2 อาทิตย์ต่อมา
เสียงจอแจบริเวณหน้าโรงเรียนในวันเปิดภาคเรียนเทอมสองอัดแน่นไปด้วยผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่มารอส่งลูกๆ หลานๆ โรงเรียนมัธยมตงซานแห่งนี้เป็โรงเรียนรัฐบาลที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองบี มีความโดดเด่นทั้งด้านการเรียนและด้านกิจกรรม
เส้นทางมาโรงเรียนอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านที่รุ่ยฉีอาศัยมากนักและแม่ของเธอยังสามารถขับสกูตเตอร์ไฟฟ้ามารับมาส่งเธอได้ในทุกวัน รุ่ยฉีถอดหมวกกันน็อคส่งคืนให้แก่เจียงหลิน
“ถ้าหากว่าลูกถูกกลั่นแกล้งอีกต้องรีบวิ่งไปบอกคุณครูนะ รู้ใช่มั้ย?”
เจียงหลินกล่าวกับลูกสาวอย่างเป็กังวล เธอกลัวว่าลูกสาวจะไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ครูใหญ่เคยรับปากเอาไว้
“แม่วางใจเถอะหนูจะดูแลตัวเอง แม่เองก็ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ” รุ่ยฉีตอบกลับเสียงเรียบ
เจียงหลินทำงานเป็ผู้จัดการร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองบี ในทุกเช้าเธอจะขับรถมาส่งลูกสาวและก็จะมารับกลับบ้านพร้อมกันใน่เย็น แม้ว่าเจียงหลินจะเป็ถึงลูกสาวของท่านผู้เฒ่าหลิวผู้ที่มีอิทธิพลมากในเมืองเอ แต่เธอก็เป็ได้แค่เพียงลูกสาวที่ถูกคนตระกูลหลิวหลงลืมเท่านั้น
หลังจากพวกเขาทราบว่าเจียงหลินหย่าขาดกับสามี คนตระกูลหลิวต่างพร้อมใจกันหันหลังให้ตัวร้ายหญิงในทันที เจียงหลินจึงมีเพียงเงินก้อนจากการหย่าร้างมาซื้อบ้านในแถบชนบทและส่วนที่เหลือเธอก็ได้เก็บเอาไว้เพื่อเป็ทุนการศึกษาให้ลูกสาวเล่าเรียนในอนาคต
“งั้นแม่ไปทำงานก่อนนะ”
“อืม”
เจียงหลินมองหน้าลูกสาวที่มีนิสัยเปลี่ยนไปก่อนจะค่อยๆ ขับสกูตเตอร์ไฟฟ้าจากไป
รุ่ยฉีพอจะปรับตัวให้เข้ากับโลกของนิยายมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เธอพบว่าที่นี่มีของทุกอย่างเหมือนโลกแห่งความเป็จริงทุกประการไม่เว้นแม้แต่ชื่อของเมืองหลวงหรือแม้แต่แอปพลิเคชันวี่ป๋อ
่วันหยุดปิดเทอมรุ่ยฉีอยู่กับกองหนังสือเรียนเสียส่วนใหญ่ เธอใช้เวลาอ่านทบทวนบทเรียนทั้งหมดของเด็กมัธยมและก็ใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งอาทิตย์ในการหาข้อมูลตัวละครเอกทั้งหมดบนเว็บไซต์
ตามจริงแล้วเกรดเฉลี่ยของเด็กรุ่ยฉีไม่ถือว่าต่ำแต่อยู่ในระดับกลางๆ ตอนรุ่ยฉีเป็เด็กเธอถูกวัดค่าความเป็อัจฉริยะได้ไอคิวถึงสองร้อยั้แ่อายุสิบขวบ เธอเรียนจบโรงเรียนมัธยมชั้นนำและยังจบจากมหาลัยวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกคอมพิวเตอร์
หลังจากเรียนจบเธอก็ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศและกลับมาทำงานให้กับกองทัพ ซึ่งเป็หน่วยงานรักษาความมั่นคงของโลกไซเบอร์ เธอมีหน้าที่ควบคุมคัดกรองข่าวสารและป้องกันแฮ็กเกอร์สายลับต่างชาติที่้าสืบข้อมูลลับภายในประเทศ
รุ่ยฉีใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตไปกับการสร้างความมั่นคงพัฒนาซอฟต์แวร์ทางอินเทอร์เน็ตให้กองทัพ เธอใช้ชีวิตอย่างคนไร้จุดหมายมาเกือบยี่สิบปี ตื่นมาเพื่อกินและพัฒนาซอฟต์แวร์หน้าคอมพิวเตอร์ รุ่ยฉีใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยจนได้ค้นพบว่าวิธีรักษาอาการไร้จุดหมายของเธอคือการได้อ่านนิยายแนวแฟนตาซี
เธอเสพติดการอ่านนิยายมากแต่ใครเล่าจะไปคิดว่าวันหนึ่งเธอได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตัวเองพึงด่าไปเสียเอง รุ่ยฉีทั้งตื่นเต้นและประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่นึกเสียใจสักนิดที่ตัวเองต้องมาติดอยู่ในโลกแห่งนิยายที่ตัวเองเกลียดเพราะอย่างน้อยเธอก็จะได้ดัดนิสัยชั่วร้ายของเหล่าตัวเอกพวกนั้น
เมื่อเด็กสาวเดินมาถึงห้องเรียนพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ รุ่ยฉีไม่สนใจสายตาแปลกประหลาดของคนในห้องด้วยซ้ำ เธอเลือกที่จะนั่งโต๊ะริมหน้าต่างของห้องเรียนเพราะ้ารับลมเย็นในฤดูหนาว
ความหนาวทำให้รุ่ยฉีรู้สึกว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ นั้นเป็สาเหตุที่คนในหน่วยงานต่างตั้งฉายาให้เธอชื่อว่า'ราชินีน้ำแข็ง'
“มาแล้วเหรอ!”
