ไม่นานหลิวฟงก็จัดแจงแท่นพิธีขึ้นมาเพื่อให้เทพัทั้ง 4 เป็พยาน โดยปกติแล้วคนทั่วไปนั่นไม่ได้ทำเช่นนี้ พิธีของพวกเขานั่นเรียบงาย หากแต่หลิวฟงเคยร่ำเรียนมาบ้างจึงรู้ว่าพิธีการที่ถูกต้องนั้นทำเช่นใด โต๊ะหมู่บูชาที่เต็มไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิดถูกจัดเตรียมพร้อมธูปเทียน รวมถึงสุราผลไม้ที่ส่งกลิ่นหอม หากแต่หลิวฟงได้แต่งเติมลูกอมผลไม้ของหลิวอี้ลงไป 1 เม็ด ยามเมื่อพวกเด็กหนุ่มทั้งสองกรีดโลหิตสาบาน เมื่อดื่มกินสุราผลไม้นี้จะได้รับการรักษาาแไปในตัว ตามภาษาผู้ใหญ่ที่รักและเอ็นดูเด็ก ไหนเลยจะทนเห็นความเ็ปของพวกเขาได้
“ลูกเทียน ลูกอี้ พวกเ้าจงกราบไหว้ฟ้าดินและเทพัทั้ง 4 ก่อนจะกรีดเืของพวกเ้าใส่ชามนี้”
เมื่อหลิวฟงวาดเขียนอักขระบางอย่างบนโต๊ะบูชาเสร็จ จึงหันมาพูดกับทั้ง 2 พร้อมวางชามใบใหญ่ 1 ใบ ไว้ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ไม่นานพิธีการต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้น มีดเล่มคมที่ถูกลนไฟจนสะอาด ถูกใช้เปิดปากแผลจากข้อมือจนเืสีแดงเข้มไหลรินลงใส่ชาม เมื่อเืของทั้ง 2 ผสมกันแล้ว หลิวฟงจึงเติมสุราผลไม้ที่หอมหวานจนกลบกลิ่นคาวคล้ายโลหะสนิมออกไป เพื่อให้เด็กหนุ่มทั้ง 2 ดื่มกินได้ง่าย จากนั้นพวกเขาก็เริ่มกล่าวคำปฏิญาณต่อกัน ก่อนจะดื่มกินชามสุราโลหิตสาบานให้หมดทุกหยาดหยด
“ข้า หลี่เทียนชื่อ อ๋องน้อยแห่งแคว้นจิน ขอให้คำมั่นสัตย์สาบานด้วยเกียรติศักดิศรีและิญญาว่า ข้าจะรักและให้เกียรติ หลิวอี้ ประดุจดังน้องชาย ที่สามารถยอมตายแทนกันได้ ถึงจะไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน หากต้องตายข้าจะขอตายวันเดือนปีเดียวกัน”
“ข้า หลิวอี้ แห่งหมู่บ้านหลิว ขอให้คำมั่นสัตย์สาบานด้วยเกียรติศักดิศรีและิญญาว่า ข้าจะรักและให้เกียรติ หลี่เทียนชื่อ ประดุจดังพี่ชาย ที่สามารถยอมตายแทนกันได้ ถึงจะไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน หากต้องตายข้าจะขอตายวันเดือนปีเดียวกัน”
ยามเมื่อทั้ง 2 คน ปฏิญาณเสร็จ ท้องฟ้าก็บังเกิดเสียงคล้ายฟ้าร้องฟ้าผ่าขึ้นมา ทั้งที่แผ่นฟ้านั้นแจ่มใส จนสามารถมองเห็นดวงจันทร์และดวงดาวที่สว่างไสวเหนือท้องฟ้าได้ เมื่อเสียงสั่นะเืปริศนาผ่านไป ก็บังเกิดแสงเหนือซึ่งคล้ายผ้าม่านหลากสีสันขยับเคลื่อนไหวไปมา บนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านหลิว สร้างความตื่นใต่อเหล่าผู้คนมากมายที่พบเห็น บ้างก็ตื่นกลัวว่าโลกจะแตกดับสูญ บ้างก็เพลิดเพลินไปกับความสวยงามจนหลงลืมถึงความเป็จริง แต่ใน่ที่เหล่าผู้คนกำลังสนใจกับความสวยงามของม่านแสงเ่าั้ หลิวอี้และหลี่ีเทียนชื่อกับได้สดับฟังเสียงหนึ่งที่ดังก้องราวกับถูกพูดขึ้นมาข้างหู
