ประตูหน้าร้านวีอาร์เปิดออกอย่างช้า ๆ มันไม่ใช่การเปิดปกติ แต่เป็การบังคับให้มันถูกเปิด
เสียงเหล็กครูดดังยาวจนรู้สึกเหมือนมันลากผ่านบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ราง เสียงนั้นฝืด แห้ง และลึก เหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกฝืนให้ขยับทั้งที่มันไม่อยากขยับอีกแล้ว บานประตูเอียงหลุดจากตำแหน่งเดิมทีละนิด ก่อนจะกระแทกผนังด้านข้างด้วยแรงสุดท้ายฝุ่นร่วง ไม่ใช่จะร่วงลงทันที แต่ลอยค้างเหมือนมันยังไม่แน่ใจว่าควรจะตกลงพื้นหรือไม่
ลมจากด้านนอกไหลเข้ามา ความเย็น หนาวเย็นแบบที่ไม่มีที่มาทั้งที่เปลวไฟกำลังลุกอยู่ในอาคารฝั่งตรงข้าม
กลิ่นไหม้ของสายไฟยังไม่ทันจาง กลิ่นพลาสติกละลายยังคงติดอยู่ตามลมหายใจ แต่มีบางอย่างซ้อนอยู่ใต้กลิ่นนั้นกลิ่นคาวเหม็นแทบจะทนไหวและชื้นคลุ้งในอากาศเหมือนอากาศทั้งเมืองเคยผ่านบางสิ่งที่มีชีวิตมาก่อน และมันยังไม่ยอมปล่อยกลิ่นนั้นออกไป
คาเอลก้าวออกไป
พื้นถนนแข็ง
แต่ความรู้สึกที่ส่งกลับมาทางฝ่าเท้าไม่ใช่ความแข็ง มันคือนุ่มเล็กน้อย ัันั้นเหมือนเขาไม่ได้เหยียบคอนกรีต
แต่เหยียบลงบนบางอย่างที่เพิ่งหยุดเคลื่อนไหว
เขาหยุดเพียงเสี้ยววินาที แล้วเงยหน้าขึ้น
เมืองยังอยู่ ตึกยังตั้งตระหง่าน ฝืนยืนอยู่เหนือซากความพังพินาศ ไฟถนนยังติดและถนนยังทอดยาวเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็ “เมือง” หายไปแล้ว
ป้ายโฮโลแกรมเหนือถนนยังค้างอยู่ ภาพหญิงสาวยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไม่สมบูรณ์ เส้นภาพแตกเป็ชั้น ๆ ขยับไม่พร้อมกัน ดวงตาเธอเลื่อนช้าเกินไป เหมือนกำลังมองสิ่งที่อยู่นอกจังหวะของโลกนี้
รถหลายคันชนกันเป็กองซ้อน โลหะบิดงอเข้าหากันเหมือนพยายามหลบอะไรบางอย่างพร้อมกัน กระจกแตกกระจายเป็แผ่นแหลม ๆ สะท้อนแสงไฟเป็เส้นบางที่ดูเหมือนเืมากกว่าแสง
ลมพัดอีกครั้ง
คราวนี้มันพากลิ่นที่ชัดขึ้นมา
ไม่ใช่แค่ไหม้
แต่เป็กลิ่นของ “เนื้อที่เปิดออก” เหมือนบางอย่างถูกฉีกออก บางสิ่งที่เคยอยู่ข้างในถูกบังคับให้ออกมาััอากาศ
“...มันเงียบเกินไปนะ” แจ็กซ์พูด
เสียงเขาเบากว่าปกติ ไม่มีมุก ไม่มีน้ำหนักของการเล่นคำ แค่คำพูดของคนที่พยายามไม่ให้ตัวเองเงียบเกินไปไม่มีใครตอบ
เพราะทุกคนรู้ว่าความเงียบแบบนี้ไม่ใช่ความสงบ มันคือ่ก่อนที่บางอย่างจะเริ่ม
โวร่าก้าวออกไปก่อนใคร
ร่างเธอเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำหนักลงปลายเท้า มือกำอาวุธแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นชัด เธอไม่ได้มองภาพรวมเธอมอง “จุดที่ความตายจะออกมา”
มิเลียเดินออกมาช้า ๆ วิทยุยังอยู่ในมือ ปลายนิ้วเธอสั่นเล็กน้อย แต่สายตาไม่สั่น
เธอกวาดมองพื้นที่เหมือนคนที่กำลังวางแผน ไม่ใช่คนที่กำลังกลัว
“ทุกคนฟังฉัน”
เสียงเธอไม่ดัง แต่ทำให้ทุกเสียงเงียบลง
“เราจำเป็ต้องไปศูนย์กลางเมืองนี้ หน่วยของพ่อฉันตั้งแนวรับอยู่ที่นั่น ใครเดินไหวช่วยคนที่เดินไม่ไหว อย่าแยก อย่าวิ่ง ถ้าได้ยินอะไร ให้หยุดก่อน”
ไม่มีคำว่า “ปลอดภัย”
ไม่มีคำว่า “เราจะรอด”
แต่ทุกคนพยักหน้าเข้าใจมัน
เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ยังดูเหมือน “ทางออก” ในขณะนี้
คาเอลมองเธอ แล้วความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น เงียบ ๆ เสียงของเธอมีพลัง
เธอควบคุมคนพวกนี้ได้
เขาไม่รู้สึกอะไรกับความคิดนั้น และนั่นทำให้เขาชะงัก
[การตอบสนองทางอารมณ์ลดลง]
เขาเริ่มชินกับมันแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่เขาไม่ชอบเลย
“ผมยังช่วยได้”
เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่ม ไม่ดังมาก แต่ชัดพอจะทำให้หลายคนหันไปมอง
ชายในชุดทหารก้าวออกมาจากเงาข้างกรอบประตู เขาดูเหมือนคนที่เพิ่งถูกไฟกับฝุ่นกลืนเข้าไปแล้วคายกลับออกมา เกราะอกมีรอยไหม้เป็ปื้นดำ แขนซ้ายพันด้วยผ้าฉีกจากเครื่องแบบ เืซึมออกมาเป็เส้นบาง ๆ ตามแนวข้อศอก แต่ท่ายืนของเขายังตรงผิดกับสภาพร่างกาย
“ผมสิบเอกเดวิส” เขาพูด
“ขออนุญาตรายงานแจ้งทุกท่าน ตอนนี้หน่วยลาดตระเวนฝั่งเหนือ…ไม่เหลือแล้ว”
คำว่า “ไม่เหลือแล้ว” ไม่ได้ออกมาเหมือนรายงาน
มันออกมาเหมือนเศษกระจกที่ติดอยู่ในคอ
เดวิสกลืนน้ำลาย ดวงตาเขาวูบลงไปเพียงเสี้ยวเดียว คล้ายเห็นภาพบางอย่างซ้อนทับกับถนนตรงหน้า ภาพที่ไม่มีใครในกลุ่มนี้เห็น แต่ทุกคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องถาม เสียงปืน เสียงวิ่ง เสียงใครบางคนเรียกชื่อเขาแล้วหายไปกลางเสียงฉีกของเนื้อ
เขากำปืนแน่นขึ้น
“แต่ผมยังยิงได้”
คาเอลมองเขา
มือยังจับปืนมั่นคง แม้นิ้วจะสั่นเล็กน้อย สายตายังไม่แตก แม้ข้างในคงแตกร้าวไปแล้วครึ่งหนึ่ง เขาเดินได้ วิ่งได้ใน่สั้น ยิงได้ภายใต้แรงกดดัน และรู้จักการยืนในแนวป้องกันมากกว่าคนอื่นในกลุ่ม
คาเอลไม่ได้ตั้งใจจะมองเขาแบบนั้น
แต่สมองของเขาจัดเดวิสลงในตำแหน่งก่อนที่ความสงสารจะเกิดขึ้น
“แนวหน้า เยื้องขวา” คาเอลพูด
เดวิสพยักหน้าทันที
ไม่มีคำถาม
ไม่มีความสงสัยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีสิทธิ์สั่งเขาหรือไม่
ในวันที่โลกแตก คนไม่ได้มองหายศเสมอไป บางครั้งพวกเขามองหาเสียงที่ไม่สั่น และคาเอลก็เริ่มมีเสียงแบบนั้นมากขึ้นทุกที
“แม่…”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นใกล้ท้ายกลุ่ม
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกาะเสื้อผู้หญิงที่นั่งพิงผนังร้านอยู่ มือเล็ก ๆ กำผ้าแน่นจนข้อนิ้วขาว ใบหน้าเปื้อนฝุ่น น้ำตาลากเป็เส้นสะอาดผ่านแก้มสกปรก ดวงตาเธอแดงก่ำแต่พยายามไม่ร้องเสียงดัง เหมือนเด็กที่เพิ่งเรียนรู้เร็วเกินวัยว่าเสียงร้องอาจทำให้บางอย่างหันมา
ผู้หญิงที่เธอเกาะอยู่พยายามลุกขึ้น ขาขวาพันผ้าไว้แน่นั้แ่ต้นขาถึงเข่า เืซึมผ่านผ้าจนสีเข้มขึ้นทุกครั้งที่เธอขยับ เธอกัดฟัน กลิ่นเืสดจากาแผสมกับกลิ่นไหม้รอบตัว ทำให้คาเอลนึกถึงเหล็กที่ถูกเผาจนแดงแล้วโยนลงในน้ำสกปรก
มิเลียเดินเข้าไปหา
“เธอชื่ออะไรจ๊ะ”
เด็กมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา
“ลินา…”
“แล้วคุณล่ะ?”
ผู้หญิงสูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนต้องใช้แรงมากกว่าปกติแค่จะพูดชื่อของตัวเอง
“ฉันมาร่า…ฉันยังเดินไหวค่ะ แต่…อาจไม่เร็วมาก”
คำว่าไม่เร็วทำให้อากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อย
ไม่มีใครพูดออกมา แต่ทุกคนรู้ว่าความช้าในเมืองที่กำลังถูกล่าไม่ใช่แค่ความลำบาก มันคือช่องว่างที่ความตายสามารถแทรกตัวเข้ามาได้
แจ็กซ์ขยับก่อนใคร เขาเดินเข้าไปพยุงมาร่าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ มือหนึ่งจับแขนเธอ อีกมือยกขึ้นเหมือนจะช่วยแต่ไม่รู้จะวางตรงไหนโดยไม่ทำให้เจ็บเพิ่ม
“โอเค คุณมาร่า ผมจะเป็ไม้เท้าชั่วคราวให้ ถ้าผมล้มก่อน คุณมีสิทธิ์ด่าผมได้เต็มที่”
มาร่าหลุดหัวเราะสั้นมาก
เสียงนั้นเหมือนกระดาษบาง ๆ ถูกลมพัดจนเกือบขาด
ลินามองแจ็กซ์
“คุณกลัวไหมคะ”
แจ็กซ์ชะงักไปครึ่งวินาที ปกติเขาคงหาคำตอบกวน ๆ ได้ทันที แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำ
เขาก้มลงมองเด็ก แล้วพยักหน้า
“แน่นอนว่า กลัวมาก”
ลินากำเสื้อแม่แน่นขึ้น
แจ็กซ์ฝืนยิ้ม
“แต่ผมยังเดินได้ เพราะงั้นเราก็เดินกันต่อได้ โอเคไหม”
เด็กไม่ตอบ แต่พยักหน้าเล็กน้อยแค่นั้นก็พอแล้ว
ขบวนเริ่มเคลื่อนออกจากร้านวีอาร์
ไม่มีใครหันกลับไปมองป้ายร้านที่แตกหักอีก เหมือนทุกคนรู้ว่าหากหันกลับไป พวกเขาจะเห็นซากของชีวิตก่อนหน้า และอาจไม่มีแรงเดินต่อ
บัลธาซาร์เป็คนสุดท้ายที่ก้าวออกมา เขาหยุดหน้าร้านของตัวเองเพียงเสี้ยววินาที แสงไฟเสีย ๆ จากป้ายสะท้อนบนแว่นตาแตกข้างหนึ่งของเขา ทำให้ใบหน้าเขาดูเหมือนถูกแบ่งครึ่ง ระหว่างเ้าของร้านธรรมดากับใครบางคนที่รู้มากกว่าคนควรรู้
คาเอลเดินผ่านเขา
“คุณรู้ว่าจะเกิดแบบนี้ขึ้นใช่ไหม”
บัลธาซาร์ไม่ได้ตอบเขาทันที
ถนนข้างหน้ามีเสียงโลหะครางจากซากรถที่ลมพัดให้ขยับ เสียงนั้นแทรกระหว่างคำตอบเหมือนเมืองเองกำลังฟังอยู่
“ฉันรู้ว่ามันเป็ไปได้” เขาพูดในที่สุด
