนธนูที่อยู่ในมือออกไปอย่างไม่แยแสจากนั้นก็หันหลังกลับและเดินไปยังทิศทางตรงกันข้าม

            ไป๋ฝูฉวีตระหนักได้ว่าในครั้งนี้อานหยางไม่ได้หยุดรอตนความมืดมนเกิดขึ้นในจิตใจ มุมปากของนางเผยความเย็นชาถากถางแต่ครู่เดียวความอ่อนโยนก็เข้ามาแทนที่

            “มาแล้วเจ้าค่ะศิษย์พี่หยางรอข้าด้วย”

            ไป๋ฝูฉวียกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งตามไปทีละก้าวทว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนตกอยู่ในสายตาของเฉินเหลียนเอ๋อร์

            ----------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] จั้ง หมายถึง มาตรวัดของจีน โดย 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน