“ฉันก็แค่อยากจะมีความสุขและอิสระสักนิดในชีวิตเท่านั้น ฉันอุตส่าห์พยายามจะทำทุกอย่างก็เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน แล้วทำไมทุกวันนี้ฉันยังต้องถูกบังคับและทำให้ชีวิตของฉันไม่มีความสุขอีกคะ เพราะอะไรฉันถึงต้องมาเจอกับเื่แบบนี้ด้วย”
เธอกล่าวต่อพระพุทธรูปตรงหน้าด้วยน้ำตานองหน้า
ในเวลานั้นเธอแทบจะหายใจไม่ออกเพราะร้องไห้มากเกินไป เธอกุมหน้าอกที่รู้สึกเจ็บของตนเองและร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
เป็เวลานับชั่วโมงที่เธอร้องไห้ต่อพระพุทธรูปองค์นั้น ก่อนที่จะหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงรถที่วิ่งเข้ามาจากด้านนอกตัววัด
แอ๊ด...
เสียงประตูไม้ที่เปิดขึ้นมานั้นทำให้เธอหันกลับไป
เมื่อเธอหันกลับไปก็พบกับบุรุษหนุ่มซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลายืนอยู่ไม่ไกล
เขามีดวงตาสีเทาและสีผมที่ดกดำ ร่างกายที่ยืนอยู่นั้นช่างสูงใหญ่และมีกล้ามเนื้อดูแข็งแรง
และใช่ เขาคือสามีของเธอ เป็บุรุษที่มีพร้อมทั้งรูปลักษณ์และทรัพย์สิน
“นี่ก็มืดแล้ว สมควรกลับได้แล้วนะครับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนที่จะผายมือออกไปยังด้านนอกประตูซึ่งมีรถคันหรูจอดอยู่ไม่ไกล
และแน่นอนว่าเธอที่หนีออกมานั้น ไม่มีวันยอมขยับตัวไปไหนอย่างแน่นอน
“หลันหลัน อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำซิครับ” เขากล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มออกมา
หากแต่รอยยิ้มนั้นกลับเป็สิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม
ร่างกายของเธอสั่นเทา แม้จะไม่มีแรงให้ก้าวเดิน เธอก็ยังคงพยายามลุกขึ้นก้าวเดินออกไปตามทางที่เขาชี้นำให้ไป
และเมื่อเธอยอมทำตามในสิ่งที่เขา้า รอยยิ้มซึ่งเต็มไปด้วยความพอใจก็ผุดขึ้นมา
“ที่รัก ผมรู้ว่าคุณจะต้องเชื่อฟังผม”
เขากล่าวพร้อมกับโอบไหล่ที่สั่นเทาของเธออย่างมีความสุข
เธอแทบจะทนไม่ไหวจนอยากสะบัดมันทิ้งไป แต่เพื่อชีวิตของตนเอง เธอถึงได้พยายามอดทนแม้ว่ามันจะยากสำหรับเธอก็ตาม
“พวกเรากลับบ้านกันเถอะครับ” กล่าวจบก็ประคองเธอขึ้นไปบนรถหรูคันนั้น
มองอย่างผิวเผินอาจจะนึกว่าการกระทำของเขาช่างอ่อนโยน แต่ในความเป็จริง นี่กลับเป็การกระทำที่น่ากลัวอย่างถึงที่สุด
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถ สิ่งที่เธอพอจะทำได้ก็คงเป็การนั่งนิ่งๆ ให้เขาได้จับจ้องและมองดู
“หลันหลันดื้อจังเลยนะครับที่คิดจะหนีผม”
“...”