“แต่ไม่มีใครอยากยอมรับความเป็ไปได้ที่ใหญ่พอจะกลืนโลก”
“คุณควรบอกเราแต่เนิ่น ๆ ”
“ถ้าฉันบอกเร็วเกินไป พวกเธออาจตายเร็วกว่านี้”
คาเอลหันมามองเขา
“หรือคุณอาจกลัวว่าเราจะไม่ทำตามบทที่คุณ้า”
บัลธาซาร์นิ่งไป ไม่มีคำโต้เถียงและการไม่เถียงนั้นคือคำตอบแบบหนึ่ง
“พวกเรารีบเดินเถอะ” มิเลียพูดตัดบทจากกลางขบวน
เสียงเธอไม่ได้เร่ง แต่ทุกคนขยับทันที ถนนข้างหน้ากว้างเกินไป
ซากรถทำให้มันไม่โล่งจริง แต่ความโล่งระหว่างซากกลับน่ากลัว เพราะไม่มีอะไรบังสายตาจากสิ่งที่อาจพุ่งมา คาเอลเดินค่อนไปทางหลังกลาง มองหน้าต่างชั้นสองที่แตกเป็โพรงดำ มองใต้ท้องรถ มองฝาท่อที่เอียงผิดตำแหน่ง มองเงาทุกจุดที่เข้มเกินปกติ
เขาไม่ได้มองเมืองเหมือนเมืองแล้ว
ทุกอย่างกลายเป็ความเป็ไปได้
ทุกมุมคือเส้นทางโจมตี
ทุกคนคือจุดที่ต้องคุ้มกันหรือจุดที่อาจทำให้ขบวนแตก
เสียงรองเท้ากระทบเศษกระจกดังกรอบแกรบ ทุกครั้งที่ใครเหยียบลงไป เสียงเล็ก ๆ นั้นจะสะท้อนขึ้นมาใหญ่กว่าที่ควรในความเงียบ เสียงหายใจของมาร่าเริ่มสั้นั้แ่ยังไม่ถึงร้อยเมตร แจ็กซ์พยายามลดจังหวะเดินตามเธอ เดวิสหันกลับมามองบ้างเป็ระยะ แต่ยังรักษาแนวหน้า
ลินาเดินชิดแม่จนแทบจะชนขา เธอมองพื้นมากกว่ามองทาง เหมือนถ้าไม่เงยหน้า เธอจะไม่ต้องเห็นเมืองที่ตายไปแล้ว
พวกเขาเดินผ่านร้านสะดวกซื้อที่กระจกแตกหมดทั้งบาน ข้างในมีแสงไฟฉุกเฉินกะพริบสีแดง เครื่องคิดเงินยังส่งเสียงเตือนเบา ๆ ทุกไม่กี่วินาที ราวกับระบบเล็ก ๆ นั้นยังซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของมัน แม้เ้าของร้านจะนอนคว่ำอยู่หลังเคาน์เตอร์โดยไม่มีใครกล้าเข้าไปดู
บนชั้นวาง มีขวดน้ำตกแตก น้ำไหลรวมกับเืเป็เส้นบาง ๆ ไปตามพื้นกระเบื้อง
ลินาหยุดมองขวดน้ำ มาร่ารู้ทันที จึงกระซิบเรียกเธอ
“อย่า”
“แม่คะ หนูหิวน้ำ”
เสียงของเด็กไม่ได้ดัง แต่ทำให้หลายคนหยุดหายใจ คาเอลมองเข้าไปในร้าน ระยะห่างประมาณสิบสองเมตรทางเข้าเปิดโล่ง ด้านในมีชั้นวางบังสายตาสามแนวพื้นที่อับด้านหลังเคาน์เตอร์หนึ่งจุด
โอกาสมีอะไรซ่อนอยู่ตรงนั้น แต่น้ำเป็ทรัพยากรจำเป็โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเจ็บ
“อย่าเข้าไปลึกเกินไป” คาเอลพูด
“เดวิสคุมประตู โวร่าดูซ้าย ฉันดูขวา แจ็กซ์หยิบน้ำเท่าที่เอาได้ในสิบวินาที”
แจ็กซ์ชี้หน้าตัวเอง
“แน่นอน คนที่กลัวที่สุดต้องเข้าไปหยิบของกลางร้านผีสิง”
“นายคล่องตัวและวิ่งเร็วที่สุดในพวกเรา”
“นั่นเป็คำชมที่แย่มาก แต่ก็จะรับไว้”
มิเลียมองคาเอล
“ให้แค่สิบวินาทีจริง ๆ หรอ”
“ถ้าเกินกว่านั้นจะอันตราย เราต้องรีบเดินทาง”
เธอพยักหน้า
แจ็กซ์สูดลมหายใจยาว ก่อนพุ่งเข้าไปในร้าน เขาเหยียบกระจกดังกรอบแกรบ หยิบขวดน้ำจากชั้นล่างใส่กระเป๋าเป้ที่ขาดครึ่งหนึ่ง มือเขาสั่นจนขวดหนึ่งหล่นกระแทกพื้น เสียงดังเกินไป ทุกคนแข็ง
ไม่มีอะไรเคลื่อน
แจ็กซ์รีบหยิบต่อ
“ห้า” คาเอลนับเบา ๆ
กลิ่นในร้านแรงกว่าข้างนอก กลิ่นอาหารแช่เย็นเน่า กลิ่นเื กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดที่หกปนกันจนหวานเลี่ยนเหมือนผลไม้เสีย
“แปด”
แจ็กซ์หันกลับ
ตอนนั้นเอง เสียงบางอย่างดังจากหลังชั้นวาง
แกรก ๆ ….
แจ็กซ์หยุดหันไปมองมัน
คาเอลยกปืนขึ้น เล็งไปที่สิ่งนั้น
“แจ๊กซ์ ออกมาเดี๋ยวนี้!!”
แจ็กซ์ไม่เถียง เขาวิ่งออกมา กระเป๋ากระแทกสีข้าง น้ำสองขวดหล่นระหว่างทาง แต่ไม่มีใครกลับไปเก็บ เงาหลังชั้นวางขยับ
ไม่ใช่เซิร์กลิง
ชายคนหนึ่งคลานออกมา ใบหน้าเปื้อนเื มือหนึ่งกดท้องตัวเองไว้แน่น เขามองกลุ่มด้วยดวงตาที่แทบไม่เหลือสติ
“ช่วย…ผม…”
มาร่าปิดปาก
เดวิสทำท่าจะเข้าไป แต่คาเอลยกมือหยุด
“เขาถูกกัดหรือเปล่า” มิเลียถามเสียงต่ำ
เดวิสเพ่งมอง
ชายคนนั้นขยับมือที่กดท้องออกเล็กน้อย แผลใต้เสื้อไม่ใช่รอยะุ ไม่ใช่รอยกระจก มันเป็รอยฉีกโค้ง มีสีดำคล้ำรอบขอบแผล เส้นบางอย่างเหมือนรากเล็ก ๆ ขยับใต้ิัของเขา
แจ็กซ์ถอยหนึ่งก้าว
“โอเค นั่นไม่ใช่แผลธรรมดา”
ชายคนนั้นร้องไห้
“ผมไม่อยากตาย…”
ไม่มีใครส่งเสียงออกมา