เด็กสาวกลุ่มหนึ่งได้เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของรุ่ยฉี
“ตลอดปิดเทอมพวกฉันต้องถูกลงโทษให้มาทำความสะอาดโรงเรียนเพราะเธอ!” หัวโจกของกลุ่มกล่าวเสียงแข็ง
“ใช่ เธอทำให้ซินจู่ของพวกเราต้องมาทำงานตลอดปิดเทอม เธอสำนึกได้หรือยัง!”
รุ่ยฉีค่อยปะติดปะต่อเื่ราวอีกครั้ง เด็กน้อยรุ่ยฉีคนนี้มักจะไม่มีเพื่อนคบเพราะหน้าตาที่งดงามโดดเด่นออกมามากกว่าคนในห้อง เธอมักจะถูกความไม่พอใจและถูกข่าวลือไม่เป็ความจริงเข้าเล่นงานอยู่ตลอด นั้นยิ่งทำให้เพื่อนในห้องไม่ยินดีจะช่วยเหลือเธอแม้แต่คนเดียว
เธอคิดเอาไว้อยู่แล้วว่านิยายเื่นี้มีแต่พวกประเภทป่วยจิต ฉะนั้นพวกเขาสมควรต้องถูกดัดสันดานความประพฤติอย่างเร่งด่วน
“เธอรังแกฉันสมควรแล้วที่ต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่หรือไง?” รุ่ยฉียิ้มเย็นพลางกระตุกยิ้มมุมปาก
“แกว่าไงนะ!” หลานซินจู่ขบฟันแน่น เธอเป็ถึงลูกสาวของผู้มีอำนาจในเมืองบีไม่เคยมีใครกล้าเถียงเธอมาก่อน
กลุ่มของเด็กนักเรียนในห้องต่างมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของรุ่ยฉีอย่างประหลาดใจ
“เธอรู้หรือเปล่าว่าการผลักคนตกน้ำให้ฤดูหนาวมันทรมานแค่ไหน เดิมทีเื่ทำร้ายร่างกายควรถึงหูของเ้าหน้าที่ตำรวจแต่ทว่าอาจารย์ใหญ่เห็นว่าพวกเธอยังเด็กจึงขอแม่ของฉันเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าพวกเธอทุกคนคงไม่สำนึกสิ่งที่ทำลงไปเลยสินะ”
เหล่านักเรียนในห้องที่ได้ยินต่างคิดไปต่างๆ นานา พวกเขาพอรู้ว่ารุ่ยฉีมักถูกซินจู่กลั่นแกล้งอยู่บ่อยๆ แต่ครั้งนี้รุ่ยฉีหายหน้าหายตาไปหลายวัน ไม่คิดว่าจะถึงขั้นถูกผลักตกน้ำในฤดูหนาวอันหฤโหดเช่นนี้
นักเรียนในห้องรู้กันดีว่าพ่อของซินจู่มีอิทธิพลมากในเมืองนี้จึงไม่ค่อยมีใครให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกรังแกมากนัก หากเป็ไปได้พวกเขาทุกคนก็ต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
“แกตกลงไปเองต่างหาก!” เพื่อนในกลุ่มของซินจู่เถียงกลับพร้อมกับเบ้ปากเล็ก
“พวกเธอผลักฉันต่างหาก! คนตกปลาแถวนั้นต่างเป็พยานได้หากไม่มีเขาฉันคงตายไปนานแล้ว ถ้าหากฉันตายรู้มั้ยว่าพวกเธอจะต้องติดคุกตามกฎหมายสูงสุดของรัฐบาลไม่เว้นแม้แต่คำว่าเยาวชน”
กฎหมายในประเทศถือว่ารุนแรงมากพวกเขาไม่สนใจว่าจะเป็เด็กเล็กหรือเยาวชน คนที่ทำผิดจะต้องถูกรับโทษติดคุกตามกฎหมายเช่นกัน
กลุ่มเด็กสาวลูกน้องของซินจู่เมื่อได้ยินคำขู่ต่างวิตกกังวลและหวาดกลัวแทน พวกเธอเป็เพียงเด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เท่านั้น เมื่อเห็นว่าซินจู่มีอำนาจเงินตรามากมาย พวกเธอต่างก็อยากเข้าไปเป็เพื่อนเพื่อยกระดับฐานะของตัวเอง
“ฮึม! แค่กฎหมายจะทำอะไรฉันได้ พ่อของฉันเป็ถึงเศรษฐีแห่งเมืองบีและยังรู้จักกับผู้การใหญ่ของเมืองอีกด้วย อย่างตำรวจกระจอกๆ น่ะหรือจะทำอะไรฉันได้”
