หรงเยว่ซีกลับมาจากเรือนรับรองด้วยอารมณ์ขุ่นมัวที่ยังคงฝังอยู่ในอก เพราะภาพบาดตาบาดใจที่ได้เจอในวันนี้เหมือนกับการเอามีดกรีดลงบนาแเก่าของเขา
เมื่อไหร่อาการอกหักช้ำรักจะหายไปเสียที แต่คงจะยากเพราะในเวลานี้เขาไม่สามารถหาบุรุษคนไหนที่มีหน้าตาหล่อเหลาและความสามารถเป็เลิศเทียบเท่าแม่ทัพไป๋มาดามหัวใจของเขาได้เลย
และยามนี้สิ่งที่ใช้ในการบรรเทาอาการยุบยิบในใจจากคู่รักคู่นั้นจะเป็สิ่งใดได้อีกนอกจากการเขียนตำราเล่มใหม่ขึ้นมา และฮ่องเต้ในตำราของเขาก็ยังเป็ตัวละครที่ได้รับความทรมานมากที่สุดในเื่ จากการถูกท่านแม่ทัพเสพสังวาสบนหลังม้าในป่าหลังค่ายทหารจนไปถึงธารน้ำตกลึกด้านใน
หลังจากขาสั่นจากการกรำศึกรักบนหลังม้าแล้ว ยังได้ัักับธรรมชาติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนต้องเกาะก้อนหินใหญ่ข้างน้ำตกไว้แน่นยามต้องรับแรงกระแทกจากแท่งหอกของคนรักที่จ้วงแทงอย่างดุเดือดจนหัวสมองขาวโพลน ช่องทางรักที่แสนคับแน่นถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงจนผู้เป็เ้าของเกือบหมดสติในรอบสุดท้ายนั่นแหละ ท่านแม่ทัพถึงได้ปราณีผ่อนแรงลงเป็ขยับเนิบนาบ จนในที่สุดก็ปลดปล่อยธาราสีขาวขุ่นออกมาจากดอกเบญจมาศที่บวมแดงและถูกเคลือบไปด้วยคราบกามที่ล้นทะลักปะปนไปกับสายน้ำเย็น
เมื่อเขียนจบฉากนี้หรงเยว่ซีก็อดไม่ได้ที่จะเผลอกลืนน้ำลายด้วยความหื่นกระหายเสียเอง เพราะอยากเอาตัวเองเข้าไปแทนที่ตัวละครฮ่องเต้ที่เขาเขียนขึ้น
หรงเยว่ซีอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้คือการระบายความแค้นต่อฮ่องเต้ศัตรูความรักหรือเป็การความ้าของเขาที่อยากถูกxxกันแน่
สองมือรวบรวมกองกระดาษเรียงลำดับตามเลขหน้าอย่างเป็ระเบียบ จากนั้นก็ให้เสี่ยวเว่ยเย็บเข้าปกให้เป็ตำราโดยสมบูรณ์ เขามองเสี่ยวเว่ยที่ทำตาละห้อยอยากอ่านตำราเต็มแก่ ก็อดเอ็นดูออกมาไม่ได้
ดูเหมือนว่าเขาได้สร้างหนุ่มวายขึ้นมาบนโลกใบนี้เสียแล้ว
หรงเยว่ซีเดินไปหยิบหีบที่เขาเก็บตำรายวนยาง์เล่มอื่นออกมา หลังจากปลดล็อค เขาก็หยิบตำรายวนยาง์เล่มที่สองส่งให้บ่าวคนสนิทไปคัดลอก มือหนาใส่ตำราเล่มที่หกเก็บเข้าไปแทน ไม่ลืมล็อคกุญแจด้านหน้าอีกครั้ง
เสี่ยวเว่ยกอดตำรายวนยาง์เล่มที่สองของนายน้อยเอาไว้แนบอกอย่างหวงแหน น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ เขาหันไปสบตากับสหายบ่าวรับใช้คนอื่นที่มีสีหน้าไม่แตกต่างจากเขา
ทันทีที่นายน้อยโบกมือให้ไปพักผ่อนได้ พวกเขาก็แทบวิ่งออกจากห้องนอนของนายน้อยไปที่ห้องพักของตัวเองทันที
