ตอนที่ 20 รายงานตัว
เป็อย่างที่จางฉุ้ยเหลียนคิดทุกคนต่างช่วยกันออกเงินค่าประกันตัวของจางฉุ้ยจวินคนละเล็กคนละน้อยเพราะคนในยุค่สมัยนี้เป็คนจริงใจและซื่อตรง ลูกของตนเป็เช่นไรพวกเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจดีและยอมรับมัน
ความเป็พันธมิตรกันของแต่ละบ้านจึงเริ่มก่อตัวขึ้นพวกเขาต่างช่วยกันออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้กับเด็กผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นรวมทั้งค่าประกันตัวของจางฉุ้ยจวินเื่ใหญ่ขนาดนี้ตระกูลจางไม่มียอมทางกลับบ้านโดยที่ตัวเองต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ทุกคนเห็นก็คือ กับข้าวที่วางเรียงรายกันอยู่บนโต๊ะอาหารซึ่งอาหารเหล่านี้ก็เป็ฝีมือจางฉุ้ยเหลียนเมื่อเห็นดังนั้นพวกเขาจึงพร้อมใจกันนั่งลงกินข้าวหลังจากที่ไปเผชิญหน้ากับครอบครัวอื่นมา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสามารถพูดคุยและตกลงกันได้อย่างสันติภาพ
เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จจางฉุ้ยเหลียนก็เดินออกมาจากบ้านของคุณลุงอย่างเงียบ ๆเมื่อกลับมาที่บ้านของตัวเอง เธอก็เจอกับสภาพบ้านที่รกรุงรังมีแต่ของวางระเกะระกะเรี่ยราดเต็มไปหมด เธอจึงถือโอกาสนี้เริ่มเก็บกวาดบ้านในทันที
หลังจากที่เก็บกวาดบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าไปในห้องนอนเล็ก ๆ ของตัวเองจากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวและหลับไปด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายใจถึงแม้ว่าตอนนี้เธอมีที่เรียนแล้ว แต่จางฉุ้ยเหลียนก็ยังคงกังวลและนอนไม่หลับพลิกตัวกลับไปกลับมามาตลอดทั้งคืนจนกระทั่งได้ยินเสียงกรนของจางกว่างฝูดังมาจากนอกห้องนั่นจึงทำให้จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกตัวว่าตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนที่นอนยังไงก็นอนไม่หลับเธอจึงลุกมาจากเตียงและเดินไปหยิบกระเป๋าเดินสะพายของตัวเองที่เก็บของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมาตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง จากนั้นก็ค่อย ๆเดินออกจากห้องไปเก็บผักจากในสวน แล้วกลับมาทำอาหารเช้าในครัวต่อ
ในวันนี้เช่าหวาและจางกว่างฝูไม่มีแรงลุกออกไปซื้อของมาทำซาลาเปาพวกเขาจึงได้ให้เงินกับจางฉุ้ยเหลียนเพื่อไปจ่ายตลาดซื้อของมาให้พวกเขาในตอนเช้าแทน
สองสามีภรรยาลุกขึ้นมาจากที่นอนด้วยอาการงัวเงียพอออกมาจากห้อง พวกเขาก็เห็นอาหารเช้าที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆตั้งรอพวกเขาอยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้วพวกเขาจึงเริ่มปรึกษาหารือกันว่าพวกเขาจะไปรับจางฉุ้ยเหลียนกลับมาด้วยการร้องไห้ฟูมฟายตอนไหนดีเพื่อที่จางฉุ้ยเหลียนจะได้ให้เงินพวกเขามาสักนิดสักหน่อย และเงินที่เหลือก็ได้ให้เป็ค่าขนมของจางฉุ้ยจวินด้วย
สามีภรรยายิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิมพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้จะเป็วันที่จางฉุ้ยเหลียนจะต้องไปเรียนที่วิทยาลัย
“เสี่ยวเหลียน ทำไมแกไม่นึ่งซาลาเปาล่ะ ? เดี๋ยวฉันกับพ่อแกจะออกไปรับเสี่ยวจวินแกก็นึ่งซาลาเปาให้เรียบร้อยแล้วกัน” เมื่อเช่าหวากินข้าวเสร็จหล่อนก็วางตะเกียบลง และออกคำสั่งกับจางฉุ้ยเหลียนทันที
“แม่ !แม่ลืมไปแล้วหรือ วันนี้เป็วันที่หนูจะต้องไปรายงานตัวที่วิทยาลัยนะั้แ่วันนี้เป็ต้นไปหนูจะไปอยู่ที่วิทยาลัยหลังจากนี้พ่อกับแม่ก็ต้องนึ่งซาลาเปาเอง”จางฉุ้ยเหลียนที่กำลังจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองที่อยู่หน้ากระจกเมื่อได้ยินสิ่งที่เช่าหวาพูด เธอจึงหันมาพูดกับหล่อน
“ไอ้หยาไหนแกลองบอกฉันมาสิว่าแกมีประโยชน์อะไรบ้าง เอาแต่บอกว่าจะไปเรียนที่วิทยาลัย ๆ อยู่นั่นแหละแกทำให้การหาเงินเข้าบ้านล่าช้านะ ! ” เช่าหวากลอกตาไปมา ด้วยความไม่พอใจ
จางฉุ้ยเหลียนชินกับความคิดแบบนี้ของแม่ตัวเองแล้วเธอเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังจากนั้นก็หันหลังกลับมาพูดกับทั้งสองคนว่า “พ่อ แม่ หนูต้องไปรายงานตัวแล้ว หนูไปก่อนนะ”
จางกว่างฝูใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากคำหนึ่งก่อนจะเคี้ยวมันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อได้ยินคำพูดของจางฉุ้ยเหลียนเขาจึงปลายตามองและถามขึ้นมาว่า “อ่า แกมีเงินหรือ ? ต้องจ่ายเงินค่าเทอมรึเปล่า ?”
ยังไม่ทันที่จางฉุ้ยเหลียนจะตอบอะไรกลับไปเช่าหวาก็กลอกตาไปมาพร้อมกับแสยะยิ้ม “แล้วคุณมีเงินจ่ายหรือ ? ” เพราะกลัวว่าจางฉุ้ยเหลียนจะยื่นมือออกมาขอเงิน หล่อนจึงรีบพูดขึ้นไปว่า“ตอนแรกเราก็คุยกันแล้ว ถ้าแกจะเรียนต่อวิทยาลัย แกก็เรียนไปแต่แกต้องหาเงินค่าเล่าเรียนเอง ฉันเลี้ยงดูแกมาตั้ง 18 ปีลูกสาวบ้านอื่นเขาก็แต่งงานออกเรือนเอาเงินสินสอดมาให้พ่อกับแม่กันหมดแล้วฉันไม่ได้ขอเงินจากแก แกก็เลยพอใจมากเลยสินะ!”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตาไปมา แต่ก็ยังพยักหน้ารับและกล่าวออกไปด้วยความสัตย์จริงว่า “พ่อกับแม่วางใจเถอะค่ะ หลังจากที่เรียนจบจากวิทยาลัยครูแล้วหนูจะหาคนรักที่ดีกว่าพวกหล่อนให้ได้”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนพูดจบเธอก็สะพายกระเป๋าเป้ของเธอและเดินออกจากบ้านไป
หลังจากที่นั่งอยู่บนรถประจำทางมาเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มในที่สุดจางฉุ้ยเหลียนก็เดินทางมาถึงวิทยาลัยครู เมื่อเธอเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าของวิทยาลัยเธอก็เจอกับอาจารย์ที่ออกมายืนต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่หน้าประตูเธอจึงยื่นหนังสือแจ้งจากทางวิทยาลัยไปให้กับอาจารย์คนนั้นหลังจากที่อาจารย์คนนั้นได้รับหนังสือแจ้งจากทางวิทยาลัยของเธอไปอ่านเรียบร้อยแล้วอาจารย์คนนั้นก็อธิบายการดำเนินการเื่ต่าง ๆที่จางฉุ้ยเหลียนต้องทำด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่าห้องพักของจางฉุ้ยเหลียนนั้นอยู่ที่ไหนและหลังจากนี้เธอจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
