หนิงหลงเข้าใจและทันความคิดของเขาที่สุดความจริงคือเขาตั้งใจปล่อยให้เ้าพังพอนหนีไปใครจะอยากต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับหกกันเล่า เขาต้องแสร้งทำเป็เหนื่อยอ่อนจากการต่อสู้นางจ้องมองก่อนจะปล่อยผ่านไปอย่างไม่สนใจ
“หากเ้าฆ่ามันเสียเ้าจะได้มุกของมันที่สามารถป้องกันสัตว์อสูรประเภทงูพิษได้ทั้งหมดน่าเสียดายเ้ายังคงใจอ่อนเช่นเดิม”
“เ้าทำไมพึ่งบอกยามนี้เล่าหงอี้เ้าตามไปฆ่ามันเลย”
เหวินปิงฉีเงื้อมือทุบลงไปบนไหล่ของเ้าอ้วนด้วยแรงที่ไม่น้อยหลังจากได้ยินสิ่งที่เ้าอ้วนกล่าวออกมา ดีแต่สั่งไม่ออกแรงมันน่าซัดให้น่วมนัก(เหวินปิงฉีคิดในใจ)
“ช่างเถอะๆ ลองเดินดูที่นี่เป็ที่จำศีลของมันมานับพันปี อาจมีของดีอะไรเหลืออยู่บ้างก็ได้”
เหวินปิงฉีและหลีเหยียนฉือเดินเข้าไปค้นหาสิ่งของตามจุดต่างๆส่วนฟ่านหงอี้ทรุดตัวนั่งลงพิงก้อนหินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หลับตาลงไม่สนใจสหายทั้งสองว่าจะได้สิ่งใดกันมาบ้าง
หนิงหลงมองดูเขาก่อนจะเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าในตอนที่เขาติดตามนางท่องเที่ยวอยู่หลายปีไม่มีสักครั้งที่ขัดใจนางเหตุใดครั้งนี้นางบอกให้จัดการเ้าพังพอนั์เสีย เขากลับไม่ยอมทำตาม
“เ้าเป็อันใด”
“ข้าไม่เป็อันใด”
พูดจบฟ่านหงอี้ก็หันหน้าไปทิศตรงข้ามกับที่นางยืนอยู่เจอหน้ากันนางก็เอาแต่สั่งๆๆ เขาเองก็อยากคุยกับนางดีๆ เช่นกันจะว่าเสียใจก็เสียใจจะว่าหดหู่ก็หดหู่ นางไม่ได้มีอาการยินดีที่ได้พบหน้ากับเขา สนใจเพียงว่าเขาก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมไหมเท่านั้น
หนิงหลงมองเ้าเด็กน้อยที่ยามนี้ร่างกายเจริญเติบโตจนเป็บุรุษหนุ่มที่ไม่อัปลักษณ์เลยสักนิดท่าทางของเขาแปลกกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นนางสงสัยว่าเป็เพราะเหตุใดหรือจะได้รับาเ็ถามแล้วก็ไม่มีาแเช่นนั้นคืออันใดกัน
“เ้าเป็อะไร"
“ข้าไม่ได้เป็อันใด”
“เ้าแน่ใจ”
“แน่ใจ”
"…"
“หงอี้เ้าดูพวกข้าได้มุกของสัตว์อสูรมาหลายชิ้น ทุกชิ้นมีระดับสี่หรือห้าทั้งนั้น”
เสียงของเ้าอ้วนหลีเหยียนฉือแทรกเข้ามาทำให้บรรยากาศที่ดูอึดอัดจางหายไปนางหันหน้าเดินห่างออกไปยืนเพียงลำพังเช่นเดิมส่วนเขาหันไปมองผู้ที่ส่งเสียงพร้อมทั้งยื่นมุกหลากสีหลายชิ้นในมือทั้งสองข้างมาให้เขาดูมันมีสีสันแตกต่างกันแสดงว่าเ้าพังพอนั์เลือกกินสัตว์อสูรที่มีระดับสี่ขึ้นไปเท่านั้นด้านหลังเหวินปิงฉีเดินตามมาช้าๆ ดูเหมือนก็ได้ของติดมือกลับมาเช่นกัน
“หากพวกเ้าสองคนสำรวจเรียบร้อยแล้วพวกเราควรออกไปทำภารกิจที่ได้รับมาจะดีกว่า”
