Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 139 ทรัพยากรใหม่ (2)

    ทรัพยากรใหม่ (2)

     

                แม้จะผิดหวังที่ทรายสีทองไม่ใช่ทองคำจริงๆแต่สีสันที่โดดเด่นของมันก็มีค่าน่าสนใจเหมือนกันกัสก็เลยสลัดความผิดหวังทิ้งไปได้อย่างรวดเร็ว

                จากนั้นเขาก็เดินขึ้นเหนือไปเพื่อดูภูเขาหินสีแดงที่โผล่ออกมาด้วยความสนใจแต่ก็ยังไม่พบอะไรที่น่าสนใจนอกจากหินสีแดงที่มีผิวหยาบและเนื้อหินที่มีลวดลายอยู่ในชั้นหิน

                เนื่องจากกัสขาดความรู้ในด้านนี้เขาเลยมองไม่ออกว่ามันมีประโยชน์อะไรเลยไม่ได้สนใจมากเท่าที่ควรนอกจากใช้บันทึกโลกวิญญาณบันทึกภาพของมันไว้อย่างละเอียดเพื่อเอาไปใส่ไว้ในข้อมูลของเขาโดยหวังว่าจะมีใครสักคนรู้จักหรือสนใจติดต่อมาเพื่อทำสัญญาว่าจ้าง

                สุดท้ายก็ไปจบลงที่พื้นที่สีเขียวเล็กๆขนาดราวๆ ครึ่งไร่ที่มีต้นมะพร้าวอยู่หลายต้นซึ่งกัสก็ไม่รอช้าจัดการสอยมะพร้าวลงมาจนหมดก่อนจะลองชิมกับน้องสาวดู ซึ่งก็ได้รสชาติที่หอมหวานที่ดื่มแล้วสดชื่นมากทีเดียวทั้งยังให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่ดื่มลงไป

                เนื้อของมันเองก็กรุบกำลังดีถือเป็นของกินที่มีรสชาติน่าพอใจในระดับหนึ่งส่วนราคานั้นหลังจากลองขายดูก็ได้มา 5 DP ต่อลูกซึ่งก็ถือว่าไม่แพงเท่าไหร่นักหากคิดถึงมูลค่าของผลผลิตที่ได้จากดินแดนย่อย

                หลังจากเดินไปรอบๆและวนกลับมายังสวนผลไม้อีกครั้งกัสกับน้องก็หยุดพักทานอาหารมื้อกลางวันกันก่อน พอตกบ่ายถึงได้เตรียมเสื้อผ้าและออกไปสำรวจดินแดนพายุหิมะกันต่อ

                เป้าหมายแรกสุดของกัสแน่นอนว่าย่อมไม่พ้นหุบเขาด้านในของดินแดนพายุหิมะที่เขาสงสัยมานาน

                ครั้งนี้ดินแดนขยายใหญ่ขึ้นทีเดียว50 ไร่ หากคิดเพียงพื้นที่ที่ขยายออกไป อย่างน้อยที่สุดก็มีอาณาเขตเพิ่มขึ้นมากกว่า50 เมตร ซึ่งน่าจะมีหวังมากแล้วว่ามันจะลงไปถึงจุดหมายปลายทาง

                ขณะที่เดินกัสก็กุมมือน้องสาวเอาไว้ตลอดเพราะเส้นทางมันลาดชันขึ้นทุกขณะและเมื่อเขาเดินลงไปได้ราวๆ20 เมตร กัสก็ยิ้มกว้างเมื่อสังเกตเห็นพื้นราบตรงหน้าซึ่งเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดทางลาด

                ความตื่นเต้นค่อยๆก่อตัวขึ้นมาในใจนำพากัสกับน้องเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีกเล็กน้อยก่อนจะหยุดนิ่งไปหลังจากเดินอ้อมเส้นทางไปเล็กน้อยเพราะตรงหน้าของพวกเขาคือถ้ำที่มีความสูงราว3 เมตรและกว้างราวๆ 4 เมตรแห่งหนึ่ง

                “ถ้ำละ!! รีบเขาไปดูกันเถอะ!!”

                “ค่ะ!”