จางฉุ้ยเหลียนตรงไปเก็บกระเป๋าสัมภาระที่เธอนำติดตัวมาด้วยที่ห้องพักของเธอก่อนเป็อันดับแรกเมื่อนำสัมภาระไปเก็บที่ห้องพักของเธอเรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นเธอจึงไปรายงานตัวนักศึกษาใหม่
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามาที่ห้องพักของเธอเธอก็เห็นกับเพื่อนร่วมห้องของเธอสองสามคนนั่งอยู่ในห้องนี้ก่อนแล้วจากนั้นจางฉุ้ยเหลียนจึงกวาดตามองมองไปยังเตียงนอนสองชั้นทั้งสี่เตียงที่อยู่ภายในห้องซึ่งเตียงชั้นล่างแต่ละเตียงก็มีคนมาจับจองเป็เ้าของกันหมดแล้วเธอจึงใจต้องเลือกเตียงนอนชั้นบนที่อยู่ติดริมหน้าต่างแทนเมื่อตัดสินใจได้แล้วเธอก็นำกระเป๋าสัมภาระของเธอไปวางไว้บนเตียงนั้นทันที
“เธอ เธอมาคนเดียวหรือ ? ” เด็กสาวที่มีรูปร่างเล็กกะทัดรัดใบหน้าอวบอิ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาถามจางฉุ้ยเหลียนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จางฉุ้ยเหลียนจึงพยักหน้าและตอบว่า “ใช่ ฉันมาคนเดียว”
เด็กสาวคนนั้นหัวเราะออกมา แล้วจึงถามต่อว่า“แล้วเธอไปจ่ายค่าเทอมมารึยัง รู้รึเปล่าว่าต้องไปจ่ายที่ไหน ? ”
จางฉุ้ยเหลียนส่ายหน้า จากนั้นไม่นานเธอก็เห็นแม่ของเด็กสาวคนนี้เดินเข้ามาหล่อนยื่นมือไปลูบศีรษะของลูกสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า“ลูกต้องหัดเรียนรู้จากคนอื่นบ้างนะ ดูสิว่าเธอเก่งขนาดไหนที่เธอมาวิทยาลัยคนเดียวได้”
จากนั้นหล่อนก็หันมาพูดกับจางฉุ้ยเหลียนว่า“เด็กคนนี้ชื่อหลี่เหยา หล่อนเป็ลูกสาวคนเดียวของน้าเองหล่อนค่อนข้างที่จะคุ้นเคยกับการมีคนมาทำอะไรให้ เพราะที่บ้านหล่อนไม่ได้ทำอะไรเลยหลังจากนี้พวกเธอทั้งสองคนก็เป็เพื่อนกันแล้วนะ ยังไงก็ต้องรบกวนเธอให้คอยช่วยเหลือหล่อนด้วย! ”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ได้ค่ะเราต่างก็เป็เพื่อนร่วมห้องกันหลังจากนี้ก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้วค่ะ!”
แม่ของหลี่เหยามองไปยังเตียงชั้นล่างของจางฉุ้ยเหลียนและเห็นว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เตียงนั้น เด็กสาวคนนั้นก็มาคนเดียวเช่นกันอีกทั้งยังไม่ได้เก็บสัมภาระของตัวเองแต่อย่างใด หล่อนจึงถามเด็กคนนั้นออกไปว่า“หนู ลูกสาวของน้าก็อยู่เตียงชั้นล่างเหมือนกับหนู น้าเห็นเด็กคนนี้เลือกเตียงชั้นบนเตียงของหนูเพื่อความสะดวก น้าอยากจะให้หนูสลับเตียงกับลูกสาวของน้าได้ไหม ? ”
จางฉุ้ยเหลียนอึ้งไปเล็กน้อยนึกไม่ถึงว่าแม่ของหลี่เหยาจะร้องขอเพื่อลูกสาวของหล่อนมากขนาดนี้แต่แม่ของหลี่เหยาก็นึกไม่ถึงเช่นเดียวกันว่าเด็กสาวคนนั้นจะปฏิเสธหล่อนได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้ “ไม่ค่ะ หนูไม่ชอบที่ตรงนั้น!”
บางทีอาจจะเป็เพราะหล่อนคิดไม่ถึงว่าจะมีใครกล้ามาถูกปฏิเสธคำร้องขอของตัวเองใบหน้าแม่ของหลี่เหยาจึงได้สลดลงไปในทันที
หล่อนกัดฟันกรอดจากนั้นก็พูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า “แล้วตำแหน่งไหนมันไม่ดีบ้างล่ะ ? ที่ตรงไหนมันก็อยู่ติดริมหน้าต่างเหมือนกันทั้งนั้นเธอก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรสักหน่อย เธอก็แค่ย้ายที่กับลูกสาวของฉันเท่านั้นเองถ้าเธอไม่พอใจ ฉันก็จะเอาเตียงมาเสริมให้เธอ”
เด็กสาวที่อยู่เตียงชั้นล่างของจางฉุ้ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า “คุณจะให้เตียงเสริมกับหนูอย่างนั้นหรือคะถ้าคุณคิดว่าเตียงตำแหน่งนี้มันดี คุณก็ไปเลือกเตียงตำแหน่งนี้ที่ห้องอื่นสิคะ!”
แม่ของหลี่เหยาส่ายหน้าไปมาพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม ส่วนหลี่เหยาก็บุ้ยปากดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างจากนั้นหล่อนจึงหันหน้ามามองที่จางฉุ้ยเหลียนด้วยสายตาน่าสงสาร หล่อนขอความช่วยเหลือจากจางฉุ้ยเหลียนด้วยการพูดว่า“ไม่งั้น เธอก็สลับเตียงกับฉันสิ”
เมื่อได้ยินดังนั้นแม่ของหลี่เหยาก็อ่อนลงในทันทีจากนั้นหล่อนก็หันหน้ามาพูดกับจางฉุ้ยเหลียนด้วยสีหน้าเบิกบานใจว่า “ใช่หนูสลับที่กับลูกสาวของน้าแล้วกันนะ เราก็ไม่ได้อยากจะรู้จักกับหล่อนอยู่แล้วจากนี้หนูก็มาเป็เพื่อนกับหลี่เหยานะ !”
วันแรกของการเปิดเรียนก็มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันแล้วจางฉุ้ยเหลียนหมดคำพูดกับสองแม่ลูกคู่นี้ในทันทีแต่สุดท้ายก็เธอยิ้มออกมาแล้วพูดว่า : “คุณน้าคะจากนี้ยังไงเราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปอีกหลายปี อยู่เตียงไหนมันก็เหมือน ๆกันแหละค่ะ หนูเองก็ชอบตำแหน่งนี้ของตัวเองเพราะนอนตรงนี้แล้วสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกได้ทั่วทั้งวิทยาลัยแต่ว่าเตียงฝั่งนั้นมันอยู่ติดกับหอพักฝั่งตรงข้าม หนูไม่ชอบค่ะ!”
เดิมทีแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็พูดออกไปอย่างนั้นเองเพราะเธอไม่อยากที่จะสลับเตียงแต่นึกไม่ถึงเลยว่าคำพูดของเธอมันจะดึงดูดความสนใจของหลี่เหยาได้หล่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “จริงหรือ ? ”
ด้วยความที่หล่อนไม่เชื่อหล่อนจึงปีนขึ้นมาบนเตียงของจางฉุ้ยเหลียนและหล่อนก็ได้เห็นกับตาตัวเองว่าเตียงตำแหน่งนี้มันสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั่วทั้งวิทยาลัยได้จริงๆ หลี่เหยายืนอยู่บนเตียงพร้อมกับะโบอกแม่ของตัวเองว่า : “แม่ตรงนี้มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้สุดลูกหูลูกตาเลย หนูมองเห็นทั่วทั้งวิทยาลัยเลยแถมยังเห็นสนามกีฬาด้วย!”
แม่ของหลี่เหยาก็พูดสนับสนุนลูกสาวของตัวเองเต็มที่ว่า: จริงหรือลูก ? ตำแหน่งตรงนี้มันดีจริง ๆ ชั้น 6 ถึงมันจะสูงไปสักหน่อย แต่มันก็โปร่งโล่งสบาย!”
หลี่เหยานั่งลงบนเตียงและเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเอาแต่ใจว่า:“แม่ หนูจะเอาเตียงนี้”
แม่ของหลี่เหยารีบรุดขึ้นหน้ามาแล้วพูดขึ้นว่า“ไม่ได้ มันสูงเกินไป ถ้าคืนไหนที่ลูกนอนแล้วพลัดตกลงมาบนพื้นล่ะจะทำยังไง ? ”
จางฉุ้ยเหลียนหมดคำพูดขึ้นมาทันทีชาติก่อนตอนที่เธอไปส่งลูกสาวของเธอที่มหาวิทยาลัยเธอยังไม่เคยเห็นแม่ลูกคู่ไหนกระเง้ากระงอดเท่าสองแม่ลูกคู่นี้มาก่อนเลย
“ไม่ หนูไม่อยากนอนเตียงนั้น มันรู้สึกไม่สบายอึดอัดยังไงก็ไม่รู้แถมที่ตรงนั้นยังติดกับกำแพงหอฝั่งตรงข้ามอีก ตอนเช้าแสงแดดก็ส่องเข้าไม่ถึง หนูไม่ชอบ!” หลี่เหยานั่งกอดขาอยู่บนเตียงและเริ่มพูดกระเง้ากระงอดเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด
แม่ของหลี่เหยาเองก็หมดปัญญาเช่นกัน หล่อนจึงทำได้เพียงแค่พูดกับจางฉุ้ยเหลียนด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า“หนู หนูช่วยย้ายเตียงกับลูกสาวของน้าหน่อยนะ ยังไงลูกสาวน้าก็อยู่เตียงชั้นล่างถึงยังไงเตียงชั้นล่างก็ดีกว่าเตียงชั้นบนอยู่แล้ว หนูก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลย!”
จางฉุ้ยเหลียนรีบส่ายหน้าทันที “คุณน้าคะถ้าหนูสลับเตียงกับลูกสาวของคุณน้าแล้วหลังจากนี้ลูกสาวของคุณน้าอยากสลับเตียงคืนล่ะคะ? สลับไปสลับมาวุ่นวายกันพอดี! ”
หลี่เหยารีบโบกมือทันที : “เธอวางใจได้เลยฉันจะไม่ย้ายเตียงอีกแล้ว ตอนที่เข้ามาที่ห้องนี้ตอนแรก ฉันก็เลือกเตียงนี้เหมือนกันแต่แม่ของฉันไม่ยอม ถ้าหลังจากนี้มีใครมาขอย้ายเตียงกับฉันฉันก็จะไม่ยอมย้ายแน่นอน!”
จางฉุ้ยเหลียนี้เีจะทะเลาะกับสองแม่ลูกคู่นี้แล้วจึงได้แต่พยักหน้าและตอบตกลงจากนั้นแม่ของหลี่เหยาจึงได้ทำการขนย้ายชุดเครื่องนอนจากเตียงชั้นล่างขึ้นมาที่เตียงชั้นบนระหว่างที่ขนย้ายชุดเครื่องนอนเ่าั้ หล่อนก็พูดสั่งสอนหลี่เหยาไปด้วยสองสามประโยค
แต่สำหรับจางฉุ้ยเหลียนแล้วมันเหมือนเป็แค่การปลอบใจเท่านั้น หลี่เหยามีแม่ที่รักหล่อนมากขนาดนี้แต่ก็ไม่รู้ว่าการที่มีแม่รักและตามใจแบบนี้เป็เื่ที่ดีหรือไม่ดีกันแน่
หลังจากที่จัดเตียงเรียบร้อยแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็เดินออกมาจากหอพักเพื่อไปจ่ายค่าเทอมเธอเดินออกจากประตูห้องพักมาได้ไม่กี่ก้าวเธอก็เจอกับเด็กสาวที่มีใบหน้าเ็าคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำพอดีเด็กสาวคนนี้เป็เพื่อนร่วมห้องและเป็คนที่นอนอยู่เตียงชั้นล่างของเธอเมื่อสักครู่นี้นั่นเองจางฉุ้ยเหลียนจึงเดินเข้าไปทักทายหล่อน หล่อนจึงพยักหน้าตอบรับทั้งสองคนพูดคุยกันสองสามประโยคจากนั้นก็แยกกันไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเอง
เด็กสาวที่มีใบหน้าเ็าคนนี้มีชื่อว่าติงหลงหลงบ้านของหล่อนอยู่ไม่ไกลจากวิทยาลัยแห่งนี้ ดังนั้นจึงมาที่วิทยาลัยคนเดียวส่วนเื่อื่น ๆ หล่อนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่อย่างใดหล่อนพูดเพียงแค่แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในวิทยาลัยคร่าว ๆให้กับจางฉุ้ยเหลียนเท่านั้น
จางฉุ้ยเหลียนเพิ่งจะรู้ว่าวิทยาลัยแห่งนี้แตกต่างกับมหาวิทยาลัยของลูกสาสวของเธอมากเลยทีเดียววิทยาลัยครูแห่งนี้มีสภานักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาอย่างละ 1 คนเท่านั้นสภานักศึกษารับหน้าที่ดูแลเื่การเรียนส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่ดูแลเื่การใช้ชีวิตภายในรั้ววิทยาลัยตอนนี้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่ทุกคนต้องไปจ่ายเงินที่สภานักศึกษาก่อนจากนั้นจึงไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองเพื่อลงทะเบียนเข้าหอพัก
การที่จางฉุ้ยเหลียนเดินมาพร้อมกับติงหลงหลงนั้นมันทำให้เธอประหยัดน้ำลายไปได้มากเลยทีเดียวถึงแม้ว่าติงหลงหลงจะไม่ได้เล่าเื่ที่บ้านของตัวเองให้เธอฟัง แต่ดูจากการพูดคุยรวมทั้งการแต่งกายของหล่อนจางฉุ้ยเหลียนก็รู้ได้ในทันทีว่าฐานะทางบ้านของติงหลงหลงจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“เอ่อก่อนที่จะออกมาจากหอพัก ฉันสลับเตียงกับหลี่เหยาแล้วนะ”จางฉุ้ยเหลียนคิดว่าเธอควรจะบอกเื่นี้ให้ติงหลงหลงทราบเพราะเมื่อสักครู่นี้ที่เธอสลับเตียงกับหลี่เหยาติงหลงหลงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
“อ่อ ไม่เป็ไรหรอกแม่ของหล่อนก็แค่้าพูดกวนอารมณ์ฉันเท่านั้นแหละ และฉันก็ไม่ได้สนใจหล่อนด้วย!” ติงหลงหลงยักไหล่อย่างไม่แยแสจากนั้นก็ตบไปบนไหล่ของจางฉุ้ยเหลียน : “เธอเองก็เหมือนกัน อย่าเป็คนดีให้มันมากนักถ้าเธอยังเป็คนดีอยู่แบบนี้ถ้าไม่มีคนจ้องจะเล่นงานเธอ เธอก็จะกลายเป็คนใช้!”
จางฉุ้ยเหลียนอยากยกนิ้วชื่นชมเด็กสาวคนนี้จริง ๆนี่ก็เป็สิ่งที่เธอนั้นเป็กังวลอยู่เหมือนกันจางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าถ้าติงหลงหลงอยู่ให้เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ด้วย หล่อนก็จะไม่เห็นด้วยกับการที่เธอสลับเตียงกับหลี่เหยาแน่นอน
เธอใช้ชีวิตมามากว่า 40 ปีแล้วแต่เธอก็เพิ่งจะมาเข้าใจหลักเหตุผลเมื่อไม่นานมานี้เองเธอนึกไม่ถึงว่าเด็กสาวที่มีใบหน้าเ็าและอายุไม่ถึง 20 ปีคนนี้จะจัดการแก้ไขปัญหาตรงหน้าได้อย่างง่ายดายแบบนี้ เมื่อเธอได้เจอกับติงหลงหลงเธอก็คิดว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้นคงไม่เกี่ยวกับอายุแต่มันเกี่ยวข้องกับอีคิวในการแก้ปัญหาที่ติดตัวมาั้แ่กำเนิดของแต่ละคนมากกว่า
หลังจากที่ทั้งสองคนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วพวกเธอก็พากันไปซื้อถังน้ำและของใช้ที่จำเป็ในชีวิตประจำวัน เมื่อพวกเธอทั้งสองกลับมาถึงหอพักพวกเธอก็เห็นคนยืนออกันเต็มหน้าประตูหอพักเต็มไปหมดอีกทั้งยังมีคนมากมายเดินออกมาจากโรงอาหารแต่เมื่อเข้ามาในห้องพักหลี่เหยาและแม่ของหล่อนก็ไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว