ตอนที่11 ย้ายห้องเรียน
สวีเหยียนยิ้มน้อยๆ พลางเอนหัวซบเข้าที่อกแกร่งของสามีอย่างมีความสุข เธอตอบกลับอย่างรู้สึกดีกับภาพความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้องซึ่งมองเห็นตรงหน้าว่า
“ใช่ค่ะ.....หายป่วยคราวนี้อิงเอ๋อร์รู้ความมากกว่าเดิม ยังช่วยสอนการบ้านให้น้องอีก พวกเราโชคดีแล้วที่รับอิงเอ๋อร์มาเลี้ยงหากเป็เด็กคนอื่น.....ก็ไม่รู้ว่าจะรักเสี่ยวหยาง และดีกับลูกชายของเราไหม?”
สองสามีภรรยาหันหน้ายิ้มให้กันอย่างมีกำลังใจที่จะช่วยสร้างครอบครัวรวมทั้งพัฒนาฟาร์มเพื่อเป็หลักประกันรายได้และความมั่นคงของครอบครัวมากขึ้น
……….
รุ่งเช้าเสิ่นลี่อิงตื่นั้แ่เวลาสี่นาฬิกาเธอได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากห้องน้องชาย จึงยิ้มท่ามกลางความมืดภายในห้องด้วยความรู้สึกพึงพอใจที่น้องมีความรับผิดชอบ
จากนั้นเธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดกีฬากับรองเท้าผ้าใบเมื่อเปิดประตูห้องนอนออกไป ประตูห้องน้องชายก็เปิดออกมาพอดี
ทั้งนี้ห้องชั้นบนมีอยู่ทั้งหมดห้าห้องและห้องโถงว่างอีกหนึ่งห้องแบ่งเป็ห้องนอนพ่อกับแม่ ห้องนอนเสิ่นลี่อิง ห้องนอนของเสิ่นลี่หยาง ห้องเก็บของเก่าของครอบครัวและห้องนอนรับแขกอีกหนึ่งห้อง
ห้องของเธอและน้องชายอยู่ติดกันถัดไปเป็ห้องนอนรับแขก ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามเป็ห้องนอนของพ่อแม่ถัดมาเป็ห้องเก็บของและห้องโถงว่างอยู่ติดกัน
“..........”เสิ่นลี่อิงทำมือส่งสัญญาณให้น้องชายงดการออกเสียง
เธอไม่อยากให้พ่อแม่ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาเพราะทั้งคู่ใช้แรงงานภายในฟาร์มมากกว่าเธอกับน้องจึงอยากให้พ่อแม่ได้นอน
พักผ่อนอย่างเต็มที่เสียก่อน
เสิ่นลี่อิงวิ่งนำน้องชายไปตามถนนภายในฟาร์มเพื่อตรงไปยังสถานที่เป้าหมายแห่งเดิมซึ่งเธอพบว่าเป็ทำเลเหมาะสมในการฝึกฝนทักษะต่อสู้เป็อย่างยิ่ง
สองพี่น้องมาถึงพื้นที่โล่งกว้างด้านหน้ามีสระน้ำส่วนด้านหลังเป็ูเาเตี้ยลูกเล็ก จากนั้นเสิ่นลี่อิงฝึกสอนกระบวนท่าง่าย ๆเพียงเจ็ดท่าจากทั้งหมดสี่สิบเก้าท่าให้กับน้องชายฝึกไปพลาง
“ท่าที่พี่จะฝึกให้เสี่ยวหยางมีอยู่ทั้งหมดสี่สิบเก้าท่า แต่พี่จะสอนให้ก่อนเจ็ดท่ามันเป็ท่าที่ง่ายและช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น หากเสี่ยวหยางเก่งขึ้นแล้วพี่ถึงจะสอบท่าอื่นให้ ตกลงไหม?”
เสิ่นลี่อิงสอบถามน้องชายด้วยความห่วงใยเธอรู้สึกยินดีที่น้องชายกระตือรือร้นในการเรียนรู้ครั้งนี้
“โอเคครับเจี่ยเจียสอนผมได้เลย พวกเราอบอุ่นร่างกายพอแล้วผมอยากรู้ว่าท่าที่เจี่ยเจียสอนจะเป็ยังไง?”
