ตอนที่๘
สำนักเดินอากาศวิหคอัคคี
สหายทั้งห้าอ้าปากค้าง คิดไม่ถึงว่าจะเห็นรัตนาครยอมคุกเข่าให้กับผู้ใดง่ายๆเช่นนี้ พากันปากสั่นพูดอะไรไม่ถูก ส่วนแขกอื่นๆในร้านที่นั่งหลับตาลุ้นระทึกว่าชายหนุ่มแปลกหน้าจะถูกเล่นงานกลับนิ่งเงียบเมื่อเหตุพลิกผัน
“รัตนาคร!...มันอะไรกัน?ทำไมเ้าต้องคุกเข่าต่อหน้าไอ้หนุ่มแปลกหน้าคนนี้ด้วย?”
บุรุษหน้ากวนวาจาสามหาวะโลั่นแต่แล้วก็รัตนาครก็หันขวับดึงร่างนั้นให้ทรุดเข่าลงข้างๆ กัดฟันเอ่ยเบาๆ
“ถ้ายังไม่อยากตายก็ทำตามที่ข้าบอกเดี๋ยวนี้!”
สิ้นวาจาลูกพี่ใหญ่สหายทั้งห้าก็จำใจต้องคุกเข่าเบื้องหน้าปราณเด็กหนุ่มเม้มปากพยักหน้าอย่างพอใจ รัตนาครได้จังหวะจึงรีบเอ่ยทันที
“ส่วนอาหารและความเสียหายของท่านยุวาจารย์ข้าจะขอรับผิดชอบเองครับ!...ข้า...เออ...ข้าไม่รบกวนท่านแล้วเชิญท่านตามสบายก่อน อยากจะสั่งเมนูอะไรที่ท่านปรารถนาก็เชิญตามสบายครับ...มื้อนี้ข้าจะขอเป็คนจ่ายเองเพื่อเป็การขอขมาที่ล่วงเกินท่าน!”
รัตนาครพูดจบก็ลุกขึ้นสะบัดกางเกงเรียกบริกรมาแล้วจึงว่าอาการอาหารต่างๆของปราณให้แจ้งยอดมาที่เขา เขาจะเป็ผู้จัดการให้เอง
กล่าวจบรัตนาครก็ยืนตรงโค้งคำนับถึงระดับเอวแล้วหมุนกายออกจากร้านอย่างรวดเร็วโดยไม่สนว่าใครจะมองหรือจะประณามเช่นไร ทำเอาสหายติดตามพากันงุนงงแต่เ้าหนุ่มหน้ากวนบาทากลับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหวังจะเล่นงานปราณให้จงได้
แต่ในครั้งนี้พอเขาสบตาปราณเนตรสะกดฌานที่รุนแรงในระดับที่สามารถสั่งสอนลหุยุทธ์ได้ก็พุ่งวาบเข้าใส่ดวงตาความร้อนซึมซาบเข้าภายในกระบอกตาแล้วไหลผ่านเส้นประสาทการมองเห็นจนร้องระงมแล้ววิ่งพล่านชนมุมโต๊ะที่อยู่ในระดับจุดศูนย์กลางร่างกายโดนจุดยุทธศาสตร์จนลงไปนอนดิ้นพราดๆ
ร้อนถึงสหายทั้งสี่ต้องรีบมาประคองกันออกไปไม่มีผู้ใดกล้าสบตาปราณเป็หนที่สอง ได้แต่จำกลืนความโกรธผสมความงุนงงเข้าด้วยกันแล้วรีบออกจากร้านโดยไว
แขกในร้านถอนหายใจยาวที่เหตุการณ์ความวุ่นวายสลายลงต่างงุนงงกับบุรุษหนุ่มรูปงามที่ยังไม่ได้ทำอะไรแต่รัตนาครถึงกับคุกเข่าแสดงท่าทางเคารพนบนอบทันทีใจอยากจะรู้แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอบถามอะไร
เมื่อปราณเห็นว่าทุกอย่างกลับสู่ปกติเขาจึงลงมือจัดการสามเมนูจนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยความเอร็ดอร่อยถูกปากแล้วจึงเรียกบริกรมาสอบถามถึงรัตนาครว่าเป็ใครและมีที่มาอย่างไร
ปราณว่าเขาเคยรู้จักกับรัตนาครมาก่อนแต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้เจอกันมายาวนานจึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวและนิสัยที่เปลี่ยนไปของรัตนาคร
บริกรเล่าว่ารัตนาครเป็นักฌานยุทธ์ฝึกหัดที่มีความมุ่งมั่นเมื่อตอนที่ฝ่ายองครักษ์้าคัดเลือกหานักฌานยุทธ์มากฝีมืออายุไม่เกิน ๑๘ ปีมาทำงานรับใช้ราชสำนัก
รัตนาครได้เข้ามาสมัครแล้วผลการทดสอบในทุกๆด้านได้คะแนนมาเป็อันดับที่หนึ่ง อีกทั้งยังมีวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานเจรจาถูกหู
เมื่ออุรคะได้ฝึกฝนบ่มเพาะรัตนาครก็แสดงฝีมือได้โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ จนได้รับฉันทามติจากบรรดาสหายร่วมรุ่นให้กินตำแหน่งหัวหน้าชุด
จากนั้นรัตนาครก็ได้รับความไว้วางใจเสมอมาจนเกิดความชินชาและเริ่มแสดงอำนาจบาตรใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
“การแสดงความกร่างอย่างวันนี้ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองครับ!...ข้าก็ยังแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆ ที่เมื่อก่อนท่านรัตนาครมิได้เป็เช่นนี้”
ปราณพยักหน้าเข้าใจเื่ทั้งมวลมิได้ติดใจเอาความใดๆ เขาตั้งใจจะจ่ายเงินแต่ถูกบริกรห้ามไว้
“อย่าเลยครับคุณชาย!...เดี๋ยวท่านรัตนาครรู้ว่าคุณชายเป็ผู้จ่ายข้าจะเดือดร้อนครับ...มื้อนี้ท่านไม่ต้องกังวลเลย!”
ปราณจับบ่าบริกรแล้วเอ่ยช้าๆน้ำเสียงอบอุ่นและเข้าใจ
“เอาเถอะน่า!...ท่านเชื่อวาจาคารมพวกคนในราชสำนักมากนักหรือ?...ข้าเกรงว่าพวกนี้จะกินแล้วไม่จ่ายหรือรับปากไว้แล้วไม่เคยทำเสียมากกว่าถ้ารัตนาครมาหาเื่กับเ้าหรือตั้งใจจะจ่ายจริงๆ ก็บอกให้มาคุยกับข้า!”
บริกรอึกอักเพราะไม่แน่ใจในคำพูดเช่นปราณเอ่ย เพราะมีหลายครั้งที่พวกของรัตนาครเข้ามากินทิ้งกินขว้างแล้วก็กลับออกไปโดยไม่จ่ายค่าอาหารพอเรียกเก็บเงินก็ว่าจะดำเนินคดีเพราะไม่ให้ความร่วมมือกับทางการ
เขาจึงพยักหน้าอย่างเสียมิได้...ได้เงินตอนนี้ยังดีกว่าแจ้งไปที่รัตนาครแล้วถูกตวาดหรือชักดาบไม่จ่ายแบบนั้นย่อมขาดทุนป่นปี้
“ใช้บัตรนี้จ่ายได้ไหม?”
ทันทีที่ได้เห็นบัตรสีม่วงคาดทองซึ่งยอดเงินตั้งต้นของบัตรม่วงคาดทองนี้คือ ๒๐,๐๐๐ เหรียญทองบริกรก็ยิ้มกริ่มพยักหน้าน้อมกายอย่างยาวนาน ถอนหายใจอย่างมีความสุข
สนนค่าอาหารทั้งสามรายการที่ปราณจัดการก็ราว๒,๐๐๐ เหรียญทอง!แล้วปราณจึงบอกว่าเขาเคยอยู่ที่อโยดาแต่จากไปราวเจ็ดปีมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอยากจะรู้ว่าก่อนหน้านั้นเมืองอโยดาเป็เช่นไร
บริกรที่สอดส่ายสายตาแล้วเห็นว่ายังไม่มีลูกค้าเข้าร้านอีกทั้งลูกค้าที่นั่งอยู่ก็กำลังเอร็ดอร่อย มีพนักงานอื่นๆ คอยดูแลจึงเล่าให้ฟังทันที
่สามสี่ปีที่ผ่านมานั้นอาณาจักรไชยครามได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นอย่างเป็ทางการ โดยมี “สำนักเดินอากาศวิหคอัคคี”สำนักย่อยของสำนักนภาเวหาหาวที่ตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อสำนักเป็ “สำนักวิหคอัคคี”อย่างเป็ทางการ ที่เปิดให้บริการการเดินทางผ่านน่านฟ้า ทำให้มีนักฌานยุทธ์ต่างถิ่นจำนวนมากมายหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นเมืองอโยดาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสรรพวิชาความรู้ต่างๆรวมไปถึงแผนผังและสิ่งก่อสร้างถนนหนทางต่างๆ ล้วนปลูกสร้างตามแบบจากฝั่งอาณาจักรยูโรเปี้ยน
“แล้วสำนักคณิตสัจพจน์ล่ะ?”
บริกรหนุ่มใหญ่ก้มหน้าส่ายศีรษะช้าๆ
“ตอนนี้ก็มีนักคำนวณจากอาณาจักรยูโรเปี้ยนที่พวกเราใช้คำศัพท์ใหม่ว่าสถาปนิกเข้ามาดูแลและควบคุมแผนผังการก่อสร้างจนเปลี่ยนแปลงแทบจะไร้เค้าโครงของเมืองอโยดาแล้ว”
ปราณได้ยินก็ถึงกับหน้าชานั่งกำหมัดกัดกรามกรอดๆคิดไม่ถึงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆถ้าถึงขนาดนำบุคคลนอกอาณาจักรเข้ามามีบทบาทในอาณาจักรได้ อนาคตคงจะตกเป็ทาสทางความคิดของคนกลุ่มนี้เป็แน่
“แล้วไม่มีใครทำอะไรได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
“หึหึหึ...คุณชายครับ! ถ้าลำพังสำนักเดินอากาศวิหคอัคคีไม่สามารถทำเช่นนี้ได้หรอกครับ!...แต่สำนักเดินอากาศวิหคอัคคีได้ขอทดลองที่จะเปิดการค้าสู่ต่างแดนโดยทดลองใช้เครื่องเหาะที่ถูกพัฒนาใหม่...พอองค์มหาจักพรรดิไชยครามได้เห็นผลงาน ๓เดือนที่ทดลองเปิดพรมแดนระหว่างอาณาจักรว่าได้เงินกำไรมหาศาลเข้าอาณาจักรจึงให้อำนาจสำนักวิหคอัคคีและสำนักเดินอากาศฯได้รับสัมปทานเพียงรายเดียวอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารจัดการเดินอากาศเพราะทั่วทั้งอาณาจักรสำนักเดินอากาศก็มีเพียงที่นี่เท่านั้น!”
“แล้วท่านทราบเื่ลึกเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
บริกรเหลือบมองซ้ายขวา เมื่อไม่มีใครให้ความสนใจเขาอีกทั้งกล้าเล่าเื่ราวเชิงลึกก็เพราะเห็นว่ารัตนาครให้ความเคารพปราณที่เป็ชายหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกันดั่งเป็ท่านครูเขาจึงกล้าที่จะเปิดเผยให้ฟัง
“ท่านทวิชและท่านนรารัตน์เคยพาคนกลุ่มนั้นรวมถึงบรรดานักฌานยุทธ์ชาวยูโรเปี้ยนที่บริหารสำนักคณิตสัจพจน์มานัดกินโต๊ะที่ชั้นสองของร้าน...ข้ารับหน้าที่ดูแลจึงได้ยินเื่ราวโดยตลอดครับ!”
ปราณพยักหน้ารับแล้วจึงตกรางวัลให้บริกรจำนวน๑,๐๐๐ เหรียญทอง แล้วกำชับ
“ขอบคุณท่านมาก...ถือเป็น้ำใจเล็กๆน้อยๆ ที่ท่านเล่าเื่ราวก่อนหน้าให้ข้าฟัง จากนี้คงต้องรบกวนท่านช่วยเป็หูเป็ตาคอยสังเกตข่าวคราวต่างๆให้ข้าด้วย...แล้วสัปดาห์หน้าข้าจะแวะมาอีกครั้ง!”
