นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ ห้าสิบสาม โทษหลอกเบื้องสูง

             

    บทที่ ห้าสิบสาม

    โทษหลอกเบื้องสูง

             

            หลังความวุ่นวายอันน่าอับอายสิ้นสุดลงงานเลี้ยงที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและดนตรีก็พลันเงียบเหงาเหมือนโดนฝนเย็นชะล้างทุกผู้คนในโถงต่างมีสีหน้าฝืดเคือง บ้างกระซิบกันเบาๆบ้างทำทีเป็นไม่สนใจแต่ในใจกลับสนุกตามเพราะเหตุการณ์ที่คุณหนูสามสกุลเซี่ยถูกลดฐานะต่อหน้าฮ่องเต้และเสียนไท่เฟยเป็นเรื่องใหญ่ที่พรุ่งนี้เช้าทั่ววังและเมืองหลวงต้องลือกันไปทั่วเป็นแน่

            เมื่อบรรยากาศแปรเปลี่ยนเช่นนั้น จึงไม่มีผู้ใดกล้าสังสรรค์ต่อสตรีทั้งหลายเหล่าฮูหยินและคุณหนูคุณชายจึงค่อยๆ ทยอยลากลับมารดาของฟ่านหนิงก็กำลังจูงมือลูกสาวออกจากโถงเช่นกัน แต่ยังไม่ทันเดินพ้นประตูเสียงของเสียนไท่เฟยก็ดังขึ้นเรียกชัดเจน “เหยาจู มานี่ก่อนคืนนี้อยู่กับข้าก็แล้วกัน อยู่ปลอบใจสตรีสูงวัยผู้นี้หน่อย”

            ฮูหยินฟ่านชะงักไปครู่หนึ่งด้วยก่อนหันไปมองบุตรีด้วยสายตานิ่งๆ ด้วยไม่คิดปฏิเสธแม้แต่น้อยนางเอื้อมมือดันหลังบุตรีเบาๆ ให้ก้าวไปข้างหน้า ราวกับจะบอกว่า ‘ถือเป็นวาสนาของเจ้า อย่าได้ปฏิเสธ’ ฟ่านหนิงถึงกับยิ้มแห้งในใจพลางคิดว่าไหนๆ ตนก็มีส่วนทำให้ชุดชาหยกอันล้ำค่าแตกไปจริงหากต้องปรนนิบัติอยู่กับท่านป้าหนึ่งคืน ก็คงมิใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก

            “ลูกไปเถิดเสียนไท่เฟยคงต้องการคนคุยด้วยแก้เหงาเท่านั้น” มารดากล่าวเบาๆพร้อมกุมมือบุตรี แม้จะไม่รู้ว่าชุดน้ำชานั้นสำคัญถึงขนาดจะเสียใจมากเท่าไรแต่ซุนหงเยว่ก็พอรู้ว่าพี่สาวชอบของล้ำค่า รสนิยมสูงมาแต่ไหนแต่ไร

            แต่ส่วนจางไป๋ซินที่ยืนอยู่ด้านหลังยังหันมามองด้วยแววตาห่วงหาแต่เมื่อเห็นฮูหยินฟ่านและฟ่านหนิงพยักหน้ารับไปแล้วจึงต้องออกจากตำหนักไปพร้อมกันกับฮูหยินฟ่านปล่อยให้นายหญิงอยู่ในความดูแลของเสียนไท่เฟยในคืนนี้

            เมื่อแขกทั้งหมดลาลับไปเหลือเพียงบ่าวไพร่นางกำนัลของตำหนักอวี้เจินไม่กี่คนฟ่านหนิงก็ถูกถานกูกูพาดึงมายังโต๊ะน้ำชาตัวกลมสีดำเคลือบเงาหรูหราเสียนไท่เฟยพลางยกมือกวักเรียกหลานสาว “เข้ามานั่งใกล้ๆ ป้า”

            ฟ่านหนิงที่พอรู้ว่าไม่มีคนอื่นก็ไม่ได้ใส่ใจพิธีการนักค่อยทรุดตัวนั่งลงข้างๆ ด้วยท่าทีออดอ้อน ใบหน้าเผยรอยยิ้มสดใสเอ่ยปลอบใจทันที “ท่านป้าก็อย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ ของแตกไปแล้วก็ปล่อยไปเถิดไว้หลานจะหาชุดชางดงามๆ มาให้อีกสักสิบชุดดีหรือไม่เจ้าคะ”

            หากแต่เสียนไท่เฟยที่มองหลานสาวอยู่ด้วยสายตาเอ็นดูที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นดวงตาสีดำลึกจ้องเขม็งจนฟ่านหนิงรู้สึกหลังเย็นวาบว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนสตรีสูงศักดิ์จะเอ่ยเฉลย“เหยาจู!เจ้านี่นะ... ทำไมหลานข้าคนนี้ถึงได้เหมือนข้านักไม่ได้มารดามาเลยสักนิด”

            ฟ่านหนิงเบิกตากว้าง รีบกลั้นหายใจแล้วถามเสียงอ่อย “ท่านป้าจับได้เสียแล้วหรือเจ้าคะ?” พูดพลางทำหน้ามู่ทู่ใส่ราวเด็กน้อยถูกจับได้ว่าแอบขโมยขนมมา

            เสียนไท่เฟยหัวเราะในลำคอ ยกมือเรียวเคาะหน้าผากหลานสาวเบาๆอย่างเอ็นดู “แผนการตื้นๆ เช่นนี้จะหลอกตาสตรีที่แย่งชิงตำแหน่งจนเป็นไท่เฟยมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร?”

            สตรีวัยสาวกว่าได้ยินดังนั้นรีบเบ้ปาก แล้วโผกอดแขนท่านป้ากล่าวน้ำเสียงออดอ้อน“แต่ท่านป้าก็ช่วยหลานมิใช่หรือเจ้าคะ หลานซาบซึ้งใจนักจริงๆแต่ว่าแผนการนี้ตื้นจริงหรือเจ้าคะ?”

            ผู้สูงศักดิ์ทำเสียงหึในลำคอ แต่ยิ้มมุมปากเอ่ย “ตื้นสิ!แต่ข้าช่วยครั้งนี้แล้วอย่าหายหน้าไปเป็นเดือนๆอีกเล่า มาเยี่ยมให้บ่อยขึ้นเข้าใจหรือไม่?แล้วอย่าลืมหาชุดชาใหม่มาแทนด้วย”

            ฟ่านหนิงหัวเราะคิกเอนพิงไหล่เสียนไท่เฟยเหมือนเด็กสาวขี้อ้อนโดยมีมือของสตรีสูงวัยที่ยังคงเรียบเนียนกว่าวัยยกลูบอย่างรักใคร่ “ได้เจ้าค่ะ หลานสัญญา”หากในใจกลับแอบคิดยิ้มกริ่ม ‘ดีจริงๆ ที่เลือกงานเลี้ยงที่จัดโดยท่านป้าหากเป็นงานของคนอื่น เกรงว่าหัวคงไม่เหลืออยู่ถึงยามนี้แน่’ อีกทั้งท่านป้าช่วยนางโดยที่ยังมิได้ซักถามสาเหตุที่นางทำเช่นนั้นไปทำไมด้วยซ้ำเพียงแค่ปกป้องเอาไว้ก่อน

            ยิ่งทำให้ฟ่านหนิงเข้าใจชัดว่าที่ท่านป้ากล่าวว่าตนคล้ายท่านมากกว่ามารดาผู้มีจิตใจอ่อนโยนนั้นไม่ผิดเลย สตรีผู้ที่ผ่านการฟาดฟันมาไม่น้อยถึงได้ขึ้นสูงดั่งเสียนไท่เฟยในวันนี้ก็คงแก่งแย่งวางแผนมาไม่น้อย

            ระหว่างที่เสียนไท่เฟยลูบศีรษะหลานสาวจู่ๆ ก็เอ่ยเสียงแฝงความจริงจังขึ้นมา“จริงสิ แต่ไม่ใช่ป้าคนเดียวที่รู้หรอกนะคนในวังล้วนสายตาไวทั้งนั้น ต้องระวังตัว จากนี้มีอะไรทำตามที่ป้าบอก...”

