สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB)

    33. อืม...ฝีมือข้าดียิ่ง

                    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเทศกาลฉงหยาง

            “กำลังทำอะไร”หลี่เจี่ยหลิงเดินเข้ามายืนซ้อนด้านหลังชายหนุ่มด้วยท่าทางสนใจใช้นิ้วปาดแป้งที่เปื้อนหน้าชายหนุ่มออกพร้อมยิ้มอ่อนโยนหยอกล้อ

                    จ้าวห่าวหลินเคยชินกับการโดนหญิงสาวหยอกเย้าแล้ว“ขนมฉงหยาง”

                    หลี่เจี่ยหลิงกอดอกมองท่าทางชายหนุ่มจัดการงานครัวอย่างคล่องแคล่ว

                    เพราะวันนี้เป็นเทศกาลฉงหยางชาวบ้านนิยมเดินขึ้นเขาเพื่อไปชมดอกเก๊กฮวยรับลมธรรมชาติบนยอดเขาและกินขนมฉงหยางดื่มน้ำชากันด้วยเชื่อว่าจะทำให้อายุยืนยาว จ้าวห่าวหลินจึงต้องตื่นตั้งแต่ยามอิ๋มเพื่อมาจัดการเตรียมขนมฉงหยาง

                    จ้าวห่าวหลินเอาถั่วเหลืองถั่วแดงและเกาลัดที่ต้มแล้วมาบด เติมน้ำตาลเข้าไปเล็กน้อย ก่อนจะผสมแป้งเข้าไปและนวดทำเป็นแป้งชั้นที่สอง

                    ขนมในส่วนของชั้นที่สองถูกแบ่งออกเป็นหลายอย่างไม่เพียงมีรสชาติที่ต่างกัน แม้แต่สีที่ได้ตอนผสมก็ยังแตกต่างกันอีกด้วยพุทราสีน้ำตาล ถั่วเหลืองสีเหลือง ถั่วแดงออกน้ำตาลเข้มส่วนเกาลัดเป็นสีน้ำตาลอ่อน

                    “ลองชิมดู”จ้าวห่าวหลินเอาขนมชิ้นหนึ่งยื่นใส่ปากของหลี่เจี่ยหลิงนางยื่นหน้าเข้ามางับเข้าปาก

                    “อร่อย”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยออกมาก่อนจะหยิบชิ้นอื่นมากินดูเช่นกัน

                    จ้าวห่าวหลินส่ายหัวกับท่าทางการกินคำโตและไม่รักษาภาพพจน์ของหญิงสาวเขาเดินไปรินน้ำชาเก๊กฮวยวางใกล้มือให้นางหยิบได้สะดวก ดวงตาคู่นั้นของนางหรี่ลงอย่างมีความสุขเสียจนเขายิ้มตามไปด้วย

                    “ขอบใจนะ”หญิงสาวหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบพร้อมยิ้มหวานส่งให้ “อืม... หวานแต่ไม่เลี่ยนพอกินคู่กับชาเก๊กฮวยแล้วกำลังพอดีทีเดียว สามีข้าช่างเก่งกาจนัก”

                    “งั้นเหรอเท่าที่จำได้ ...ฮูหยินเคยกินข้าแค่ครั้งเดียวคงจำไม่ได้แล้วสินะว่าข้าเก่งกาจหลายด้าน” ชายหนุ่มเข้าไปประชิดหญิงสาวมากขึ้นแววตาหยอกเย้าและต้องการ

                    ตั้งแต่กลับจากการล่าสัตว์ครั้งนั้นดูชายผู้นี้จะไร้ยางอายมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งนางก็รับมือไม่ทัน

                    “งั้นหรือ”นิ้วเรียววางขนมในมือลงบีบคางชายหนุ่มดึงเข้ามาจูบเนิ่นนานจนพอใจ“อืม...หวานดียิ่ง”

                    นางกำลังจะถอยตัวออกมือแกร่งก็เกี่ยวเข้ากระชับอ้อมแขน“ฮูหยิน ท่านยังกินไม่อิ่มเลยไม่ใช่หรือ กินอีกหน่อยดีหรือไม่?”

                    “หาก...”

                    ไม่ทันพูดจบชายหนุ่มก็โน้มลงมาดูดดึงริมฝีปากนางอย่างหิวกระหายเนิ่นนานกว่าจะทำให้ชายหนุ่มพึงพอใจและยอมผละริมฝีปากออก เว้นที่ว่างให้นางหายใจ

                    “อืม...ฝีมือข้าดียิ่ง”

                    พูดจบเขาก็หัวเราะชอบใจผละตัวออกไปทำขนมต่อ

                    “นับวันเจ้ายิ่งไร้ยางอายขึ้นเรื่อยๆ” หลี่เจี่ยหลิงอดที่จะแขวะชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ ช่าง... เฮ้อเจ้าเด็กน้อยที่เขินอายข้าหายไปไหนกันหรือที่ผ่านมาเจ้าหมอนี่ใช้วิธีแต่งหมูหลอกกินเสือ

                    จ้าวห่าวหลินได้ยินก็หัวเราะชอบใจ“ข้าเรียนรู้จากฮูหยินทั้งสิ้น”

                    “เช่นนั้นก็เรียนรู้ให้มากกว่านี้”มือบางพลิกไหล่หนาให้พลิกตัวหันหลังชนเข้ากับพื้นที่ทำครัวนางเข้าไปประชิดแล้วโน้มตัวลงไปฉกชิงความหอมหวานอีกรอบอย่างรวดเร็วและดูดดื่มยิ่งกว่าเดิมลิ้นหวานเกี่ยวกระหวัดดูดดึงความหวานหยอกเย้าเรียกร้องแรงปรารถนา

                    ทั้งสองพัวพันกันเนิ่นนานจนกระทั่งนางสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ลุกโชนแผ่ออกมาจากชายหนุ่มนางก็หยุดใช้มือหนาดันตัวเขาถอยห่าง แย้มยิ้มขี้เล่นโน้มลงไปกระซิบข้างหู“เร็วเข้าเล่า พวกพี่เฉินรอเจ้าอยู่”

                    พูดจบนางก็เดินหัวเราะมีความสุขออกไปทิ้งให้ชายหนุ่มยืนพิงเตาครัวด้วยท่าทางอ่อนแรง

                    ผู้หญิงนางนี้ร้ายกาจนัก...

                    ปลายยามเหม่าสองสามีภรรยาเฉินเหลียงก็มาถึงชุนเชียงก็เตรียมขนมฉงหยางและข้าวของสำหรับขึ้นไปตั้งกาต้มน้ำดื่มชาเก๊กฮวยบนภูเขาเรียบร้อยแล้ว

                    เทศกาลฉงหยางเป็นเทศกาลของการชมดอกเก๊กฮวยชาวบ้านจะนิยมปีนเขาขึ้นไปรับลมธรรมชาติชมดอกเก๊กฮวยพร้อมกันกับครอบครัวในยามเช้าของทุกปี

                    ระหว่างทางขึ้นเขาเฉินเหลียงก็เล่าให้ฟังเรื่องแผนการเลี้ยงกระต่ายของพวกเขากระต่ายที่เฉินเหลียงเลี้ยงตอนนี้มีมากถึงสามสิบตัวแล้วและแม่กระต่ายชุดแรกที่จับมาได้ตอนที่มันกำลังท้องก็เพิ่งคลอดได้ไม่นานมีลูกกระต่ายหกเจ็ดตัวคลอดออกมา เฉินเหลียงโม้ใหญ่เกี่ยวกับพวกมัน

                    หลินซื่อเองก็แทรกเข้ามาเป็นระยะเพราะมีกระต่ายอยู่ที่บ้านด้วย หลินซื่อจึงไม่ว่างมากนัก ต้องคอยเลี้ยงดูพวกมันแต่ก็ทำให้นางไม่ค่อยเหงาเหมือนเมื่อก่อนนักอย่างน้อยยามอยู่เรือนนางก็มีกระต่ายเหล่านั้นเป็นเพื่อน

                    จ้าวห่าวหลินแนะนำให้เฉินเหลียงเก็บเงินซื้อที่ดินข้างบ้านไว้ทำคอกกระต่ายโดยเฉพาะและต่อไปเมื่อมีกระต่ายมากพอแล้วก็ขายพันธุ์กระต่ายให้กับชาวบ้านแทนเพื่อให้ชาวบ้านช่วยเลี้ยง

                    เฉินเหลียงเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่งความจริงแล้วเขาอยากจะไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านอย่างยิ่งถึงความคิดนี้แต่หลินซื่อมองการณ์ไกลกว่านางอยากรอให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดเสียก่อนค่อยสอนชาวบ้าน

                    เพราะหากไปพูดถึงตอนนี้ใครจะเชื่อพวกเขาสองสามีและอีกอย่างหากชาวบ้านเลี้ยงแล้วกระต่ายเหล่านั้นตายขึ้นมาจะทำอย่างไรหากว่าพวกนางเลี้ยงได้ดีแล้ว ถึงตอนนั้นก็ยังบอกชาวบ้านได้ว่านางเลี้ยงได้ไม่มีปัญหาพวกเขาสามารถเลี้ยงเหมือนพวกนางได้แบบนี้ย่อมทำให้ชาวบ้านวางใจเลี้ยงกระต่ายเหมือนพวกเขามากกว่า

                    จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าหลินซื่อช่างเฉลียวฉลาดนักเป็นโชคดีของพี่ใหญ่เฉินแล้วที่ได้ภรรยาที่ทั้งแสนดีและชาญฉลาด

                    ทั้งห้าคนเดินจนถึงต้นยามเฉินท้องฟ้าสว่างมองเห็นทิวทัศน์งดงามของยอดเขาปกคลุมไปด้วดอกเก๊กฮวยสีขาวสะอาดตาเบื้องล่างเป็นต้นไม้สูงและต้นหญ้าเขียวขจีงดงามอย่างยิ่ง

                    ชุนเชียงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อจับจ้องพื้นที่สำหรับนั่งพักดื่มชากินขนมฉงหยางทำให้อีกสี่คนพากันหัวเราะเอ็นดูนาง

                    จ้าวห่าวหลินมองชาวบ้านที่มาเป็นครอบครัวนั่งพูดคุยกันกินขนมมองดอกเก๊กฮวยกันเป็นกลุ่มๆ มีเสียงพูดคุยแว่วให้ได้ยินเป็นระยะ ดูครึกครื้นยิ่งนัก

                    “ไปกันเถอะ”หลี่เจี่ยหลิงเห็นท่าทางของจ้าวห่าวหลินนางรีบตรงเข้ามาจับมือของเขาเดินตามชุนเชียงไปเงียบ ๆเพียงแค่มองดูนางก็พอรู้ว่าชายหนุ่มไม่เคยมาร่วมงานเทศกาลเช่นนี้มาก่อน

                    จ้าวห่าวหลินยิ้มบางให้นาง“ข้าไม่เคยมาร่วมงานเทศกาลเช่นนี้มาก่อน”

                    “ทุกช่วงเทศกาลข้าเองก็ไม่เคยมาทำตามขนบธรรมเนียมเช่นนี้มาก่อนข้ามักจะต้องเดินทางติดตามอาจารย์ตลอดเวลาช่วงเทศกาลอาจารย์จะพาข้าเดินเล่นเที่ยวงานในตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ไม่เคยร่วมพิธีเช่นนี้”

                    “เจ้าคงสนิทกับอาจารย์มาก”เขาได้ยินนางเอ่ยถึงอาจารย์ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดี

                    หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะพยักหน้าไม่ปฏิเสธ“ข้าอยู่กับอาจารย์ตั้งแต่จำความได้ เดินทางท่องเหนือล่องใต้กับอาจารย์ตลอดสำหรับข้าอาจารย์เป็นเหมือนครอบครัวคนเดียวของข้านางเลี้ยงดูข้าและสั่งสอนวิชาทั้งหมดของนางให้ข้า”

                    จ้าวห่าวหลินพยักหน้า“อาจารย์เจ้าเป็นคนดียิ่ง”

                    หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะหนักกว่าเดิม“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว อาจารย์ของข้านั่นทั้งประหลาดทั้งเอาแต่ใจ ไม่สนใจผู้อื่นสามารถหลอกลวงเอาผลประโยชน์จากผู้อื่นได้ตาใสหากเจ้าได้รู้จักกับอาจารย์ข้าเร็วกว่านี้...เจ้าคงไม่รอดเงื้อมืออาจารย์ข้าเป็นแน่”

                    จ้าวห่าวหลินไม่อยากจะคิดต่อว่าไม่รอดพ้นเรื่องอะไร“แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลี้ยงดูเจ้าเติบใหญ่และเคียงข้างเจ้า”

                    ไม่เหมือนครอบครัวข้า!

                    หลี่เจี่ยหลิงรับรู้ได้ถึงความอ้างว้างของเขานางบีบมือเป็นกำลังใจ “เจ้าเคยเที่ยวเล่นในงานเทศกาลมาก่อนหรือไม่?”

                    “เจ้าย่อมรู้ดีว่าร่างกายของข้าไม่แข็งแรงนักตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเป่ยเฉิงใหม่ ๆท่านลุงก็เคยให้ข้าเที่ยวเล่นงานเทศกาลอยู่ครั้งหนึ่ง ภายในงานผู้คนพลุกพล่านระหว่างที่ข้ากำลังเดินเที่ยวงานก็โดนคนลักพาตัว ลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากนั้นท่านลุงไม่ยินยอมให้ข้าไปไหนที่มีคนเยอะอีกเลยเมื่อถึงยามเทศกาลจะจัดจวนและให้คนมาฉลองที่จวน แต่ข้าไม่เคยรู้สึกสนุกหลังจากนั้นไม่นานข้าก็ไม่จัดงานอีก และไม่เคยมีงานเทศกาลในจวนข้าอีกเลย”

                    หลี่เจี่ยหลิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกปวดใจแทนเด็กน้อยคนหนึ่งโดนขับไล่ออกจากตระกูลให้มาอยู่กับลุงที่อยู่ห่างไกลถึงเป่ยเฉิงทั้งโดนลอบสังหารทั้งโดนไล่ล่า ไม่อาจพูดได้เลยว่า ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารนัก

                    แม้ว่านางจะเติบโตข้างกายไม่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองแต่อย่างน้อยชีวิตของนางตลอดมาล้วนราบรื่นมีความสุข และมีผู้คนมากมายคอยเคียงข้าง

                    หลี่เจี่ยหลิงดึงเขาเข้ามาใกล้ตัวอิงบนตัวเขาเล็กน้อยโน้มเข้าไปกระซิบข้างหูแผ่วเบา“ต่อไปทุกเทศกาลข้าจะอยู่กับเจ้า และพาเจ้าไปเทศกาลเหล่านั้นเอง ดีหรือไม่?”

                    “ดียิ่ง”

                    จ้าวห่าวหลินไม่ได้คิดสนใจเทศกาลเหล่านั้นแต่การที่สาวน้อยข้างกายเขาเอาใจใส่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้เขามีความสุขจนยิ้มออกมา

                    ชาวบ้านหนิวเจียทุกคนล้วนอยู่บนเนินเขาแห่งนี้เพื่อชมดอกเก๊กฮวยเทศกาลฉงหยางด้วยกันทั้งสิ้น

                    พอได้เห็นสามีภรรยาหนุ่มสาวทั้งสองอิงแอบกระซิบหยอกเย้าคำหวานก็รู้สึกหวานซึ้งตามไปด้วยที่ผ่านมาพวกเขาช่างตาสุนัขมองคนต่ำยิ่งนัก ถึงได้มองสามีท่านหมอเป็นคนเลวเช่นนั้น

            เหอะ...เพียงแค่ปรายตาดูก็รู้ว่าทั้งสองรักใคร่กันเพียงใด

                    ทั้งสองคนไปนั่งร่วมวงกับสองสามีภรรยาเฉินเหลียงที่ใต้ต้นท้อทอดสายตามองดอกเก๊กฮวยเบื้องหน้าด้านข้างมีเตาขนาดเล็กและกาน้ำชากำลังต้มน้ำเดือดอยู่

                    พอทั้งสองมาถึงชุนเชียงก็เปิดตะกร้าใส่ขนมฉงหยางออกมาขนมฉงหยางหลากสีปรากฏสู่สายตาทั้งห้าคน

                    “นี่มัน!ข้าเคยเห็นแต่ขนมฉงหยางสีขาวล้วนแต่ไม่เคยเห็นขนมฉงหยางหลากสีงดงามเพียงนี้มาก่อน” หลินซื่อมองขนมตรงหน้าตัวเองช่างเป็นขนมที่งดงามปราณีตยิ่ง

                    นางยิ้มอ่อนเอ่ยต่อ“เสี่ยวหลินช่างมีฝีมืองานครัวดีนัก ข้าที่เป็นสตรีเองยังสู้เจ้ามิได้”

                    เฉินเหลียงได้ยินก็หัวเราะ“เจ้าจะไปเทียบกับเสี่ยวหลินทำอันใด เจ้าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ข้าชอบ”

                    หลินซื่อถลึงตาทุบเขาไปทีหนึ่ง“ข้าว่าเจ้าเริ่มเรียนรู้ความหน้าหนาของเสี่ยวหลินมากขึ้นทุกที”

                    ทั้งห้าคนหัวเราะอย่างมีความสุขกินขนมจิบชาเก๊กฮวยทอดสายตามองทุ่งดอกเก๊กฮวยเบื้องหน้า

                    จู่ๆ จ้าวห่าวหลินก็รู้สึกว่าอยากให้ช่วงเวลาเหล่านี้ยาวนานยิ่งกว่านี้

                    หลี่เจี่ยหลิงแอบเหลือบมองใบหน้าแย้มยิ้มบางเบาขณะพูดคุยกับเฉินเหลียงเรื่องการเลี้ยงกระต่ายอย่างออกรสออกชาติ ชายหนุ่มคงไม่รู้ว่ายามนี้ตัวเขาแตกต่างกับเมื่อก่อนราวกับคนละคนเขายามนี้ทั้งผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาร่าเริงมากกว่าเมื่อก่อนนัก

                    แบบนี้ก็ดีแล้ว...

                    จ้าวห่าวหลินเคยเป็นนักบริหารมาก่อนพอได้ลงมือจัดการเรื่องเลี้ยงกระต่ายราวกับกระตุ้นสัญชาตญาณนักธุรกิจอีกครั้งเขาวางแผนการเลี้ยงกระต่ายและการขยายอำนาจการค้าให้กับเฉินเหลียงกว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นแผนการใหญ่ไปเสียแล้ว

                    “เจ้าหมายความว่าเจ้าต้องการให้ข้าขยายพันธุ์แล้วขายพันธุ์ให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านจากนั้นก็ให้ทุกครอบครัวในหมู่บ้านเลี้ยงกระต่ายส่วนข้าก็รับกระต่ายเหล่านี้ไปขายเหลาอาหารเอง รับส่วนต่างนี้ไว้ เมื่อได้ส่วนต่างครึ่งหนึ่งก็ส่งให้หัวหน้าหมู่บ้านใช้พัฒนาหมู่บ้านพอมีชื่อเสียงมากพอต่อไปพ่อค้าจากที่อื่นก็จะหลั่งไหลเข้ามาซื้อกระต่ายเองอย่างนั้นหรือ?”

                    เฉินเหลียงเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อหันมองหลินซื่อนี่มันเป็นไปได้ด้วยหรือ?

                    พ่อค้าเหล่านั้นร่ำรวยสูงส่งเพียงนั้นจะมารับซื้อกระต่ายตัวน้อยของพวกเขาเองได้หรือ

                    จ้าวห่าวหลินจิบชาแย้มยิ้ม“ท่านคิดว่าร้านธัญพืชขายแป้งขาวชั่งละเท่าไร?”

                    “ชั่งละสามอีแปะ”เฉินเหลียงตอบอย่างไม่ต้องคิด

                    “ชั่งละสามอีแปะหากเป็นหน้าหนาวที่อาหารขาดแคลนบางครั้งราคาสูงถึงหกอีแปะ”

                    สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วพยักหน้าเห็นด้วยช่วงหน้าหนาวที่อดยากไร้ผักป่าของป่าเช่นนี้ไม่ว่าสิ่งใดล้วนแต่แพงทั้งสิ้นและเป็นเช่นนั้นจริงแป้งขาวสูงถึงชั่งละหกอีแปะช่วงหน้าหนาว

                    “แต่ร้านธัญพืชต่างๆ รับจากชาวบ้านเพียงชั่งละสองอีแปะในช่วงเก็บเกี่ยว หากขายช่วงเวลาปกติก็จะได้กำไรถึงชั่งละหนึ่งอีแปะหากกักตุนเก็บไว้ขายช่วงหน้าหนาวก็ได้กำไรถึงชั่งละสี่อีแปะ พวกท่านคิดว่าอย่างไร”

                    เฉินเหลียงกับหลินซื่อมองหน้ากันเข้าใจบางอย่าง

                    “หมายความว่าหากขายร้านธัญพืชก็จะได้ราคาน้อยไม่คุ้มใช่ไหมเจ้าคะ”ชุนเชียงเชิดหน้าขึ้นมาราวกับตนฉลาดนักที่รู้สิ่งที่ท่านเขยกล่าว อืม...หลิงเอ๋อร์เจ้าจะว่าข้าโง่ไม่ได้แล้ว

                    หลี่เจี่ยหลิงกุมขมับไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ใส่ชุนเชียงดีโง่แท้!

                    เฉินเหลียงกับหลินซื่อหัวเราะออกมาพร้อมกันก่อนจะเป็นหลินซื่อที่แย้มยิ้มอ่อนโยนเอ่ยตอบ

            “เสี่ยวหลินหมายความว่าเพราะราคาส่วนต่างพวกพ่อค้าจึงเลือกที่จะมารับจากชาวบ้านโดยตรงถึงเรือนมากกว่าอย่างไงเล่าหรือก็คือหากต้องการให้พ่อค้าเหล่านั้นมารับซื้อที่หมู่บ้านก็ควรจะปรับราคาลงเล็กน้อยเพื่อให้เหล่าพ่อค้าสนใจจนต้องมาที่หมู่บ้านเอง”

                    ชุนเชียงขมวดคิ้ว“แล้วทำไมต้องให้พวกพ่อค้ามาเองด้วยเล่าเจ้าคะ”

                    “จุดสำคัญคือหากพวกเขามาที่นี่แล้วเจอสิ่งใดต่างหาก”จ้าวห่าวหลินเกริ่นขึ้นให้พวกเขาคิด

                    ทั้งสี่คนมองหน้ากันแม้แต่หลี่เจี่ยหลิงก็ยังคิดตามก่อนจะแย้มยิ้มเข้าใจ

                    “เจ้าหมายถึงนอกจากพวกเขาจะได้กระต่ายกลับมาอาจจะได้ข้าวของจากพวกชาวบ้านกลับไปด้วย เช่นผักป่าของป่าหรือพวกสมุนไพรจากพวกชาวบ้าน แบบนี้ชาวบ้านก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับเมืองฉางเพียงแค่ขึ้นเขาเก็บของป่าให้มากพอ พอพวกพ่อค้าเดินทางมาถึงก็แค่ขายให้พวกเขาแม้ว่าจะราคาต่ำกว่าเล็กน้อย แต่ก็ทำให้พวกเขามีเวลาสำหรับเก็บเกี่ยวมากขึ้น”

                    จ้าวห่าวหลินมองหลี่เจี่ยหลิงด้วยความแปลกใจเล็กน้อยแววตาคมกริบแสดงออกถึงความชื่นชม ภรรยาตัวน้อยของเขาผู้นี้เฉลียวฉลาดนัก

                    เขาพยักหน้า“ใช่แล้ว นอกจากพวกพ่อค้าจะได้กระต่ายจากหมู่บ้านแล้วหากชาวบ้านสามารถทำสินค้าออกขายให้กับขบวนพ่อค้ารับกลับไปขายในตัวเมืองพร้อมกับกระต่ายได้ย่อมทำรายได้ไม่มากก็น้อย แบบนี้คนที่ไม่ได้เลี้ยงกระต่ายก็สามารถหารายได้เล็กน้อยได้เช่นกัน”

                    “อย่างเช่น...”จ้าวห่าวหลินคิดก่อนจะเอ่ยต่อ “หากมีที่พักหรือร้านอาหารสักแห่งเมื่อพวกเขาเดินทางมาเหนื่อย ๆ ก็สามารถพักดื่มน้ำดื่มชาทานอาหารระหว่างรอรับซื้อกระต่ายและของป่า”

                    เฉินเหลียงพยักหน้ารัวๆแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่เขาเชื่อว่าหากทำตามที่จ้าวห่าวหลินเสนอจะต้องนำพาสิ่งดีๆ มาสู่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างแน่นอน

                    “ดีดียิ่ง ข้าเห็นด้วย”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านเลี้ยงกระต่ายชุดแรกได้ดีพอหรือไม่นะขอรับพี่ใหญ่”

                    เฉินเหลียงตบอกตัวเอง“วางใจให้พี่ใหญ่เจ้าดูแลเถอะ ฮ่าๆๆ”

                    พวกเขานั่งจิบน้ำชากินขนมจนหมดก็พากันเดินกลับลงจากเขาหลี่เจี่ยหลิงรั้งให้ชายหนุ่มเดินเคียงข้างนางอยู่ข้างหลังให้อีกสามคนเดินลงเข้านำไปก่อน

                    “เจ้ามีสิ่งใดจะพูดก็พูดเถอะ”จ้าวห่าวหลินรู้ดีว่าหญิงสาวข้างตัวมีบางอย่างจะพูดกับเขา

                    “เจ้าดูชำนาญด้านการค้าครอบครัวของเจ้าทำการค้าหรือ?”

                    จ้าวห่าวหลินยิ้มบางส่ายหน้า“ข้าเพียงแค่ชื่นชอบการทำการค้า จึงศึกษาเล็กน้อยเท่านั้น”

                    หากเป็นชาติก่อนก็ใช่ครอบครัวข้าเป็นพ่อค้า แต่หากเป็นชาตินี้...ไม่ใช่

                    “ห่าวหลินหากคนของเจ้ามาถึงแล้วเจ้าจะไปที่ไหน?”

                    จ้าวห่าวหลินเอื้อมมือไปกุมมือหญิงสาวอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมกับเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน"ไม่ใช่ข้า...แต่เป็นเรา”

                    หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกมีความสุขขึ้นเล็กน้อยที่ได้ยินเขาพูดว่า‘เรา’ กระตุกมือจะเอาออก “นับวันข้ารู้สึกว่าเจ้าหน้าหนาขึ้นดังเช่นพี่สะใภ้หลินพูด”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะชอบอกชอบใจดูไร้ยางอายกว่าเดิม“ข้าเลียนแบบเจ้า”

                    นางอยากจะทุบเจ้าบ้าข้างตัวนี่นักอะไรคือเลียนแบบนาง เหอะ...

                    “ตอบข้ามาว่าหลังจากคนของเจ้ามาแล้วจะทำอย่างไรต่อไป?”ที่นางอยากรู้ยิ่งนักคือเขาจะกลับไปหาครอบครัวหรือไม่?

                    “หลังจากที่ข้าถอนพิษได้และหายดีเจ้าก็จะกลายมาเป็นฮูหยินข้า” เขาแย้มยิ้ม “หลังจากนั้นเจ้าใหญ่สุดในจวนข้าอย่างที่ข้าบอกเพียงแค่เจ้าถอนพิษให้ข้าได้ ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใดข้าจะมอบให้เจ้าอีกทั้งยังรับประกันความปลอดภัยของเจ้า"

                    “ผู้ชายเช่นเจ้าพูดได้หรือว่าจะให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ในเรือน”

                    นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าพวกผู้ชายจะยอมละทิ้งศักดิ์ศรีให้ผู้หญิงบงการชีวิตแม้ว่าตอนนี้เขาจะยอมนางทุกเรื่องแต่นั่นก็เพราะเขาต้องการให้นางถอนพิษให้หลังจากเขาถอนพิษแล้วยังจะเป็นเช่นเดิมหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับเวลา

                    จ้าวห่าวหลินหยุดเดินกระตุกมือให้หญิงสาวหันมองสบตาเขาแววตาคู่นั้นมีความหนักแน่นจริงจังและอ่อนใจอยู่เล็กน้อย

                    “ข้าไม่สนว่าผู้ชายอื่นทำเช่นไรแต่ข้าจ้าวห่าวหลิน มอบให้เจ้าดูแลทั้งหมด” มือหนาดึงมือบางที่จับกุมวางบนหน้าอกของเขานางเหลือบมองไปตามมือก่อนจะเงยหน้ามองเขา “ในเมื่อข้ามอบชีวิตของข้าให้เจ้าแล้วทุกสิ่งของข้าล้วนเป็นของเจ้า”

    คล้ายกับเรื่องสามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB) ที่คุณอ่าน