                สองพี่น้องวิ่งตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจสั้นๆพวกเขาก็ทะลุผ่านเส้นทางที่ยาวไม่ถึงสิบเมตรดีก็ทะลุไปถึงโถงภายในถ้ำที่มีแสงสะท้อนอย่างอ่อนจางรวมไปถึงไอร้อนที่พัดสวนกลับมาปะทะเข้ากับใบหน้าของทั้งสอง

                ความร้อนนี้ทำให้สองพี่น้องหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะก้มลงมองดูแสงสะท้อนเบื้องหน้าและนำเอาตะเกียงเวทมนตร์ออกมาจุดเพื่อเพิ่มแสงสว่าง

                ช่วงเวลานั้นดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อสังเกตเห็นตัวตนที่แท้จริงของแสงสะท้อนด้านหน้า

                “ทะเลสาบใต้ดินงั้นหรือ...แถมยังอุ่นมากด้วย”

                กัสเดินเข้าไปอย่างช้าๆ จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำก็ลองยื่นมือลงไปก่อนจะชักมือกลับมาด้วยความตกใจเพราะอุณหภูมิที่แตกต่างจากที่เขาคิดก่อนจะยื่นมือกลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อสัมผัสกับอุณหภูมิของน้ำ

                “อุ่น..ไม่สิ ร้อนน่าดูเลย เกือบๆ ร้อยองศาได้มั้งเนี่ย”

                ความประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของกัสขณะที่ดึงมือที่เริ่มแดงกลับขึ้นมาอย่างช้าๆก่อนจะสะบัดเบาๆ เพื่อไล่น้ำร้อนทิ้งไป พลางมองเข้าไปในทะเลสาบเพื่อมองหาบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะซ่อนอยู่ภายใน

                ขณะเดียวกันนั้นน้องสาวคนโตที่ยืนอยู่ด้านหลังก็มองดูทะเลสาบเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจเธอลูบใบหน้าของตัวเองเบาๆ ด้วยความรู้สึกร้อนอยู่บ้าง ก่อนจะเดินไปรอบๆและหยุดลงที่ผนังถ้ำที่มีสีสันของโลหะปรากฏขึ้นมา

                “ท่านพี่ค่ะ! ดูนี่สิคะ!”

                กัสหันไปมองทันทีก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

                ภาพที่เขาเห็นคือประกายแสงสะท้อนจากโลหะที่อยู่ในผนังถ้ำซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีของสินแร่ที่ซ่อนอยู่ซึ่งก็หมายความว่าถ้ำแห่งนี้มีสภาพเป็นดังเหมืองแร่ ไม่ใช่ถ้ำธรรมดา

                แต่หลังจากสำรวจพื้นที่ไปรอบๆกัสก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่าพื้นที่มันแคบเกินไปเพราะถูกทะเลสาบใต้ดินเบื้องหน้าครอบครองพื้นที่ไปจนเกือบหมดทำให้พื้นที่ว่างภายในโถงถ้ำเหลือเพียงไม่กี่ตารางเมตรเท่านั้น

                หากมองดูจากสภาพแวดล้อมที่เป็นแบบนี้มันคงจะยากน่าดูหากจะบอกว่ามันคือเหมืองแร่

                ‘ทำไมมันดูแปลกๆ แบบนี้ละ ความสูงของโถงถ้ำก็สูงแค่ 5เมตรเศษๆ เท่านั้น ความกว้างก็แค่ 10 เมตรโดยประมาณ นี่มันเหลือพื้นที่ไม่ถึง 1ส่วนเองนะ’

                กัสมองดูพื้นที่บนฝั่ง จากนั้นมองลงไปยังทะเลสาบใต้ดินแล้วยกมือขึ้นมาพลางร่ายเวทเบาๆจนเกิดเป็นดวงแสงสีขาวนวลตาขึ้นมาบนฝ่ามือก่อนจะโยนมันลงไปในน้ำ

                วินาทีนั้นดวงตาของสองพี่น้องก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเงาขนาดใหญ่อยู่ใต้น้ำเงาที่ดูเหมือนกับก้อนหินแต่กลับลอยอยู่ในน้ำราวกับปลา