            ฟ่านหนิงย่นจมูกเล็กน้อย “เจ้าค่ะ”

            “ตามป้ามา” แล้วเสียนไท่เฟยก็ลุกขึ้นก้าวนำจูงมือหลานสาวไปตามระเบียงทางเดิน เส้นเดียวกับที่ฟ่านหนิงกับมารดาเพิ่งใช้ตอนไปคารวะท่านป้าเมื่อครู่

            เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก กลิ่นกำยานหอมอบอวลยิ่งกว่าเดิมภายในห้องยังคงเห็นฮ่องเต้นั่งอยู่บนตั่งสูงเช่นเดิม พระวรกายพระองค์สง่างามน่าเกรงขามแต่คราวนี้ไร้เงาฮองเฮากลับมีจ้าวจวิ้นหยางนั่งคุกเข่าตัวตรงอยู่บนพรมเบื้องล่างแทนสีหน้าเรียบนิ่งแววตาทรงพลังแฝงความดื้อรั้นไม่ยอมง่ายๆ

            ฟ่านหนิงเห็นแล้วหัวใจเต้นแรงนางสัมผัสได้ทันทีว่าสถานการณ์นี้เกี่ยวพันกับตนอย่างแน่นอนเสียนไท่เฟยเหลือบมองหลานสาว ส่งสัญญาณด้วยสายตาให้ก้าวออกไปคุกเข่าลงข้างอีกฝ่ายฟ่านหนิงกลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนทรุดกายลงนั่งคุกเข่าตามคำบอกโดยไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

            เสียนไท่เฟยก้าวขึ้นไปนั่งข้างฮ่องเต้ ทิ้งให้สองหนุ่มสาวคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบรรยากาศหนักอึ้งราวกับพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน

            หลังเสียนไท่เฟยนั่งลงแล้วก็เอ่ยขึ้นก่อนน้ำเสียงสงบนิ่งเช่นสตรีที่ผ่านเวลาและเรื่องราวในวังมานับไม่ถ้วน “ฮ่องเต้...พระองค์ตรัสเองว่าอย่ามีโทสะจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย”

            พระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งขรึม “นั้นมิใช่เพราะเราทำเพื่อปกป้องหลานชายคนนี้หรือ” ก่อนที่แววตาทรงอำนาจหันไปทอดมองฟ่านหนิงที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างผิวแก้มของนางซีดลงเพราะความกดดันขณะที่มือสองข้างกำชายกระโปรงไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ฮ่องเต้ตรัสเสียงดุดัน “พวกเจ้าแต่ละคนรู้ว่ามีเบื้องหลังคอยปกป้องจะรังแกใครก็ได้หรือ คนหนึ่งก็หลานชายเราอีกคนก็หลานสาวเสด็จแม่เล็ก พวกเจ้านี่จริงๆ เลย”

            ส่วนด้านจ้าวจวิ้นหยางที่อยู่ด้านข้างกลับต่างจากฟ่านหนิงนักเพราะหากฟ่านหนิงอยู่กับท่านป้านางก็ไม่หวาดหวั่นหรอก หากคนตรงหน้าคือฮ่องเต้แต่เชียวนะแต่จ้าวจวิ้นหยางแม้เขาจะคุกเข่าอยู่กลับตัวตั้งตรงไม่ก้มศีรษะแม้แต่น้อยทั้งไม่ได้มีแววตาหวั่นเกรงสักนิดร่างสูงสง่ากลับถึงขั้นมองสบไปที่ฮ่องเต้ด้วยความเยือกเย็นด้วยซ้ำก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้าหากฝ่าบาททรงคิดเช่นนั้นก็เท่ากับช่วยกระหม่อมปิดบังความจริงพระองค์ก็ลงเรือลำเดียวกัน จะโทษพวกกระหม่อมท่าเดียวได้อย่างไร?”