“ในนามแห่งเทพัทั้งสี่ ข้าจะเป็พยานต่อพวกเ้าพี่น้อง ด้วยคำอวยพรแห่งข้า ข้าขอให้ความสามารถประจำตัวของพวกเ้าถูกเติมเต็มแก่กันและกัน อย่างละครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็หลักฐานของสายสัมพันธ์พี่น้อง”
หากแต่ใครจะไปคิดว่าคำอวยพรนั้นจะล้ำค่าเกินกว่าที่เทพัเ่าั้จะรับรู้ได้ ด้วยผลของคำอวยพรนั้นหลี่เทียนชื่อจึงได้รับพรจากมหาเทพแห่งมหาสมุทรไปด้วย เมื่อเสียงที่อ้างตนว่าเป็เทพัหยุดลง เด็กหนุ่มทั้ง 2 ได้แต่มองหน้ากันไปมา ก่อนจะหันไปถามเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาร่วมพิธี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็คนในตระกูลหลิว ว่าได้ยินเสียงเทพัหรือไม่ ซึ่งพวกเขาเ่าั้ต่างไม่ได้ยินเสียงใด มีเพียงหลิวฟง บอกเพียงว่า พิธีเสร็จสิ้นแล้วและสำเร็จไปด้วยดี
ยามเมื่อเช้าวันใหม่มาถึงหยางจงได้รอคอยหลิวอี้อยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนพักรับรอง เพื่อสั่งสอนวิชายุทธอย่างที่เคยบอกกล่าวไว้ หากไม่เกิดเื่การรอบสังหารก่อนหน้าหลิวอี้คงได้ร่ำเรียนมันไปในเย็นหลายวันก่อน
“เ้าพร้อมหรือยังลูกอี้” หยางจงถาม
“ข้าพร้อมแล้วท่านอาจารย์ ข้าอยากแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ปกป้องคนสำคัญของข้าได้” หลิวอี้ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“วิชาที่ข้าจะสอนให้เ้าคือเพลงกระบี่วิหกร่อนลม มีทั้งสิ้น 8 กระบวนท่า แบ่งเป็รุก 4 รับ 4 และจงจดจำเคล็ดวิชาไว้ให้ดี” หยางจงกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว
“วิหกน้อยบินผ่านยอดพฤกษา
หวนกลับมาปาดหาวถึงฟ้าใส
ปล่อยตัวดิ่งพุ่งตรงจรรโลงใจ
โฉบเข้าใส่ภมรที่หมายตา”
“ลูกอี้ เ้าจดจำมันได้หรือไม่” หยางจงถาม
“ขอรับท่านอาจารย์ ข้าจดจำมันได้ทั้งหมด และตีความมันได้แล้วขอรับ” หลิวอี้ตอบ
“เช่นนั้น ไหนเ้าลองพูดออกมา ว่าเ้าเข้าใจเช่นใด”
“รู้จักสังเกตเป้าหมาย ทำให้หวาดระแวง หาโอกาสหรือจังหวะที่ดีที่สุด แล้วเข้าโจมตีเป้าหมาย” หลิวอี้ตอบไปตามที่เขาเข้าใจ
“ยอดเยี่ยมนัก เ้าช่างเป็เป็ดังพระหูสูตร เพียงรอบเดียวก็จดจำและวิเคราะห์ออกมาได้ เช่นนั้นข้าจะสอนรูปกระบวนท่าของเพลงกระบี่ชุดนี้”