“ข้าแค่เก็บพวกของเหล่านี้ลงห่อผ้าก็เสร็จเรียบร้อยออกไปได้ทันที”
“ข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับไปที่สำนักของเหล่านี้พวกเราแบ่งเท่าๆกันนะ”
“อืม แล้วแต่พวกเ้า”
เหวินปิงฉียามกับหลีเหยียนฉือเดินออกไปมีเสียงพูดคุยกันด้วยความเบิกบานเล่าถึงของมีค่าที่ได้ติดไม้ติดมือกันไปทั้งสองคนมีเพียงฟ่านหงอี้ที่นิ่งเงียบอารมณ์ดูจะไม่ดีเท่าไหร่นักส่วนหนิงหลงยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม
“ฮ่าฮ่าๆในที่สุดก็ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเสียที”
“นี่มันยามใดกันแล้ว”
“เ้าอ้วนถูกลากลงไปยังมีแสงสว่างแต่ยามนี้ดวงจันทร์ตั้งตรงศรีษะแล้วน่าจะยามจื่อแล้วกระมัง”
“พวกเราควรไปทางใดต่อกันดี”
“ข้าว่าพวกเราหาจุดที่ปลอดภัยแวะพักผ่อนก่อนดีกว่าหงอี้เองก็พึ่งต่อสู้มาควรจะปรับลมปราณในร่างกายให้ปกติเสียก่อนและข้าก็รู้สึกหิวแล้วด้วย”
“พูดจนจบที่แท้ก็เพราะเ้าหิวแล้วชิ”
“ปิงฉีหรือว่าเ้าไม่รู้สึกหิว”
“เลิกทะเลาะกันได้แล้วพวกเ้าเอะอะอะไรก็เป็ต้องทะเลาะกันทุกที”
“พวกเ้าหยุดเดินก่อนข้าจะหาแหล่งน้ำก่อน”
เหวินปิงฉีที่มีธาตุประจำตัวเป็น้ำขอเวลาที่จะค้นหาน้ำสำหรับดื่มกินเพียงชั่วก้านธูปเดียวเขาก็บอกกับทุกคนให้เดินไปทางทิศตะวันออกเพื่อเลือกจุดที่พักที่ไม่ไกลจากลำธารน้ำมากนัก
“เ้าว่าเ้าพังพอนั์นั่นจะตามมาทำร้ายเราอีกไหม”
“ก็ขึ้นกับว่าของที่เ้านำออกมาจากถ้ำมันมองว่าเป็ของเ่าั้สำคัญสักเพียงใด”
“ถ้างั้น…”
“ถ้าสำคัญกับมันมากมาก็อาจจะตามมาฆ่าเ้าก็ได้นะ”
“ไม่ต้องมาหลอกข้าเลยข้าไม่เชื่อพวกเ้าสองคนหรอกนะ”
“คืนนี้ก็ดึกมากแล้วพวกเรากินอาหารแห้งที่พกติดตัวมาเถอะ”
เหวินปิงฉีเสนอขึ้นมาเ้าอ้วนก็พยักหน้าเห็นด้วยทั้งสองเลือกจุดที่ตนจะพักผ่อนได้แล้วหลังจากก่อกองไฟให้ความอบอุ่นก็นำอาหารแห้งออกมากินกันฟ่านหงอี้เดินหายไปทางลำธารเดินกลับมาพอดีในมือมีปลาตัวใหญ่หลายตัวที่ถูกชำแหละพร้อมทั้งเสียบไม้กลับมาเรียบร้อย หลังจากทั้งสองกินอิ่ม
“เ้าไปจับปลาในยามมืดเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ”
“ปลาตัวใหญ่!เ้าทำได้ยังไงกันเนี่ย ว่าแต่มีส่วนของข้าด้วยใช่ไหม”
“ไม่มีพวกเ้ากินอิ่มแล้วนี่”
“แต่ข้ายังกินได้อีก”
“ข้าไม่ได้จับมาให้เ้ากิน”
“เ้าไม่ได้จับมาให้พวกข้าแล้วเ้าจับมาให้ใครอย่าบอกนะว่าจับมาให้นางคนเดียว ลำเอียงเกินไปแล้ว”