ลินามองไปที่เขา มาร่าดึงลูกเข้าหาตัวเองไม่ให้มอง
มิเลียกำปืนแน่นขึ้น
คาเอลมองชายคนนั้น มองแผล มองระยะทาง มองเวลาที่เสียไปหากพยายามช่วย มองความเสี่ยงการติดเชื้อ มองวิธีจบที่เร็วที่สุดหากเขาเริ่มกลายสภาพ
ความคิดหนึ่งสวนขึ้นมาโดยไม่รออนุญาต
ยิงที่หัว ในระยะปลอดภัย ประหยัดเวลาจบ ๆ ไป
คาเอลรู้สึกเหมือนมีความเย็นไหลผ่านกระดูกสันหลัง ไม่ใช่เพราะกลัวชายคนนั้น แต่เพราะคำตอบมันง่ายเกินไป
มิเลียมองเขา เหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไร
“เราไม่มีเวลาแล้ว” คาเอลพูดเบามาก
ชายคนนั้นได้ยิน ดวงตาเขาเบิกกว้าง
เดวิสกัดฟัน
“เฮ้ จะทิ้งเขาไว้แบบนี้ไม่ได้”
“เราพาไปไม่ได้” คาเอลตอบ
เป็คำตอบสั้น และชัดเจนเกินไป
มาร่ากอดลินาแน่นขึ้น เด็กซุกหน้ากับเสื้อแม่ ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้ว่ามีบางอย่างน่ากลัวกว่าเซิร์กอยู่ในน้ำเสียงของผู้ใหญ่
มิเลียเดินเข้าไปใกล้ประตูร้าน ไม่มากพอให้เสี่ยง เธอมองชายคนนั้น
“คุณชื่ออะไร”
ชายคนนั้นสะอื้น
“โทมัส…”
“โทมัส ฟังฉันนะ เราพาคุณไปไม่ได้ แต่ฉันจะส่งตำแหน่งให้ทหารถ้าหน่วยเก็บกู้ผ่านพวกเขาจะเข้ามาช่วยคุณ”
มันเป็ความจริงเพียงครึ่งเดียว และทุกคนรู้แต่ครึ่งเดียวก็ยังดีกว่าการพูดว่าเขาจะตายคนเดียวในร้านสะดวกซื้อ มิเลียกดวิทยุ ส่งพิกัดสั้น ๆ เสียงปลายสายตอบกลับแตกพร่าแทบฟังไม่ได้
คาเอลยังมองชายคนนั้น
นิ้วอยู่ใกล้ไกปืน ถ้าเขาเปลี่ยนสภาพ ถ้าเขาพุ่ง ถ้าเขาร้องดังเกินไป ถ้าเขาดึงอย่างอื่นเข้ามา
ถ้า
ถ้า
ถ้า
“ไปเถอะ” มิเลียพูด
เดวิสถอยช้า ๆ
แจ็กซ์แจกน้ำให้มาร่าและลินา มาร่ารับไป มือเธอสั่น เธอเปิดฝาให้ลูกก่อน ทั้งที่ริมฝีปากตัวเองแห้งจนแตก
ลินาดื่มไปสองอึก แล้วหันไปมองร้านสะดวกซื้อ
“เขาจะรอดไหมค่ะ”
แจ็กซ์เงียบ
มาร่าลูบหัวลูก
“เรา…หวังให้เขารอดลูก”
คาเอลได้ยินประโยคนั้น
หวัง
คำที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดในเชิงตัวเลข แต่กลับทำให้คนเดินต่อได้ เขาเก็บมันไว้ในหัวเหมือนสิ่งแปลกปลอม
ขบวนออกเดินอีกครั้ง ด้านหลัง เสียงโทมัสร้องไห้เบาลงเรื่อย ๆ จนหายไปในเสียงไซเรนไกล ๆ ไม่มีใครหันกลับ แต่ทุกคนแบกเสียงนั้นไปด้วย
ใต้รางโมโนเรลเริ่มใกล้เข้ามา โครงเหล็กขนาดใหญ่ทอดข้ามถนนเหมือนซี่โครงของสัตว์ั์ที่ตายค้างอยู่กลางเมือง เงาของมันพาดลงบนพื้นเป็เส้นยาว แสงไฟฉุกเฉินกะพริบจากสถานี้าทำให้ทุกอย่างดูเหมือนภาพที่ถูกเปิดปิดซ้ำ ๆ
สว่าง
มืด
สว่าง
มืด
ทุกครั้งที่มืด คาเอลรู้สึกเหมือนเมืองเปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย
นิกซ์เริ่มหายใจผิดจังหวะั้แ่พวกเขาก้าวเข้าใต้ราง
เด็กหนุ่มยกมือแตะข้างหู ทั้งที่เสียงที่เขาได้ยินไม่ได้อยู่ในหู ดวงตาเขาเหม่อไปข้างหน้า แต่รูม่านตาสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังไล่ตามสิ่งที่มองไม่เห็น
โวร่าหันมา
“นายเป็อะไร”
“…มันดังขึ้น” นิกซ์ตอบ
“อะไรดัง”
เขากลืนน้ำลาย
“ฝูงเซิร์ก”
คำเดียวทำให้ลินากำขวดน้ำแน่น
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนอยากพูดมุก แต่หาไม่เจอ
“ดังแบบไหน” คาเอลถาม
นิกซ์หลับตา
“เหมือน…เสียงเล็บนับไม่ถ้วนขูดอยู่ใต้ผิวโลก เหมือนพวกมันไม่ได้พูด แต่ทุกตัวรู้ว่าต้องไปทางไหน”
“ทางไหน”
นิกซ์ค่อย ๆ หันหน้าไปตามรางโมโนเรล
“ศูนย์กลางเมือง”
เดวิสสบถเบา ๆ
มิเลียกดวิทยุทันที
“นี่มิเลีย เมมฟิส เราอยู่ใต้รางโมโนเรลเขตเดลต้า มีสัญญาณฝูงเคลื่อนสู่ศูนย์กลางเมือง ย้ำ ฝูงกำลังเคลื่อนสู่ศูนย์กลางเมือง”
เสียงตอบกลับมีแต่สัญญาณแตกพร่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงชายคนหนึ่งดังแทรกมา
“รับทราบ…ทุกหน่วยถอยสู่แนวชั้นใน…เรากำลังเข้าสู่่ชั่วโมงศูนย์…พลเรือนทุกกลุ่มเร่งเข้าสู่ค่ายอพยพที่จุดศูนย์กลางเมืองนี้…ถ้าถึงหลังปิดพื้นที่ อาจไม่สามารถเปิดรับเข้าได้…”
มาร่าหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“เขาจะปิดพื้นที่?”
ไม่มีใครตอบ
คำตอบอยู่ในเสียงวิทยุแล้ว
มิเลียกดรับอีกครั้ง
“ขอเวลาปิดพื่นที่?”
