แพรวรุ้งเดินเข้าไปเคาะประตูห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ภายในบ้านของผู้เป็บิดาหลังได้รับการบอกกล่าวจากคนใช้ว่าท่านให้เข้ามาหาเพราะมีเื่ที่จะพูดด้วย มันคงเป็เื่ที่สำคัญอยู่มากทีเดียวไม่งั้นท่านคงไม่เรียกให้เธอมาคุยด้วยในห้องที่ค่อนขางจะเป็ทางการนี้หรอก
นั้นไงล่ะ การคาดเดาของเธอน่าจะถูกต้อง เพราะเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบทั้งบิดาและมารดานั่งอยู่ในนั้น
“โอ้โฮ มีเื่อะไรกันคะเนี้ย ท่าทางซีเรียสเชียว”
หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีผู้มีรูปร่างหน้าตาแสนสวยชนิดหาตัวจับยากและบุคลิกท่าทางปราดเปรียวทันสมัยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อย่ามัวแต่พูดเล่นอยู่เลย รีบมานั่งลงเถอะ พ่อกับแม่มีเื่สำคัญจะพูดด้วย”
นางวิภาวีผู้เป็มารดาบอกกับบุตรสาวคนเดียว
“หนูนึกอยู่แล้วว่าจะต้องเป็เื่สำคัญ ไม่งั้นคุณพ่อกับคุณแม่ก็คงไม่เรียกหนูให้เข้ามาพบที่นี่หรอกใช่ไหมคะ”
แพรวรุ้งกล่าวขณะเดินเข้าไปนั่งลงเบื้องหน้าของบุพการีทั้งสองด้วยท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไรนัก ชีวิตลูกสาวคนเดียวของครอบครัวที่มีฐานะอยู่ในระดับที่เรียกว่าเศรษฐี เธอถูกเลี้ยงให้เติบโตมาอย่างไข่ในหินและเอาอกเอาใจทุกอย่าง จึงไม่เคยรับรู้ว่าอะไรคือความทุกข์อะไรคือปัญหาเท้าบอบบางของเธอััแต่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเท่านั้น
“ในเมื่อลูกรู้อย่างนั้นก็ดีแล้ว เราจะได้พูดกันอย่างเข้าใจง่ายขึ้น”
นายเพิ่มพลผู้เป็บิดากล่าวกับบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เป็จริงเป็จัง ทำให้คิ้วเรียวสวยของแพรวรุ้งอดที่จะขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจไม่ได้
“ตกลงว่านี่มีเื่อะไรกันแน่คะคุณพ่อ”
แม้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดกับบุตรสาวแต่เมื่อถูกเธอถามเอาตรงๆอย่างนั้นชายวัยห้าสิบเศษก็อดที่จะถอนใจออกมาอย่างอึดอัดไม่ได้
“เอ่อ...พ่อพูดตรงๆเลยนะลูก เอ่อ...คือ...พ่อคิดว่าพ่ออยากจะให้ลูกแต่งงานเสียที”
ได้ฟังที่บิดาบอกอย่างนั้นแล้วสาวสวยก็ถึงกับหัวเราะร่วนออกมาอย่างขบขันทีเดียว
“โธ่ คุณพ่อทำไมจู่ๆถึงมีความคิดอย่างนั้นขึ้นมาได้ค่ะ ไม่เอาหละ หนูยังสนุกกับชีวิตสาวโสดอยู่เลย”
สองสามีภรรยาหันมองสบตากันอย่างหนักใจก่อนที่ฝ่ายภรรยาจะลองเป็ผู้เกลี้ยกล่อมออกไปบ้าง
“แต่แม่ว่าหนูก็อายุมากพอสมควรแล้วนะลูก”
“ยี่สิบห้าปีนี่นะหรือคะคุณแม่ โอ๊ยผู้หญิงสมัยนี้อายุสามสิบปีค่อยคิดแต่งงานก็ไม่ถือว่าช้าไปหรอกค่ะคุณแม่”
“แต่แม่ว่า...”
“พอเถอะค่ะทั้งคุณแม่และคุณพ่อ หากจะเรียกหนูมาคุยด้วยเื่นี้ หนูไม่คุยด้วยแล้วค่ะ หนูออกไปช๊อบปิ้งกับเพื่อนดีกว่า”
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับทำท่าว่าจะลุกไปจริงๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะยัยแพรว”
นายเพิ่มพลเห็นเช่นนั้นก็รีบเรียกบุตรสาวเสียงเข้มอย่างไม่เคยใช้เรียกเธอมาก่อน ทำเอาแพรวรุ้งถึงกับชะงักเธอหันมองทั้งบิดาและมารดาอย่างแปลกใจอีกครั้งก่อนจะเห็นความจริงจังจากสีหน้าของคนทั้งสองที่ทำให้เธอฝ่าฝืนลุกหนีไปไม่ได้
“แต่คุณพ่อคุณแม่คะ หากว่าจะพูดเื่แต่งงานหนูขอบอกเลยว่าตัวเองยังไม่พร้อม และหนูก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลหรือความจำเป็อะไรที่คุณพ่อกับคุณแม่จะต้องมาบังคับหนูด้วย”
หญิงสาวไม่เข้าใจในสิ่งที่บิดากับมารดากำลังทำอยู่นี้เลยจริงๆ
“ความจำเป็นั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่หนูไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเท่านั้น”
น้ำเสียงของนายเพิ่มพลจริงจังจนทำให้แพรวรุ้งต้องทำหน้าเครียดขึ้นมาบ้าง
“คุณพ่อหมายความว่าไงค่ะ หนูไม่เข้าใจ”
“แพรวลองดูนี่ก่อนก็ได้นะลูก”
นางวิภาวีเลื่อนกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่อยู่เบื้องหน้าของตนเข้าไปหาบุตรสาว
“อะไรหรือคะ”
แพรวรุ้งเอ่ยปากถามอย่างนั้นออกไป แต่เธอก็ไม่ได้เก็บความสงสัยของตนเอาไว้นานนักหรอก มือเรียวที่มีเล็บยาวเคลือบสีสดสวยรีบขยับกล่องนั้นมาเปิดออกดูทันที ก่อนจะได้พบกับแหวนประดับเพชรเม็ดงามส่องประกายวาววามอยู่ในนั้น
“หนูก็ยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ดีนั้นแหละค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับทั้งบิดาและมารดาสลับกันไปมา
“แหวนเพชรนั้นเป็แหวนหมั้นของลูก”
ผู้เป็มารดาเฉลย ทำเอาบุตรสาวถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างใ
“อะไรนะคะคุณแม่”
“พ่อของลูกได้หมั้นลูกไว้กับลูกชายเพื่อนสนิทของท่านั้แ่ลูกอายุได้ราวสามขวบ”