ครู่ต่อมาจูเยว่สามารถััได้ถึงความคุ้นเคยของกลิ่นอาย ที่มีความคล้ายคลึงกับสายเืภายในกาย
ในคราแรกที่ััตัวเขายังไม่แน่ใจนักแต่เมื่อลองตรวจสอบอย่างละเอียด และลอบหมุนเวียนพลังลมปราณเวทย์เพื่อใช้ออกทักษะบ่มเพาะ ทำให้ทราบได้ทันที ว่าสิ่งที่ตนคาดเอาไว้ถูกต้องจึงได้ครุ่นคิดขึ้นมา
“หรือว่ากลิ่นอายนี้…จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มารดา ได้ทิ้งเอาไว้ให้ข้า?”
เพราะกลิ่นอายที่อยู่ในที่แห่งนี้มันมีความเข้มข้นกว่า ยามที่ตัวเขาปลดปล่อยทักษะบ่มเพาะวิหคเพลิง์ออกมาซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ลึกลับและทรงพลังเป็อย่างมาก จูเยว่จึงมั่นใจว่ากลิ่นอายดังกล่าว ต้องมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนตามหาอย่างแน่นอน
หลังจากที่จูเยว่ได้คาดเดาเื่ต่างๆอยู่ภายในก็คิดขึ้นมาได้ ว่าจะตามหาบางสิ่งที่มารดาทิ้งไว้ภายในป่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้ได้เช่นไรกัน? เขาทำท่าครุ่นคิดอยู่ไม่กี่อึดใจ จึงนึกขึ้นได้
“หรือว่า...จะเป็สิ่งนั้น?”
พริบตาต่อมาจี้หยกดำได้ปรากฏขึ้นจากภายในแหวนมิติที่อยู่บนนิ้วมือของจูเยว่ เพราะเขาเกรงว่าจะทำมันสูญหายระหว่างการต่อสู้ จึงไม่ได้นำออกมาห้อยติดตัวไว้ภายนอก
เมื่อลองไหลเวียนพลังลมปราณเข้าไปภายในจี้ที่อยู่ในมือ คล้ายมันตอบรับบางสิ่งที่อยู่ในป่า เกิดเป็เส้นแสงสีแดงจางๆพุ่งออกมาจากตัวจี้หยกดำ ตรงไปยังใจกลางป่าลึกแล้วหายลับไป ซึ่งจูเยว่ไม่สามารถระบุได้ว่าไกลเพียงใด
แต่อย่างไรเขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาเพราะดีกว่าที่จะเดินค้นหาโดยที่ไม่รู้ทิศทาง เมื่อทราบเส้นทางแล้วจึงนำมันเก็บลงไปในแหวนมิติเช่นเดิม และเร่งเดินทางต่อ
หลี่ฟางซิ่นที่เห็นการกระทำแปลกๆของนายน้อยจูเยว่และได้เห็นแสงสีแดงที่พุ่งออกมาจากสิ่งที่เขาถือแม้จะสงสัยเป็อย่างมากว่ามันคือสิ่งใด แต่ก็ไม่เอ่ยถามออกไป เพราะนางคิดว่าบุรุษผู้นี้คงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงที่จะตอบนาง
หลังจากที่เดินทางลึกเข้าไปในป่าเป็เวลาถึง2 ชั่วยามหลี่ฟางซิ่นได้บังเกิดความสงสัยขึ้นมา เพราะในระหว่างที่นายน้อยจูเยว่นำทางได้เดินด้วยทิศทางที่ไม่แน่นอน ราวกับไร้จุดหมาย หาได้มุ่งตรงไปยังแสงสีแดงที่พุ่งตรงไปก่อนหน้า แม้ทิศทางดังกล่าวจะทำให้นางแปลกใจอยู่บ้างแต่สิ่งที่ประหลาดใจยิ่งกว่า คือจำนวนสัตว์อสูรที่ได้พบเจอระหว่างเดินทาง
เดินทางมาเป็เวลาถึง2 ชั่วยาม และยังเดินลึกเข้ามาภายในป่าลมหวนถึงเพียงนี้กลับไม่พบเจอสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียว... เป็ไปได้อย่างไรกัน?” ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่คนเดียวเสียงของนายน้อยจูเยว่ ได้ดังขึ้นมาจากเบื้องหน้าของนาง
“ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่สามารถหลบเลี่ยงพวกมันได้”
ไม่ทันที่หลี่ฟางซิ่นจะกล่าวถามถึงความหมายเสียงของบุรุษที่อยู่ด้านหน้าได้กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกเ้าทั้งสองเตรียมตัวรับมือ กับสัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 1 ทั้ง 3ตัว มันอยู่ห่างจากพวกเราออกไปเพียง 2 ลี้อีกไม่ถึง 30 อึดใจ พวกมันจะมาถึง จากบริเวณด้านหน้าทั้ง 3ทิศทาง” เขากล่าวแจ้งสถานการณ์ แก่หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วรวดเดียวจบ
ตลอดการเดินทางในป่าลมหวนนั้นจูเยว่ได้ใช้เวทย์ค้นหา เพื่อหลบเลี่ยงสัตว์อสูรต่างๆตลอดทางทำให้เดินทางได้ค่อนข้างล่าช้า ถึงแม้จะกล่าวได้ว่า ใช้เวลาในการเดินทางมาถึง 2 ชั่วยาม แต่มันลึกเข้ามาจากแนวป่าภายนอกเพียง 200ลี้เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังเป็บริเวณรอบนอกของป่าลมหวนอยู่
แต่ในครั้งนี้สัตว์อสูรเ่าั้กลับจับกลิ่นอายของพวกตนได้ และกำลังเคลื่อนที่มายังบริเวณที่พวกเขาทั้งสามอยู่จากทุกทิศทาง ยกเว้นทางทางด้านหลังที่พวกเขาพึ่งผ่านมา
เมื่อหลี่ฟางซิ่นได้ยินในสิ่งที่จูเยว่กล่าวนางอดไม่ได้ที่จะมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าอย่างโง่งมพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความสงสัย
“สัตว์อสูรระดับิญญา?มากถึง 3 ตัว? อีกทั้ง…เ้ายังสามารถทราบระยะทาง ที่พวกมันอยู่ห่างจากพวกเราด้วย?!” ใบหน้าของนางที่แสดงออกมานั้น เสมือนไม่เชื่อคำพูดของจูเยว่แม้แต่น้อย
ตัวนางที่อยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นสูงสุดระยะปราณตรวจสอบยังกว้างเพียง 33จั้งเท่านั้น แต่ถึงจะเป็ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 4เช่นบิดาของนาง ก็มีระยะเพียงแค่ครึ่งลี้ แล้วระยะทางถึง 2ลี้? แม้ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นสูงสุดก็ยังไม่สามารถมีระยะตรวจสอบได้ถึงเพียงนั้น!