เสิ่นลี่หยางพยักหน้าเข้าใจพลางเร่งเร้าพี่สาวให้รีบสอนตนเองเขาอยากทดลองฝึกดูบ้างว่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมากน้อยเพียงใด
เสิ่นลี่อิงยิ้มรับอย่างเข้าใจก่อนที่จะสาธิตกระบวนท่าให้น้องชายดูอย่างเชื่องช้าทีละท่าพอเห็นว่าน้องชายสามารถฝึกฝนกระบวนท่าทั้งเจ็ดท่าได้คล่องแคล่วแล้วจึงปล่อยให้น้องฝึกฝนเอง
ส่วนเธอไปหามุมสงบอีกด้านเพื่อฝนฝนกระบวนท่าทั้งสี่สิบเก้าท่าให้คล่องแคล่วปรากฏว่าการฝึกในวันที่สอง เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้นจนเห็นได้ชัด
อีกทั้งเธอรับรู้ได้ว่าประสาทััของตนเองละเอียดอ่อนขึ้นสามารถได้ยินเสียงจากระยะไกลได้ชัดเจน จากแต่เดิมที่ได้ยินในระยะทางเหมือนคนปกติทั่วไป
“ไม่น่าเชื่อว่าฝึกทักษะต่อสู้ประหลาดนี่แล้วฉันจะมีประสาทััรับรู้ดีขึ้น แบบนี้ก็เท่ากับเป็ไพ่ลับของฉันได้เหมือนกันนี่นาเยี่ยมไปเลย”
เสิ่นลี่อิงชูกำปั้นให้กำลังใจตัวเองพลางรู้สึกมีความสุขที่จะมีไพ่ลับเพิ่มเพื่อให้ตนเก่งกาจเหนือคนอื่น
สองพี่น้องรีบกลับบ้านเตรียมตัวไปโรงเรียนเมื่อใกล้ถึงเวลาหกนาฬิกาเสิ่นลี่หยางแสดงความพึงพอใจเมื่อได้ฝึกฝนทักษะต่อสู้ที่พี่สาวสอนให้พลางกล่าวแสดงความแปลกใจถึงที่มาของทักษะนั้นว่า
“เยี่ยมมากเลยครับเจี่ยเจียผมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อกระชับขึ้น เหงื่อออกมากจนชุดเปียกเลยยิ่งกว่าวิ่งหลายสิบรอบอีกว่าแต่เจี่ยเจียไปเรียนรู้ทักษะพวกนี้มาจากที่ไหนหรือครับ?”
“อ้อ! พี่ก็สืบค้นไปเรื่อยพยายามหาข้อมูลเื่พัฒนาฟาร์มของเรานั่นแหละ บังเอิญเจอเข้าพอดีก็เลยลองฝึกเห็นว่าดีก็เลยสอนเสี่ยวหยางนี่แหละ”
เสิ่นลี่อิงโยนเื่ทักษะประหลาดไปให้การสืบค้นทางออนไลน์ของตนเองแทนเธอยังไม่พร้อมที่จะบอกกล่าวทุกคนเกี่ยวกับการเกิดใหม่และเื่ราวในอดีตที่จะกลายเป็อนาคตสำหรับทุกคนได้จึงเลือกที่จะบอกเท่าที่จำเป็ไปก่อน
เสิ่นลี่หยางพยักหน้าเข้าใจเขาแยกตัวไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ ในขณะที่พี่สาวรีบไปช่วยแม่ปรุงอาหารในครัว
..........
เช้านี้เสิ่นลี่คุนแต่งตัวสุภาพมากกว่าปกติเขาตั้งใจที่จะส่งลูกไปโรงเรียนก่อน แล้วค่อยไปปรึกษากับหน่วยงานด้านการพัฒนางานเกษตรในท้องถิ่นกับคนรู้จักเพื่อหาเงินทุนพัฒนาฟาร์มตามแผนที่วางไว้กับครอบครัว
เสิ่นลี่อิงให้กำลังใจพ่ออย่างเต็มเปี่ยมพลางรู้สึกคลายความกังวลใจไปได้เปลาะหนึ่งที่พ่อแม่รับฟังความคิดเห็น
การเรียนของเสิ่นลี่อิงในภาคเช้านี้เรียนวิชาภาษาจีนภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ก่อนพักกินอาหารกลางวัน
เสิ่นลี่อิงเข้าเรียนห้องห้าด้วยความแปลกใจเนื่องจากมีเพื่อนนักเรียนคุ้นตาเข้ามาเรียนเพิ่มด้วยอีกห้าคนทำให้ห้องห้าแน่นขนัดจนแทบไม่มีช่องว่างสำหรับวางกองขยะเหมือนเดิม
เธอสอบถามกงเจียหลิงด้วยความแปลกใจที่พบว่ามีนักเรียนห้องอื่นมานั่งเรียนด้วยั้แ่เช้าว่า
“หลิงหลิงเกิดอะไรขึ้น?ทำไมมีนักเรียนห้องสี่กับห้องสามมานั่งเรียนด้วยละ?พวกเขาย้ายห้องเรียนกันหรือ?”
กงเจียหลิงยิ้มลึกลับที่เพื่อนสนิทไม่รู้ว่าสาเหตุหลักมาจากการสอนการบ้านเมื่อวานนี้ซึ่งเป็บรรยากาศที่พบเห็นได้ยากยิ่งจนสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนนักเรียนห้องอื่นหลายคนจึงให้ผู้ปกครองแจ้งความประสงค์ขอย้ายห้องเรียนเป็การถาวรไม่ใช่การย้ายห้องเรียนชั่วคราวแต่อย่างใด
“เธอคงต้องถามครูหลิวเองแล้วล่ะคาดว่าครูหลิวคงมาแจ้งข่าวตอนมาสอนคณิตศาสตร์มั้ง”
กงเจียหลิงตอบเพื่อนกำกวมเพราะไม่อยากให้เพื่อนอึดอัดใจที่พบว่าเป็ต้นเหตุหลักแต่เธอรู้สึกภาคภูมิใจแทนเพื่อนที่เก่งแล้วยังมีน้ำใจต่อเพื่อนนักเรียนคนอื่นโดยไม่เลือกห้องหรือระดับความสนิทสนม
เลิ่นลี่อิงพยักหน้าหงึกอย่างพยายามเข้าใจเธอตั้งใจเรียนวิชาภาษาจีนและภาษาอังกฤษเป็อย่างดี
ทั้งนี้ครูซ่งจวนจงใจให้เสิ่นลี่อิงแสดงทักษะการอ่านเขียน รวมทั้งการใช้ไวยากรณ์ที่เป็หนึ่งในโจทย์หน้ากระดานบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงสามารถเติมคำหรือเขียนคำตอบวิชาภาษาอังกฤษได้ถูกต้องทุกข้อความสร้างความประทับใจให้ครูและนักเรียนห้องห้ามากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งถึงเวลาเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกครั้งครูหลิวเฟยฟาเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอารมณ์ดีจนนักเรียนสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายเขาเอ่ยทักทายนักเรียนพร้อมชี้แจงเื่จำนวนนักเรียนห้องห้าที่เพิ่มขึ้นว่า
“เช้านี้นักเรียนทุกคนคงคุ้นเคยเพื่อนใหม่จากห้องสี่และห้องสามกันแล้วนะงานนี้คงต้องขอบคุณนักเรียนเสิ่นลี่อิงที่เป็นักเรียนดีเด่นช่วยสอนการบ้านให้เพื่อน จนทำให้เพื่อนขอย้ายมาเรียนห้องห้าเป็การถาวร นักเรียนอยากรู้ผลตรวจการบ้านเมื่อวานนี้ไหม?”
ท้ายประโยคครูหลิวเฟยฟาถามนักเรียนด้วยน้ำเสียงมีเลศนัยจนทำให้นักเรียนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างไม่แน่ใจว่าครูหลิวจะเอ่ยคำใดออกมาอีก
อย่างไรก็ตามนักเรียนทั้งหลายต่างมีแววตาเป็ประกายตื่นเต้นไว้รอเพราะเชื่อมั่นว่าการสอนของเสิ่นลี่อิงและคำตอบที่เขียนส่งการบ้านไปนั้นย่อมต้องเป็คำตอบที่ถูกต้องแน่นอน
ครูหลิวยิ้มกว้างอย่างมีความสุขก่อนที่จะเฉลยคำตอบให้นักเรียนฟังอย่างยินดีว่า
“อยากรู้กันละสิเห็นนั่งตัวตรงเชียว เอาละ.....ครูจะบอกแล้ว การบ้านวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีวะ วิชาละสิบข้อผลการตรวจปรากฏว่า...........นักเรียนทำถูกต้องทุกข้อ!ยกเว้นแค่บางคนเท่านั้นซึ่งครูคิดว่าคงเป็เพราะไม่ได้เรียนรู้กับนักเรียนเสิ่นลี่อิงแน่นอน”
ครูหลิวเฟยฟาลากเสียงยาวขณะกำลังเฉลยคำตอบเื่ที่นักเรียนอยากรู้เขารู้สึกสนุกสนานที่ได้กลั่นแกล้งนักเรียนเล็กน้อยเป็การหยอกล้อที่ไม่ถือว่ารุนแรง
เขาคาดเดาว่านักเรียนที่ทำการบ้านบางข้อไม่ถูกต้องอาจเป็นักเรียนที่ไม่ได้ร่วมเรียนรู้กับเสิ่นลี่อิงแน่นอน
พลันมีเสียงเฮดังลั่นจากนักเรียนทั้งหลายที่ทำการบ้านร่วมกันเมื่อวานซึ่งทุกคนล้วนมั่นใจว่าคำตอบโจทย์การบ้านถูกต้อง
ตามคำกล่าวของครูประจำชั้น
มีนักเรียนไม่ถึงสิบคนที่บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจพลางวางแผนเปลี่ยนแปลงตัวเองว่า
“อะไรนะ?! คงเป็ฉันแน่เลยที่ทำไม่ถูกมีบางข้อฉันไม่เข้าใจ ถ้าเพื่อนคนอื่นทำถูกเพราะเรียนรู้กับนักเรียนเสิ่นเห็นทีต่อไปฉันคงต้องมาเรียนรู้ด้วยแล้ว”
“แย่ละ! หากทำการบ้านผิดบ่อย ๆคะแนนสอบประจำเดือนของฉันก็จะรั้งท้ายอีกละสิ เดี๋ยวถูกตัดเงินค่าขนมแน่ฉันจะเรียนรู้กับนักเรียนเสิ่นด้วยดีกว่า”
เสิ่นลี่อิงยิ้มรับคำขอบคุณจากเพื่อนนักเรียนรอบโต๊ะด้วยความรู้สึกดีที่มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นอย่างน้อยทำให้ชีวิตการเรียนของเธอก่อนจบชั้นมัธยมปลายไม่จืดชืดจนเกินไป
อย่างไรก็ตามเสิ่นลี่อิงไม่รู้ตัวเลยว่าผลแห่งการทำดีในวันนี้จะส่งผลให้เธอได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนห้องห้าในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง
จากนั้นครูหลิวเริ่มต้นสอนวิชาคณิตศาสตร์ต่อไปโดยเขาไม่ได้เอ่ยเื่การบ้านพิเศษที่มอบให้กับเสิ่นลี่อิงสักคำทว่าเสิ่นลี่อิงกลับค้นเจอที่มาของโจทย์ยากจากครูเมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จแล้วจนทำให้เธอส่งเสียงอุทานดังลั่นโรงอาหาร ท่ามกลางสายตาจากเพื่อนนักเรียนทั้งหลายที่จ้องมองเธอเป็จุดเดียวด้วยความแปลกใจว่า
“ฮ้า! โจทย์สมมติฐานของรีมานน์นี่มันโจทย์ยากมหาหินเลยนะนี่”