                ภาพนั้นคงอยู่ราวๆสิบวินาทีจึงทำให้กัสพอจะมองเห็นลักษณะของมันได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นปลาที่มีส่วนหัวขนาดใหญ่และดูขรุขระ

                “ท่านพี่ค่ะ! เมื่อครู่นี้มัน..ปลาหรือคะ”

                “ใช่..ดูเหมือนจะเป็นปลา..แต่ตัวมันใหญ่น่าดูเลยทีเดียว”

                ขณะที่พูดกัสก็ลอบปลดปล่อยพลังออกมาอย่างช้าๆเพื่อสร้างเป็นหัวสิงโตสีดำออกมาหัวหนึ่งจากนั้นส่งมันลงไปยังเป้าหมายที่มองเห็นได้ก่อนหน้านี้

                พริบตานั้นทะเลสาบเบื้องหน้าก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก่อนที่หัวสิงโตสีดำจะกลับขึ้นมาจากในน้ำและนำปลาตัวโตกลับมาพร้อมกับมันด้วย

                หัวสิงโตที่บวมใหญ่เพราะอมปลาที่มีขนาดใหญ่เกือบ1 เมตรเอาไว้ก็คายมันออกมาบนพื้นดินแล้วสลายหายไปทันทีเหลือไว้เพียงปลาที่มีรูปร่างแปลกๆตรงหน้า

                ปลาที่นอนอยู่นั้นไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอย่างที่เขาคิดเอาไว้มันเพียงนอนนิ่งๆและขยับครีบขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างตัวไปมาอย่างอ่อนแรง ขณะที่ส่วนหัวนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวเลยแถมยังมองหาดวงตาของมันไม่เจออีกด้วย

                ยิ่งมองดูกัสก็ยิ่งสงสัยจนอดไม่ได้ที่จะเปิดบันทึกโลกวิญญาณออกมาดูเพื่อมองหาปลาที่มีรูปร่างคล้ายๆกับปลาตัวนี้จากรายการเมนูอาหารของนายหญิง

                อึดใจเดียวรายการที่ค้นหาก็ปรากฏขึ้นและทำให้กัสทึ่งกับผลลัพธ์จากการค้นหาของเขา

                ‘เมนูปลาเปลือกแร่สุดพิเศษ เมนูสำหรับเผ่าหนอนโลหะโดยเฉพาะ’

                แม้ว่าบันทึกฉบับนี้จะมีเพียงเมนูอาหารที่ไม่ได้มีข้อมูลของปลาตัวนี้มากนักแต่อย่างน้อยมันก็บอกชื่อของปลาซึ่งทำให้กัสตกตะลึงมากทีเดียวเพราะมันบอกว่านี่คือปลาที่เป็นโลหะซึ่งสามารถนำไปทำเป็นเมนูอาหารของเผ่าหนอนกินแร่ได้

                กัสมองภาพในบันทึกสลับกับภาพตรงหน้าก่อนจะยอมรับว่ามันเป็นปลาชนิดเดียวกันจริงๆ

                ส่วนหัวที่ใหญ่และมีผิวที่ขรุขระแตกต่างจากปลาทั่วไปที่จะมีเกล็ดและผิวที่เรียบลื่นนอกจากนั้นบริเวณร่างกายของมันยังมีลักษณะเหมือนหินมากกว่าสิ่งมีชีวิต

                สัมผัสที่ได้รับคือความร้อนลวกและความแข็งของหินแร่แถมยังสามารถมองเห็นลวดลายที่มีประกายคล้ายกับสินแร่ในถ้ำอยู่บริเวณลำตัวของมันอีกด้วย

                กัสลูบไปตามลำตัวของมันอย่างช้าๆก่อนจะหยิบมีดออกมาเล่มหนึ่งแล้วทิ่มลงไปยังจุดที่บันทึกบอกเอาไว้เกี่ยวกับวิธีการจัดการกับปลาเปลือกแร่

                สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนจะเพิ่มแรงให้มากขึ้นหลังจากพบกับแรงต้านที่ทำให้เขากดมีดลงไปไม่ได้ จนกระทั่งคมมีดจมลงไปในตำแหน่งที่บันทึกจากนั้นลากมีดไปตามแนวอย่างยากลำบากพอสมควรจนกระทั่งสามารถแยกส่วนหัวออกจากลำตัวส่วนล่างของมันได้