จากนั้นหยางจงก็เริ่มร่ายรำกระบวนท่าต่าง ๆ จนครบทั้ง 8 กระบวน เพียงรอบเดียวหลิวอี้ที่นั่งมองอยู่ก็จดจำท่วงท่าทั้งหมดของทั้ง 8 กระบวนได้ กระบี่ไม้ที่หลิวฟงทำขึ้นมาถูกใช้โดยหลิวอี้ ที่กำลังร่ายรำท่วงท่าของเพลงกระบี่วิหคร่อนลมทั้ง 8 กระบวนท่าออกมา ซึ่งมันประกอบไปด้วย กระบวนท่ารุก วิหคถลาลม ปาดหาวยอดนภา ปักษาดิ่งเมฆา วิหคโฉบภมร กระบวนท่ารับ วิหคกลับรังนอน ปักษาผสานปีก สกุณาร่ายรำ วิหคร่อนลม มันแทบจะไม่ผิดเพี้ยน มีเพียงบางส่วนที่หยางจงต้องเข้าไปจับปรับแก้ให้ได้องศาของท่าทาง
“อัจฉริยะโดยแท้น้องเล็ก เพียงรอบเดียวเ้าก็สามารถจดจำและร่ายรำออกมาได้ ยามข้าสามารถทำเช่นเ้าได้ ข้าจำต้องใช้เวลาทั้งวัน” หลี่เทียนชื่อที่เงียบเสียงมองการสั่งสอนของอาจารย์ต่อศิษย์คนใหม่มานานได้พูดขึ้นมา
“จริงอย่างเ้าว่า ในเมื่อลูกอี้จดจำทั้งหมดได้แล้ว เ้าจงขยันฝึกซ้อมพวกมันไว้ หากเ้าติดอะไรก็จงถามพี่ชายเ้าเอา” จากนั้นหยางจงก็เดินออกไป คงไม่พ้นไปจิบชาพูดคุยกับเ้าบ้านหลิวเหมือนทุกครั้ง ก่อนที่จะออกเข้าป่าไปเก็บสมุนไพร ส่วนหลิวอี้นั้นอยู่ฝึกฝนโดยมีพี่ชายคอยแนะนำ
ยามเมื่อ 2 เด็กหนุ่มอยู่ฝึกฝนวิชาอยู่นั้น หลิวอี้และหลี่เทียนชื่อจึงได้พูดคุยถึงสิ่งที่เทพัอวยพรว่าคือสิ่งใด จนหลี่เทียนชื่อได้เปิดหน้าต่างสถานะของตนเองขึ้นมาให้หลิวอี้ดู จึงได้รู้ว่า ทักษะพิเศษทั้ง 8 ที่หลิวอี้เคยได้รับมานั้น ตอนนี้ปรากฏขึ้นในหน้าต่างความสามารถของหลี่เทียนชื่อเช่นกัน หากแต่ว่าทักษะของหลี่เทียนชื่อทั้ง 8 นั้นมีความสามารถเพียงครึ่งหนึ่งของหลิวอี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็ทักษะดังเทพเซียนอยู่ดี หลี่เทียนชื่อเลือกที่จะเก็บความลับนี้ไม่บอกใคร รวมถึงอาจารย์และพ่อแม่ ส่วนทางหลิวอี้เองก็ได้รับทักษะพิเศษพรแห่งเทพัจากหลี่เทียนชื่อมาเช่นกัน
หลายวันผ่านไปความสัมพันธ์พี่น้องของหลิวอี้และหลี่เทียนชื่อยิ่งแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา อ๋องน้อยแห่งแคว้นจินอย่างใดก็ต้องคืนกลับสู่มาตุภูมิ ถึงการท่องเที่ยวไปทั่วทุกแคว้นของหลี่เทียนชื่อจะยังไม่ได้เป็ดังจุดประสงค์ดั้งเดิม แต่การได้อยู่กับหลิวอี้ดังพี่น้องหลายเดือนเช่นนี้นับว่าไม่เสียเที่ยว ก่อนจากลานั้นหยางจงได้มอบกระบี่ที่พกติดตัวมาให้กับหลิวอี้เพื่อรับขวัญศิษย์ นามของกระบี่เล่มนี้ คือ กระบี่ศิลาขาว
