หลังจากบทรักอันเร่าร้อนบนรถม้าผ่านพ้นไป อาหรงก็พาร่างที่ยังคงสั่นเทาของหลิวเหมยกลับมายังเรือนพักรับรอง เขาไม่ได้เพียงแต่ต้องการครอบครองนางคนเดียวเท่านั้น แต่พยัคฆ์ร้ายจากชายแดนผู้นี้ยังมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น ความปรารถนาที่เร่าร้อนในดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กุหลาบงามคนเดียว แต่ขยายไปถึงสหายสนิททั้งสามของนางด้วย
เมื่อกลับถึงเรือนพัก อาหรงจัดการอาบน้ำและแต่งกายใหม่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะสั่งให้หลิวเหมยส่งจดหมายเชิญสหายสนิททั้งสามของนาง อันได้แก่ ซูหลิน สาวงามผู้ฉลาดหลักแหลม ที่มีดวงตาคมกริบและท่าทีมั่นใจ, หวังฟาง หญิงสaวผู้อ่อนหวานแต่มีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ และ จางซิน สาวร่าเริงผู้เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้มที่สดใส ให้มารวมตัวกันที่เรือนพักเพื่อรับ "ของขวัญพิเศษ" ที่เขาขนมาจากชายแดน
"เขียนให้ดีหน่อยนะ หลิวเหมย" อาหรงกระซิบข้างหูนางขณะที่นางกำลังจุ่มพู่กันลงในหมึก "บอกพวกนางว่าข้ามีของขวัญหายากจากชายแดนมาฝาก และอยากให้พวกนางมาชมด้วยกัน อย่าให้ใครสงสัยเลย"
หลิวเหมยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แม้ว่าในใจจะรู้ดีว่าอาหรงมีเจตนาซ่อนเร้น แต่ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นสหายของตนถูกพยัคฆ์ร้ายลวนลามกลับทำให้ความปรารถนาในตัวนางพุ่งสูงขึ้น นางเขียนจดหมายด้วยลายมือที่สวยงาม เชิญชวนสหายทั้งสามให้มาร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ในเรือนพักของอาหรง
ไม่นานนัก สี่สาวงามก็มารวมตัวกันในห้องโถงกว้างของเรือนพัก บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการพูดคุยอย่างสนุกสนาน แสงเทียนไขส่องแสงอบอุ่นไปทั่วห้อง สร้างบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและเป็นกันเอง แต่ภายใต้ความอบอุ่นนั้นกลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดที่ละเอียดอ่อน
อาหรงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่ ดูโดดเด่นและน่าเกรงขามท่ามกลางสาวงามทั้งสี่ ร่างกายกำยำของเขาแผ่ออร่าของความมั่นใจและพลังที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาสวมเสื้อผ้าไหมสีเข้มที่เปิดเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์บนแผงอกกว้าง และสร้อยคอทองคำที่ส่องแสงระยิบระยับใต้แสงเทียน กลิ่นอายดิบเถื่อนของเขายังคงแผ่ออกมาแม้จะแต่งกายอย่างสุภาพ
"ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าเป็นสหายรักของหลิวเหมย ข้าจึงเตรียมของขวัญจากชายแดนมาฝากพวกเจ้าทุกคน" อาหรงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยเสน่ห์ พลางส่งสัญญาณให้บ่าวยกหีบไม้ใบใหญ่เข้ามา หีบไม้นั้นแกะสลักอย่างประณีตด้วยลวดลายมังกรและพยัคฆ์ ดูลึกลับและน่าค้นหา
สามสาวงามมองหีบไม้นั้นด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น พวกนางไม่เคยได้รับของขวัญจากชายแปลกหน้า โดยเฉพาะชายที่มีเสน่ห์ดิบเถื่อนเช่นอาหรง ความคาดหวังและความหวาดหวั่นผสมปนเปกันในใจของพวกนาง
อาหรงลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างช้าๆ ด้วยท่าทางที่มั่นใจและสง่างาม เขาเดินไปที่หีบไม้และเปิดฝาออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นของขวัญต่างๆ ที่ห่อด้วยผ้าไหมสีสวยงาม แต่ละชิ้นดูมีค่าและหายาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจหาได้ในเมืองหลวง
"ของขวัญเหล่านี้มาจากดินแดนที่ห่างไกลและอันตราย" อาหรงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "แต่ละชิ้นมีเรื่องราวและความหมายเป็นของตัวเอง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะชื่นชอบ"
ของขวัญชิ้นแรกถูกมอบให้ หวังฟาง มันคือผ้าไหมคลุมไหล่ทอด้วยขนสัตว์หายากจากแดนเหนือที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง ผ้าไหมนั้นมีสีเงินระยิบระยับราวกับแสงจันทร์ และเมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกถึงความนุ่มนวลที่ไม่เหมือนใคร หวังฟางประคองผ้าด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
"โอ้โห... มันนุ่มมากเลยเพคะท่านอาหรง" หวังฟางอุทานด้วยความชื่นชม "ข้าไม่เคยสัมผัสผ้าที่นุ่มนวลเช่นนี้มาก่อน มันราวกับสัมผัสเมฆในฟ้าเลยเพคะ"
อาหรงยิ้มอย่างพึงพอใจ "ผ้าผืนนี้ทอจากขนสัตว์ป่าหายากที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง มันใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้มาเพียงผืนเดียว" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ขณะที่หวังฟางกำลังลองคลุมผ้าและหันไปอวดเพื่อนๆ อาหรงก็อาศัยจังหวะที่คนอื่นไม่ทันสังเกต เอื้อมมือหนาไปโอบเอวบางของนางจากด้านหลัง มือของเขาจงใจลูบไล้ผ่านผ้าไหมนุ่มนวลไปสัมผัสกับผิวเนื้ออ่อนบริเวณเอว ปลายนิ้วแกร่งเลื่อนไปตามเส้นโค้งของร่างกายอย่างช้าๆ และเย้ายวน
หวังฟางสะดุ้งเฮือก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตกใจและเขินอาย แต่นางกลับไม่กล้าขัดขืนเพราะเกรงใจในของขวัญล้ำค่า และสัมผัสที่ดิบเถื่อนของเขาก็ทำให้หัวใจดวงน้อยของนางเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้นางรู้สึกทั้งหวาดกลัวและตื่นเต้น
"ผ้าผืนนี้เหมาะกับเจ้ามาก หวังฟาง" อาหรงกระซิบข้างหูนาง ลมหายใจร้อนผ่าวทำให้ขนตาของนางสั่นไหว "สีเงินทำให้ผิวขาวของเจ้าดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น"
หวังฟางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากร่างกายของเขา กลิ่นอายดิบเถื่อนที่ผสมผสานกับกลิ่นหอมของเครื่องหอมทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น นางพยายามควบคุมตัวเอง แต่สัมผัสของเขากลับทำให้นางรู้สึกอ่อนแรงลง
ต่อมาคือ จางซิน อาหรงมอบกำไลหยกสีเลือดนกที่ดูแปลกตาและมีมนต์ขลัง กำไลนั้นแกะสลักด้วยลวดลายมังกรและฟีนิกซ์ที่ประณีต และเมื่อสวมแล้วจะเปล่งแสงระยิบระยับใต้แสงเทียน
"กำไลนี้เหมาะกับหญิงสาวที่ร่าเริงเช่นเจ้า" อาหรงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ "หยกสีเลือดนกนี้หายากมาก มีตำนานว่าจะนำโชคลาภและความรักมาให้ผู้สวมใส่"
จางซินยิ้มกว้างพลางสวมกำไลและชูแขนอวดเพื่อนๆ "สวยที่สุดเลยเพคะ! ข้าชอบสีแดงของหยกนี้มาก มันดูโดดเด่นและน่าหลงใหล" นางหัวเราะร่าด้วยความดีใจ
ในจังหวะที่จางซินกำลังหัวเราะร่าและชื่นชมกำไลใหม่ อาหรงก็ดึงร่างของนางเข้ามาใกล้เพื่อ "ตรวจดู" ว่ากำไลเข้ากับข้อมือหรือไม่ เขาจับมือเล็กของนางขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้ไปตามข้อมือและแขนของนางอย่างช้าๆ
"กำไลนี้ต้องสวมให้แน่นพอดี" อาหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย "ไม่งั้นจะหลุดหายไป"
ขณะที่เขากำลัง "ปรับ" กำไลให้เหมาะสม มืออีกข้างของเขากลับเลื่อนลงไปบีบเค้นสะโพกมนของนางอย่างแรงผ่านเนื้อผ้า ฝ่ามือใหญ่ของเขาครอบคลุมเกือบทั้งสะโพก นิ้วแกร่งกดลงไปจนรู้สึกถึงความนุ่มและความยืดหยุ่นของเนื้อหนัง
จางซินอุทานออกมาเบาๆ "อ๊ะ..." ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ สัมผัสที่รุนแรงและตรงไปตรงมาของอาหรงแตกต่างจากบุรุษในเมืองหลวงที่มักจะอ้อมค้อมและสุภาพอ่อนโยน มันเป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความเป็นเจ้าของ ทำให้นางรู้สึกวาบหวามจนขาอ่อนแรง
"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม จางซิน?" อาหรงถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง แต่มือของเขากลับไม่ได้หยุดการลูบไล้ "ข้าแค่อยากให้แน่ใจว่ากำไลไม่แน่นเกินไป"
จางซินพยักหน้าอย่างเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำราวกับดอกกุหลาบ "ไม่...ไม่เป็นไรเพคะ ท่านอาหรง" นางตอบด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยประสบมาก่อนทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบจะออกจากอก
ชิ้นสุดท้ายคือ ซูหลิน อาหรงมอบกริชสั้นด้ามแกะสลักจากกระดูกสัตว์ป่า ด้ามกริชแกะสลักเป็นรูปหัวพยัคฆ์ที่ดูดุดันและน่าเกรงขาม ใบมีดส่องแสงเงินวาวใต้แสงเทียน และมีลวดลายแกะสลักที่ประณีตตลอดความยาว
"สำหรับสาวมั่นเช่นเจ้า กริชเล่มนี้จะปกป้องเจ้าได้" อาหรงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ข้าเห็นว่าเจ้ามีนิสัยแกร่งกล้า กริชนี้จึงเหมาะกับเจ้า"
ซูหลินรับกริชมาด้วยสายตาเป็นประกาย นางชอบของที่ดูดุดันและมีพลังเช่นนี้อยู่แล้ว "ขอบคุณมากเพคะท่านอาหรง กริชนี้สวยงามและดูแข็งแกร่งมาก" นางกล่าวด้วยความชื่นชม ขณะที่หยิบกริชขึ้นมาชมอย่างละเอียด
ขณะที่ซูหลินกำลังพิจารณาลวดลายบนกริชอย่างตั้งใจ อาหรงก็โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูนาง ร่างกายใหญ่โตของเขาปกคลุมนางจากด้านหลัง ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินซอกคอขาวผ่อง
"กริชนี้คมนัก... เหมือนกับสายตาของเจ้า" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่ "แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ต้องใช้มันกับข้า"
พร้อมกันนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนของนางอย่างช้าๆ เริ่มจากไหล่และเลื่อนลงมาตามสันหลัง ก่อนจะจงใจปัดผ่านทรวงอกอวบอิ่มของนางอย่างรวดเร็วแต่แรงพอที่จะรู้สึกได้ถึงความนุ่มและความยืดหยุ่น
ซูหลินเม้มริมฝีปากแน่น ความมั่นใจที่มีอยู่ดูจะมลายหายไปสิ้นเมื่อต้องเผชิญกับความดิบเถื่อนของพยัคฆ์ร้ายนี้ นางรู้สึกถึงพลังและความมั่นใจที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
"ท่าน...ท่านอาหรง..." ซูหลินพึมพำด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย "ข้า...ข้าจะใช้กริชนี้ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี"
อาหรงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเขาทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้าน "ดีมาก... แต่อย่าลืมว่าข้าก็เป็นนักรบเช่นกัน" เขากระซิบ "และข้าไม่เคยแพ้ใครเลย"
หลิวเหมยมองดูสหายทั้งสามที่ต่างก็มีท่าทีแปลกไปหลังจากได้รับของขวัญ นางสังเกตเห็นใบหน้าแดงก่ำของหวังฟาง ความตื่นเต้นในดวงตาของจางซิน และความลังเลในสายตาของซูหลิน นางรู้ดีว่าอาหรงกำลังทำอะไร แต่ในใจของนางกลับไม่ได้รู้สึกริษยา กลับกัน ความตื่นเต้นที่ได้เห็นสหายของตนถูกพยัคฆ์ร้ายลวนลามกลับทำให้ความปรารถนาในตัวนางพุ่งสูงขึ้น
นางรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นขึ้นมาในร่างกาย เมื่อนึกถึงสัมผัสที่ดิบเถื่อนของอาหรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปบนรถม้า และตอนนี้เขากำลังแสดงความสนใจต่อสหายของนางด้วยวิธีเดียวกัน มันทำให้นางรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจแปลกๆ ที่ชายที่นางยอมมอบร่างกายให้เป็นคนที่มีเสน่ห์จนสาวงามคนอื่นๆ ก็ต้องหลงใหล
"ในเมื่อพวกเจ้าชอบของขวัญ ข้าก็มีข้อเสนออีกอย่าง" อาหรงกล่าวพลางกวาดสายตามองสาวงามทั้งสี่ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าทุกคนไปเที่ยวเล่นนอกเมือง ไปยังน้ำตกลับที่ข้าค้นพบระหว่างเดินทาง"
เขาหยุดพูดสักครู่ ปล่อยให้ความตื่นเต้นก่อตัวขึ้นในใจของพวกนาง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย "รับรองว่าพวกเจ้าจะได้สัมผัสกับธรรมชาติ... และความตื่นเต้นที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง"
คำว่า "ความตื่นเต้น" ที่อาหรงเน้นเสียงทำให้สี่สาวรู้สึกถึงความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างใต้ พวกนางแลกสายตากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดหวั่นและโหยหา
หวังฟางเป็นคนแรกที่พูด "ฟังดูน่าสนใจมากเพคะท่านอาหรง แต่...แต่การไปเที่ยวนอกเมืองจะปลอดภัยหรือเพคะ?"
อาหรงยิ้มกว้างขึ้น "เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย หวังฟาง ข้ามีคนของข้าคอยดูแล และข้าเองก็เป็นนักรบที่ผ่านการต่อสู้มามากมาย" เขาตบอกของเขาเบาๆ "ไม่มีอันตรายใดที่จะทำร้ายพวกเจ้าได้"
จางซินกระตือรือร้น "ข้าอยากไปเพคะ! ข้าไม่เคยเห็นน้ำตกมาก่อน และข้าอยากรู้ว่าธรรมชาติที่ท่านพูดถึงเป็นอย่างไร"
ซูหลินลังเลเล็กน้อย "แต่พวกเราจะไปกันแค่เราเองหรือเพคะ? จะมีคนอื่นไปด้วยหรือไม่?"
อาหรงมองซูหลินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ฉลาดดีนะ ซูหลิน ข้าชอบผู้หญิงที่คิดก่อนทำ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการชื่นชม "จะมีคนของข้าไปด้วยเพื่อดูแลความปลอดภัย แต่พวกเขาจะอยู่ห่างๆ เพื่อให้พวกเราได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติอย่างเต็มที่"
หลิวเหมยที่เงียบอยู่ตลอดเวลาก็เอ่ยขึ้น "ข้าคิดว่าเป็นความคิดที่ดีเพคะ พวกเราอยู่ในจวนมานานแล้ว การได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองคงจะสนุก"
สัมผัสที่ดิบเถื่อนจากต่างแดนที่อาหรงทิ้งไว้บนร่างกายของแต่ละคนยังคงร้อนผ่าว ความรู้สึกของมือใหญ่ที่ลูบไล้ผ่านผิวเนื้อ ลมหายใจร้อนที่รดรินซอกคอ และสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ทั้งหมดนี้ทำให้พวกนางรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ไม่เคยประสบมาก่อน
หวังฟางลูบไล้ผ้าไหมที่คลุมไหล่ ความนุ่มนวลของผ้าทำให้นางนึกถึงสัมผัสของมือใหญ่ที่เพิ่งลูบไล้เอวของนาง จางซินมองกำไลหยกที่ข้อมือ แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างทำให้หยกเปล่งประกายสีแดงเข้ม เหมือนกับความรู้สึกที่ร้อนผ่าวในใจของนาง ส่วนซูหลินจับกริชไว้ในมือ ความเย็นของโลหะทำให้นางรู้สึกถึงความแตกต่างกับความอบอุ่นของร่างกายอาหรงที่เพิ่งแตะต้องนาง
พวกนางต่างพยักหน้าตกลงอย่างพร้อมเพรียง โดยหารู้ไม่ว่า "การเที่ยวเล่น" ครั้งนี้ อาหรงได้วางแผนที่จะรวบหัวรวบหางกุหลาบงามทั้งสี่ให้สยบอยู่ใต้ร่างของเขาพร้อมๆ กัน
ในใจของอาหรง แผนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาได้ศึกษาบุคลิกของสาวงามแต่ละคนอย่างละเอียด หวังฟางเป็นคนอ่อนโยนและเชื่อใจง่าย จางซินร่าเริงและชอบความตื่นเต้น ซูหลินฉลาดแต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็น และหลิวเหมยที่เขาได้ครอบครองไปแล้วก็พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการดึงดูดสหายของนาง
น้ำตกลับที่เขาพูดถึงนั้นอยู่ห่างจากเมืองพอสมควร เป็นสถานที่ที่เงียบสงบและไม่มีใครรบกวน เหมาะสำหรับแผนการที่เขาวางไว้ เขาได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ตั้งแต่เต็นท์สำหรับพักแรม อาหารและเครื่องดื่ม และสิ่งอื่นๆ ที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่พวกนางจะไม่มีวันลืม
"ดีมาก..." อาหรงแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ สายตาของเขากวาดมองใบหน้าของสาวงามทั้งสี่ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง "งั้นคืนนี้พวกเจ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่... เพราะพรุ่งนี้พวกเจ้าอาจจะไม่มีแรงแม้แต่จะเดินกลับเมือง"
คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป สี่สาวรู้สึกถึงความหมายที่ซ่อนเร้นในคำพูดนั้น แต่ก็ไม่อาจถอยหลังได้แล้ว ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความหวาดกลัว
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของอาหรงดังขึ้นในห้องโถง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความพึงพอใจ ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาของสี่สาวงามที่กำลังจะก้าวเข้าสู่กรงเล็บของพยัคฆ์ร้ายอย่างเต็มใจ
ขณะที่แสงเทียนริบหรี่ลง เงาของอาหรงที่ส่องไปบนผนังดูใหญ่โตและน่าเกรงขาม เหมือนกับเงาของสัตว์ป่าที่กำลังเฝ้าดูเหยื่อ สี่สาวงามยืนอยู่ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ ร่างกายเล็กๆ ของพวกนางดูเปราะบางและน่าเป็นห่วงเมื่อเปรียบเทียบกับร่างยักษ์ของอาหรง
คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของความบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่ในใจของพวกนาง พรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พวกนางจะเดินทางไปสู่จุดหมายที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกนางตลอดไป ไปสู่น้ำตกลับที่จะกลายเป็นสถานที่แห่งการยอมจำนนต่อพยัคฆ์ร้ายจากชายแดน
อาหรงมองดูสาวงามทั้งสี่ด้วยความพึงพอใจ แผนการของเขาดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ของขวัญที่เขาเลือกมาได้สร้างความประทับใจและความผูกพันเบื้องต้น การสัมผัสที่เขาแอบทิ้งไว้บนร่างกายของแต่ละคนก็ได้ปลุกความรู้สึกที่พวกนางไม่เคยประสบมาก่อน
พรุ่งนี้ ที่น้ำตกลับ เขาจะได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่มีเสน่ห์จากชายแดน แต่เป็นพยัคฆ์ร้ายที่จะไม่ยอมปล่อยเหยื่อที่ตกอยู่ในกรงเล็บของเขาไปไหน