เสียงของสหายทั้งสองบ่งบอกความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้สนใจว่าฟ่านหงอี้ใช้วิธีการใดในการจับปลาเพียงสองเค่อกลิ่นปลาย่างก็ลอยหอมยั่วน้ำลายยิ่งนักปลาที่ย่างสุกสามตัวแรกสองคนเอื้อมมือมาเตรียมจับจองตัวที่อวบอ้วนแต่ยังช้ากว่าฟ่านหงอี้ที่หยิบไว้ทั้งสามตัวก่อนจะเดินไปส่งให้หนิงหลงสองคนที่แย่งไม่ทันก็หันไปสนใจพลิกปลาไปมาเพราะยังมีปลาอีกหลายตัวที่กำลังจะสุก
“หนิงหลงท่านทานเสียหน่อย นานแล้วที่ข้ามิได้ย่างปลาให้ท่านได้ชิม”
มือเรียวขาวยืนออกมารับปลาไปจากเขาเพียงหนึ่งตัวก่อนจะค่อยๆแกะหนังที่กรอบออกแล้วค่อยๆฉีกเลาะเนื้อปลากินโดยฟ่านหงอี้เองก็นำปลาอีกสองตัววางบนใบไม้ขนาดใหญ่ที่เก็บมาระหว่างทางจากลำธารแล้วค่อยๆเลาะหนังและก้างปลาออกก่อนจะนำไปวางไว้เบื้องหน้านางเสียงเ้าอ้วนะโเรียกให้เขารีบกลับไปกินปลาที่เหลือ
“หงอี้ปลานี่เนื้อหวานมาก เ้ารีบกลับมากินกับพวกเรา มันสุกหลายตัวแล้ว”
เ้าอ้วนสมเป็เพื่อนกินเสียเหลือเกินยามมีของกินต้องกินร่วมกันปลาทั้งหมดถูกย่างจนสุกสหายทั้งสองยังรอเขาไม่ได้เริ่มกินไปก่อนทั้งที่เ้าอ้วนผู้ที่ชื่นชอบการกินน่าจะลงมือโดยไม่รอเขาเสียอีกเอ่ยขอตัวกับหนิงหลงเบาๆก่อนจะลุกกลับไปนั่งลงกินปลาพร้อมกับทั้งสองคนแต่สายตายังคงเหลือบมองนางเป็ระยะ
“เ้าเอาสองตัวนั่นไปไหน”
“ของหนิงหลง”
“ฮ้า เมื่อครู่เ้าเอาไปสามตัว นี่อีกสองอย่าบอกนะว่านางสามารถกินได้ห้าตัว”
“เ้าอ้วน กินไปเลยยุ่งอะไรกับคนอื่น”
เมื่อนางกินหมดฟ่านหงอี้ก็ลุกขึ้นถือไปให้นางอีกสองตัวแค่สามตัวจะให้นางอิ่มได้อย่างไรแต่ชายหนุ่มอีกสองคนถึงกับตกตะลึงสาวงามที่พวกเขาเห็นสามารถกินปลาได้คราวละห้าตัวใหญ่ๆนี่ช่างเปิดหูเปิดตาเสียนี่กระไร
รุ่งขึ้น ยามเหม่าพวกเขาทั้งหมดก็เตรียมตัวพร้อมเริ่มออกเดินไปหาเป้าหมาย“อสูรเขี้ยวแก้ว(อสูรขั้นสาม) ส่วนจะนำกลับไปแบบที่ได้รับมอบหมายมานั้นเป็เื่ที่ต้องดูหลังจากเจอเป้าหมาย
“พวกเราควรไปดูแถวบริเวณที่มีน้ำตกอสูรเขี้ยวแก้วมักชอบอยู่ที่ชื้นแฉะ”
“ครั้งนี้ให้พวกเราสองคนแสดงฝีมือบ้างหงอี้เ้าอยู่เฉยๆ ค่อยดูให้ดีข้าก็มีฝีมือเช่นกัน”
“เงียบไปเลยเ้าอ้วนวันๆเอาแต่นึกถึงสาวๆ ไม่ใส่ใจฝึกฝนข้าจะดูเ้าวิ่งหนีได้ไวแค่ไหน”
เหวินปิงฉีที่เดินอยู่หน้าเ้าอ้วนอดที่จะพูดขัดขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ไปเอาความมั่นหน้าจากที่ไหนมากล้าออกปากให้คนฝีมือสูงที่สุดในกลุ่มยืนดู
“ทำไมข้าก็มีดีของข้าเหมือนกันนะ”
