แคเรนมองดูผลึกคอร์กัสด้วยสายตาบ่งบอกว่ากำลังเสียดายอย่างที่สุดอีริคเห็นเข้าก็ยิ้มชอบใจ ดูเหมือนแคเรนจะเป็คนเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆได้มากกว่าที่คิด เขารีบอธิบาย
“ถ้าพลังไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้ได้แต่กับคนในราชวงศ์หรือคนที่ทำพันธะไอรอนบอนด์เท่านั้นการต่อสู้ในสนามรบหรือการออกแบบอุปกรณ์ให้สะดวกต่อการใช้งานก็จะง่ายขึ้น ข้าเห็นแต่ข้อดีไม่รู้ทำไมถึงถูกห้ามนัก”
“เพราะเ้ายังเด็กน่ะสิ”
คาร์ลเผลอกล่าวแทรกขึ้นทำให้อีริคหันไปมองหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วเ้าอายุเท่าไรอายุเท่าข้าไม่ใช่หรือ”
“ข้าแค่รู้ความมากกว่าเ้า”
น้ำเสียงของคาร์ลนิ่งไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆมากนัก ทว่าแม้แต่แคเรนก็ยังรู้สึกได้ว่ามันกวนอารมณ์พิลึก เธอจึงกล่าวห้ามปรามเขา
“คาร์ลอย่าพูดต่อเลย เดี๋ยวเป็เื่”
“พ่อบ้านของท่านช่างใจกล้านักถึงขนาดพูดแทรกระหว่างที่เ้านายกำลังคุยกัน”
“ข้าขออภัยแทนคนของข้าด้วย”แคเรนรีบแทรกขึ้น “แต่ข้าอยากให้ท่านให้เกียรติคาร์ลสักหน่อยเขาเหมือนเป็สหายข้าคนหนึ่งและเคยช่วยชีวิตข้าไว้หลายครั้ง”
สีหน้าของอีริคยังบ่งบอกความไม่พอใจแต่จำใจต้องยอมรับคำขอโทษก่อนหันไปชี้หน้าคาร์ล “เห็นแก่หน้าท่านหญิงนะ”
“ที่จริงต่อหน้าข้าเขาไม่เคยเสียมารยาทเลยไม่คิดว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นจะปากเสียขนาดนี้”
คำกล่าวทีเล่นทีจริงของแคเรนทำให้คาร์ลหันมองหน้าเธออย่างคาดไม่ถึงเช่นกันเขาไม่เคยเห็นแคเรนพูดเล่นกับเขาได้ขนาดนี้มาก่อนเสียงหัวเราะดังขึ้นจากอีริคที่ยืนเงียบมองทั้งคู่อยู่นานแล้วดูเหมือนเขาจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วจึงยอมร่วมวงพูดเล่นด้วย
“ที่จริงเขาหน้าตาเหมือนดอว์นมากเลยจริงมั้ยไกอัส”
“ตอนแรกข้าก็ใถ้าได้รับการฝึกไม่ผอมแห้งแบบนี้ ก็คงเหมือนกันจนแยกไม่ออกเลย” ไกอัสตอบ
คาร์ลเริ่มหน้าเสียเมื่อบทสนทนาพุ่งเป้ามาทางเขาเขารีบบอกปัด
“ข้าไม่ได้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกท่านอีกอย่างพูดแบบนี้เดี๋ยวข้าก็ถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็เด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีสหรอก”
“เ้ารู้เื่เด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีสด้วยหรือ”ไกอัสตั้งข้อสังเกตในขณะที่สายตาจับจ้องคาร์ลนิ่ง
“เขาเรียนตำราพร้อมๆกับข้า ก็เลยรู้เยอะน่ะ” แคเรนรีบแก้ตัวแทนก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ข้าอยากเห็นตอนตีโลหะวิสทานัมจังเลยทำให้ดูหน่อยได้มั้ย”
“ข้ายังไม่ได้ทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านจึงยังใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมไม่ได้”อีริคกล่าวพลางหยิบผลึกคอร์กัสเดินตรงไปทางแม่พิมพ์ที่บรรจุแร่โลหะวิสทานัมซึ่งวางอยู่บนโต๊ะก่อนจะใส่ผลึกลงในช่องบนด้ามจับแม่พิมพ์ “แต่ข้าจะให้ดูการขึ้นรูปโลหะ”
จบคำอีริคก็ยื่นแม่พิมพ์เข้าไปในเตาไฟร้อนระอุก่อนดึงแม่พิมพ์ออกมาเมื่อลองใช้เหล็กคีบเปิดฝาแม่พิมพ์ออกจึงมองเห็นโลหะวิสทานัมแข็งตัวเป็รูปลูกดอกแปดเหลี่ยมรูปร่างคล้ายตะปูที่มีหัวแปดเหลี่ยมแต่ปลายลู่ลงเป็ทรงกรวยยาวเท่านิ้วชี้ปลายแหลมราวกับจะทะลวงได้ทุกสิ่ง อีริคคีบลูกดอกแปดเหลี่ยมออกจากแม่พิมพ์ใส่ลงในกะละมังบรรจุน้ำจนหมดแล้ววางแม่พิมพ์ลงบนโต๊ะทางหนึ่ง
ทิ้งไว้สักพักจนลูกดอกเริ่มเย็นลงไกอัสจึงยื่นมือลงไปในน้ำก่อนหยิบลูกดอกขึ้นมาให้แคเรนดู
แคเรนรับมาพิจารณามองเห็นตรารูปตะปูไขว้ดาบบนหัวตะปูเธอเคยเห็นตราแบบนี้ในหน้าตำรา “ตราประจำตระกูลดาทนอร์ธ”
“ไม่เลวนี่ท่านหญิง”อีริคเอ่ยชม “ตะปูแปดเหลี่ยมเป็อาวุธลับประจำตระกูลดาทนอร์ธ ตระกูลดาทนอร์ธทำหน้าที่เป็มือสังหารด้วยบางครั้งจึงต้องใช้อาวุธลับที่บ่งบอกสถานะเพื่อให้คนของทางการเลิกสืบต่อตะปูแปดเหลี่ยมสร้างจากโลหะวิสทานัมซึ่งมีแต่โรงตีโลหะของตระกูลข้าเท่านั้นที่สร้างขึ้นได้จึงไม่ต้องกังวลเื่มีคนปลอมตัวตน”
“ได้ยินว่าตะปูแปดเหลี่ยมมีสองแบบแบบหนึ่งคือสลักตราประจำตระกูลดาทนอร์ธ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือตะปูที่ไม่มีตราคงเอาไว้ปฏิบัติงานแบบอื่นสินะ”
“เื่นั้นเอาไว้ท่านหญิงไปเจอคนของตระกูลดาทนอร์ธค่อยลองถามดูเถอะพลังควบคุมโลหะวิสทานัมของแต่ละตระกูลมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน อย่างตระกูลของข้าทำได้แค่ควบคุมรูปร่างโลหะให้แข็งขึ้นรูปได้เท่านั้นจึงใช้ประโยชน์ในการแปรรูปโลหะเพื่อสร้างอาวุธ”
คาร์ลเห็นแคเรนนิ่งเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดก็กล่าวกับเธอ“กรณีของท่านหญิง สามารถเปลี่ยนรูปร่างหรือเรียกใช้โลหะวิสทานัมได้อย่างอิสระท่านไม่มีข้อจำกัดเหมือนตระกูลทั้งแปดครับ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเพราะตอนที่ใช้พลังสู้กับมือสังหารจากกองทัพะก็พอจะเข้าใจได้อยู่” แคเรนตอบ
“นี่ใกล้จะถึงเวลามื้อค่ำแล้วเรากลับไปที่คฤหาสน์กันเถอะ”อีริคกล่าวก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับดาบในฝักสีน้ำตาลเข้มคาดลวดลายสีทองหม่นเขาชี้ไปทางดาบพลางถามไกอัส “วางดาบไว้ที่นี่สิ เดี๋ยวคนของข้าช่วยลับดาบให้”
ไกอัสดึงดาบที่เหน็บอยู่กับเข็มขัดข้างเอวออกมาวางลงบนโต๊ะในขณะที่อีริคเดินนำออกจากโรงตีโลหะเพื่อกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลอีสตันบูล
อีริคพาทุกคนเดินเข้าไปในห้องอาหารซึ่งเป็ที่ตั้งของโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวกินพื้นที่เกือบเต็มห้องภายใต้โคมไฟแก้วที่ห้อยระย้าอยู่บนเพดาน คาร์ลกวาดสายตาดูเนื้อน่องไก่ย่าง พายไส้เนื้อสตูว์เนื้อตุ๋น ผักโขมอบชีส และซุปข้าวโพดที่ถูกจัดจานแยกสำรับของแต่ละคนวางเสริฟอยู่ตรงหน้าที่นั่งทุกที่
คาร์ลหยิบตลับเงินขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาภายในมีช้อนเล็กๆ วางอยู่ เขาหยิบช้อนตักซุปในชามตามด้วยอาหารแต่ละจานในสำรับของแคเรนขึ้นมาชิม เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติเขาจึงถอยไปยืนข้างหลังปล่อยให้เธอใช้เวลากับมื้ออาหารของเธอ แคเรนหันไปกล่าวกับเบอร์นาร์ด
“ขออภัยที่เสียมารยาทนะคะ”
“ไม่หรอกการให้คนชิมอาหารก่อนถือเป็ธรรมเนียมของคนในราชวงศ์ ข้าทราบดีอยู่แล้ว”เบอร์นาร์ดกล่าวขึ้น เขาหันไปมองทางอีริคกับไกอัสก่อนถามทั้งคู่“แล้ววันนี้พาท่านหญิงไปที่ไหนมาล่ะ”
“โรงตีโลหะครับข้าพานางไปดูการหลอมโลหะวิสทานัม” อีริคตอบ
“ที่จริงข้าสนใจผลึกคอร์กัสมากเลยค่ะถ้าประยุกต์ดีๆ อาจใช้กักเก็บพลังของราชวงศ์แอนเชสก้าได้”
“ไม่ได้เด็ดขาด”เบอร์นาร์ดรีบแย้งขึ้น “พลังของราชวงศ์ไม่สามารถกักเก็บเอาไว้ในผลึกคอร์กัสได้”
“ไม่เคยหรือยังไม่เคยลองกันแน่คะ”
“ทั้งสองอย่างและข้าแนะนำว่าอย่าทำ ไม่งั้นท่านอาจจะต้องผิดใจกับองค์ราชินี”เบอร์นาร์ดกล่าวเตือนน้ำเสียงนิ่ง ั์ตาของเขาฉายแววจริงจังจนน่าขนลุก
“ท่านพ่อเสียรสชาติอาหารหมด” อีริครีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พูดถึงเื่พันธะไอรอนบอนด์ระหว่างข้ากับท่านหญิงดีกว่า”
“จริงด้วยนะเ้าคิดเห็นยังไงล่ะอีริค”
“ข้าเคยเห็นแต่ในตำรายังไม่เคยเห็นของจริงก็เลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรมันคือการดื่มเืของท่านหญิงใช่มั้ย”
“ใช่สมัยพ่อ องค์ราชินีหยดเืใส่แก้วไวน์แล้วให้พ่อดื่มเข้าไป แค่นั้นเลย”
“แล้วก่อนกับหลังทำพันธะไอรอนบอนด์ต่างกันยังไง”
“ก็แค่อยู่ๆเ้าก็สามารถใช้พลังได้ และก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่เ้าทำพันธะด้วย”
“ตระกูลอีสตันบูลเป็ตระกูลอัศวินก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์อยู่แล้ว ท่านพ่อพูดเหมือนมันไม่มีอะไรยากงั้นก็ไม่จำเป็ต้องคิดมากก็ได้มั้ง”
“แต่เ้าก็รู้หน้าที่ของตระกูลอีสตันบูลมิใช่หรือถ้าเ้ารับพันธะไอรอนบอนด์ นับจากนี้เ้าจะต้องรับหน้าที่ของผู้ควบคุมการผลิตอาวุธในราชอาณาจักรลอฟท์เรียและถ้าเกิดพ่อเป็อะไรไป เ้าอาจจะออกจากอาณาจักรลอฟท์เรียไม่ได้อีกเลย”
อีริคชะงักเริ่มจะคิดได้ว่าข้อมูลการผลิตอาวุธภายในราชอาณาจักรสำคัญมากและเขาคือผู้ที่จะต้องสืบทอดข้อมูลทั้งหมดนั้นต่อจากเบอร์นาร์ด การรับพันธะไอรอนบอนด์ก็เหมือนแบกรับความรับผิดชอบและหน้าที่ของตระกูลเอาไว้
“เื่นั้นสักวันหนึ่งข้าก็ต้องสืบทอดตระกูลข้าเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วล่ะ”