บริกรรับเงินด้วยใบหน้าเอิบอิ่มดวงตาเป็ประกายพยักหน้าตอบรับคำร้องขออย่างเป็มั่นเหมาะ ยืนประนมกรน้อมกายสวยงามส่งปราณออกจากร้านจนชายหนุ่มลาลับไป
สิ่งที่ปราณได้ยินเริ่มรู้สึกถึงความไม่โปร่งใสในเชิงโครงสร้างและการบริหารของอาณาจักรเสียแล้วแรกเริ่มคิดว่าอยากจะเข้าไปเยี่ยมเยียนทวิช-นรารัตน์ด้วย แต่เขาก็เปลี่ยนความคิดมุ่งตรงกลับสำนักอินทรีเยี่ยมท่านแม่เป็อันดับแรกน่าจะดีที่สุดจะได้สอบถามเื่ราวที่กำลังสงสัย
ปราณเดินช้าๆ อย่างขบคิดพิจารณาถึงเหตุการณ์ต่างๆชักเริ่มรู้สึกถึงความไม่โปร่งใสของสำนักวิหคอัคคีแค่เพียงเจ็ดปีเท่านั้นสามารถคุมขุมอำนาจทางการบินได้โดยเบ็ดเสร็จ
คิดเพลินๆ จนเผลอชนสตรีร่างอรชรสูงโปร่งราว๑๗๗ เิเ นางอยู่ในชุดรัดรูปแดงเข้มเต็มตัว ไหล่และแขนสวมเกราะสีแดงเข้มขอบทองชุดรัดรูปเน้นทรวดทรงองค์เอวด้วยลายเกล็ดอสรพิษ เข็มขัดทองสัญลักษณ์อสรพิษที่โค้งลงมาตามแนวสะโพกช่วยขับเน้นให้ดูกลมกลึงชวนยลใบหน้าสวยงามมีเสน่ห์แต่งแต้มพองามรับกับผมยาวสยายสีน้ำตาลแดง
ปราณจ้องมองเพียงครู่ด้วยความตกตะลึงซึ่งไม่ใช่เื่แปลกเพราะการเยื้องกรายและรูปร่างของนางนั้นทำให้บุรุษน้อยใหญ่ต้องเหลียวมองกันแทบทั้งนั้น
หญิงงามผงะถอยเล็กน้อยด้วยความใเงยหน้าขึ้นประสานสายตาบุรุษรูปงามต่างตกตะลึงในกันและกันจนยืนนิ่งพักหนึ่งท่ามกลางสายตาของชาวบ้านร้านตลาดที่เดินจับจ่ายซื้อของกันช้าลงเพราะต่างก็ตกตะลึงกับความหล่อเหลาและสวยสะพรั่งของทั้งสอง
“เออ...ข้า...ข้าขออภัยแม่นางด้วย...คิดอะไรเพลินไปหน่อยจนไม่ได้มองทาง”
ปราณโค้งให้น้อยๆแล้วก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยจึงเงยมองหน้าย่นคิ้วอีกครั้ง ทว่าหญิงงามร่างอรชรกลับปั้นหน้าบึ้งกำหมัดแน่นแล้วตำหนิปราณ
“เ้าเซ่อ...เดินยังไงให้ชนข้า?...ทางเดินก็ออกกว้างขวาง...คิดจะลวนลามข้าหรือ?”
“ข้าว่าต้องเป็เช่นนั้นแน่ๆค่ะคุณหนู!...ดูสายตาที่จ้องมองคุณหนูสิคะ! จ้องมองยาวนานราวกับจะกลืนกินเสียอย่างนั้น!”
หญิงสาวนางหนึ่งที่แต่งกายในโทนสีแบบเดียวกับภุชโคแต่ชุดที่สวมใส่ไม่สวยงามเท่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับปราณ มองดูกิริยาอาการก็รู้ว่าเป็คนสนิทที่คอยติดตามรับใช้
นางโพล่งขึ้นเบ้ปากจ้องมองปราณด้วยสายตาเหยียดหยามนางคอยประจบสอพลอนึกคิดเออออไปเองโดยมั่นใจว่าคุณหนูของนางนั้นสวยงามกว่าหญิงใด