“พี่ใหญ่ท่านช่วยรับสิ่งนี้ไปด้วย” หลิวอี้ส่งขวดหยกใบหนึ่งให้กับพี่ชายร่วมสาบาน
“สิ่งนี้คือ?” หลี่เทียนชื่ออดถามไม่ได้
“เม็ดน้ำตาลผลไม้ ที่ข้าได้มาจากท่านมหาเทพฯ” หลิวอี้กระซิบข้างหูพี่ชาย พร้อมกับถุงผ้าที่ห่อข้าวของมากมายให้พี่ชายของตน แน่นานว่าผ้าชิ้นนี้คือผ้าวิเศษที่หลิวอี้ได้รับมาจากมหาเทพฯ
“พวกมันเป็ของวิเศษของเ้าไม่ใช่หรือ” หลี่เทียนชื่อใอย่างมาก เพราะเขารู้ความลับของหลิวอี้ทั้งหมดดี
“เรืองผ้านั้นข้ายกให้ท่านจริง ท่านช่วยรับมันไปด้วย เพราะท่านต้องเดินทางอีกยาวไกล ส่วนลูกน้ำตาลผลไม้นั่น ข้าแค่แบ่งปันให้ท่านบางส่วน” หลิวอี้บอกพร้อมเข้ากอดพี่ชายก่อนจากลา ถึงชายชาตรีจะถูกห้ามหลั่งน้ำตา แต่เด็กหนุ่มทั้ง 2 ก็อดไม่ได้ที่จะมีหยาดน้ำตาปรากฏขึ้น ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่ม อายุ 12 13 ปี ไหนเลยจะอดกลั้นความรู้สึกจากลาของพี่ชายน้องชายได้
“หากเ้ามีโอกาสไปแคว้นจิน จงไปเที่ยวหาข้าบ้างนะน้องอี้” หลี่เทียนชื่อพูดออกมา
“เช่นกัน หากครั้งหน้าท่านได้มีโอกาสออกมาท่องเที่ยวอีก ท่านจงมาหาข้าด้วย” หลิวอี้พยายามยิ้มออกมา ทั้งที่ดวงตานั้นมีหยดน้ำปรากฏอยู่ เมื่อหยางจงและหลี่เทียนชื่อจากไป หลิวอี้ก็พยายามทำใจให้ได้และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตดังเช่นเดิม
3 ปีผ่านไป หมู่บ้านหลิวในวันก่อนบัดนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็เมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรมากว่าห้าพันคน จนต้องมีการขยับขยายพื้นที่ออกไปรอบด้าน โชคดีที่ตระกูลหลิวมองการไกลจึงได้จับจองเป็เ้าของพื้นที่รอบตระกูลไว้ก่อนแล้ว ทำให้ตระกูลหลิวใช้พื้นที่เ่าั้สร้างผลประโยชน์ให้กับตระกูลได้ ทั้งปล่อยเช่าเปิดร้านค้า สร้างห้องแถว ตลอดจนเปิดร้านขายยาและสมุนไพร 1 ในสินค้าชื่อดังนั้นคือสุราผลไม้ ที่กลายเป็สุราชื่อดังของแคว้นแห่งนี้ ไม่นานสำนักยุทธหกดาราก็ตั้งฉายาให้กับหลิวฟง ‘เทพปรุงโอสถแห่งตระกูลหลิว’ ด้วยทักษะปรุงยาที่สามารถหลอมหรือกลั่นตัวยาที่มีความบริสุทธิ์สูงถึงระดับ 10 ส่วน ตลอดจนพลังการบ่มเพาะที่สูงถึงระดับนภาขั้นต้น ซึ่งนับว่าเป็นักปรุงยาที่หาได้ยากในเวลานี้ ยามเมื่อสำนักยุทธหกดาราสืบประวัติยิ่งทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจ เพราะหลิวฟงนั่นเป็ถึง 1 ใน 2 ศิษย์ส่วนตัวของปราชญ์บูรพาเ้าสำนักอักษรปราชญ์บรูพา