บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXการสนทนาหน้ากองไฟ
หลังจากสังหารก็อบลินไรเดอร์จนหมดแล้ว ผม และสมาชิกในปาร์ตี้จึงหยุดพักฟื้นตัว แจ็คได้รับบาดแผลเล็กน้อยจากหอกหินของก็อบลินจึงต้องให้โซน่าช่วยปฐมพยาบาลพื้นฐาน
ส่วนครินซ์ก็มีอาการเหนื่อยล้าจากการวิ่งมากเกินไป อันเนื่องมาจากน้ำหนักของชุดเกราะที่เขาสวม เขาจึงนั่งพักอยู่ข้างถนนลูกรังพลางจิบน้ำไปพลาง
ส่วนผม กับคาร์ลก็กำลังช่วยกันใช้มีดสั้นตัดใบหูของพวกมอนสเตอร์ทีละตัว คาร์ลอธิบายว่าเราสามารถนำใบหูของมอนสเตอร์ไปยืนยันกับทางกิลด์ได้ว่าเราได้ทำการสังหารมอนสเตอร์ตัวอะไรไป จากนั้นทางกิลด์ก็จะรับซื้อหูของมอนสเตอร์ด้วยเงินเล็กน้อย
"แล้วถ้าหากนำหัวของมอนสเตอร์ไปมอบให้กับทางกิลด์ล่ะ?"
"แบบนั้นก็ทำได้ครับ แถมยังได้รับเงินมากกว่าด้วย เพราะสมองของมอนสเตอร์มีสรรพคุณเหมือนกับยา แต่มันจะต้องเสียเวลา และเสียแรงในการขนหัวของพวกมันด้วยน่ะครับ ที่สำคัญตอนนี้เรากำลังเดินทางไปทำภารกิจอยู่นะครับ ไม่ใช่กลับเมือง หากต้องขนไปด้วยก็คงจะทำให้การเดินทางล่าช้า"
เด็กหนุ่มตอบคำถามของผมด้วยรอยยิ้ม พลางตัดหูของก็อบลินตัวหนึ่งโยนเข้าไปเก็บไว้ในถุงหนังใบเล็ก ผมเองก็ตัดหูของโทรลไปใส่ไว้ในถุงหนังเช่นกัน
คาร์ลพูดถูก หากเป็นสถานการณ์ตอนกำลังเดินทางกลับเมือง ผมก็สามารถตัดหัวของพวกมันมามัดรวมกันแล้วแบกเอาไปส่งที่กิลด์ได้ แต่ตอนนี้พวกเรากำลังทำภารกิจอยู่ แถมผมยังต้องแบกสัมภาระประจำตัวด้วย การจะนำหัวของพวกมันติดตัวไปพลางพร้อมกับทำภารกิจไปพลาง มันก็รังแต่จะทำให้เสียเวลาโดยใช้เหตุ
"จะว่าไปแล้ว คุณอาทัสเนี่ย แข็งแกร่งสุดๆ เลยนะครับ ทั้งที่โทรลเป็นมอนสเตอร์ระดับอันตรายที่จะต้องใช้ปาร์ตี้ระดับทองคำในการปราบปราม แต่คุณกลับสามารถสังหารมันได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว"
เด็กหนุ่มหันมาพูดชมเชยด้วยดวงตาเป็นประกายชื่นชม ผมที่โดนชมโดยไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเขินขึ้นมาจนอดที่จะเกาแก้มตัวเองไม่ได้
"ใช่แล้ว อาทัสเนี่ย น่าจะแข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักผจญภัยระดับมิธริล หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ"
แจ็คที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลพูดเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ขณะเดินเข้ามาใกล้ในสภาพที่แขนซ้ายถือโล่กลมถูกพันด้วยผ้าพันแผลชุบแอลกอฮอล์
"พวกเจ้าก็ชมเกินไปแล้ว"
ลมหายใจร้อนถูกพ่นด้วยความรู้สึกเขินจากการถูกชม ก่อนที่ผมจะทำหน้าเคร่งขรึมตอบกลับไปเพื่อปิดบังท่าทางที่เกือบจะหลุดมาดประจำตัว ไม่บ่อยนักที่ผมจะถูกคนอื่นชมตรง ๆ แบบนี้ ก็เลยยากจะเก็บอาการเอาไว้ได้
"พี่แจ็คมิได้กล่าวเกินความจริงเลย คุณอาทัส คนที่สามารถต่อกรตัวต่อตัวกับมอนสเตอร์ระดับอันตรายก็มีเพียงนักผจญภัยระดับมิธริลเท่านั้นล่ะครับ"
คาร์ลกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มบาง คำพูดของเขาทำให้ผมต้องนึกย้อนกลับไปเมื่อวันก่อน เจ้าหัวทองเองก็เป็นนักผจญภัยระดับมิธริล ฝีมือดาบจัดได้ว่าพอใช้ได้ นอกจากนี้ยังสวมชุดเกราะ และดาบชั้นดี แถมยังสามารถใช้เวทมนตร์บัพอาวุธได้อีก ซึ่งน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับออร์คหนึ่งตัว หรือสองตัวได้อยู่
"ข้าสงสัยมานานแล้วอาทัส อาวุธ และชุดเกราะของเจ้าไปหามาจากไหนงั้นเหรอ? ข้าไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อนเลย"
ครินซ์เดินมาถามผมด้วยความสนใจ พลางเหล่มองชุดเกราะที่ผมสวม และแบล็ค เกรทซอร์ดที่ปักอยู่บนพื้นไม่ห่างนัก
"บ้านเกิดของข้าอยู่ที่ทวีปอันห่างไกล ดังนั้นชุดเกราะ และอาวุธพวกนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาจากที่นั่นน่ะ"
ผมตอบคำถามของเขากลับไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขณะใช้มีดในมือตัดหูของก็อบลินอีกตัวมายัดใส่ถุงหนัง
"อย่างนี้นี่เอง นั่นแสดงว่าทำไมทั้งที่มีฝีมือระดับนี้ แต่กลับไม่มีชื่อเสียงมาถึงหูข้าเลย ที่แท้ก็เดินทางมาจากแดนอื่นนี่เอง"
ครินซ์พยักหน้าเข้าใจ ผมเองก็ไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม นอกจากตัดหูของหมาป่าตัวสุดท้ายมายัดใส่ถุงหนัง แล้วทำการมัดปากถุงให้แน่น ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"คุณอาทัส เดี๋ยวข้าจะเก็บหูมอนสเตอร์ไว้ให้เอง"
คาร์ลกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางยื่นมือมา ผมจึงส่งถุงหนังบรรจุหูมอนสเตอร์ให้แก่เขา จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันขนย้ายศพของมอนสเตอร์ไปกองรวมกัน ก่อนที่โซน่าจะทำการร่ายเวทมนตร์เผาศพพวกมัน
เมื่อจัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ผมก็ทำการดึงแบล็ค เกรทซอร์ดที่ปักอยู่กับพื้นขึ้นมาพาดบ่า แล้วพวกเราก็เก็บสัมภาระของตัวเอง ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกันต่ออีกครั้ง
แต่ด้วยความที่ว่าการจัดการกับศพของมอนสเตอร์นั้น มันก็ใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร ส่งผลให้พวกเราเดินทางไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ดวงอาทิตย์ก็เริ่มจะลาลับขอบฟ้าแล้ว แจ็คจึงตัดสินใจหยุดพักข้างทางเพื่อตั้งแคมป์
พวกเราแบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างชัดเจน ผม และครินซ์เข้าป่าเพื่อไปหาฟืน ส่วนคาร์ล และแจ็คทำการตั้งเต็นท์ผ้าอย่างง่ายให้กับทุกคน ส่วนโซน่าก็ยืนสวยรอฟืนจากผมเพื่อทำอาหาร
หลังจากหาฟืนมาได้แล้ว โซน่าก็ใช้เวทมนตร์จุดไฟ แล้วเริ่มทำอาหาร ระหว่างนั้นเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายก็ทำได้เพียงนั่งคุยหน้ากองไฟรออาหารเย็นเท่านั้น ส่วนผมก็ไม่รู้จะพูดคุยอะไรจึงทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับฟังที่ดี
เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมได้มานั่งคุยรอบกองไฟกับคนอื่นนอกสถานที่ในป่าเขาเช่นนี้ สำหรับผมที่มักจะอาศัยอยู่แต่ในห้องพักเล็ก ๆ ตลอดมา นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่เลยทีเดียว
ไม่นับการเดินทางกับพวกชาวบ้านนะ บรรยากาศตอนนั้นมันกดดัน และออกแนวเป็นผู้คุ้มกันเสียมากกว่า ต้องคอยเดินลาดตระเวนตลอดเวลาไม่หยุดทั้งคืน ถ้าหากเปลี่ยนให้คนอื่นมาทำแบบผมก็คงน็อคไปนานแล้ว
ขณะเดียวกันโซน่าก็กำลังทำอาหารในหม้อที่ตั้งอยู่เหนือกองไฟอย่างขมักเขม้น มันเป็นซุปที่ทำขึ้นมาจากข้าวบาร์เลย์ หัวมัน เนื้อตากแห้ง และแครอท น้ำซุปมีสีน้ำตาลอ่อนเล็กน้อยจากสมุนไพรที่นางใส่ลงไป ส่งกลิ่นหอมจางลอยมาแตะจมูก
"พวกเจ้าเนี่ย... ดูสนิทกันมากเลยนะ รู้จักกันมานานงั้นรึ?"
ผมเผลอหลุดปากพูดออกไปด้วยความลืมตัว ก่อนจะรีบหุบปากของตัวเองลง พึ่งตระหนักได้ว่ากำลังก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นเข้า อันเป็นนิสัยสอดรู้สอดเห็นจากตัวผมในโลกก่อน
"ฮะ ฮะ ก็พอประมาณนะ ข้ากับโซน่าน่ะ เป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน เราสองคนเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในโบสถ์ก็เลยตั้งมั่นว่า ถ้าพวกเราโตขึ้นจะต้องเป็นนักผจญภัยที่มีชื่อเสียง แล้วนำเงินบางส่วนจากการทำงานไปบริจาคให้โบสถ์เพื่อตอบแทนที่เลี้ยงดูพวกเรามาน่ะ"
ตอนแรกแจ็คเผยสีหน้าแปลกใจที่ผมผู้นั่งเงียบมาตลอดกลับเป็นคนเอ่ยปากเริ่มหัวข้อ ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของผมด้วยรอยยิ้ม พลางเพยิดหน้าไปทางโซน่าที่กำลังทำอาหารอย่างขมักเขม้น เอลฟ์สาวนักเวทเองก็พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
"ส่วนครินซ์เนี่ย เขาก็มาร่วมปาร์ตี้ในตอนที่ข้า กับโซน่าพึ่งจะเป็นนักผจญภัยมือใหม่ มันก็ราว ๆ สองปีกว่าได้แล้วล่ะมั้ง?"
"ขอบอกเลยว่า ตอนแรกเจ้าหมอนี่มันเป็นเด็กบ้าฝันสุด ๆ เอาแต่ป่าวประกาศว่าจะเป็นผู้กล้าให้ได้อยู่นั่นล่ะ"
"เห้ย! ครินซ์! อย่าปากพล่อยเรื่องน่าอายสิฟะ!!!"
แจ็คผู้ถูกครินซ์เฉลยเรื่องน่าอายเมื่อสมัยก่อนถึงกับเผยสีหน้าเลิกลั่ก เจ้าตัวทำการคว้าไม้ที่ใช้เขี่ยกองไฟขึ้นมาตีเพื่อนสวมเกราะหลายครั้ง แต่ด้วยชุดเกราะที่สวมทำให้ครินซ์ไม่เป็นอะไร นอกจากหัวเราะชอบใจออกมาเท่านั้น
"อันที่จริงก็มีอยู่อีกคนนะที่มาร่วมปาร์ตี้หลังจากนั้นไม่นาน นางชื่อว่า เทเรซ่า แม้จะเป็นผู้หญิง แต่นางก็เป็นหญิงถึก คอยทำหน้าที่เป็นตัวชนเคียงคู่กับข้าได้ดี เผลอ ๆ อาจจะเหนือกว่าข้าด้วยซ้ำ เพราะนางมีเวทมนตร์เสริมกำลังด้วย แต่น่าเสียดายนักที่นางกำลังพักรักษาตัวอยู่จากการทำภารกิจครั้งล่าสุดกับพวกเรา"
ระหว่างนั้นครินซ์ก็เป็นคนอธิบายต่อทั้งรอยยิ้ม ขณะโดนแจ็คเอาไม้ตีเข้าที่ด้านหลัง ผู้หญิงที่ชื่อว่าเทเรซ่าค่อนข้างน่าสนใจพอสมควร เวทมนตร์เสริมกำลังที่นางใช้ น่าจะเป็นเหมือนกับเวทมนตร์ที่พวกอัศวินจากจักรวรรดิฟาฟไฮน์ใช้กันสินะ
"แล้วเจ้าใช้เวทมนตร์ไม่ได้งั้นรึ?"
"สำหรับมนุษย์น่ะนะ เวทมนตร์จะต้องมีมาตั้งแต่กำเนิด ตัวข้าที่เกิดมาแล้วมีมานาเพียงเศษเสี้ยวของแมลง ต่อให้พยายามแทบตายยังไงก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ดังนั้นข้าจึงไปเอาดีด้านพละกำลังยังไงล่ะ"
ครินซ์ตอบคำถามของผมด้วยรอยยิ้ม พลางทำท่าเบ่งกล้ามทั้งที่ยังสวมเกราะอยู่ แต่ถ้าดูจากภายนอก ภายใต้ชุดเกราะของเขาน่าจะอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเป็นแน่
"เฮ้อ... ส่วนคาร์ลก็พึ่งจะมาเข้าปาร์ตี้เมื่อสามเดือนก่อนนี้เอง ข้าพึ่งมาตระหนักรู้ว่าปาร์ตี้ของข้าขาดผู้ชำนาญด้านการปลดกับดัก และเรนเจอร์คอยสนับสนุน ข้าก็เลยรับเขาเข้าปาร์ตี้ทั้งที่ยังเป็นเพียงระดับเหล็ก แต่ฝีมือการใช้หน้าไม้จัดได้ว่ามืออาชีพเลยล่ะ"
"พี่แจ็คก็กล่าวเกินไป"
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เขินจากคำกล่าวของหัวหน้าปาร์ตี้
"ข้าว่าแจ็คไม่ได้พูดเกินความจริงแต่อย่างใด ฝีมือการยิงหน้าไม้ของเจ้านับว่าแม่นยำมาก สามารถยิงเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นหมาป่าได้ แม้แต่นักธนูมืออาชีพบางคนยังทำไม่ได้แบบเจ้าเลย"
ผมกล่าวเสริมสนับสนุนคำพูดของแจ็ค ส่งให้คาร์ลถึงกับแสดงท่าทางเคอะเขินหนักกว่าเดิม หึๆ เข้าใจความรู้สึกจากการถูกชมอย่างต่อเนื่องรึยังล่ะ เจ้าหนุ่ม!
"ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เห็นมั้ยล่ะคาร์ล ขนาดอาทัสยังยอมรับเจ้าเลย!"
ครินซ์หัวเราะปากกว้างดังลั่น พลางยกฝ่ามือใหญ่หนาตบลงบนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มข้างกายรัวๆ เล่นทำเอาเจ้าตัวถึงกับกระอักลมหลายรอบเลยทีเดียว
"อันที่จริง สาเหตุที่เราสนิทกันไม่ได้มาจากระยะเวลาของการรู้จักกันหรอก หากแต่เป็นสายสัมพันธ์ที่เรียกว่าความเชื่อใจในการฝากชีวิตให้แก่กันและกันต่างหาก"
โซน่าที่กำลังทำอาหารอยู่กล่าวขึ้น พลางหันมาส่งยิ้มหวานให้กับผม ส่งให้ผมที่จู่ ๆ ก็ถูกสาวสวยส่งยิ้มมาให้ก็ทำอะไรไม่ถูก นอกจากเผยรอยยิ้มตอบรับกลับไปเท่านั้น
ความเชื่อใจงั้นเหรอ... สำหรับผมในโลกก่อน คำนี้ล้วนไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะทั้งในเกม หรือชีวิตจริงก็ตาม
"เอาล่ะหนุ่ม ๆ ซุปได้ที่แล้ว"
เอลฟ์นักเวทสาวยกช้อนไม้ที่ใช้คนซุปมาเคาะตรงขอบหม้อสองสามที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหวาน พลางนำถ้วยไม้ออกมาจากกระเป๋า แล้วตักซุปเทลงในถ้วยไม้ 5 ถ้วย
"โหย! ข้ารอมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้ทานอาหารเสียที หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว"
"ขอบคุณนะ พี่โซน่า!"
"ขอบคุณ"
แจ็ค และคาร์ลรับถ้วยไม้ใส่ซุปไปด้วยความยินดี โดยเฉพาะแจ็คดูจะมีท่าทางระริกระรี้มากกว่าใครเพื่อน ส่วนครินซ์ก็กล่าวขอบคุณโซน่าคำสั้นด้วยรอยยิ้ม พลางรับถ้วยซุปมาไว้ในมือ
"ขอบใจ"
ผมกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับรับถ้วยซุปมาจากนาง โซน่าไม่ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มหวานมาให้ ก่อนที่เธอจะตักซุปใส่ถ้วยในส่วนของตัวเอง
ระหว่างทานซุป พวกเขาก็จะพูดคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ ไปด้วย พร้อมกับหยิบขนมปังแข็งของแต่ละคนมาฉีกแล้วจุ่มน้ำซุปกินกัน ส่วนผมที่ไม่ได้พกอาหารมาเลยจึงทำได้เพียงใช้ช้อนไม้ตักซุปขึ้นมากินทีละคำเท่านั้น
รสชาติของอาหารนับว่าธรรมดา ไม่ได้อร่อย ไม่ได้แย่ พอมีกลิ่นหอมจากสมุนไพร และรถเค็มจากเนื้อตากแห้งที่อยู่ในซุป หัวมัน และแครอทค่อนข้างเปื่อยมาก ไม่จำเป็นต้องเคี้ยวเลยสักนิด
"อาทัส รับไปสิ"
ทันใดนั้นครินซ์ที่นั่งอยู่ข้างผมก็ได้ยื่นขนมปังแข็งอีกก้อนมาให้ด้วยรอยยิ้ม ผมที่กำลังตักซุปเข้าปากอยู่ก็เป็นอันต้องชะงักหันไปมองเขา
"เจ้าไม่ได้เตรียมเสบียงสำหรับตัวเองมาสินะ แม้นักผจญภัยที่ไม่เตรียมเสบียงของตัวเองมา แล้วคิดแต่จะเกาะเสบียงของสมาชิกในปาร์ตี้ ดูจะเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจก็ตาม แต่ด้วยความสามารถของเจ้า ต่อให้ต้องเลี้ยงอาหารเจ้าทุกวันข้าก็ยอมแล้ว"
ครินซ์กล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มกว้าง คำพูดของเขาอาจจะคล้ายกับดูถูก แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงไว้เลยแม้แต่น้อย เขาออกจะเป็นคนพูดแบบขวานผ่าซากเสียมากกว่า
"ข้าก็เห็นด้วยกับเจ้านะ ครินซ์ หากได้อาทัสมาร่วมปาร์ตี้ล่ะก็ เงินทองจะต้องไหลมาเทมาไม่ขาดสายอย่างแน่นอน!"
แจ็คเองก็หัวเราะชอบใจกล่าวเสริมออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะถูกโซน่าต่อยเข้าที่ไหล่จนเจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะต้องร้องเสียงหลง
"ขอบใจ เรื่องที่เจ้าพูดมาข้าจะจำไว้"
ผมกล่าวขอบคุณพลางรับก้อนขนมปังมาจากมือของเขา คำพูดของครินซ์เหมือนกับมีเจตนาที่ต้องการจะเตือนผม ในเรื่องมารยาทของการร่วมปาร์ตี้กับคนอื่น
ผมทำการฉีกขนมปังแข็งในมือ แล้วจุ่มชิ้นที่ฉีกออกมาลงในน้ำซุปเพื่อให้ขนมปังนุ่มขึ้น จากนั้นก็เอาเข้าปากเคี้ยวหงุบหงับ หากผมกินทั้งที่ไม่ได้จุ่มกับน้ำซุปล่ะก็ ขนมปังแข็งก้อนนี้คงจะดูดน้ำลายในปากผมไปจนหมดแน่
"ข้าสังเกตมานานแล้ว อาทัส เจ้าน่ะ พึ่งจะเป็นนักผจญภัยได้ไม่นานใช่มั้ย?"
"อุ่ก!"
ขณะที่ผมกำลังทานอาหารด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่นั้น จู่ ๆ ครินซ์ก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เล่นทำเอาผมถึงกับชะงักเกือบสำลักอาหารในปากเลยทีเดียว
"เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น?"
ผมวางถ้วยไม้ที่เหลือซุปอยู่เพียงครึ่งลงบนตัก ก่อนจะหันไปถามเขาด้วยความสงสัยสุมอยู่เต็มอก นี่ผมทำตัวเหมือนนักผจญภัยมือใหม่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
"แม้เจ้าจะมีท่าทางเหมือนกับนักรบที่ผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วนก็ตาม แต่ความรู้ในฐานะผจญภัยระดับเงินของเจ้านับว่าน้อยจนน่าแปลกใจ ทั้งการที่เจ้าถามรูปลักษณ์ของเฟลมมิ่ง วูล์ฟจากข้าระหว่างอยู่ในเมือง ทั้งการที่เจ้าไม่รู้ทิศทางในการเดินทาง ทั้งไม่ทราบเรื่องการส่งมอบใบหูของมอนสเตอร์ให้แก่ทางกิลด์ และยังพึ่งมาทราบมารยาทพื้นฐานของนักผจญภัยอีกด้วย เพียงเท่านี้ข้าก็สรุปได้ว่าเจ้าน่าจะเป็นนักผจญภัยมือใหม่อย่างแน่นอน"
ครินซ์กล่าวอธิบายความคิดของเขาออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง คำอธิบายของเขาทำให้ผมรู้สึกทึ่งในทักษะการสังเกตของเขา ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าได้ถูกครินซ์จับตาดูมาตั้งแต่แรกแล้ว
"การที่เจ้าสามารถขึ้นเป็นนักผจญภัยระดับเงินได้ อาจเป็นเพราะเจ้าทำผลงานโดดเด่นจนเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วสินะ? อืม... ต้องขออภัยด้วยที่ข้าจับตาดูเจ้าโดยไม่บอกกล่าว อันที่จริงมันเป็นนิสัยเสียของข้าตั้งแต่เกิดอยู่แล้วน่ะ"
"ไม่เป็นไร... ข้าไม่ถือสาเจ้าหรอก สิ่งที่เจ้าพูดมาล้วนเป็นความจริง"
ผมส่ายหน้าต่อคำขอโทษของเขา ไม่มีแม้แต่ความไม่พอใจแม้แต่น้อยที่ผมถูกมองออก กลับกันผมกลับรู้สึกชื่นชมทักษะการสังเกตของเขาเสียมากกว่า
แจ็ค โซน่า และคาร์ลที่ได้รับรู้ความจริงก็ถึงกับเบิกตากว้างตกตะลึง พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่า ที่แท้อาทัสก็พึ่งจะมาเป็นนักผจญภัยได้ไม่นานมานี้เอง!
"ข้าว่าแล้ว! ทีแรกข้าก็สงสัยว่าทำไมเจ้าถึงไม่มีชื่อเสียงเรียงนามเลยสักนิด ทั้งที่มีฝีมือแข็งแกร่งเทียบเท่านักผจญภัยระดับมิธริลแท้ ๆ"
ครินซ์ตบมือฉาดใหญ่ทั้งรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับแสดงท่าทางดีใจที่ข้อสันนิษฐานของตัวเองถูกต้อง
"แล้ว... ก่อนที่เจ้าจะมาเป็นนักผจญภัย เจ้าเคยทำอะไรมาก่อนงั้นรึ อาทัส?"
แจ็คเก็บงำความรู้สึกตื่นตระหนกเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยถามผมด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
"ก็... ถึงจะไม่ใช่นักผจญภัย แต่ก็มีความคล้ายกัน ออกผจญภัยไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมายน่ะ"
สองตากลอกไปมาพยายามพูดแถสุดตัว ใครจะไปบ้าตอบว่าเล่นเกมจนหลุดมาอยู่โลกนี้กันเล่า!
หลังอาหารมื้อเย็นสิ้นสุดลง พวกเราก็พูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่พวกแจ็คจะแยกย้ายกันไปนอน ส่วนผมก็นั่งเฝ้ายามทั้งคืนแบบที่เคยทำมา
_____________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 6/11/2563