                ลมหายใจของกัสเร่งร้อนขึ้นเล็กน้อยใบหน้าเองก็มีเหงื่อซึมออกมาจากความร้อนทั้งจากความร้อนที่เกิดจากการใช้กำลังและความร้อนอบอ้าวภายในถ้ำที่มาจากทะเลสาบด้านหน้า

                กัสแยกส่วนหัวออกไปอีกด้านหนึ่งก่อนจะหยุดชะงักไปเล็กน้อยในตอนที่เขาขยับมันเพราะน้ำหนักของส่วนหัวที่มากผิดปกติ

                แตกต่างจากลำตัวส่วนล่างที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่มกว่าเช่นเดียวกับลำตัวส่วนบนที่มีลักษณะเป็นเปลือกแข็งที่มีความแข็งพอๆกับส่วนหัวของปลา

                เมื่อแยกส่วนมันออกมาแล้วกัสก็เห็นสิ่งที่ดูคล้ายก้อนกรวดอยู่ภายในท้องปลา ก้อนกรวดที่มีสีสันสดใสราวกับอัญมณีดิบซึ่งทำให้กัสนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

                “ท่านพี่..นี่มันอะไรกันค่ะ..ไข่ปลาหรือคะ”

                “ไม่ใช่..นี่คือ..อัญมณีที่ก่อตัวในท้องปลา ปลาตัวนี้แทบจะไม่มีเนื้อให้พวกเรากินเลยร่างกายส่วนใหญ่ของมันเป็นสินแร่ มีเปลือกเป็นหินและสินแร่ อวัยวะภายในยังปกติแต่คิดว่าคงกินไม่ได้เพราะมีการปนเปื้อนแร่ธาตุโลหะจำนวนมาก”

                ขณะที่พูดกัสก็มองไปยังทะเลสาบด้านหน้าพลางคิดในใจถึงองค์ประกอบที่ถูกกล่าวเอาไว้ในบันทึกว่าปลาชนิดนี้มักจะอาศัยอยู่ในทะเลสาบบริเวณที่ธารลาวาไหลผ่าน

                “ดูเหมือนว่าปลาชนิดนี้จะเรียกว่าปลาเปลือกแร่มันเป็นปลาที่พวกเรากินไม่ได้..แต่เป็นปลาที่สามารถนำไปถลุงเพื่อเอาแร่โลหะได้..แปลกเป็นบ้าเลยแฮะดันเจี้ยนนี้”

                ฝ่ายน้องสาวพอได้ยินคำอธิบายของกัสก็ตาโตไปเลยทีเดียวเธอมองดูปลาตรงหน้าและมองดูปลาที่อยู่ในน้ำพลางคิดถึงมูลค่าของมันที่ทั้งตัวเป็นโลหะแล้วดวงตาก็ทอประกายขึ้นมา

                “ให้น้องลองตกปลาตัวนี้ได้ไหมคะท่านพี่!”

                “หืม..อยากลองตกปลาตัวนี้ดูหรอ ได้สิ..แต่ปลาพวกนี้มันกินอะไรเป็นอาหารพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                พอได้ยินแบบนั้นเด็กสาวก็นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะมองดูปลามองดูสินแร่ที่อยู่ตรงผนังและพริบตานั้นดวงตาของเธอก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะเดินไปตรงผนังถ้ำก่อนจะค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มฝืนๆ แล้วหันมาทางกัสด้วยแววตาร้องขอ

                เห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มขำแล้วเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะยื่นมือออกไปแล้วกดลงอย่างช้าๆจนปลายนิ้วจมลงไปในผนังหินก่อนจะควักเอาก้อนหินที่มีสินแร่ปนอยู่ออกมาก้อนหนึ่ง

                “จะใช่เจ้านี่ตกปลางั้นหรือ คิดว่าจะสำเร็จหรือไงกัน”

                “ค่ะ!! น้องคิดว่ามันต้องสำเร็จหากคิดถึงลักษณะของพวกปลาแล้ว สิ่งนี้น่าจะดึงดูดความสนใจของพวกมันได้บ้าง”

                พูดแล้วเด็กสาวก็ไม่รอให้กัสตอบเธอหยิบเอาคันเบ็ดของเธอออกมาในทันทีแล้วก็นิ่งไปเพราะไม่รู้ว่าตะขอเบ็ดของเธอจะเจาะทะลุปากของปลาชนิดนี้ได้ไหม

                แต่หลังจากนิ่งไปชั่วครู่เธอก็ตัดสินใจเกี่ยวก้อนหินเข้ากับตะขอที่แหลมคมซึ่งเจาะทะลุเข้าไปได้ยากทีเดียวจากนั้นจึงโยนมันลงไปในน้ำ

                เด็กสาววาดหวังอย่างตั้งใจและเฝ้ารออย่างจริงจังทว่าหลังจากผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนทำให้กัสต้องส่งเสียงหาวออกมาเบาๆแล้วหันกลับไปจัดการกับซากปลาที่ยังจัดการไม่เสร็จต่อ

                ระหว่างที่รอคอยกัสก็ตรวจสอบสภาพของปลาตัวนี้ไปพลางๆและแยกส่วนที่เป็นเนื้อนุ่มนิ่มซึ่งเป็นเนื้อของปลากับอวัยวะภายในกับส่วนเปลือกที่แข็งราวกับหินออกจากกัน

                ปลาตัวเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับกัสอยู่แล้วแต่เพราะน้องสาวกำลังพยายามตกปลาอยู่เขาเลยไม่อยากรบกวน

                แต่หลังจากรอต่อไปจนครบชั่วโมงก็ยังไม่มีร่องรอยของการกินเหยื่อมาให้เห็นเด็กสาวก็ดึงคันเบ็ดกลับขึ้นมาด้วยความผิดหวัง

                “เอาน่า..เอาไว้กลับไปหาข้อมูลของมันใหม่บางทีพวกเราอาจจะรู้ว่ามันกินอาหารแบบไหนก็ได้”

                “เข้าใจแล้วค่ะ..ขอโทษที่ทำให้ท่านพี่ต้องรอนะคะ”

                กัสยิ้มน้อยๆ พลางลูบหัวน้องสาวเพื่อปลอบโยนเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะหมุนตัวไปรอบๆเพื่อสำรวจพื้นที่จากนั้นก็ส่งหัวสิงโตสีดำออกไปอีกสิบกว่าหัว

                เพียงอึดใจเดียวปลาเปลือกแร่ก็ถูกเก็บขึ้นมาจากน้ำเกือบสิบตัวก็ไม่สามารถเก็บมันขึ้นมาได้อีก

                “หมดแล้วหรือนี่..มีน้อยแฮะ แต่ว่า..หนักมากตัวหนึ่งหนักราวๆ 100 กิโลกรัมได้มั้งเนี่ย”

                เมื่อคิดถึงน้ำหนักที่มากของมันกัสก็นึกแปลกใจว่าทำไมมันถึงได้ลอยตัวในน้ำได้ราวกับไร้น้ำหนักแบบนั้นแต่ก็เลิกคิดไปเพราะเขามองไม่เห็นความลับอะไรจากมันเลย

                ต่อจากนั้นกัสก็ลองขุดเอาแร่ที่อยู่ตรงผนังถ้ำออกมาจำนวนหนึ่งและใส่กล่องเก็บไปก่อนจะจูงมือน้องสาวที่เดินตามไปด้วยความผิดหวังจนกระทั่งออกไปจนถึงทางเดิมเก่าและเดินไปตามทางที่ทอดยาวไปสู่ทะเลสาบน้ำแข็ง

                ขณะที่เดินผ่านไปนั้นอยู่ๆ กัสก็สูดได้กลิ่นแปลกๆ ที่ลอยมาจากด้านข้างจนต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจพลางสูดดมไม่หยุด ยิ่งพยายามสูดดมกลิ่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องขมวดคิ้วเพราะเขารู้สึกว่ากลิ่นนี้มันแปลกๆ

                “น้องได้กลิ่นอะไรไหม..”

                “กลิ่นหรือคะ..ไม่นะคะ น้องไม่รู้สึกอะไรเลย”

                ได้ยินแบบนั้นกัสก็เริ่มลังเลใจ ก่อนจะบอกให้น้องสาวขยับออกไปด้านข้างสักหน่อยแล้วหลับตาทำสมาธิเพื่อเร่งเร้าประสาทสัมผัสของเขาให้สูงขึ้น

                เพียงช่วงสั้นๆกลิ่นที่สัมผัสได้อย่างเบาบางก็เด่นชัดขึ้นทีละน้อยแต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่ามันเป็นกลิ่นอะไร

                สิ่งเดียวที่กัสบอกได้มีเพียงกลิ่นนี้มันลอยมาจากอีกฟากหนึ่งของหน้าผาที่มีความสูงต่ำกว่าอีกด้านหนึ่งซึ่งกัสมักจะใช้หน้าผาฝั่งนี้เป็นสถานที่ฝึกทักษะ

                ‘จะว่าไปแล้ว..ดินแดนย่อยแห่งนี้เองก็ควรที่จะขยายออกไปเป็นวงกลมเหมือนกันสินะ..หรือจะมีอะไรปรากฏขึ้นอีกฟากของหน้าผานี่’

                พอคิดได้แบบนั้นกัสก็บอกให้น้องสาวหลบออกไปอีกเล็กน้อยจากนั้นสูดลมหายใจเข้าไปเต็มที่แล้วส่งเสียงคำรามออกไปด้านหน้า

                ลำแสงไร้สีพุ่งตรงออกไประเบิดเข้าใส่หน้าผาด้านหน้าจนทะลุกลายเป็นหลุมกว้างราว2 เมตรและมีทรายหินไหลทะลักออกมาเป็นสายจนกัสต้องหยิบกล่องเก็บของออกมาเก็บมันไปจากนั้นก็เจาะทะลวงต่อไปจนกระทั่งมันทะลุไปถึงอีกฟากหนึ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน

                ระยะทางของทางเดินนี้ยาวกว่า180 เมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่กัสไม่มีทางไปถึงได้ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นขยายดินแดนก่อนหน้านี้

                เมื่อเจาะทะลุไปถึงกลิ่นที่แปลกประหลาดก็พัดผ่านมาตามทางเดินที่กัสเจาะทะลุด้วยคลื่นเสียงซึ่งครั้งนี้น้องสาวของเขาก็ได้กลิ่นมันด้วยเช่นกัน

                สองพี่น้องหันมาสบตากันครั้งหนึ่งและพยักหน้าให้กันก่อนจะเดินเข้าไปอย่างรวดเร็วจนทะลุไปถึงอีกฟากหนึ่งก็อึ้งไปชั่วขณะ

                “ว้าว..สุดยอดเลยแฮะ บ่อน้ำพุร้อน..ถึงว่าทำไมกลิ่นมันดูคุ้นๆกลิ่นกำมะถันนี่เอง จะว่าไปทะเลสาบใต้ดินเองก็อุ่นร้อนน่าดู สงสัยแถวนี้จะมีภูเขาไฟจริงๆด้วยแฮะ”

                กัสเดินสำรวจไปรอบๆ ด้วยความสนใจ พลางมองดูพื้นที่ว่างรอบๆบ่อน้ำพุร้อนที่มีอาณาเขตไม่ใช่น้อยจนน่าที่จะสร้างที่อยู่อาศัยเอาไว้

                นอกจากนี้พื้นที่แถมนี้ยังไม่มีพายุหิมะพัดใส่อีกด้วยเนื่องจากรอบด้านโอบล้อมด้วยหน้าผาและมีทางเดินเพียงทางเดียวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของบ่อน้ำพุร้อนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางเดินที่กัสเจาะทะลุเข้ามาพอดี

                เห็นแบบนั้นกัสก็เดินเข้าไปสำรวจด้วยความสนใจก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อพบว่าทันทีที่เดินเข้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว อุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างผิดปกติจนกระทั่งกัสเดินเข้าไปจนสุดดินแดนก็พบเจอกับโถงถ้ำเล็กๆที่มีแท่งหินสีฟ้างอกขึ้นมาจากพื้นดินจำนวนหนึ่ง