ซึ่งนับว่าเป็สำนักชื่อดังที่ยากจะมีคนได้เข้าไปศึกษา เพราะศิษย์สำนักนั้นมีเพียงแค่ 2 คนซึ่งจะสืบทอดวิชาของท่านปราชญ์โดยตรง ซึ่งท่านมีสถานะดังเทพเซียนบนแดนมนุษย์ จึงไม่เคยมีผู้ใดได้รับการศึกษาโดยตรงเช่นศิษย์ทั้ง 2 หากแต่การสอนสั่งของท่านปราชญ์นั้นได้ถูกส่งต่อความรู้ไปยังทุกแคว้นทั่วแดนดิน ซึ่งความรู้เ่าั้บางส่วนได้ช่วยให้ผู้คนอยู่อย่างสุขสบายเช่นทุกวันนี้
“ลูกอี้เ้าควรพักบ้าง”
หลิวฟงที่บอกกล่าวกับบุตรชาย เพราะั้แ่ที่ตระกูลของพวกเขาก่อตั้งร้านขายยาขึ้นมา ธุรกิจของพวกเขาก็โด่งดังไปทั่วแคว้นจนผู้คนมากมายต่าง้าโอสถของร้านขายยาแห่งนี้ โดยเฉพาะสุราผลไม้ที่เป็ดังน้ำทิพย์ในหมู่สุราด้วยกัน
“ข้าขออีกนิด ไว้หลอมโอสถเตานี้แล้วข้าจะพัก” หลิวอี้ยังไม่ยอมเชื่อคำพ่อของเขา
“ข้านึกยอมใจเ้านัก บทจะดื้อ เ้าก็ไม่ฟังคำพ่อเช่นข้า” หลิวฟงทำทีตีหน้าเศร้าพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ท่านพ่อข้าสัญญา เสร็จเตานี้ข้าจะไปพักตามท่านบอก ตอนนี้โอสถตัวนี้ร้านเราขายดีนัก หากข้าไม่ทำไว้พรุ่งนี้พวกเราคงไม่มีพวกมันไว้ขาย” หลิวอี้บอกถึงความ้า
“เ้าอย่าได้กังวลไปเลย รายได้หลักของพวกเราตอนนี้คือสุราผลไม้ จนข้าโดนคนอื่นแซวว่าให้เปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็ ร้านสุราทิพย์ อยู่แล้ว จนโอสถเหล่านี้เหมือนเป็ดังรายได้เสริมของร้านแทน”
“ท่านพ่อข้ารู้ว่าท่านหวังดีกับข้า แต่อย่างไรเสียการบ่มเพาะลมปราณ ยังจำต้องใช้โอสถและสมุนไพรในการบ่มเพาะ ไหนเลยจะไม่จำเป็ สุราผลไม้พวกนั้นก็แค่ใช้ลูกน้ำตาลที่ท่านมหาเทพให้มาเป็ส่วนผสม การสร้างพวกมันนั้นง่ายดายนัก”
“ข้าไม่อยากต่อปากต่อคำกับเ้าแล้ว เอาเป็ว่าพรุ่งนี้ข้าจะปิดร้าน อย่างไรวันพรุ่งก็เป็วันสำคัญเ้าควรออกไปพบปะผู้คนบ้าง อย่าเอาแต่หมกตัวหาเงินเช่นนี้”
“ท่านต้องทำเช่นนี้เลยหรือ ก็ได้พรุ่งนี้ข้าจะพักผ่อนตามที่ท่าน้า แต่ท่านไม่ควรปิดร้าน”
“ดีมากเ้าลูกบ้า เ้าต้องทำตามที่เ้าบอกด้วย แล้วข้าถึงจะยอมเปิดร้าน”
หลังจากหลิวอี้ตกปากรับคำบิดาของตนแล้ว เมื่อหลอมเม็ดโอสถเสร็จ เขาจึงไปเติมเม็ดลูกอมผลไม้ใส่ขวดเตรียมไว้เป็ส่วนผสมหลักของสุราผลไม้ ก่อนจะออกไปพักผ่อน สุราผลไม้ที่มันกลายเป็สุราชื่อดังเช่นนี้เพราะ รส กลิ่น ฤิทธิ์ โดยเฉพาะสรรพคุณแสนวิเศษนั้นเปรียบดังน้ำทิพย์์ เพียงกินดื่มพวกมันถึงจะเมามายไม่มาก แต่ก็สามารถทำให้สุขภาพดีกว่าเดิม รวมถึงยังสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างมหัศจรรย์ โดยสุราผลไม้ของร้านยาตระกูลหลิวนั้นมีด้วยกัน 3 ชนิด สุราอิงเถา[เชอรี่] สุราสือหลิว[ทับทิม] และสุราเถาจึ[ลูกท้อ] โดยแต่ละชนิดมีจุดเด่นไม่เหมือนกันโดยเฉพาะพลังในการฟื้นฟู ระดับต่ำสุดคือ อิงเถา เพิ่มขึ้นมาคือ สือหลิว และสูงสุดคือ เถาจึ ความสามารถฟื้นฟูของสุราผลไม้ของตระกูลหลิวนั้นเกิดจากเม็ดลูกอมผลไม้ของหลิวอี้นั่นเอง โดยกรรมวิธีการผลิตนั้นไม่ยากเลย
เพียงใช้ผลไม้ที่มีกลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์ จากนั้นทำความสะอาดผลไม้ แล้วตัดแบ่งส่วนที่ไม่้าออกเหลือไว้เพียงเนื้อของพวกมัน นำเนื้อผลไม้ไปบดให้ละเอียด เพื่อให้ได้น้ำผลไม้และเนื้อของมัน นำไปต้มกับน้ำตาลเพิ่มความหวานด้วยภาชนะที่สะอาด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง พักจนน้ำผลไม้ที่หวานเย็นตัว ก่อนจะเติมเชื้อหมักบ่ม[ยีสต์]ลงไป แล้วนำไปบรรจุใส่ถังไม้เนื้อหอมขนาด 50 ชั่ง[30 ลิตร] แล้วปิดผนึก ทิ้งไว้่เวลาหนึ่ง จากนั้นค่อยนำออกมาต้มเพื่อฆ่าเชื้อบ่มให้ร้อนแต่ไม่ให้เดือด แล้วจึงค่อยนำภาชนะไปผ่านน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะบรรจุใส่ขวดแล้วปิดผนึกด้วยจุกไม้เนื้ออ่อน พวกเขาจะใส่เม็ดลูกอมผลไม้ของหลิวอี้ลงไป อิงเถา 1 เม็ด สือหลิว 3 เม็ด และ เถาจึ 5 เม็ด ในถังสุราจนเม็ดลูกอมผลไม้ละลายก่อน นี่จึงเป็สาเหตุที่ทำให้สรรพคุณของสุราผลไม้บ้านตระกูลหลิวสามารถขายได้ในราคาที่แตกต่างกันอย่างมาก โดย 1 ถัง สามารถผลิตออกมาได้ 120 ขวด
ที่ตระกูลหลิวสามารถผลิตพวกมันออกมาขายได้จำนวนมากเช่นนี้เพราะ ถุงหนังที่บรรจุเม็ดลูกอมผลไม้นั้นมีความสามารถพิเศษอยู่ ยามเมื่อนำพวกมันออกจากถุงแล้ว ภายใน 12 ชั่วยาม มันจะกลับมาเต็มจำนวนเท่าเดิมอีกครั้ง นี่จึงนับว่าเป็ประโยชน์กับหลิวอี้อย่างมาก ดังนั้นเมื่อ 3 ปีก่อน เขาจึงสามารถแบ่งมันให้หลี่เทียนชื่อได้จำนวนหนึ่งโดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมด จนเขามีพวกมันเพียงพอในการไว้ใช้ผลิตสุราผลไม้เรืองชื่อเช่นนี้ได้ ส่วนราคาสุราพวกนี้ไม่สามัญเลย อิงเถาขวดละ 1 ตำลึง สือหลิว 3 ตำลึง และเถาจึ 5 ตำลึง นี่เป็ราคาหน้าร้าน แต่ถึงแบบนั้นหลายคนสามารถทำกำไรจากการนำพวกมันไปขายต่อได้อีกหลายเท่าตัว จนต่อมาทางร้านจำต้องตั้งกฎการซื้อของจากทางร้าน เพื่อควบคุมจำนวนการซื้อต่อคนขึ้นมา และจำต้องมีป้ายจองอันดับการซื้อจากทางร้านเท่านั้นถึงจะสามารถเข้ามาซื้อสินค้าของทางร้านได้ ถึงจะวุ่นวายไปบ้าง แต่ลูกค้ากลับไม่ลดลงเลย
เช้าวันใหม่ซึ่งถือว่าเป็วันสำคัญ เพราะในวันนี้คือวันตรุษ ซึ่งในความเชื่อนั้นกล่าวไว้ว่า วันนี้คล้ายวันที่โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมา ดังนั้นแล้วผู้ที่มีความเชื่อในตัวมหาเทพผู้สร้างทั้ง 2 จึงถือว่าวันนี้เป็วันสำคัญ ทำให้บ้านเรือนจึงถูกตกแต่งไปด้วยสีแดงและฟ้า เพื่อเป็การสรรเสริญตลอดจนความเชื่อที่ว่าสิ่งที่ดีงามจะเกิดขึ้นกับพวกตนและครอบครัวในตลอดปี สีทั้งสองนั้นเป็ดังสีแทนตัวแห่งมหาเทพทั้ง 2 ดังนั้นแล้วในวันนี้การแต่งกายของผู้คนจึงแตกต่างออกไปจากทุกวัน ผู้ชายจะแต่งด้วยชุดแดงถึงส้มและผู้หญิงจะแต่งด้วยชุดน้ำเงินถึงฟ้าคราม ดังดวงอาทิตย์และมหาสมุทร
หลิวอี้ตื่นสายกว่าทุกวันเพราะวันนี้เขาไม่จำเป็ต้องทำงาน แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ออกมาเพื่อไปไหว้เ้าสักการะตามความเชื่อเพื่อเป็สิริมงคล ดังนั้นแล้วที่ศาลเ้ามหาเทพกลางน้ำที่ตั้งอยู่กลางเมือง จึงหนาแน่นไปกว่าทุกวัน ด้วยความคิดที่ว่าของที่สวยงามวิจิตรตระการตานั้นคือภาพลักษณ์ที่ดี จึงทำให้ผู้คนมากมายเลื่อมใสและเข้ามากราบไหว้ยังศาลเ้าแห่งนี้ จนผู้คนในเมืองใกล้เคืองต้องเดินทางมาเพื่อกราบไหว้ในศาลเ้าเมืองแห่งนี้เช่นกัน ซ้ำยังความงามของศาลเ้านี้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของศาลเ้าที่งดงามที่สุดในทวีป จากการจัดอันดับของสมาคมยุทธหกดารา ทำให้ผู้คนมากมายตั้งเป้าหมายว่า สักครั้งในชีวิตจะต้องเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมศาลเ้านี้ให้ได้ก่อนตาย ดังนั้นแล้วตลอด 2 ปีที่ผ่านมาั้แ่สมาคมยุทธหกดาราเข้ามาจัดอันดับ ใน่นี้ของปีเมืองหลิวแห่งนี้และเมืองใกล้เคียงจึงหนาแน่นไปด้วยผู้คน
หลิวอี้รออยู่นานก็สามารถเข้าไปกราบไหว้ภายในศาลเ้าได้ แต่ในระหว่างนั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งที่คล้ายว่าได้กราบไหว้เสร็จแล้วกำลังลุกเพื่อออกจากแท่นพิธี แต่ชายเสื้อของเธอกลับถูกป้าอีกคนเหยียบไว้ นางจึงเสียหลักล้มใส่หลิวอี้ หลิวอี้ถึงจะใแต่ก็ช่วยประคองตัวนางไว้ได้ทัน
“ขอโทษค่ะ” เสียงหวานใสดังเข้าหูหลิวอี้
“ข้าไม่เป็ไร เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”
