บทที่ 15 แพ้แล้วจริงๆ
หลิ่วซื่อมารดาผู้อ่อนแรงอย่างยิ่งของพวกเขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชายคนโต สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเสียใจกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าเป็พี่ชาย เ้ายังโกรธน้องสาวของเ้าอยู่อีกหรือที่น้องเ้าไม่ตามพวกเรามาอยู่ที่นี่น่ะ...คือการตัดสินใจที่ถูกต้องเ้าอยากให้นางมาอยู่ในเรือนที่หลังคารั่วแบบนี้ด้วยกันหรือ”
เซียวหลิงเฟิงเม้มปากแน่นไม่เอ่ยคำใด
เซียวหลิงเย่ที่ยังไม่ยอมแพ้รีบแย้งเสียงแข็ง
“พี่ใหญ่ ท่านพูดแบบนี้กับพี่สาวไม่ได้นะ!พี่สาวไม่มีวันทำเื่แบบนั้นแน่! ท่านดูนี่สิ!นี่คือเงินที่พี่สาวหาได้ในวันนี้! ท่านดู! นี่ไม่ใช่การจ้างคนมาจัดฉากหรอกพี่สาวต้องเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ! นางรู้ทุกอย่างเลยนะ!”
เซียวหลิงเย่วางตั๋วทองบนโต๊ะด้วยท่าทีมั่นใจ
เมื่อเซียวหลิงเฟิงกับมารดาเห็นจำนวนเงินบนตั๋วทองทั้งสองถึงกับลุกพรวดขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เซียวหลิงเฟิงพลันตื่นตระหนกรีบพูดทันที
“หนะ...หนึ่งหมื่น...! น้องรองเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนนางอยู่ในจวนโหวยังลำบากกว่าคนรับใช้อีก! หลิงเย่ เงินนี่เ้าเอามาจากไหนแน่?เป็ของน้องรองจริงหรือเปล่า ถ้าใช่ พรุ่งนี้เ้าต้องรีบเอาไปคืน!ถ้ามีใครรู้ว่านางเอาเงินจากจวนเจิ้นกั๋วโหวมาเยอะขนาดนี้ นางอาจจะเดือดร้อนได้!”
เขาตื่นตระหนกจนลืมเรียกเซียวหลิงอวิ๋นด้วยคำสุภาพไปเสียแล้ว
เซียวหลิงเย่ก็ถึงกับใเมื่อได้ยินเช่นนั้นรีบตอบกลับเสียงจริงจัง
“พี่สาวหาเงินนี้มาเองจริงๆ! คนที่ยอมจ่ายหนึ่งหมื่นเหรียญนี้เขาให้อย่างเต็มใจเลยนะ! พี่สาวไม่ได้เอาเงินจากจวนเจิ้นกั๋วโหวเลย!พอได้มานางก็ให้เงินก้อนนี้มาเพื่อรักษาท่านแม่ด้วย! นางยังให้ยันต์มาด้วยนะบอกว่าให้พวกเราแต่ละคนพกติดตัวไว้ ถ้าของท่านแม่เปลี่ยนเป็สีดำให้รีบไปหานางทันที!”
พูดแล้วเซียวหลิงเย่ก็หยิบยันต์ที่พับอย่างประณีตสามแผ่นออกมาให้ดู
จากท่าทางและความแน่วแน่ของเซียวหลิงเย่ก็พอจะยืนยันได้ว่าเงินหมื่นเหรียญนั้นเป็ของเซียวหลิงอวิ๋นจริงๆ
อีกทั้งยันต์เหล่านี้ยังแผ่คลื่นพลังบางอย่างออกมาเบาบางแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ยันต์ปลอม
เซียวหลิงเฟิงตกตะลึงอย่างยิ่งแต่กลับเอ่ยเสียงเข้มด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราเก็บเงินนี่ไว้ไม่ได้ ใครจะรู้ว่าใช้ได้หรือไม่พรุ่งนี้เ้าไปกับข้า เอาเงินนี่ไปคืนนางซะส่วนค่ารักษาของท่านแม่...เราจะใช้เงินร้อยเหรียญนี่ไปหาหมอแทน”
เซียวหลิงเฟิงพูดตัดบทอย่างเด็ดขาดทำให้เซียวหลิงเย่ที่ทำแก้มป่องด้วยความขัดใจจำต้องพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้แล้วออกไปตามหมอมา
ก่อนไปเขาก็ยื่นยันต์ให้หลิ่วซื่อกับเซียวหลิงเฟิงคนละแผ่น บอกให้พกติดตัวไว้
หลิ่วซื่อเชื่อใจในตัวบุตรสาวอย่างเต็มที่รับยันต์มาพกติดตัวไว้ทันทีโดยไม่พูดอะไรสักคำส่วนเซียวหลิงเฟิงแม้จะอึดอัดไม่อยากรับ แต่หลิ่วซื่อก็ยัดใส่มือเขาไปจนได้
จากนั้นนางก็ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฟิงเอ๋อร์...เ้าห่วงน้องสาวอยู่ใช่ไหมเมื่อครู่นั้นเ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่านางอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วโหวลำบากยิ่งกว่าคนรับใช้น่ะ”
เซียวหลิงเฟิงชะงักไปเล็กน้อยไม่อยากตอบคำถามนี้นัก แต่พอเห็นสายตาเด็ดขาดของมารดา เขาก็ถอนหายใจก่อนพูดออกมาว่า
“ข้าไม่เคยพูด เพราะไม่อยากให้ท่านแม่เป็ห่วงเพราะถึงห่วงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ นางน่ะโง่เกินไปแล้ว อยู่ที่นั่นก็ลำบากแทบตายแต่ก็ยังยึดติดกับชื่อเสียงคุณหนูใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วโหว ไม่ยอมออกมาเสียทีข้าเตือนนางไปหลายรอบแล้ว แต่นางก็ยังดื้อดึงอยู่เหมือนเดิม!”
“ที่ข้าโกรธก็เพราะนางอยู่ที่นั่นแล้วกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นถูกรังแกก็ไม่หนีออกมา ทั้งที่ถ้านางยอมมาอยู่กับพวกเราถึงเราจะจนแค่ไหนก็ไม่มีวันปล่อยให้นางอดอยากแน่นอน!”
หลิ่วซื่อได้ฟังก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีนางไม่ได้เจอบุตรสาวมาสิบปีแล้ว แม้จะโหยหามากเพียงใด ลึกๆก็ยังอดรู้สึกปวดใจไม่ได้เมื่อนึกถึงวันที่บุตรสาวเลือกอยู่กับบิดา มิใช่กับนาง...
เซียวหลิงอวิ๋นไม่ได้รู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งกำลังคิดถึงตนอย่างไร
หลังจากนั่งสมาธิเพื่อหลอมรวมพลังที่เพิ่งทะลวงมาให้มั่นคงตลอดทั้งคืนกระแสไอม่วงส่วนเกินถูกนางเก็บรวบรวมไว้ในจุดตันเถียน
พอมีไอม่วงเหล่านี้หนุนเสริมนางก็รู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยมจึงลุกขึ้นมาด้วยความอารมณ์ดีแล้วออกไปตั้งแผงขายของต่ออย่างกระฉับกระเฉง
อีกด้านหนึ่ง ณจวนสกุลซ่างกวน
ทั้งจวนสกุลซ่างกวนเงียบสงัดต่างคนต่างลุ้นระทึกตลอดทั้งคืน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเรือนฝึกที่ปิดแน่นสนิท
ั้แ่ที่ซ่างกวนอวี้กินโอสถทะลวงขั้นเข้าไปเมื่อคืนก็พยายามทะลวงขั้นมาตลอด แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ผ่านมาคืนหนึ่งทุกคนก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทะลวงขั้นได้สำเร็จทำให้บรรยากาศในจวนเต็มไปด้วยความกดดัน
ครั้งนี้นับเป็่เวลาที่สำคัญยิ่งหากซ่างกวนอวี้ทะลวงขั้นได้สำเร็จเขาจะกลายเป็อัจฉริยะคนที่สามที่สามารถทะลวงสู่ระดับก่อนฟ้าได้ก่อนอายุยี่สิบของแคว้นฮั่วหลีทันที
นั่นย่อมหมายถึงเกียรติยศสูงสุดของสกุลซ่างกวน
เมื่อคืนพวกเขาเตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองไว้พร้อมสรรพแล้วเหลือแค่รอข่าวดีจากในเรือนฝึกเท่านั้น
แม้แต่ซ่างกวนเหวินซึ่งเป็ถึงผู้นำตระกูลเมื่อทราบข่าวว่าซ่างกวนหลิวน้องสาวของตนเป็อัมพาต ก็ยังแค่ส่งคนรับใช้ไปดูไม่ได้ไปเอง เพราะอยากอยู่รอข่าวดีของบุตรชาย