หลี่ฟางซิ่นคิดว่าจูเยว่หาได้มีความแข็งแกร่งถึงขีดขั้นนั้นเพราะพลังลมปราณที่ตัวเขาใช้เพื่อหยุดนางก่อนหน้าตัวนางััได้เพียงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 ถึงจะน่าใที่นายน้อยตระกูลเฟยสามารถมีระดับพลังถึงขั้นนี้ เพราะตัวนางเคยได้ยินมาว่า ตัวเขาเป็ผู้ไร้วรยุทธ
ส่วนเื่ที่หลี่ฟางซิ่นเสียท่าให้แก่จูเยว่ภายในรถม้า นางคิดเพียงว่า เพราะพึ่งฟื้นตัวจากอาการาเ็ทำให้ร่างกายของนางในยามนั้น ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป จึงไม่สามารถขัดขืนเขาที่มีระดับพลังลมปราณต่ำกว่านางได้ และคาดว่าผู้ที่ช่วยนางจากเหล่าสัตว์อสูรคงเป็ข้ารับใช้ของเขาเช่นกัน โดยที่ตัวเขาเป็ผู้ะโออกคำสั่งนางจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย
“ััปราณเ้าไกลถึงเพียงนั้น?เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธที่เหนือกว่าระดับเชื่อมโยงชีพจรหรืออย่างไรกัน?”
แม้บุรุษผู้นี้จะได้ช่วยชีวิตของนางเอาไว้ถึงจะไม่ใช่ผู้ลงมือด้วยตนเองแต่ก็เป็ผู้ออกคำสั่งหากเป็ผู้อื่นนางคงไม่กล้ากล่าววาจาเช่นนั้นออกไปแต่เพราะชื่อเสียงที่ดังกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในอดีตทำให้ตัวนางรู้สึกยากที่จะกล่าวสนทนาด้วยดีกับเขาได้
เฟยซิ่วที่ได้รับฟังในสิ่งที่แม่นางตระกูลหลี่กล่าวออกมาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลังจากที่นายน้อยเริ่มฝึกฝนลมปราณ ทุกอย่างที่ปรากฏแก่สายตาของมันช่างน่าอัศจรรย์จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไป
“แม่น่างหลี่...ถึงแม้นายน้อยของข้าจะยังไม่ถึงระดับนั้นแต่ท่านควรฟังคำแนะนำของนายน้อยข้าจะดีที่สุด! หากนายน้อยกล่าวออกมา...ย่อมมิมีสิ่งใดผิดพลาด อย่างแน่นอน!!”ตัวของเฟยซิ่วหาได้สงสัยในคำกล่าวของนายน้อยแต่อย่างใด แต่กลับมั่นใจอย่างที่สุดว่าต้องเป็จริงตามที่กล่าว
เมื่อหลี่ฟางซิ่นที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่จึงหันกลับไปถลึงตามองข้ารับใช้ผู้นั้นทันที พร้อมคิดอยู่ภายใน
“เ้าเป็ข้ารับใช้ที่เชื่อฟังข้าก็พอเข้าใจได้! แต่เ้าก็ไม่จำเป็ต้อง หลับหูหลับตา เชื่อไปเสียทุกอย่าง!!” ขณะที่หลี่ฟางซิ่นจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมาได้เกิดร้องเสียงดังกึกก้องขึ้นมาทั่วบริเวณ
โฮกกก!!!
เสียงสัตว์อสูรดังมาจากทั่วทุกทิศทางที่จูเยว่เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้า
หลี่ฟางซิ่นได้แต่หันไปจ้องมองทางจูเยว่ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ว่าสิ่งที่เขากล่าวเอาไว้นั้น จะเป็ความจริง
“เขากลับสามารถรับรู้ถึงสัตว์อสูรเ่าั้ได้... แม้ไกลถึงเพียงนั้น?!”