พักกลางวันเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังไปทั่วโรงอาหาร ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารสีเงินตัวใหญ่เพียงลำพังเื่ปกติแหละ สำหรับฉันแล้วผู้คนในโรงเรียนพวกนี้นั้นล้วนห่างไกลจากคำว่าเพื่อนก็ไม่ได้โหยหาอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่ทุกวันนี้อยู่คนเดียวก็รู้สึกว่าสบายดีถ้าต้องมาคอยดูแลรักษาความสัมพันธ์กับคนพวกนี้ฉันยังนึกไม่ออกว่าประโยชน์ของมันคืออะไรอีกอย่างถ้ามีใครคอยนั่งถามความเห็นเราเกี่ยวกับการนินทาคนอื่นทุกหกวินาทีฉันก็คงจะไม่มีเวลาให้ ‘ข้าวกะเพราไก่ใส่ถั่วฝักยาว’ตรงหน้ามากขนาดนี้
.......
ถั่วฝักยาว....สุก...
ห่วยแตก
หลังจากโยนอาหารเส็งเคร็งลงในถังแล้วตัวฉันก็ยังไม่รู้ว่าไปที่ไหนต่อดีมีเป้าหมายว่าจะต้องไปถึงโต๊ะของตัวเองในห้องเรียนให้ทันภายในสี่สิบนาที...มีเวลามากเกินไป...ฉันเลยตัดสินให้ขาของตัวเองนำทางไปในทางที่มันอยากไปโชคดีที่อากาศวันนี้ไม่ได้ร้อนมากเท่าไหร่ น่าจะสามารถทำให้ฉันหายไปมิติเวลาได้นานพอสมควรแต่ว่ามันก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกู่ร้องอันป่าเถื่อน
“วู้วววววววววววววววววววววววววววววววววววว!!”
ฉันมองไปรอบตัวเพื่อระบุพิกัดตำแหน่งของตัวเอง‘สนามฟุตบอล’ พวกผู้ชายสิบกว่าคนกำลังต่อสู้กันอยู่บนสนามหญ้ามีพวกผู้หญิงจับตัวกันเป็กลุ่มก้อนตะกอนเล็กๆ กระจายตัวกันอยู่ตามขอบสนามแต่สายตาของพวกผู้หญิงทั้งหลายนี่ต่างเล็งไปในทิศทางเดียวกัน
พี่ศราวุธ
นี่ฉันยังต้องบรรยายสรรพคุณของพี่ศราวุธอยู่รึเปล่า? ก็ไม่ได้รำคาญหรอกนะ จริงๆก็พูดได้ทั้งวันแหละ ลีลาที่ขยับไปรอบสนามฟุตบอล กล้ามขาที่กระแทกลงบนพื้นหญ้าจนกระจายขึ้นมาราวกับม้าแข่งหยดเหงื่อที่กระเด็นออกมาตอนที่ะโรับลูกฟุตบอลด้วยหน้าอก จริงๆแล้วนอกจากร่างกายที่ดูดีการกีฬาที่ดูเด่น ผลการเรียนก็ดีเยี่ยมนิสัยที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มมีความสุข พี่ศราวุธเนี่ยอยู่เหนือทุกกฎความเป็จริงของโลกนี้จริงๆราวกับลูกรักของพระเ้า ถ้าฉันนับคือศาสนาคริสต์ก็คงจะพูดแบบนั้นเพราะถ้าให้พูดว่าลูกรักของพระพุทธเ้าแล้วมันฟังดูแปลกชอบกล แต่ก็คงเข้าใจนะคนที่สมบูรณ์แบบ
สมบูรณ์แบบจนอยากจะทำตำหนิทิ้งไว้
ลูกบอลกลิ้งมาตรงหน้าของฉัน
“นี่เธอน่ะ!!เตะบอลมาให้หน่อย” ผู้ชายหน้าตาไม่ดีคนหนึ่งในสนามบอละโมาทางฉัน
หา? เตะบอลเหรอ? ....แต่ระยะห่างจากตรงนี้จากตรงนี้ถึงสนามฟุตบอลมันก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ รึเปล่า?ระยะขนาดนี้สามารถเรียกว่าไกลได้รึยัง? ว่าแต่การที่จะเตะฟุตบอลจากตรงจุดนี้ไปจนถึงสนามฟุตบอลเนี่ยจะต้องทำยังไงกันล่ะ?ใช้เท้าซ้าย หรือเท้าขวา? แค่ดึงขาไปข้างหลังแล้วออกแรงเตะไปข้างหน้าบอลมันจะไปถึงสนามรึเปล่านะ?แล้วฉันก็ใส่กระโปรงอยู่ด้วย จะเตะได้เหรอ? หรือว่าควรจะไปเปลี่ยนเป็กางเกงมาก่อนดี....
“นี่ ได้ยินไหม!?”
“...”
“เตะบอลมาทางนี้หน่อย”
ทุกคนรอบสนามบอลกำลังหันมามองฉัน...ไม่รู้ด้วยแล้วนะ...
ฉันเดินถอยหลังไปสามก้าวง้างเท้าขวาออกไปด้านหลังจนชายกระโปรงสะบัดขึ้นแล้วเตะลงไปที่ด้านหลังเท้าซ้ายของตัวเอง
ลูกบอลยังอยู่ที่เดิมมีแค่ตัวฉันที่กลิ้งลงมากองข้างๆ เป็เพื่อนมัน ในสายตาของฉันมองไม่เห็นอะไรนอกจากพื้นถนนสีเทาแต่หูของฉันนั้นได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงกับผู้ชายปนเปกัน ฉันหันมองซ้ายขวาสองข้างเต็มไปด้วยภาพไม่น่ามองของคนแปลกหน้าในหมู่คนแปลกหน้ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกว่าจะอยู่ห้องเดียวกับฉันกำลังมองฉันด้วยสายตาสมเพชพร้อมหัวเราะกระซิบกระซาบกับเพื่อนข้างๆ ตัวเธอ
เธอชื่ออะไรนะ? ‘อารียา? ...อาญา?’ ช่างเถอะไม่ใช่คนสำคัญอะไรที่ต้องจดจำหรอก
ฉันค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมานั่งคุกเข่าเบื้องหน้าของฉันผู้ชายตัวสูงที่มีรอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้า
พี่ศราวุธ
“เป็อะไรไหม?”เขาถามฉัน
“...”
ฉันหยิบลูกบอกขึ้นมาไว้ในมือกำลังจะยื่นไปส่งที่มือของรุ่นพี่จากที่ดูแล้วระยะทางของลูกบอลจากมือของฉันจนถึงมือรุ่นพี่ไม่น่าจะใช้เวลาเกินสี่วินาทีแต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันทำอะไรลงไปใน่สี่วินาทีนั้นบ้าง
สายตาของฉันมันมองขึ้นไปสูงกว่าระดับที่สูงกว่าค่ามาตรฐานความสูงของเด็กผู้หญิงไทยอายุ15 ปีฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนั้นฉันทำสีหน้าแบบไหนแต่ฉันมองตรงเข้าไปในดวงตาของรุ่นพี่และฉันสาบานได้ว่าฉันไม่ได้มองแค่ดวงตาของรุ่นพี่แต่ฉันใช้เวลาสี่วินาทีนี้ขุดลงไป ‘ข้างใน’ ของรุ่นพี่ ในจิตใจของรุ่นพี่ ลึกลงไป ลึกลงไป ในแกนกลางด้านในอันดำมืดเหมือนกับฉันเจออะไรบางอย่างอยู่ในความมืดนั้น
เด็กผู้ชาย...อ่อนแอ...
ลูกบอลส่งถึงมือพี่ศราวุธเราทั้งสองกลับลงมายืนบนพื้นโลกอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้บนใบหน้าที่จะเปี่ยมเยิ้มไปด้วยรอยยิ้มเสมอ คราวนี้ไม่ใช่....ไม่มีรอยยิ้มอยู่บนหน้าสวยๆใบนั้น แค่เพียงเสี้ยววินาทีนี้เท่านั้น
ความกลัว
ฉันรีบหันหลังกลับวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ก้มหัวลงต่ำจนมองเห็นแค่เพียงปลายเท้าของตัวเอง เพราะฉันรู้ว่าจะให้ใครเห็นไม่ได้จะให้ใครเห็นใบหน้าที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ตึกตัก