“ไม่แน่ชัดครับท่าน…ขึ้นอยู่กับการปะทะแนวหน้า”
คำว่าเมเจอร์ทำให้เดวิสมองมิเลีย
แต่เธอไม่สนใจสายตานั้น
“นายพลเมมฟิสอยู่ที่ไหน”
ปลายสายเงียบไปหนึ่งวินาที
“ท่านนายพลตั้งศูนย์บัญชาการหลักนอกเมือง ตอนนี้กำลังติดต่อประสานงานกับกองกำลังอื่นกำลังครับ”
มิเลียลดวิทยุลง ใบหน้าเธอนิ่ง แต่นิ้วที่กำวิทยุขาวขึ้น
สิ่งที่คาเอลเห็น นี่ไม่ใช่แค่การไปหาทหารธรรมดา แต่คือการพามิเลียกลับไปหาพ่อของเธออย่างปลอดภัย ในวันที่พ่อของเธอกำลังตั้งแนวกันเมืองจากการล่มสลาย
“พวกเราต้องเร่งเดินทางเร็วขึ้น” คาเอลพูด
มาร่าก้มหน้าลง
“ฉันจะพยายาม”
เสียงเธอเบา แต่ไม่มีข้ออ้าง
เดวิสเดินเข้ามาช่วยพยุงอีกด้านโดยไม่ต้องสั่ง
“ผมช่วยคุณเอง”
แจ็กซ์มองแขนที่เืซึมของเขา
“เฮ้ คุณแน่ใจนะ คุณก็ดูเหมือนคนที่ควรมีคนพยุงเหมือนกัน”
“ฉันไหวอยู่”
เดวิสตอบ
ไม่มีมุก
ไม่มีรอยยิ้ม
เขารับน้ำหนักของมาร่าครึ่งหนึ่ง ทำให้จังหวะกลุ่มเร็วขึ้นเล็กน้อย
ลินาเดินตรงกลางระหว่างแม่กับแจ็กซ์ มือหนึ่งกำขวดน้ำ อีกมือจับชายเสื้อแม่ เธอพยายามก้าวยาวขึ้นให้ทันผู้ใหญ่ แต่ขาเล็ก ๆ ของเธอสั่นทุกครั้งที่มีเสียงไกล ๆ ดังขึ้น
พวกเขาเดินผ่านทางขึ้นสถานีโมโนเรลที่พังครึ่งหนึ่ง บันไดเลื่อนหยุดค้าง มีประกายไฟแลบจากด้านล่างเป็่ ๆ บนขั้นบันไดมีตุ๊กตาหุ่นยนต์ตัวเล็กนอนตะแคง ไฟตรงหน้าอกกะพริบสีเขียวอ่อน มันยังเล่นเสียงเพลงเด็กช้า ๆ แต่เสียงเพลงผิดเพี้ยนเพราะลำโพงเสีย
ติ๊ง…ติ๊ง…ติ๊ง…
ลินาหยุดมองมัน
คาเอลเห็นนิ้วเธอกระตุกเหมือนอยากเก็บมันขึ้นมา
มาร่าดึงเธอเบา ๆ
“เดินไปลูก อย่าไปมองมัน”
“แต่มันอยู่คนเดียวนะคะ…”
ประโยคนั้นเล็กมาก เล็กจนเกือบจมหายไปกับเสียงลมใต้ราง
แต่แจ็กซ์เงียบไป
เดวิสเงียบ
มิเลียเองก็นิ่งขึ้นเล็กน้อย
คาเอลมองตุ๊กตานั้น สำหรับเขา มันคือวัตถุไร้ประโยชน์ น้ำหนักเพิ่ม ไม่มีผลต่อการอยู่รอด
แต่สำหรับลินา มันอาจเป็สิ่งสุดท้ายบนถนนที่ยังดูเหมือนโลกเก่า
เขาเข้าใจ แต่เข้าใจช้า ช้ากว่าการคำนวณมุมยิงมาก ความช้านั้นทำให้เขาเจ็บในแบบที่แทบเรียกไม่ได้ว่าเจ็บ โวร่าคือคนที่เดินไปหยิบตุ๊กตา เธอทำเร็วมากแทบไม่เสียจังหวะแล้วขว้างมันมาให้แจ็กซ์โดยไม่พูด
แจ็กซ์รับไว้เกือบหลุดมือ ก่อนยื่นให้ลินา
เด็กมองตุ๊กตาเหมือนไม่เชื่อ
“เอาใส่กระเป๋า” โวร่าพูดโดยไม่หันมา
“ถ้าทำเสียงดัง ฉันทิ้งมันแน่”
ลินารีบพยักหน้า กอดตุ๊กตาแน่น
มาร่ามองโวร่า
“ขอบคุณมากค่ะ”
โวร่าไม่ตอบ
แต่ปลายหูเธอแดงเล็กน้อย ท่ามกลางแสงไฟกะพริบแทบไม่มีใครเห็น
คาเอลเห็นภาพนั้นและบันทึกมันไว้ ไม่ใช่ข้อมูลสนามรบแต่เป็สิ่งที่ยังพิสูจน์ว่าในกลุ่มนี้ยังมีมนุษย์อยู่
เสียงขูดดังขึ้นเหนือหัว ทุกคนหยุดพร้อมกัน
แกรก…
แกรก…
เสียงนั้นช้าในตอนแรก แล้วถี่ขึ้นเหมือนฝนที่ตกบนโลหะ แต่ฝนนั้นมีกรงเล็บ
คาเอลยกมือขึ้น
ทุกคนย่อตัวลงหลบตามกำแพงใต้ราง โมโนเรลที่เคยเป็สัญลักษณ์ของเมืองล้ำสมัยตอนนี้กลายเป็หลังคาของกับดัก เงาดำหลายเงาเคลื่อนผ่านโครงเหล็ก้า เร็ว ต่ำ และคล่องแคล่วผิดธรรมชาติ
หนึ่ง
สอง
สาม
คาเอลนับจำนวนพวกมัน
หก
เจ็ด
มันไม่ได้ลงมาหาพวกเขา หรือก็คือไม่ได้สนใจกลุ่มเขาเลย ทั้งหมดมุ่งไปทางเดียวกันคือศูนย์กลางเมือง
ลินากำลังจะสะอื้น มาร่ากดใบหน้าลูกแนบอก มือของเธอสั่นแต่แรงกดแน่นมาก เดวิสเล็งตามเงา้า แต่คาเอลยกมือห้ามยิง ถ้ายิงตอนนี้ พวกมันทั้งหมดจะลงมา
ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตเริ่มหายใจแรงเกินไป
ไหล่สั่น ปากอ้าเล็กน้อย ดวงตากลอกไปมาเหมือนสติใกล้หลุด เขาพยายามกดเสียงไว้ แต่เสียงครางเล็ก ๆ เริ่มลอดออกจากคอ
คาเอลค่อย ๆ หันปืน ไม่ได้เล็งที่ชายคนนั้นโดยตรงแต่เล็งพื้นข้างเท้าเขา ความหมายมันชัดเจนพอเข้าใจได้ ถ้าเสียงของนายทำให้ทุกคนตาย นายก็ควรตายก่อน
ชายคนนั้นเห็นสายตาคาเอล น้ำตาไหลทันที เขากัดมือตัวเองจนเืซึม แต่ไม่ส่งเสียงอีก
มิเลียมองไปที่คาเอล สายตาเธอไม่ได้มีความโกรธแต่มีความเ็ปอยู่ในนั้น
เหมือนเธอเพิ่งเห็นเส้นบางเส้นใต้เท้าคาเอล และรู้ว่าเขาเกือบก้าวข้ามมันด้วยความตั้งใจ
คาเอลลดปืนลงช้า ๆ
เงาบนรางผ่านไปทีละตัว
เสียงกรงเล็บค่อย ๆ ไกลออกไป จนเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนในกลุ่ม
ไม่มีใครลุกทันที
พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้นอีกหลายวินาที เหมือนร่างกายยังไม่เชื่อว่าตัวเองรอดจากการไม่ส่งเสียง
“ลุก! เดินต่อไป” มิเลียกระซิบ
ทุกคนลุกขึ้น
บางคนขาอ่อนจนต้องจับกำแพง เดวิสช่วยมาร่าอีกครั้ง แจ็กซ์เก็บตุ๊กตาของลินาให้แน่นในกระเป๋า ลินามองคาเอลแวบหนึ่ง
แวบเดียว
แต่พอให้เขาเห็นความกลัวแบบใหม่
ก่อนหน้านี้เธอกลัวเซิร์ก
ตอนนี้เธอกลัวเขาด้วย
คาเอลเบือนสายตากลับไปข้างหน้า ไม่ใช่เพราะไม่สนใจแต่เพราะเขาไม่รู้ว่าควรทำอะไรกับสายตานั้นดี