                “ไอ้นี่มัน..แร่น้ำแข็ง!! มีมากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย..ไม่เลวเลยแฮะ”

                กัสเดินไปรอบๆ พลางตรวจสอบแท่งหินสีฟ้าอย่างใจเย็นก่อนจะทดลองขุดมันออกมาและเก็บใส่กล่องเพื่อนำไปตรวจสอบว่าแท่งขนาดนี้สามารถขายได้ราคาประมาณเท่าไหร่

                ขณะที่กัสขุดอยู่นั้นน้องสาวที่รออยู่ข้างนอกก็เริ่มสงสัยเลยเดินตามเข้ามาก็ได้เห็นสภาพของเหมืองแร่น้ำแข็งที่กัสกำลังขุดมันอยู่ซึ่งมาพอดีกับที่เขาขุดแท่งหินสีฟ้าแท่งสุดท้ายออกมาพอดี

                “ทำอะไรอยู่หรือคะท่านพี่ เจ้าแท่งหินสีฟ้านั่นคืออะไรหรือคะ”

                “ไอ้นี่นะหรอ ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นแร่น้ำแข็งนะยังไงต้องลองเอากลับไปตรวจสอบอีกสักครั้งก่อนละนะ”

                “งั้นหรือคะ โชคดีมากเลยนะคะเนี่ย เจอทั้งบ่อน้ำพุร้อนแถมยังมีเหมืองแร่อีก..ไหนจะทะเลสาบใต้ดินด้วย”

                “นั่นสินะ โชคดีจริงๆ แต่ก็มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งนะรู้ไหม”

                “ปัญหา..ปัญหาอะไรหรือคะท่านพี่”

                “คนไงละ..ตอนนี้มันยังมีน้อยเพราะยังไม่ได้ขยายดินแดน แต่หลังจากนี้มันต้องมีเพิ่มขึ้นแน่ๆเจ้าคิดว่าถึงตอนนั้นพวกเราจะให้ใครมาขุดมันให้ดีละ”

                พูดแล้วกัสก็ยิ้มฝืนๆ ด้วยความจนใจ ถึงเขาจะดีใจที่เจอของดีๆ แบบนี้แต่มันก็มีปัญหาเช่นกันเพราะการพบเจอทรัพยากรที่มากขึ้นนั่นหมายถึงงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งจุดนี้หากไม่มีกำลังคนที่มากพอมันก็จะกลายเป็นปัญหาเพราะไม่สามารถจัดการกับทรัพยากรทั้งหมดได้

                ซึ่งจริงๆหากกัสไม่คิดมากเขาจะปล่อยทิ้งก็ได้ แต่เรื่องที่น่าเสียดายแบบนี้เขาทำใจปล่อยมันไปไม่ได้จริงๆ

                สำหรับกัสในตอนนี้ยิ่งเขาได้รับDP เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เป้าหมายของเขาก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นทำให้กัสไม่อาจทำใจปล่อยให้ของพวกนี้หลุดลอยไปได้จริงๆ

                “บางที..คงต้องลองถามคริสตัลดูแล้วละนะว่ามีญาติที่สนใจอะไรแบบนี้หรือไม่จะได้ลองทำสัญญาว่าจ้างดู..ได้น้อยลงไปบ้างก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลยละนะ”

                คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาฝืนๆพลางมองดูเหมืองน้ำแข็งที่มีพื้นที่เพียงสิบตารางเมตรตรงหน้า พลางคิดในใจว่าหลังจากขยายดินแดนอีกครั้งและทำให้ดินแดนย่อยมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น150 ไร่แล้วเหมืองแห่งนี้จะใหญ่ขึ้นขนาดไหน

                แค่คิดกัสก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกสับสนระหว่างดีใจกับลำบากใจ

                จะไม่เพิ่มระดับก็รู้สึกเสียดายแต่จะเพิ่มก็รู้สึกลำบากใจหากจะต้องมองดูทรัพยากรที่เสียเปล่าไปเพราะไม่มีคนจัดการ            

    คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน