บทที่หนึ่ง
ยื่นคำขาด
“ผมไม่แต่ง” สิงหราชเอ่ยพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ร่างหนาจ้องไปที่แม่ของตัวเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังกับคำพูดของตัวเอง
ลำพังเพียงแค่ถูกเรียกตัวให้กลับมาจากเกาะวิมันสิตราอย่างกะทันหัน ด้วยความเอาแต่ใจของผู้เป็แม่ สิงหราชก็รู้สึกหงุดหงิดเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
เพราะตัวเองนั้นยังคงมีการงานติดพันอยู่อีกมากมาย หากแต่ก็เลือกที่จะทิ้งงานเ่าั้มา เพื่อกลับบ้านตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย
แต่หากรู้ล่วงหน้าว่าการกลับบ้านมาในครั้งนี้ จะต้องมาพบเจอกับเื่ราวที่ชวนให้ปวดหัว อย่างเช่นเื่ที่เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงจากตระกูลเกียรติคุณไพศาล หัวเด็ดตีนขาดยังไง สิงหราชก็ไม่มีทางที่จะพาตัวเองมาให้ผู้เป็แม่เจอหน้าเด็ดขาด
“นี่มันยุคไหนกันแล้ว แม่จะมาจับผมคลุมถุงชนกับใครที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้ไม่ได้! ผมไม่แต่ง!!” สิงหราชเอ่ยย้ำคำพูดเดิมของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ต้องแต่ง! แม่รับปากกับฝั่งนั้นไปแล้ว” เพลินจิตรีบเอ่ยพูดสวนลูกชายของตัวเองกลับไปทันควัน
หญิงวัยกลางคนเริ่มอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาบ้าง เมื่อสิ่งที่เธอพยายามพูดกรอกหูลูกชายมาร่วมชั่วโมง ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายคล้อยตามคำพูดของเธอและเห็นดีเห็นงามด้วยเลยแม้แต่น้อย
“งั้นแม่ก็แต่งเองแล้วกัน ผมไม่แต่ง!!” สิงหราชเอ่ยพูดเน้นน้ำเสียงอีกครั้ง ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงด้วยอารมณ์ที่ยังคงหงุดหงิดเป็อย่างมาก
“สิงหราช” เพลินจิตเอ่ยเรียกชื่อลูกชายขึ้นเสียงเย็น เธอแอบคิดไว้แล้วว่าเ้าลูกชายหัวรั้นจะต้องไม่ยินยอมแต่โดยดี ดังนั้นเธอเลยจำเป็ที่จะงัดแผนเด็ดของตัวเองออกมาใช้
สิงหราชที่ตั้งท่าจะเดินหนีผู้เป็แม่หยุดชะงักฝีเท้าของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหมุนปลายเท้ากลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอีกครั้ง ดวงตาคมสบประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างดื้อดึงและไม่คิดที่จะยอมแพ้
“ยุคสมัยนี้ไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันหรอกครับ แม่จะมาคิดจับคนนู้นคนนี้มาแต่งงานกัน มันใช่เื่ที่ไหน” ร่างหนาเท้าสะเอวอย่างเอาเื่ ก่อนจะเอ่ยพูดออกไปเสียงแข็ง
และมีท่าทีขัดขืนอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่สูญเสียเสาหลักของครอบครัวอย่างผู้เป็พ่อไป เหลือกันแค่เพียงสองแม่ลูก สิงหราชเองก็ตามใจผู้เป็แม่ไปเสียทุกอย่าง
อะไรที่สามารถยอมลงให้ได้ก็เลือกที่จะเป็ฝ่ายยอมตลอด แต่เื่แต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักกัน เื่นี้สิงหราชคงจะยอมตามใจอีกฝ่ายไม่ได้จริง ๆ
“แล้วเมื่อไหร่แกจะมีเมีย มีหลานให้กับมยมราชพลี”
ผู้เป็แม่เป็ฝ่ายผุดลุกขึ้นยืนบ้าง ก่อนจะเอ่ยถามกลับไปเสียงดัง
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น” สิงหราชเอ่ยตอบกลับไป ดวงตาคมเสสายตาหลบผู้เป็แม่ที่เริ่มเป็ฝ่ายจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา
“หึ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ช่างกล้าพูด ปีนี้แกอายุปาเข้าไปเท่าไหร่แล้วตาสิงห์” เพลินจิตขำเย้ยออกมาให้กับคำพูดของลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเอง
ที่ปัจจุบันนี้ยังคงใช้ชีวิตลอยไปลอยมา ไม่คิดที่จะหาคู่ครองหรือสร้างครอบครัว เดิมทีเธอก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่ได้คิดที่จะไปบีบบังคับหรือก้าวก่าย แต่นานไปก็ยังไร้วี่แวว เลยจำเป็ที่จะต้องลุกขึ้นมาจัดแจงด้วยตัวเองเช่นนี้
“ก็แค่สามสิบสาม ผมไม่ได้จะรีบตายวันพรุ่งนี้มะรืนนี้สักหน่อย แม่อย่าทำให้มันเป็เื่วุ่นวายเลย” ร่างหนาเอ่ยพูดขึ้น ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด
“สามสิบสาม เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับแก เขาใช้ชีวิตกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ส่วนแกไม่ตาย แล้วคิดบ้างไหมว่าฉันเนี่ยจะตายก่อนที่จะได้เห็นหน้าหลาน” ผู้เป็แม่เอ่ยพูดขึ้น ร่างเล็กสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวของลูกชาย ดวงตาหงส์เศร้าลงในถนัดตาเมื่อพูดถึงเื่นี้
“แม่” สิงหราชเอ่ยเรียกผู้เป็แม่ด้วยความอ่อนใจ ที่อีกฝ่ายหยิบยกเื่ความตายมาพูดอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าในตอนนี้เขาเหลืออีกฝ่ายแค่เพียงคนเดียวแล้ว
“แกเองก็รู้ว่าแม่ป่วย อาการออด ๆ แอด ๆ เข้าทุกวัน จะตายวันไหนก็ยังไม่รู้” เพลินจิตวางมือลงบนแท่นแขนของลูกชาย ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้า
“แล้วแม่จะแช่งตัวเองทำไม” สิงหราชคว้ามือเล็กของผู้เป็แม่มาจับเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายลงกว่าเดิม
สิงหราชก็เป็อย่างนี้ทุกครั้ง เพราะรักผู้เป็แม่ยิ่งกว่าสิ่งใด แค่อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ใจที่เคยแข็งกระด้างก็พร้อมที่จะอ่อนยวบไปทุกเมื่อ เพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่คนเป็แม่ลงมือทำ ล้วนแต่เป็เพราะความหวังดีที่มีให้กับตัวเองเสียทั้งนั้น
“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอกนะตาสิงห์ วันนี้แม่อาจจะยังยืนเถียงกับแกได้ฉอด ๆ แต่อีกวันแม่อาจจะทรุดและจากแกไป อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” เพลินจิตเอ่ยพูดขึ้นสำทับ มือเล็กบีบกระชับเข้าหาฝ่ามือของลูกชาย
หากเลือกได้เพลินจิตเองก็ไม่ได้อยากเอาเื่ความเป็ความตายของตัวเองมาบีบบังคับลูกแบบนี้ หากแต่เื่ที่เธอป่วยนั้นก็เป็ความจริง สังขารของเธอจะโรยราไปในวันไหนไม่มีใครรู้ และห่วงเดียวที่เธอมีอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือสิงหราชผู้เป็ลูกชาย
“แล้วทางนั้นเขาจะยอมหรือไง ผู้หญิงเมืองกรุงที่ไหนจะยอมมาลำบากอยู่กับผมที่นี่” สิงหราชเอ่ยถามขึ้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดทางเลือก
“ทางนั้นเขาตกลง แม่คุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว” เพลินจิตรีบเอ่ยพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าลูกชายเริ่มจะเอนเอียงไปตามความ้าของเธอ
“ด้วยเงื่อนไข?” สิงหราชเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปตรง ๆ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าเื่นี้น่าจะต้องมีผลประโยชน์อะไรบางอย่างมาเกี่ยวข้อง
เพราะจะมีลูกคุณหนูตระกูลดังที่ไหน จะสมัครใจแต่งงานกับนายหัวแบบเขา ยอมทิ้งชีวิตที่สวยหรูของตัวเองมาลำบากกับสามีชาวเกาะ ที่ในแต่ละวันหมกตัวอยู่แต่บนเกาะเล็ก ๆ แบบสิงหราช
“แม่ยกหนี้ให้เกียรติคุณไพศาล แลกกับการที่จะต้องให้ลูกสาวมาแต่งงานกับแก” ผู้เป็แม่ผละมือออกจากลูกชาย ก่อนจะสาวเท้ากลับมานั่งที่เดิมและเอ่ยตอบกลับไปเสียงเรียบ
เพลินจิตยอมที่จะเอ่ยบอกกับลูกชายของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อยก็เพื่อให้สิงหราชได้รู้พื้นเพ เกี่ยวกับว่าที่ภรรยาของตัวเองเอาไว้บ้าง แม้จะแอบหวั่นใจว่าความจริงในข้อนี้ อาจจะทำให้ลูกชายแข็งข้อกับเธอขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม
“เหลือจะเชื่อ ตระกูลผู้ดีเดี๋ยวนี้เขาขายลูกกินกันแล้วว่ะ” สิงหราชเอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ร่างหนายอมทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม เพื่อที่จะได้นั่งพูดคุยเกี่ยวกับเื่การแต่งงานให้เป็กิจจะลักษณะ
“เป็หนี้ก็ต้องใช้ ในเมื่อไม่มีเงินมาคืนก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันบ้าง แม่ของแกไม่ใช่คนใจดี ที่จะยอมยกหนี้ให้ใครฟรี ๆ หรอกนะ” เพลินจิตเอ่ยพูดขึ้น เดิมทีเธอเองก็ไม่ได้มีความคิดหัวโบราณถึงขั้นที่จะจับลูกชายของตัวเองคลุมถุงชนแบบนี้
แต่ก็เพราะเ้าลูกชายตัวดีเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ที่เกาะวิมันสิตรา จนความฝันที่จะได้เลี้ยงหลานก่อนตายของเธอมันเลือนรางไปเรื่อย ๆ
บวกกับอายุอานามก็ปาเข้าเลขสามเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววที่จะมีใครสักคนมาคอยเคียงข้าง บังเอิญกับที่ถึงเวลาแล้วที่ตระกูลใหญ่อย่างเกียรติคุณไพศาลจะต้องใช้หนี้สินที่ติดพันกันมายาวนานให้กับเธอ
หากแต่ฝ่ายนั้นในตอนนี้ดันไม่มีความสามารถที่จะหาเงินก้อนใหญ่ถึงสิบล้าน มาคืนให้เธอได้ตามสัญญาที่ระบุเอาไว้เป็ลายลักษณ์อักษรได้
ความคิดที่จับลูกสาวของทางบ้านนั้นให้มาแต่งงานกับลูกชายของตัวเอง เพื่อแลกกับหนี้สินก้อนใหญ่ก็เกิดขึ้นในหัวทันที
ส่วนหนึ่งก็เพราะเอ็นดูสาวเ้าเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จากการที่ได้มีโอกาสพบปะกันหลายครั้งหลายครา ก่อนที่เ้าตัวจะไปเรียนต่างประเทศ
และก็รู้ว่าตระกูลเกียรติคุณไพศาลเลี้ยงดูอบรมบุตรหลานมาเป็อย่างดี อย่างน้อยแม่ของหลานเธอที่จะเกิดมาในอนาคตก็มีชาติกำเนิดที่ดี และถือว่าเป็ผู้หญิงอีกคนที่เพียบพร้อมคนหนึ่ง
หากไม่นับเื่ฐานะทางบ้านที่กำลังย่ำแย่อยู่ในตอนนี้ ซึ่งเื่เงินทองก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเธอ และตระกูลมยมราชพลีอยู่แล้ว
เธอสนใจแค่ว่าอีกฝ่ายสามารถที่จะเป็ภรรยาและแม่ที่ดีได้หรือเปล่าก็แค่นั้น จากการที่สังเกตมาเพลินจิตก็ลงความเห็นว่า ลูกสาวคนเล็กของเกียรติคุณไพศาลจะสามารถเป็คนคนนั้นให้เธอได้
“แล้วแม่ยอมรับลูกสะใภ้จากใช้หนี้ได้จริงดิ” สิงหราชเอ่ยถามออกไปด้วยความยียวน
ในเวลานี้หากให้พูดตรง ๆ คือเขาที่จะไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็แม่เลยสักนิด กับการที่อีกฝ่ายยอมทิ้งเงินสิบล้านเพื่อแลกกับลูกสะใภ้แบบนี้