หลีเหยียนจือสะบัดหน้าเชิดขึ้นแน่นอนฝีมือตนด้อยกว่าฟ่านหงอี้แต่ของดีในมือที่ใช้เงินซื้อหาได้ย่อมมีมากกว่าแน่นอนเขามั่นใจในข้อนี้มากเพราะั้แ่รู้จักกันอีกฝ่ายมักกินอยู่อย่างเรียบง่ายทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็แสนธรรมดาส่วนเขาคุณชายใหญ่ที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองเห็นข้าวของที่ถูกใจไม่เคยไม่ได้ในตัวยามนี้มีของที่เขามั่นใจว่าใช้กับอสูรเขี้ยวแก้วได้แน่นอน
เดินมาได้ชั่วยามกว่าเหวินปิงฉีก็สามารถสืบเสาะหาทิศทางของน้ำตกที่มีเพียงแห่งเดียวในป่าอสูรหลังจากเดินขึ้นมาบนหุบเขาด้านในพวกเขาก็เริ่มััได้ถึงความชื้นที่เพิ่มมาขึ้นในอากาศทำให้ไม่เหนอะหนะตัวแล้วทั้งต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างก็ล้วนดูอวบอิ่มไม่เหลืองเหี่ยวแห้งเช่นป่าด้านนอกยิ่งเข้าไปใกล้น้ำตกอากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น
“ข้าอยากอาบน้ำจะเล่นน้ำให้หายเหนียวตัวเลยทีเดียว”
“ที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับกลางเ้ายังกล้าคิดจะลงไปเล่นน้ำข้าจะค่อยดูว่าเ้าจะมีสภาพอย่างไร”
“ปิงฉีทำไมข้ารู้สึกว่าเ้าค่อยหาเื่ข้ากันนะ เ้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ข้าแค่รู้สึกหมั่นไส้เ้าก็เท่านั้นไม่มีอย่างอื่น”
เสียงน้ำตกดังซู่ซ่า ค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้ทั้งสามคนอดที่จะตกตะลึงไม่ได้สายน้ำสีขาวไหลจากหน้าผาที่ต้องเงยหน้าคอตั้งตรงจึงมองเห็นจุดสูงสุดที่ไกลลิบเบื้องบนตกลงมากระแทกพื้นน้ำเบื้องล่างมีละอองน้ำกระเด็นไปทั่วจนมองเห็นสายรุ้งงดงามชะง่อนหินด้านข้างธารน้ำตกที่ไหลลงมามีดอกไม้ป่าขึ้นเป็กระจุกเล็กๆหลากสีผีเสื้อตัวขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือบินไปมาหลายตัวเบื้องล่างเป็ธารน้ำที่ใสเกือบมองเห็นด้านล่างมีฝูงปลาว่ายไปมา
“สถานที่สวยงามเช่นนี้ไม่น่าเชื่อจะพบอยู่ในเขตป่าอสูร”
“นั่นสิงดงามและดูสงบร่มรื่นจนแค่เห็นก็ใจเบิกบานแล้วที่นี่จะมีอสูรเขี้ยวแก้วอาศัยอยู่จริงหรือ”
ฟ่านหงอี้ให้โอกาสเ้าอ้วนในการแสดงฝีมือโดยการผลักไปบนไหล่ด้านหลังอย่างแรงทำให้ร่างอวบอ้วนที่ไม่ได้ตั้งหลักพุ่งออกไปข้างหน้าผ่านเหวินปิงฉีไปแบบงงๆแต่ก่อนที่เขาจะตกลงไปในน้ำใบหน้าอ้วนกลมดูเหมือนกระแทกกับกำแพงที่มองไม่เห็นก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงลงพื้นด้วยท่าทางแสนตลก
“ฮ่าฮ่าๆ”
นี่เป็เสียงหวานๆใสดังเสียงกระดิ่งดังขึ้นในรอบสองวันที่เดินทางร่วมกันมาสองหนุ่มเอี้ยวตัวไปมองร่างบางที่เดินที่อยู่ด้านหลังลำพังก่อนจะหันหน้ากลับมาดูเ้าอ้วนที่พยายามลุกขึ้นแล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่ฟ่านหงอี้