“ดูซิ เนื้อตัวสกปรกมอมแมมหมดเลย” เขากล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นจับผมปอยหนึ่งของเธอขึ้นทัดกับหูอย่างอ่อนโยน
ทว่ามือที่เย็นเฉียบของเขานั้นกลับทำให้เธอไม่สบายใจ ดังนั้นเธอจึงรีบปัดออกไปอย่างลืมตัว
เขาที่ถูกปัดมือออกไปก็ทำเพียงหยุดชะงักลง ก่อนที่จะแยกยิ้มและหันกลับไปนั่งตามเดิม
เวลาผ่านไป รถคันหรูก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
เธอนั่งอย่างนิ่งสงบอยู่ในนั้น ในขณะที่ในหัวนั้นกำลังคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมาตลอดหลายปี
เธอมีชื่อว่า ไป๋หลัน เป็คุณหนูหกของตระกูลไป๋ ตระกูลมหาเศรษฐีซึ่งมีเงินมากที่สุดในประเทศจีน
ทว่าเพราะในตอนเด็กพลันหลงกับบิดามารดา ชีวิต่หนึ่งของเธอนั้นจึงต้องดิ้นรนอยู่ข้างนอกเพื่อเอาตัวรอดอย่างยากลำบาก รอจนอายุได้ยี่สิบปีก็ถูกตามกลับมา ทว่ากลับต้องรับหน้าที่อันหนักอึ้งที่ถูกโยนมาให้เพราะไม่มีใครอยากรับ
และหน้าที่นั้นก็คือการถูกบังคับให้แต่งงานกับเซียวเฉิน บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลอันดับหนึ่งซึ่งร่ำรวยจากการค้าน้ำมันและอาวุธผิดกฎหมาย
แค่ประวัติของการทำงานก็ไม่น่าแต่งด้วยแล้ว และยิ่งมีข่าวลือออกมาว่าภรรยาทั้งสามคนก่อนของเขาหายตัวไปอย่างปริศนา เธอก็ยิ่งไม่อยากแต่ง
ในตอนแรกเธอพยายามปฏิเสธมันและหลบหนีเพื่อเอาตัวรอด แต่ก็กลับถูกนำตัวกลับมาและถูกบังคับให้แต่งงานกับเซียวเฉิน
ในวันแต่งงานเธอก็ถูกจับขังเอาไว้กับเขาตลอดทั้งคืน
ตลอดทั้งคืนนั้นเธอถูกคนวิปริตทรมานจนร่างกายบอบช้ำเต็มไปด้วยาแ
เธอเกือบจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อทำให้ผู้ชายคนนั้นพอใจ และอีกหลายๆ คืนต่อมาก็ยังต้องทนทรมานอยู่อย่างนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ในแต่ละวันเธอยังจะต้องทำตามตารางชีวิตที่เขาวางเอาไว้ แม้แต่จะกินอะไรหรือแต่งตัวอย่างไรก็ต้องถามเขาก่อนว่าพอใจหรือไม่
ชีวิตที่ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกลากจูงไปมาเช่นนี้ของเธอ ทำให้เธอรู้สึกอ่อนแรงและหมดหวังกับชีวิตที่เคยวางเอาไว้ของตน
เพราะฉะนั้นแม้จะรู้ว่าอันตราย แต่เธอก็ยังฝืนที่จะหนีจากเขามา
แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นและถูกนำตัวกลับมา
และหลังจากที่กลับไปถึงบ้านหลังนั้นก็คงจะถูกเขาลงโทษด้วยวิธีวิปริตอีกครั้ง
แค่คิดขนกายของเธอก็ลุกขึ้นชักจนนั่งขดตัวอยู่อย่างนั้น
และในขณะที่กำลังขดตัวอยู่นั่นเอง เธอก็รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงบางอย่าง
โครม...
รถคันหรูที่เธอนั่งอยู่นั้นถูกชน และมันก็กำลังลอยหมุนอยู่บนอากาศ ก่อนที่จะตกลงในแม่น้ำซึ่งอยู่ด้านข้างของถนน
เมื่อตกลงไปยังแม่น้ำซึ่งลึกหลายเมตร เธอที่าเ็หนักก็ไม่สามารถขยับกายไปไหนได้ ได้แต่อยู่นิ่งๆ และมองสามีของเธอที่ถูกคนขับรถที่ยังมีสติดึงออกไป
เธอมองพวกเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไป และรออยู่ในนั้น แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนพวกเขาก็ยังไม่กลับ
ในเวลานั้นเธอจึงรู้ว่าตนเองถูกทิ้งแล้ว
ใครก็ได้...ได้โปรด...
เธอกล่าวเรียกใครบางคนอย่างสิ้นหวัง ถึงกระนั้นเธอก็รู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์
ในน้ำซึ่งลึกยิ่งกว่าก้นเหวนี้ ต่อให้เธออยากส่งเสียงออกไปมากเพียงใดก็คงมิอาจทำได้ ดังนั้นเธอที่พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะมีชีวิตต่อไปจึงหมดแรงลง
ร่างกายนั้นค่อยๆ จมลงสู่ก้นแม่น้ำ ความหนาวและความมืดค่อยๆ เข้ามาปกคลุม
ใครก็ได้...
จิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งยังคงกู่ร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉันกลัว...
เธอคิดพร้อมกับมองออกไปยังแสงสว่างซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป
รอจนสติใกล้ดับสิ้นลง ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและหนาวเหน็บกลับค่อยๆ อบอุ่นขึ้นมา
‘หลันเอ๋อร์ อย่ากลัว’
สิ้นเสียงอันแสนอบอุ่นนั้นสติเสี้ยวสุดท้ายของเธอก็ดับวูบลงไปราวกับแสงเทียน
...
เดี๋ยวมาใหม่พรุ่งนี้ค่ะ