“แค่อุ้มท้องลูกให้แกได้ก็พอแล้ว” เพลินจิตเอ่ยตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก เพราะรู้สึกเหมือนกำลังโดนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเยาะเย้ยความคิดของตัวเองอยู่
แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรที่จะมาสามารถเปลี่ยนความคิดของเธอได้ ไม่ว่ายังไงสิงหราชก็จะต้องแต่งงานกับลูกสาวบ้านนั้น และเด็กคนนั้นก็จะต้องอุ้มท้องทายาทรุ่นต่อไปให้กับตระกูลมยมราชพลี
เพลินจิตสนใจแค่เพียงในเื่นี้ ส่วนเื่นอกเหนือจากนี้เธอเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไร หลังจากที่มีทายาทให้ได้อุ้มชูสักคนสองคน หากสิงหราชและแม่ของหลานไม่มีความประสงค์ที่จะอยู่กินกันต่อเธอก็ไม่คิดที่จะบังคับอีกต่อไป
“นั่นคนนะแม่ ไม่ใช่แม่วัวพันธุ์” สิงหราชเอ่ยสวนกลับไปในทันที
“.........” เพลินจิตที่กำลังจดจ่ออยู่กับความ้าของตัวเอง ตวัดสายตามองลูกชายตาเขียว
“เฮ้อ” สิงหราชได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก เมื่อเห็นสายตาของผู้เป็แม่ เพราะจากการที่ได้เป็ลูกชายของอีกฝ่ายมาตลอดทั้งชีวิต สิงหราชย่อมรู้ดีว่าแม่ของตัวเองนั้นเป็คนที่ดื้อรั้นและเอาแต่ใจขนาดไหน
“อีกสามวันเด็กคนนั้นจะเดินทางมาที่นี่ แกเองก็ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย อย่าให้แม่ต้องขายขี้หน้าคนบ้านนั้น”
เพลินจิตเอ่ยพูดบอกออกไปด้วยน้ำเสียงดุ ๆ
“ห้ะ” สิงหราชได้แต่ยกมือขึ้นตบหน้าผากของตัวเองกับสิ่งที่ได้ยิน เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทุกอย่างมันจะปุบปับถึงขนาดนี้
“แล้วก็อย่าคิดที่จะบ่ายเบี่ยง แม่ขอเตือนแกนะตาสิงห์” เพลินจิตผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เอ่ยพูดกับบุตรชายด้วยความจริงจัง ก่อนจะสาวเท้าเดินหนีขึ้นไปบนชั้นสองที่เป็ห้องนอนของตัวเอง
“โอ๊ยยย กูอยากจะบ้าตาย” สิงหราชโวยวายออกมาเสียงดังลั่นเมื่อผู้เป็แม่เดินคล้อยหลังไป
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟิ้มฉายชัดถึงความเครียดขึง คิดไม่ถึงเลยเหมือนกันว่าการทำตัวลอยไปลอยมา และบ้างานอย่างหนักของตัวเอง ทำให้ชีวิตที่อิสระจะต้องมามีจุดจบเช่นนี้
ขืนสิงหราชรู้อนาคตได้ คงจะไข่ทิ้งขว้างให้ผู้เป็แม่ตามเลี้ยงหลานเสียให้เข็ดั้แ่่วัยรุ่นให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เพราะเป็คนที่รักอิสระ มีความมุ่งมั่นและเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน จึงไม่เลือกที่จะสานความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนให้มาเป็บ่วงรัดคอตัวเองก็เพียงเท่านั้น
“แล้วคุณหนูเอาปานนั้น สรุปจะให้มีเมียหรือให้ไปเป็คนรับใช้เขาวะนั่น” สิงหราชเอ่ยบ่นขึ้นกับตัวเอง ร่างหนาใช้มือขยี้ผมยาวประต้นคอของตัวเอง เสียจนยุ่งเหยิงด้วยความหัวเสีย
………………………………………………….
เปิดมาตอนแรกพระเอกของเราก็ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่แต่งสักแล้ว แต่ผู้ชายทรงแบดเขาบอกว่ารักแม่มาก ท้ายมาก็เสียงอ่อยแล้วไอ้ลูกหมา
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่ามันเป็แรงผลักดันในการอัปเดตนิยายมาก ๆ เลย
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