หลิวอี้ถามด้วยความเป็ห่วง แต่แล้วสายตาของชายหนุ่มและหญิงสาวได้สอดประสานกัน ความรู้สึกของหลิวอี้นั้นยากจะบอกได้ว่าคือสิ่งใด ถึงใบหน้าของหญิงสาวจะถูกปกปิดด้วยผ้าสีครามเข้ากับชุด แต่หลิวอี้ก็รู้สึกได้ว่านางนั้นต้องงดงามอย่างมาก ในเวลานี้หลิวอี้ไม่อยากจะปล่อยมือออกจากนางเลย แต่ด้วยจำนวนผู้คนที่มากเกินกว่าที่ทั้ง 2 จะสามารถพูดคุยกันได้ ทำให้หญิงสาวต้องรีบขอตัวจากไป หลิวอี้ถึงจะเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พูดคุย แต่แล้วสายตาของเขาก็เห็นว่าระหว่างที่นางเดินจากไปนั้น พู่หยกแผ่นหนึ่งได้ตกมาจากตัวของนาง หลิวอี้จึงรีบก้มเก็บมันไว้ เมื่อเขาเงยขึ้นมานางก็หายไปกลางฝูงผู้คนที่มากมาย เขาจึงต้องถอดใจแล้วกราบไหว้ศาลเ้าตามความตั้งใจเดิม อย่างไรเสียเมื่อคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน หลิวอี้ที่เดินออกมาเพื่อหาซื้อขนมตามเทศกาล จึงเห็นหญิงสาวผู้นั้นกำลังยืนซื้อของบางอย่างอยู่ ถึงจะมีผ้าปิดไว้หลิวอี้ก็จำนางได้ เขาจึงรีบเดินเข้าไปเพื่อหวังคืนพู่หยกแก่นาง
“แม่นาง เ้าทำสิ่งนี้ตกไว้ ข้าจึงนำมาคืน”
“นี่มันของข้า ข้านึกว่าจะไม่ได้มันคืนเสียแล้ว” หญิงสาวพูดขึ้นมาเมื่อสายตาของนางเห็นพู่หยกเสียก่อน ก่อนจะเห็นใบหน้าของคนที่นำมาคืนเสียอีก แต่ยามเมื่อสายตาของนางเลือบขึ้นก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย จนนางรู้สึกว่าใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าว นางจึงรีบพูดออกไปก่อนคิดที่จะรีบเดินหนีจากชายหนุ่ม
“ขอบคุณ คุณชายมาก เช่นนั้นข้าขอตัว…” ราวกับ์เป็ใจ ใน่ที่นางพูดอยู่นั้น สายลมหอบหนึ่งได้พัดผ่านมา ทำให้ผ้าที่ปกปิดใบหน้างามนั้น ถูกเผยให้เห็นแก่สายตาหลิวอี้ นางช่างงดงามที่สุดเท่าที่หลิวอี้เคยได้พบเจอมา ทำให้หัวใจของเขานั้นสั่นไหวยิ่งกว่าเดิม แต่นางก็รีบเดินจากไป
ถึงหลิวอี้จะเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พูดคุยหรือสอบถามชื่อเสียงเรียงนามหรือสอบถามว่าหญิงสาวผู้นี้เป็ลูกบ้านใด แต่หลิวอี้ก็ยังไม่กล้าพอที่จะเรียกรั้งนางไว้ ได้แต่มองนางเดินเยื้องย่างจากไป แต่ในระหว่างนั้นเอง ก็มีหญิงสาวอีกคนวิ่งเข้ามาพร้ะโกนเรียกนางว่า
“ชิงเอ๋อ ชิงเอ๋อ ข้าตามหาเ้าตั้งนานเ้าอยู่ที่นี่เอง เร็วเข้าพวกเราต้องรีบแล้ว…”
“ถึงจะไม่รู้ชื่อเต็มเ้า แต่อย่างน้อยนางก็มีคำว่า ชิง สินะ” หลิวอี้ได้แต่บ่นกับตัวเองในความขลาดของตน จึงได้แต่มองดูนางโดนหญิงสาวที่โตกว่าอีกคนลากจูงออกไปจากสายตา
โปรดติดตามตอนต่อไป…