วรเมธหลับตาลง รวบรวมลมหายใจให้กลับสู่จังหวะปกติความอบอุ่นจากสองเพื่อนรักค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในหัวใจที่แตกสลาย หยาดน้ำตาใสไหลออกจากหัวตาหยดลงมาบนหลังมือของสาวสวยอย่างแผ่วเบา
“เจ็บไหม?” มารตีถามเสียงพร่า มืออีกข้างเอื้อมไปประคองคางเขา“ให้ฉันดูแลได้ไหม”
วรเมธกะพริบตาช้าๆก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ็บ… แต่มีความสุข” น้ำเสียงแผ่วพร่า แฝงรอยยิ้มเศร้า“ขอบคุณ...คุณสองคนมากครับ”
ฝนข้างนอกยิ่งตกหนักขึ้นเป็นระลอกเสียงหยาดน้ำกระทบหลังคาดังก้อง จังหวะฝนเหมือนย้ำเตือนว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงทว่าภายในห้อง ทั้งมืดมิดและเงียบเหงาแห่งนั้นยังคงอบอุ่นจากการเอาใจใส่ของเพื่อนรักสองคน
มารตียิ้มบางๆปลอบเขาว่า “เราอยู่ตรงนี้ ไม่มีทางปล่อยคุณไปไหนหรอก” เธอช้อนหน้าขึ้นมองสีหน้าทั้งกังวลและแน่วแน่เหมือนเป็นคำสัญญา
ปพนต์เอียงหน้าลงใกล้“ใช่…เราจะไม่ทิ้งกัน” เขาเน้นเสียงชัด ความหมายแฝงการสัญญาที่หนักแน่น
วรเมธสูดลมหายเข้าใจลึกๆรู้สึกถึงแรงประคองที่ค่อยๆ ยกเขาขึ้นจากจุดที่ยืนหยัดไม่ได้ มือของเขายังกุมมือมารตีไว้แน่นและมืออีกข้างวางบนบ่าปพนต์
“ผม…จะพยายามนะ”วรเมธพูดเสียงแผ่ว น้ำตาเปียกชื้นบนแก้ม “เพื่อจิรภา เพื่อพวกคุณ”
มารตีกุมมือเขาแน่นกว่าเดิม“แค่ขยับตัว แค่ก้าวเล็กๆ ออกมา เราก็ภูมิใจแล้ว”เธอปล่อยให้เสียงฝนด้านนอกดำเนินไป ราวกับกำลังขับขานบทเพลงแห่งความเหงาในหัวใจ
ปพนต์พยักหน้า“เวลา จะทำให้น้องจะเข้มแข็งขึ้น” เขายิ้มบางๆ ที่มุมปาก ลูบบ่าชายหนุ่มเบาๆให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่และอบอุ่น
ทั้งสามคนยังนั่งกอดกันใต้แสงไฟฉายสลัวเสียงฝนกระหน่ำยิ่งขึ้นราวกับจักรวาลกำลังหลั่งน้ำตาให้วรเมธ ทุกหยาดหยดไม่ต่างจากพรจากฟ้า
แต่ภายในห้องเล็กๆแห่งนี้ กลับไม่ใช่สายฝนที่ทำให้ทุกอย่างงอกงามหากเป็นความอบอุ่นจากเพื่อนรักสองคนซึ่งเป็นมากกว่าเพื่อนธรรมดาที่ทำให้หัวใจของวรเมธเริ่มเต้นใหม่อีกครั้ง
นานเข้าเสียงสะอื้นก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงน้ำฝน เสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะใหม่ เมื่อความทรงจำที่เจ็บปวดถูกซ้อนทับด้วยความหวังเล็กๆว่า...
วันพรุ่งนี้เขาอาจลืมภาพจิรภาที่เคยจูบกันไปบ้างแต่ภาพที่เขาจะจำได้ตลอดไปคือภาพเพื่อนรักที่ไม่ทิ้งกันในชั่วค่ำคืนอันมืดมิดนี้ ฝนยังคงกระหน่ำเหมือนย้ำเตือนว่าค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานนักแต่ในอกทั้งสามกลับอุ่นอาบไปด้วยพลังลี้ลับที่แม้แต่จะบางเบาลง ซึ่งมันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าต่อจากนี้พวกเขาจะไม่ต้องเดินตามลำพังอีกต่อไป
สายฝนยังคงซัดกระหน่ำอย่างไม่ลดละแม้ไฟฟ้าจะกลับมาแล้ว แต่ประตูบานใหญ่ด้านริมระเบียงก็ยังคงถูกเปิดกว้างไว้โดยไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้ลมหนาวที่เย็นชื้นพัดเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าพื้นไม้และกระเบื้องข้างระเบียงยังเปียกชื้นมองเห็นเป็นเงาเมื่อแสงไฟสลัวจากโคมเพดานภายในบ้านส่องไปกระทบ ผืนน้ำจากฝนที่ตกลงมาสะท้อนประกายเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ
ทั้งสามยังไม่ยอมเข้าไปนอนต่างคนต่างนั่งเรียงกันเป็นแถว มารตีนั่งตรงกลาง ฝั่งหนึ่งเป็นปพนต์ อีกฝั่งเป็นวรเมธขณะที่เสียงฝนดังก้องอยู่ภายนอกในห้วงอากาศอันเปียกชื้นกลับเต็มไปด้วยความเงียบที่อบอุ่นพวกเขาแต่ละคนรู้ดีว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาคือนรก แต่คืนนี้จะเป็นคืนแห่งความอบอุ่นที่พวกเขาได้ก้าวผ่านพายุลูกนั้นมาด้วยกัน
วรเมธยื่นขาออกไปนอกระเบียงโดยไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้น้ำฝนกระเซ็นโดนฝ่าเท้าจนชุ่มโชก สายฝนปะทะกลางเท้าเป็นจังหวะโมเลกุลน้ำที่เย็นเฉียบไหลซึมลงตามซอกนิ้วและโคนส้นเท้า เขาขมวดคิ้วราวกับไม่รู้สึกตัวสำหรับวรเมธ ช่วงเวลานี้คือการย้ำเตือนว่าชีวิตยังดำเนินต่อไป แม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
หญิงสาวลุกขึ้นก้าวเข้าไปใกล้วรเมธก่อนจะส่งยิ้มบางๆ แล้วโน้มตัวลงดึงเท้าเขากลับเข้ามาให้พ้นจากหยาดน้ำที่กำลังพร่างพรมก่อนจะหยิบผ้าหน้านุ่มที่วางอยู่ไม่ไกล มาเช็ดซับน้ำบนเท้าเขาอย่างทะนุถนอม
“วรเมธเดี๋ยวฉันเช็ดให้” มารตีพูดเสียงอ่อนหวาน มือสองข้างจับผ้าเช็ดเท้าไว้อย่างมั่นคงเธอค่อยๆ เช็ดฝ่าเท้าและซอกนิ้วเท้าของเขาเบาๆ ช้าๆราวกับกำลังระบายความรู้สึกผ่านสัมผัสปลายนิ้วสัมผัสผิวใต้แผ่นเท้าที่เขาเพิ่งปล่อยให้ฝนซัดสาดชาจนแทบไร้ความรู้สึก
น้ำฝนยังพรั่งพรูราวสายธารบนขอบระเบียงมารตีพยกผ้าขึ้นไล่เช็ดน้ำให้หมดก่อนจะจุมพิตเบาๆ ที่นิ้วหัวแม่เท้าของวรเมธมือทั้งสองยังคงขยับผ้าเช็ดวนไปทั่วฝ่าเท้า เส้นเลือดฝอยใต้ผิวค่อยๆปรากฏขึ้นเป็นเส้นริ้ว เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ทว่าเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นลึกซึ้ง
ปพนต์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ แววตาอ่อนโยนสลับกับแววซุกซน เขาเห็นมารตีค่อยๆเลียน้ำฝนที่ติดอยู่ตามซอกนิ้วเท้าวรเมธ ก่อนจะเลียริมฝีปากเบาๆ แล้วหันมาสบตาวรเมธในความสลัวราง
“อืม…” เสียงครางต่ำจากมารตีดังผ่านสายฝนเสียงสะท้อนบนผิวเท้าเขาทำให้หัวใจวรเมธสั่นไหว แม้ริมฝีปากยังขยับไม่ได้เต็มที่แต่เขารู้สึกถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากลมหายใจของเธอและแม้จะอยู่ในชุดลำลองหลังน้ำฝนพรำ แต่สาวสวยตรงหน้าก็ดูน่ามองจนเขาแทบลืมหายใจ
หญิงสาวยังคงเช็ดฝ่าเท้าเขาด้วยผ้าขนนุ่มวนเน้นตามสันฝ่าเท้า ในจังหวะช้าๆ ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนเป็นบทกวีที่บรรจงมารตีหันไปสบตาสามีเป็นระยะๆ ขณะที่กลิ่นกายหอมกรุ่นของเธอผสมกลิ่นดินหลังฝนตก ลอยกระจายไปทั่วทำให้บรรยากาศทั้งระเบียงดูหอมเย็น และสดชื่น
มารตีรู้สึกวูบวาบในอกขณะที่วรเมธพยายามขยับปลายนิ้วเท้าหนี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อมารตีใช้ปลายนิ้วลูบคลำไปมาตรงซอกนิ้วจนเขาอ่อนระทวยและสะดุ้งเกร็งเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆอย่านะ!” เขาขำจนเสียงสั่น แต่กลับรู้สึกได้ว่าลมหายใจเขาอุ่นขึ้น ผ้าเช็ดเท้าเกือบหลุดจากมือมารตีเธอรีบขยุ้มกลับเข้ามาอีกครั้ง มารตียิ้มน้อยๆ แล้วหยุด พลางเลียริมฝีปากหันไปส่งสายตาให้ปพนต์เป็นสัญญาณว่า “ดูสิ เขายิ้มแล้ว”
ปพนต์หัวเราะเบาๆก่อนจะเอื้อมมือมาปลดผมที่เปียกน้ำออกจากแผ่นหลังมารตี “น่ารักจัง” เธอกระซิบกลับจัดการหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ที่เตรียมไว้ในตะกร้าเล็กใกล้ๆ มาวางบนตัก ก่อนจะนำไปเช็ดผมตัวเองชั่วครู่เธอก็หันไปหาวรเมธอีกครั้ง
“เดี๋ยวฉันนวดเท้าให้อีกหน่อยนะ”เธอกระซิบเสียงนุ่ม ส่งสายตาหวานยั่วยวนให้ชายหนุ่มตรงหน้า
วรเมธเหลือบตามองปพนต์เขาพยักหน้าเป็นการอนุญาต แล้วผละออกไปให้ภรรยาสาวเคลื่อนไหวได้เต็มที่ มารตีใช้ผ้าชุบน้ำมันหอมเล็กน้อยลูบวนไปทั่วฝ่าเท้า ทำให้กลิ่นหอมอวลขึ้นท่ามกลางสายฝน เธอกดฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ คลึงกล้ามเนื้อใต้ฝ่าเท้าโดยลูบขึ้นมาตามความโค้งของเท้า นิ้วหัวแม่มือของมารตีเคลื่อนลอดไปในซอกนิ้วเท้าทำให้วรเมธหลุดเสียงครางในลำคอ
“โอ๊ย…มารตี…พอเถอะ”เขาครางแผ่วเบา มือทั้งสองกุมผ้าขนหนูไว้แต่กลับเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดออกมาอีก
ปพนต์ที่นั่งดูมาหลายนาทีอดไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะทุบลงบนปลายเท้ามารตีเบาๆ จนเธอกระตุกสะดุ้ง มารตีหันไปใช้สายตามองอย่างเอาเรื่องแต่ลึกๆก็แอบขำ ทันใด วรเมธเห็นโอกาส เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ข้างโซฟา พุ่งเข้าไปโอบเอวมารตีเบาๆก่อนจะเริ่มจี้เอวเธออย่างไม่ปรานี
“ฮ่าๆๆ หยุดนะวรเมธ!ไม่แฟร์เลย!” มารตีพยายามยกขาหนี ปัดมือเขาออก แต่หัวใจสั่นแรงจนเธอหัวเราะออกมา
ปพนต์ยืนมุมหนึ่งยืนหัวเราะราวกับกำลังดูการแสดงตลก เสียงหัวเราะของทั้งสามสะท้อนก้องกลางระเบียงเป็นจังหวะไพเราะกว่าเสียงดนตรีใดๆไม่นานมารตีและวรเมธก็พากันล้มตัวลงบนพื้นไม้ข้างระเบียง เมื่อหยุดขำจนแทบหมดแรงทั้งสามต่างค่อยๆ หันกลับมามองหน้ากัน
“ขำจนท้องแข็งเลย”วรเมธเช็ดน้ำตาที่ไหลจากการหัวเราะ มือยังคงสั่นเล็กน้อย “ขอบคุณนะ ทั้งสองคน”
สาวสวยนั่งพิงผนังห้อง กระชับผ้าขนหนูรอบเอว ยิ้มละมุน “เราอยากเห็นคุณยิ้มถึงจะเจ็บมาแค่ไหน แต่คุณก็ยังหัวเราะได้”