เมื่อเข้ามาในห้องนอนได้ เสี่ยวเว่ยในตอนนี้ถูกจับนั่งให้อยู่ตรงกลางและมีบ่าวเกอและหญิงล้อมรอบ พวกเขาอยากเป็คนแรกที่ได้อ่านตำราเล่มนี้พร้อมกัน สถานการณ์ในเวลานี้จึงดูทุลักทุเลเล็กน้อย เพราะต้องรอให้ทุกคนอ่านจบก่อนเสี่ยวเว่ยจึงเริ่มพลิกหน้าถัดไป ไม่ใช่ว่าความสามารถในการอ่านของพวกเขาอ่อนด้อย แต่เป็เพราะ้าซึมซับทุกตัวอักษรที่นายน้อยเขียนต่างหาก การอ่านในแต่ละหน้าจึงช้ากว่าปกติพอสมควร
แน่นอนว่าเมื่อถึงฉากสำคัญที่พวกเขารอคอย ใครคว้าหมอนหนุนได้ก็หยิบมาฉีกทึ้ง ใครคว้าไม่ได้ก็ตีไหล่สหายของตัวเองแทน เสียงหัวใจของทุกคนเต้นแรง ใบหน้าร้อนผ่าวกันไปหมด บางคนที่อาการหนักหน่อยถึงกับยกหลังมือขึ้นมากัดเพื่อกั้นเสียงกรีดร้องของตัวเอง
ท่านแม่ทัพยามเมาสุราช่างร้อนแรงเหลือเกิน ฮ่องเต้ที่มีร่างกายแสนบอบบางแทบจะทนรับเรี่ยวแรงของท่านไม่ไหวแล้ว!
โอ้ ท่านแม่ทัพช่างรุนแรงและมีพละกำลังล้นเหลือดั่งช้างสาร ไม่นะ ขาเตียงหักอีกข้างแล้ว!
"อ๊ะ เสี่ยวจู เืกำเดาเ้าไหลแล้ว!"
ความวุ่นวายในห้องนอนของบ่าวเกิดขึ้นทันทีเมื่อสหายคนหนึ่งระทึกใจกับเนื้อหาในตำราจนเืลมพลุ่งพล่านมากเกินไปทำให้มีเืกำเดาไหลจากจมูก
"ไม่เป็ไรๆ แค่เอาผ้าอุดจมูกไว้ เดี๋ยวก็หาย เสี่ยวเว่ยเปิดหน้าต่อไปเร็ว!"
เสี่ยวจูในเวลานี้หาได้สนใจเืที่ไหลชุ่มบนผ้าเช็ดหน้าที่ตนเอามาอุดจมูกไว้สักนิด ดวงตาของนางจ้องเขม็งไปยังหน้ากระดาษ ไม่ลืมเอ่ยเร่งเสี่ยวเว่ยให้รีบพลิกหน้าใหม่เพื่อที่นางจะได้อ่านอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน
ท่านแม่ทัพกำลังจะเปลี่ยนท่าสำหรับเสพสังวาสใหม่แล้ว!
"ตาแก่เหอ เ้ารู้ไหมว่าทำไมวันนี้ร้านตำราฟู่ฉือถึงได้มีเหล่าบัณฑิตมารอต่อแถวกันเยอะถึงเพียงนี้กัน" ชายชราที่พึ่งมาถึงโต๊ะน้ำชาที่สหายนั่งอยู่เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ข้าไปถามมาแล้ว พวกเขามารอซื้อตำราจากปรมาจารย์ท่านหนึ่งน่ะ" ผู้เฒ่าเหอวางจอกน้ำชาลงก่อนตอบคำถามสหาย
"เป็ปรมาจารย์ท่านไหนกัน ั้แ่เกิดมาจนอายุถึงปูนนี้ข้ายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่คนมารุมล้อมเพื่อรอซื้อตำราเช่นนี้มาก่อนเลย"
"ตำราเล่มนี้เขียนโดยปรมาจารย์เยว่หลัน ข้าก็ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน แถมยังมีขายแค่ร้านของเถ้าแก่ฟู่เสียด้วย ระหว่างทางมาร้านน้ำชา ข้าเห็นร้านตำราร้านอื่นไม่มีลูกค้าเลยสักคน"
"บ้านเมืองของเราั้แ่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ แคว้นของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจริงๆ ดูเหล่าบัณฑิตที่ขวนขวายความรู้เหล่านี้สิ ช่างเป็วาสนาของเราที่จะมีอนาคตของเ้าหน้าที่ราชการเหล่านี้คอยดูแล"
"จริงดั่งเ้าว่า ข้าว่าจะลองซื้อตำราของปรมาจารย์เยว่หลันไปให้ลูกชายของข้าอ่านดูบ้าง จะได้มีความรู้กว้างขวางมากขึ้น"
"ลูกเ้าเป็พ่อค้า จะอ่านตำราวิชาการไปทำไม เดี๋ยวจะปวดหัวเอาได้กับภาษาวิชาการยากๆ พวกนั้น" ผู้เฒ่าหลินเอ่ยแย้งสหายของตนเอง
"เอ๊ะ ตาแก่หลิน เ้าอย่าขัดข้าได้รึไม่ เ้าไม่เห็นจากเหล่าบัณฑิตพวกนี้เหรอ ปรมาจารย์เยว่หลันต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีชื่อเสียงและเป็ที่นับถือของบัณฑิตผู้มีความรู้จากสำนักศึกษาถึงเพียงนี้ หากบุตรของเ้าได้อ่านตำราของปรมาจารย์ย่อมต้องฉลาดขึ้นไม่มากก็น้อย ดีกว่าปล่อยเวลาไปเฉยๆ"
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะหาซื้อไปให้เสี่ยวอวี้ของข้าอ่านบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะเข้าใจยากแต่หลานข้าก็เป็บัณฑิตในสถานศึกษาเช่นกันต้องช่วยชี้แนะให้ลูกของข้าได้แน่"
"นายน้อยขอรับ นายน้อย!"
หรงเยว่ซีขยี้หูของตัวเองที่ถูกรบกวนจากเสียงของเสี่ยวเว่ยที่ร้องะโดังมาจากหน้าห้องจนเขาแสบแก้วหู
"หยุดะโเดี๋ยวนี้เสี่ยวเว่ย เ้าอยากถูกหัวหน้าพ่อบ้านลงโทษเหรอ"
ร่างสูงหันไปเอ็ดบ่าวคนสนิทของตัวเองที่นอกจากจะลืมมารยาทที่ดีจนะโเสียงดังแล้ว ยังวิ่งตึงตังเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วจนเข้าต้องเบี่ยงกายหลบไม่อย่างนั้นคงได้มีการเจ็บตัวเกิดขึ้นบ้าง
"ก็ข้าตื่นเต้นนี่ขอรับ นายน้อย ดูนี่สิขอรับ ข้าเกือบหัวใจวายตายตอนรับมา"
เสี่ยวเว่ยที่ทรุดตัวลงข้างขาของนายน้อยรีบวางกล่องไม้ที่ภายในเต็มไปด้วยตั๋วเงินที่อัดแน่นกันอยู่ในนั้นให้เ้านายอย่างประหม่าแกมตื่นเต้นดีใจจนไม่สามารถระงับอาการของตัวเองได้
เขากังวลแทบตายเพราะกลัวว่าจะมีใครมาดักปล้นเงินในกล่องไม้นี้ ทันทีที่กลับมาถึงจวน เขาก็รีบวิ่งมาที่เรือนของนายน้อยทันทีเพราะ้าส่งมอบมันให้นายน้อยโดยเร็วที่สุด
"ทำไมคราวนี้ไม่มาเป็ถุงเงินล่ะ"
หรงเยว่ซีเอ่ยขึ้นก่อนจะเปิดฝากล่องไม้ที่แกะสลักอย่างดีเพื่อเปิดดูของด้านใน และเขาก็พบว่าเป็กระดาษที่คนยุคนี้ใช้มันแทนค่าของจำนวนเงิน ตั๋วเงินหนึ่งใบมีค่าเทียบเท่ากับ 100 ตำลึงทอง
ดวงตาสีเข้มลุกวาวทันทีมือที่ถือปึกเงินสั่นเทาเล็กน้อย เขาตั้งใจนับตั๋วเงินทีละใบท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่ที่ลุ้นไปกับเขาถึงรายได้ในการเขียนตำรายวนยาง์ทั้งสองเล่มของเดือนนี้
20...29 30...45 46...68 69 70...80 ใบ!
บ้าไปแล้ว นี่มัน 8,000 ตำลึงทอง!!
ตำราเื่เสียวของเขามันกระจายไปถึงใครแล้วบ้างเนี่ยถึงได้มีปริมาณการซื้อมากมายถึงเพียงนี้...
การตอบรับนี้มันเกินกว่าที่หรงเยว่ซีคาดคิดเอาไว้มากจนเขาใ
"เสี่ยวเว่ย เถ้าแก่ฟู่ฝากข้อความอะไรมาให้ข้าบ้างรึเปล่า"
"มีขอรับ เถ้าแก่ฟู่ฝากถามความคิดเห็นจากนายน้อย เนื่องจากตอนนี้ตำราของนายท่านโด่งดังมาก ไม่เพียงมีเหล่าบัณฑิตที่มาซื้อเท่านั้น แต่ได้ขยายไปยังคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวบ้านและทหารแล้วขอรับ เถ้าแก่ร้านตำราร้านอื่นๆ จึงอยากยื่นกิ่งมะกอกให้แก่นายน้อยเพราะอยากได้ตำรายวนยาง์ไปขายที่ร้านค้าของตัวเองบ้าง หากนายน้อยตัดสินใจเช่นไร ให้ข้านำความไปบอกกับเถ้าแก่ฟู่ขอรับ"
หรงเยว่ซีหัวใจร่วงลงไปถึงตาตุ่มเมื่อได้ยินว่าทหารในแคว้นก็เป็ลูกค้าของเขาด้วย ดูเหมือนว่านี่มันเข้าใกล้ตัวของเขาขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องลองไปเลียบเคียงถามต้าเกอของตัวเองบ้างแล้วว่ารู้จักตำรายวนยาง์บ้างหรือเปล่า
กายสูงเดินวนไปมาอย่างใช้ความคิด สองมือไพล่หลังอย่างคิดไม่ตก ั้แ่การมาเยือนในครั้งนั้นของฮ่องเต้ เขาทำทุกอย่างให้รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ใครสามารถสืบสาวเข้าถึงตัวปรมาจารย์เยว่หลันได้ง่ายๆ แม้แต่เสี่ยวเว่ยเองก็ยังต้องปลอมตัวและแวะเวียนหลายที่เพื่อเปลี่ยนการแต่งกายและภาพลักษณ์ก่อนเดินทางกลับมายังจวนหรง
ในยามนี้เขากำลังสองจิตสองใจ การที่ตำราของเขาได้รับการยอมรับและเผยแพร่ในวงกว้างนับว่าเป็เื่ที่ดี แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อดกังวลไม่ได้ที่มันดูกระจายไปไวมากขนาดนี้ในเวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น
หรงเยว่ซีทรุดกายลงนั่งมองตัวเงินที่อยู่ในมือของตัวเอง ใบหน้าคมคายกลับมาเราบเรียบเช่นเดิม แต่หารู้ไม่ว่าตอนนี้เขากำลังกรีดร้องด้วยความดีใจมากขนาดไหนที่ได้เงินมหาศาล ชีวิตก่อนแม้จะได้เป็นักเขียนชื่อดังแต่ฐานะของเขาถือว่าเป็คนที่เกือบจะรวยเท่านั้น
ทว่าในเวลานี้ด้วยจำนวนเงินแปดพันตำลึงทอง มันเทียบเท่ากับเงินทั้งตระกูลคหบดีร่ำรวยตระกูลหนึ่งเสียด้วยซ้ำ!
เขาตัดสินใจแล้ว
แกร่ก
มือใหญ่เก็บตั๋วเงินเข้ากล่องไม้ก่อนส่งให้บ่าวอีกคนนำไปเก็บอย่างไม่หวั่นเกรงว่าอีกฝ่ายจะแอบขโมยเงินลับหลังเขาเลยสักนิด
"เสี่ยวเว่ย อีกสามวันเ้ากลับไปให้คำตอบกับเถ้าแก่ฟู่ ว่าข้าจะให้เขาเป็ตัวแทนใหญ่ในการจัดจำหน่ายตำราของข้าผ่านหน้าร้าน และช่วยกระจายตำราของข้าสู่ร้านตำราอื่นๆ อย่าลืมกำชับเถ้าแก่ฟู่ด้วยว่าตัวตนของปรมาจารย์เยว่หลันต้องเก็บเป็ความลับ เงินส่วนแบ่งของข้าก็ให้แต่ละร้านรวบรวมมาให้เถ้าแก่ฟู่เพื่อส่งต่อให้เ้าอีกที"
"ได้ขอรับนายน้อย" เสี่ยวเว่ยรับคำอย่างมั่นเหมาะ ก่อนจะเขยิบกายเข้าไปกอดขานายน้อยเอาไว้แน่นแล้วทำตาออดอ้อนอย่างน่าสงสาร
"เฮ้อ พวกเ้านี่นะ ไปเอาหีบตำรามา ข้าจะหยิบตำราเล่มสี่ให้เ้า"