ทางใต้รางโมโนเรลเริ่มมืดลงเมื่อพวกเขาเข้าใกล้ทางแยกใหญ่ แสงไฟฉุกเฉินเสียไปหลายดวง เหลือเพียงแสงสีแดงกะพริบเป็จังหวะยาว ๆ ทุกครั้งที่ไฟติด เงาของทุกคนจะถูกฉายยาวบนผนัง และทุกครั้งที่ดับ เงาเ่าั้จะหายไป เหมือนโลกกำลังลองลบพวกเขาทีละจังหวะ
นิกซ์หยุดเดิน
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชะงัก
ร่างเขาแข็งจนเหมือนถูกอะไรบางอย่างตรึงไว้จากด้านใน มือทั้งสองยกขึ้นจับหัว ดวงตาเบิกกว้างแต่ไม่ได้มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“นิกซ์” โวร่าเรียก
เขาไม่ตอบ
ริมฝีปากสั่น
“มัน…ไม่เหมือนพวกนั้น”
คาเอลก้าวเข้าไปหาเขา
“อะไร”
นิกซ์ค่อย ๆ หันมาทางความมืดใต้ทางแยก
“มีบางอย่าง…อยู่ตรงนั้น”
เดวิสยกปืน
“กี่ตัว”
นิกซ์ส่ายหัว
“ไม่ใช่จำนวน”
คำตอบนั้นทำให้อากาศหนักลงทันที
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืด
กึก
เสียงเท้าลงน้ำหนักทำให้พื้นสั่น
เป็ก้าวช้า ๆ
พื้นถนนสั่นเบา ๆ ใต้รองเท้า เหมือนน้ำหนักนั้นไม่ได้มากแค่ทางกายภาพ แต่มันกดลงไปในความเงียบด้วย
กึก
มาร่ากอดลินาแน่น
แจ็กซ์กลืนน้ำลายดังมากในความเงียบ
โวร่าขยับขึ้นหน้า
เดวิสเล็งเข้าไปในเงา
มิเลียมองคาเอล
คาเอลยก C-14 ขึ้น
โลกในหัวเขาเริ่มจัดตัวเองอีกครั้ง ระยะถอย ที่กำบัง ตำแหน่งเด็ก ตำแหน่งคนเจ็บ ะุที่เหลือ
โอกาสรอดหากสู้
โอกาสรอดหากหนี
เสียงก้าวหยุด
กึก
ความเงียบหลังจากนั้นแย่กว่าเสียงก้าว
นิกซ์กระซิบ
“มันไม่ได้จะเข้ามา”
โวร่าขมวดคิ้ว
“แล้วมันทำอะไร”
ไม่มีใครตอบ
เพราะคำตอบเดินออกมาจากเงา
ไม่ใช่เซิร์ก
ไม่ใช่สัตว์ประหลาด
เป็คน
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืดใต้รางโมโนเรลอย่างช้า ๆ เขาไม่ถืออาวุธ ไม่มีท่าทีรีบร้อน เสื้อผ้ามีฝุ่นและคราบดำเหมือนผ่านเส้นทางเดียวกับพวกเขา แต่ไม่มีกลิ่นของความแตกตื่นรอบตัวเขาเลย
พื้นที่รอบตัวเขาให้ความรู้สึกแปลก
ไม่ใช่ว่างเปล่า
แต่เหมือนโลกเว้นระยะให้เขาเอง
โวร่าขยับอาวุธขึ้น
เดวิสเล็งปืน
มิเลียไม่ลดวิทยุ แต่ปืนในมือเธอพร้อม
คาเอลก้าวออกไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
สายตาของเขาชนกับสายตาของชายคนนั้น
วินาทีนั้น เมืองเงียบลงอีกระดับหนึ่ง
เสียงไฟ
เสียงลม
เสียงหายใจ
แม้แต่เสียงปืนไกล ๆ จากศูนย์กลางเมืองก็เหมือนถูกกดไว้หลังผนังหนา
ชายคนนั้นมองคาเอลเหมือนกำลังอ่านข้อมูล แต่ไม่ใช่การอ่านแบบระบบ
มันเป็สายตาของคนที่เคยยอมรับคำตอบโหดร้ายบางอย่างมาก่อนแล้ว
ซีนอส
ชื่อนั้นผุดขึ้นในหัวคาเอลโดยไม่ต้องมีใครบอก
เขาเคยได้ยินชื่อ รู้ว่าเป็อันดับหนึ่งในเกม VR เป็คู่แข่งในโลกที่ตอนนั้นยังเรียกว่าเกม แต่คนตรงหน้าไม่เหมือนผู้เล่น ไม่เหมือนคู่แข่ง แต่เขาเหมือนคนที่เดินออกมาจากบทสรุปของาก่อนที่าจะเริ่ม
สายตาซีนอสไล่ผ่านกลุ่ม
เดวิส
ทหารที่ยังยืนทั้งที่หน่วยตายหมด
มาร่า
ผู้หญิงาเ็ที่พยายามไม่เป็ภาระ
ลินา
เด็กที่กอดตุ๊กตาเงียบ ๆ จนตัวสั่น
แจ็กซ์
คนที่ใช้มุกปิดความกลัวจนไม่มีมุกเหลือ
นิกซ์
เด็กหนุ่มที่ได้ยินฝูงในหัว
มิเลีย
ผู้นำที่ยังพยายามถือหัวใจมนุษย์ไว้ในมือเดียวกับปืน
แล้วสายตานั้นกลับมาที่คาเอล
หยุดนานกว่าทุกคน
“นายคิดว่าจะพาทุกคนไปถึงที่หมายในสภาพนี้จริง ๆ หรอ?”
เสียงของซีนอสไม่ดังมากแต่มันชัดจนน่าประหลาด ไม่ใช่เสียงท้าทาย ไม่ใช่เสียงเยาะ
มันเหมือนคำถามที่คนถามรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร เพียงแค่้าดูว่าคนฟังกล้ารู้มันหรือยัง แต่ไม่มีใครพูดออกมา
ลินากอดตุ๊กตาแน่นขึ้นจนไฟสีเขียวเล็ก ๆ ตรงหน้าอกตุ๊กตาถูกบังหายไป
มาร่าหายใจสั้น
เดวิสไม่ลดปืน แต่ปลายนิ้วไม่แตะไก
โวร่าจ้องซีนอสเหมือนอยากพุ่งเข้าใส่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธอหยุด
มิเลียมองคาเอล
คาเอลไม่ตอบกลับเพราะคำตอบมีอยู่แล้ว ที่ในร้านสะดวกซื้อที่เขาทิ้งโทมัสไว้ หรือตอนวินาทีที่เขาเล็งปืนไปข้างชายที่กำลังจะร้อง หรือตอนอยู่ในความคิดที่เขามองมาร่าเป็จุดแตกของขบวน
เขายังอยากพาทุกคนไปถึงหรือไม่
ใช่
แต่คำที่ซีนอสถามไม่ใช่ “อยาก” มันคือ “คิดว่าจะทำได้ไหม” และคาเอลรู้คำตอบของคำนั้นดีกว่าใคร ๆ
ซีนอสยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่มีความอบอุ่นแต่ก็ไม่มีความโหดร้ายแบบเปิดเผย มันคือรอยยิ้มของคนที่เห็นคนอีกคนเริ่มเข้าใกล้คำตอบเดียวกับตัวเอง
“ดี”
เขาพูดเบา ๆ แล้วเดินผ่านไปเฉย ๆ ไม่หันกลับ เหมือนกลุ่มของคาเอลเป็เพียงสิ่งที่เขาประเมินแล้วไม่จำเป็ต้องจัดการตอนนี้
โวร่าขยับ
“เฮ้…”
คาเอลยกมือ
“อย่า”
เสียงของเขาไม่ดังเลย แต่ต่ำ เรียบ และไร้อารมณ์จนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกปืนจ่ออยู่กลางอก.
โวร่าหันมามองเขา แววตาเธอมีคำถามและความไม่พอใจ แต่เธอไม่ขยับต่อ
เดวิสลดปืนลงช้า ๆ
“เขาเป็ใคร”
นิกซ์ตอบแทนทุกคนด้วยเสียงเบามาก
“เขา…ไม่เหมือนเรา”
แจ็กซ์หัวเราะแห้ง ๆ แบบแทบไม่มีเสียง
“ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ‘เรา’ แปลว่าอะไร”
มิเลียยังมองคาเอล
“นายรู้ใช่ไหมว่าเขาหมายถึงอะไร”
คาเอลมองไปทางที่ซีนอสเดินจากไป ความมืดกลืนร่างนั้นไปแล้ว แต่แรงกดดันยังอยู่ เหมือนบางคนสามารถเดินผ่านไปแล้วทิ้งเงาไว้ในอากาศได้
“รู้”
คำตอบนั้นสั้นเกินไป
มิเลียยังรอคำตอบมากกว่าคำว่า "รู้"
แต่เขาไม่พูดต่อเพราะถ้าพูดต่อ เขาอาจต้องพูดว่า ซีนอสถามว่าคนที่เขายังไม่กล้าทิ้งจะรอดไปได้อีกนานแค่ไหน
และเขาไม่อยากพูดประโยคนั้นต่อหน้ามาร่า
ไม่อยากพูดต่อหน้าลินา
ไม่อยากพูดต่อหน้าตัวเอง
เสียงประกาศดังมาจากไกล ๆ ผ่านลำโพงเมืองที่ยังทำงานเป็่ ๆ
“ขอให้ประชาชนทุกคนเคลื่อนเข้าสู่ค่ายอพยพศูนย์กลางเมือง…ย้ำ…เราจะเข้าสู่ระยะชั่วโมงศูนย์…ทุกหน่วยประจำแนว…”
คำว่า “ชั่วโมงศูนย์” ก้องไปตามถนนใต้ราง โมโนเรลรับเสียงนั้นไว้แล้วสะท้อนกลับมาเหมือนมันมาจากหลายทิศพร้อมกัน
ชั่วโมงศูนย์
คำที่เหมือนจุดเริ่มต้น
แต่ฟังเหมือนจุดจบ
แสงจากศูนย์กลางเมืองปรากฏชัดขึ้นข้างหน้า มันไม่ใช่แสงปลอดภัย ไม่ใช่แสงของบ้านหรือโรงพยาบาล มันเป็แสงของสปอร์ตไลต์ ไฟฉุกเฉิน ปากกระบอกปืน และะเิที่สะท้อนบนควันหนา
เสียงปืนเริ่มดังชัด
ไม่ต่อเนื่องเหมือนการยิงขู่
แต่เป็จังหวะจริงของแนวป้องกันที่กำลังถูกกด
ปัง
ปัง
ปังปังปัง
แล้วเสียงหนักของอะไรบางอย่างกระแทกกำแพง
มาร่าหยุดเล็กน้อย
เดวิสกับแจ็กซ์ช่วยกันพยุงเธอ
“อีกไม่ไกลแล้วครับ” แจ็กซ์พูดกับเธอ เขาพยายามให้เสียงเบาและมั่นคง แต่คาเอลได้ยินความกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่าไม่ไกล
ลินามองแสงข้างหน้า
“ตรงนั้นจะปลอดภัยไหมคะ” ไม่มีใครตอบทันทีสุดท้าย มิเลียเป็คนพูด
“ตรงนั้นมีคนสู้เพื่อให้มันปลอดภัย”
เป็คำตอบที่ดีเพราะมันไม่โกหก
คาเอลเดินนำขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่หันกลับไปนับทุกคนเหมือนก่อน
เขารู้ว่าพวกเขายังตามมา จากเสียงรองเท้า เสียงหายใจ เสียงขวดน้ำกระทบกระเป๋า เสียงผ้าพันแผลของมาร่าถูกลากกับกางเกง
เขาไม่จำเป็ต้องหัน หรือบางที…เขาเริ่มไม่อยากหัน เพราะถ้าหันแล้วเห็นว่าใครตามไม่ทัน เขาจะต้องตัดสินใจและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เขารู้ว่าตัวเองจะตัดสินใจได้เร็วกว่าเดิม
[คำเตือน: รูปแบบการตัดสินใจกำลังเปลี่ยนแปลง]
ข้อความระบบปรากฏเพียงเสี้ยววินาที
คาเอลกะพริบตาเพียงเสี้ยววิมันหายไป แต่ไม่ได้เอาความจริงไปด้วย
พวกเขาออกจากใต้รางโมโนเรลเข้าสู่ถนนกว้างอีกครั้ง
และศูนย์กลางเมืองก็ปรากฏต่อหน้า
กำแพงเหล็กชั่วคราวถูกตั้งขึ้นขวางถนนหลายชั้น รถหุ้มเกราะจอดเฉียงเป็แนวบัง ป้อมปืนเคลื่อนที่หมุนช้า ๆ ตามสัญญาณตรวจจับ ทหารวิ่งไปมาท่ามกลางไฟสปอร์ตไลต์ที่ตัดผ่านควันเป็ลำยาว บนพื้นมีเส้นสีเหลืองพ่นใหม่ ๆ บอกทางพลเรือนไปยังจุดคัดกรอง แต่เืและโคลนเริ่มกลบมันไปบางส่วนแล้ว
ด้านหลังกำแพง มีผู้รอดชีวิตจำนวนมาก บางคนนั่งกอดเข่าบางคนร้องเรียกชื่อคนที่หาย บางคนพยายามปีนเข้าไปทั้งที่ทหาระโให้รอคิว
เด็กอีกหลายคนร้องไห้จนเสียงแหบ ผู้ใหญ่บางคนไม่ร้องแล้ว แค่จ้องไปข้างหน้าเหมือนน้ำตาหมดไปก่อนร่างกาย
บนกำแพงด้านหน้า ไกลออกไปกว่านั้น เงาดำของฝูงเซิร์กเคลื่อนอยู่หลังควัน เสียงกรงเล็บกระแทกโลหะดังเป็ระยะ และทุกครั้งที่มีอะไรชนแนวป้องกัน ไฟสปอร์ตไลต์จะสั่นเหมือนเมืองทั้งเมืองสะดุ้ง
มิเลียยกวิทยุขึ้น
“นี่มิเลีย เมมฟิส ถึงแนวชั้นนอกแล้ว มีพลเรือนสิบเจ็ดคน ขอทางเข้า”
เสียงตอบกลับดังแทบจะทันที
“เปิดช่องสามสิบวินาที! ทุกคนเร่งเข้าด่วน!”
ประตูเหล็กชั่วคราวด้านหนึ่งเลื่อนออก เสียงมันดังครืดคราดเหมือนกรามของสัตว์ใหญ่ที่ฝืนเปิด
“ทุกคนวิ่ง!” เดวิสะโ
ขบวนเร่งฝีเท้า
มาร่าพยายามวิ่งแต่ขาทรุด แจ็กซ์กับเดวิสแทบยกเธอขึ้น ลินาวิ่งตาม น้ำตาไหลแต่ไม่ส่งเสียง โวร่าวิ่งถอยหลังคุมท้าย มิเลียคุมกลาง บัลธาซาร์ช่วยดันชายคนหนึ่งที่เกือบล้ม
คาเอลอยู่ท้ายสุด
เสียงข้างหลังดังขึ้นทันที เสียงกรงเล็บฝูงเซิร์กหลายตัวปรากฎใกล้ ๆ
เขาหันกลับ เงาดำสองเงาพุ่งออกจากควันท้ายถนน
เซิร์กลิง
พวกมันเร็วเกินกว่ากลุ่มาเ็จะหนีทัน
คาเอลยกปืน เวลาเหมือนช้าลง เขาเห็นเส้นทางของตัวแรกตรงไปที่มาร่า ตัวที่สองอ้อมไปด้านข้าง หวังตัดลินาเขายิงตัวที่สองก่อน
เพราะเด็กเบากว่า ล้มง่ายกว่า และถ้าลินาล้ม มาร่าจะหยุด
ะุนัดแรกเข้าไปที่ไหล่ ทำให้ตัวมันเสียจังหวะ นัดที่สองเข้าคอ มันไถลไปกับพื้น แต่ยังไม่ตาย โวร่าพุ่งเข้าซ้ำ ใช้เหล็กแทงลงท้ายทอยแล้วถีบตัวเองออก
ตัวแรกเข้ามาใกล้มาร่าเกินไป
เดวิสหันกลับ ยิงสามนัดติด ะุทำให้มันชะงัก แต่ไม่สามารถให้มันหยุดลงได้ มันกระโจนขึ้น
คาเอลเล็ง
แต่มุมยิงมันแย่มาก ถ้ายิงพลาดอาจโดนเดวิส เขาปรับเพียงนิดเดียว
ยิง
ะุเฉียดไหล่เดวิสไปไม่ถึงฝ่ามือ เจาะเข้าเบ้าตาของเซิร์กลิงกลางอากาศ ร่างมันเสียแรงตกกระแทกพื้น กลิ้งไปชนแนวกำแพงชั่วคราว เืกระจายใส่รองเท้าทหารที่ยืนรอรับพวกเขา
เดวิสหันมามองคาเอล
ในสายตาเขามีทั้งขอบคุณและกลัว
เพราะเขารู้ว่าะุนั้นใกล้แค่ไหน
และรู้ว่าคนยิงไม่ได้ลังเล
ประตูเหล็กเริ่มปิด
“เข้าไป!” มิเลียะโ
ทุกคนผ่านช่องเข้าไปทีละคน
คาเอลเป็คนสุดท้าย ก่อนก้าวผ่าน เขาหันกลับไปมองถนนที่พวกเขาเพิ่งเดินมา ร้านวีอาร์อยู่ไกลจนมองไม่เห็นแล้วทางที่พวกเขาผ่านเต็มไปด้วยควัน ไฟ เงา และเสียงที่ยังตามมา
ในความมืดใต้รางโมโนเรล เขาเหมือนเห็นเงาของซีนอสยืนอยู่
ไม่แน่ใจว่าเป็จริงหรือภาพในหัว
แต่คำถามยังอยู่
นายยังคิดว่าจะพาทุกคนไปถึง?
คาเอลก้าวผ่านประตู
เหล็กปิดลงด้านหลังด้วยเสียงหนัก
ปัง
เสียงนั้นควรทำให้รู้สึกปลอดภัย
แต่ไม่มีใครรู้สึกแบบนั้น
เพราะอีกด้านของกำแพง เสียงฝูงกำลังใกล้เข้ามา
ลำโพงประกาศดังขึ้นเหนือหัว
“เข้าสู่ระยะชั่วโมงศูนย์ ย้ำ เข้าสู่ระยะชั่วโมงศูนย์ ทุกหน่วยยึดแนว ห้ามถอย พลเรือนทุกคนเข้าสู่เขตคัดกรองทันที”
ลินากอดตุ๊กตาแน่น
มาร่าทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง
แจ็กซ์นั่งหอบข้างเธอ มือยังไม่ยอมปล่อยแขนคนเจ็บ
เดวิสยืนพิงกำแพง หายใจแรง เืจากแขนหยดลงพื้น แต่เขายังมองไปทางแนวหน้า
โวร่าเช็ดเืจากแก้มด้วยหลังมือ
นิกซ์ก้มหน้าลง มือปิดหูแน่น
“มันมาเยอะกว่าเดิม” เขากระซิบ
มิเลียมองผ่านควันไปยังศูนย์บัญชาการชั่วคราวด้านใน ที่ซึ่งธงทหารถูกแขวนอยู่เหนือแผงสื่อสารและไฟฉุกเฉิน เธอกำวิทยุแน่นขึ้น
คาเอลมองสังเกตทุกอย่าง ทั้งกำแพง ทหาร พลเรือน ะุ ทางถอย คนเจ็บ และเด็กผู้ที่ยังใช้การได้ผู้ที่อาจกลายเป็ภาระ
ความคิดเ่าั้เรียงตัวขึ้นเอง เงียบและรวดเร็ว
เขาควรสะดุ้ง
ควรรู้สึกผิด
ควรรู้สึกว่าโลกที่มีกำแพงนี้ปลอดภัยกว่าเมื่อครู่
แต่สิ่งเดียวที่เขารู้สึกชัดคือความเข้าใจอันเย็นเฉียบ
ที่นี่ไม่ใช่ที่ปลอดภัย
ที่นี่เป็เพียงสนามรบที่มีรั้ว
และเขาไม่ได้เป็แค่คนที่รอดมาถึงแล้วอีกต่อไป
เขาคือคนที่จะต้องตัดสินว่าใครจะรอดต่อไป
เสียงฝูงกระแทกแนวป้องกันครั้งแรกดังขึ้น
ทั้งกำแพงสั่น
ไฟเหนือหัวกะพริบ
ชั่วโมงศูนย์เริ่มแล้วจริง ๆ