“ตำรวจทำอะไรเธอไม่ได้ก็จริงแล้วพวกเพื่อนๆ ของเธอล่ะ เธอคงไม่สามารถช่วยพวกเขาออกมาได้ทุกคนหรอกจริงมั้ย” รุ่ยฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์
“พวกเพื่อนเหรอ ฉันหาเมื่อไหร่ก็ได้ขอแค่มีเงินเสียอย่าง”
วาจาน่ารังเกียจของซินจู่เอ่ยออกมาอย่างไม่ทันคิด ทำให้เหล่าลูกสมุนตัวน้อยที่เคยสมรู้ร่วมคิดในเหตุการณ์ตกน้ำรุ่ยฉีต่างมีสีหน้าซีดเผือด พวกเธอเป็เด็กสาวบ้านจนไม่มีทางที่พ่อแม่พวกเธอจะมีปัญญาประกันตัวออกมาได้แน่
พวกเธอคิดว่าซินจู่คงมีวิธีการช่วยเหลือแต่ในความเป็จริงแล้วซินจู่ก็เป็แค่เพียงคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่งเท่านั้น
“เงินทองและอิทธิพลย่อมมีวันหมดลงเหมือนกับสุนัขแก่ที่วันหนึ่งสุนัขหนุ่มย่อมมาแทนที่”
“อย่าเพ้อเจ้อให้มันมากนัก วันนี้ฉันจะจัดการเธอนังรุ่ยฉี!”
ยังไม่ทันที่ซินจู่จะได้กระชากแขนของรุ่ยฉีอาจารย์ประจำชั้นกลับเข้ามาเห็นเสียก่อน
“ซินจู่เธอจะทำอะไรน่ะ!”
เสียงตะคอกดังลั่นของอาจารย์ทำให้เหล่าเด็กสาวต่างชะงักและค่อยถอยห่างออกจากตัวรุ่ยฉี อาจารย์เซี่ยวเฉินหนึ่งในที่ปรึกษาของห้องจ้องมองร่างของนักเรียนในปกครองเขม็ง
“เธอติดบทลงโทษของฉันอยู่แล้วยังจะกลั่นแกล้งเพื่อนอีก อยากได้บทลงโทษเพิ่มอีกหรือไง!”
“หนูแค่เข้ามาขอโทษเพื่อนเท่านั้นค่ะ” ซินจู่กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยพร้อมกับถลึงตามองเพื่อนในห้องอย่างข่มขู่
“จริงหรือไม่ ตอบ!”
อาจารย์เซี่ยวเฉินเป็คนมีสายตาเฉียบแหลมแค่มองปราดเดียวก็พอจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กพวกนี้ล้วนขี้ขลาดตาขาวหวาดกลัวให้อำนาจที่มองไม่เห็นของพ่อซินจู่
“จะ จริงค่ะ” เด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบหน้าของรุ่ยฉีนักตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เห็นหรือไม่คะครูว่าพวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย ครูเซี่ยวเฉินคิดมากเกินไปแล้ว”
“ก็ดี พวกเธอกลับไปนั่งที่เสียฉันจะได้แนะนำคาบโฮมรูมเสียที”
“ตั้งใจเรียนเข้าล่ะรุ่ยฉี” ซินจู่กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะเปรยตามองรุ่ยฉีเล็กน้อยพร้อมเดินจากไป
“แน่นอน” รุ่ยฉียิ้มตอบกลับอย่างเฉยเมย
เดิมทีสังคมการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่มักมีให้เห็นทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ไม่เคยจัดการปัญหาพวกนี้ได้จริงจังสักที ท้ายที่สุดเด็กที่ถูกรังแกก็จะต้องย้ายโรงเรียนแถมยังมีปมด้อยหวาดกลัวต่อการเข้าสังคมอีกด้วย
รุ่ยฉีไม่ได้รู้สึกโกรธเกลียดพวกเด็กน้อยผู้หลงทางพวกนั้นแม้แต่น้อย เธอออกจะสงสารเสียด้วยซ้ำที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการกระทำที่เลวร้ายพวกนั้นได้
อ่า..เห็นทีว่าฉันคงต้องขอยืมคอมพิวเตอร์จากห้องสมุดใช้บ้างเสียแล้ว
++++++++++++++++++