            ฟ่านหนิงที่ก้มหน้าอยู่รีบเม้มปากจนแน่น ใจเต้นแรงราวกลองศึกไม่คิดเลยว่าซื่อจื่อหลินฝูโหวจะปากกล้าถึงขั้นโต้ตอบฮ่องเต้ด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาเช่นนี้แสดงว่าที่เล่าลือกันว่าฮ่องเต้โปรดปรานหลานชายคนนี้มากก็คงเป็นความจริงไม่เช่นนั้นมีหรือจะปากดีเช่นนี้

            แต่กระนั้นก็พลันเกิดเสียงตบโต๊ะดังสนั่นทำให้ทุกผู้คนในห้องสะดุ้งฮ่องเต้ตรัสก้อง “เจ้าหลานคนนี้ คิดว่าเก่งกล้านักจนเราไม่กล้าลงโทษหรือ!”

            แต่จ้าวจวิ้นหยางก็ยังคงตัวตรง ไม่หลบสายตาแม้แต่น้อยเอ่ยต่อเสียงนิ่งๆ “แล้วพระองค์มีหลักฐานเอาผิดกระหม่อมได้หรือ?”

            ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนบุรุษทรงอำนาจจะส่งเสียงฮึมในลำคอ สายพระเนตรเปลี่ยนไปอย่างประเมินแล้วเอ่ยช้าๆ“ดีมาก!”หากแต่จู่ๆน้ำเสียงเปลี่ยนอารมณ์ไปทันที คล้ายไปสะกิดถูกจุด “เจ้าทำอะไรไม่เหลือร่องรอยเช่นนี้ที่เราช่วยเจ้าไปก็ถือว่าเลือกถูกข้าง” พระองค์เว้นวรรคไปสักครู่แล้วเอ่ยต่อ“แต่ที่เราต้องการรู้คือทำไมพวกเจ้าถึงร่วมมือกันพวกเจ้าสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไรถึงร่วมกันก่อเรื่อง?”

            ฟ่านหนิงที่ยังคุกเข่าอยู่ใจเต้นแรงนางรีบก้มหน้าลงต่ำไม่กล้ามองขึ้น ส่วนจ้าวจวิ้นหยางเพียงแย้มยิ้มเย็นแล้วทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน

            “พวกเรามิได้สนิทสนมกันเพคะ”

            “พวกเรามิได้สนิทสนมกันขอรับ”

            ฮ่องเต้ขมวดพระขนงเข้าหากันทันที “หืม? เช่นนั้นที่ร่วมมือกันก็แปลว่าอะไร?”

            จ้าวจวิ้นหยางรีบเอ่ยต่อ “กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริงๆเพียงเห็นคุณหนูสามเซี่ยล้มไปเอง”เขายังคงยืนยันความบริสุทธิ์

            เสียงหัวเราะหึๆ ของฮ่องเต้ดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงริมพระโอษฐ์ยกยิ้มเยาะเสียดสี “นี่ยังไม่ยอมรับอีกหรือ” แล้วพระเนตรคมก็หันมามองฟ่านหนิง “เจ้าจะสารภาพหรือไม่?”

            ฟ่านหนิงที่ก้มหน้ามาตลอดจึงค่อยๆเงยขึ้นเพราะถูกถามอย่างจวนตัว นางเหลือบมองเสียนไท่เฟยผู้เป็นป้าแท้ๆ ชั่วครู่รอยยิ้มอ่อนโยนของเสียนไท่เฟยพร้อมการส่ายศีรษะเบาๆ ทำให้นางใจกล้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัดถ้อย “หม่อมฉันก็ไม่ได้ทำเพคะ”

            ฮ่องเต้ตรัสเสียงดังขึ้นอีก “เยี่ยมนักเหมือนกันเหลือเกิน!”

            ขณะนั้นเองเสียนไท่เฟยที่นั่งอยู่ก็ยกมือแตะที่พระอังสาของฮ่องเต้แผ่วเบาสายพระเนตรของนางอบอุ่น “ก็เป็นหลานของพวกเราเองจะให้ไปเหมือนใคร ฮ่องเต้ตอนทำแจกันข้าแตกก็ไม่ยอมรับเช่นกันไม่ใช่หรือ”

            ฮ่องเต้พลันหน้าเจื่อนลงในบัดดล เสียงกระซิบหัวเราะเบาๆจากเรื่องในวันวานของขันทีใกล้เคียงยังแอบดังขึ้นแล้วก็เงียบลงเมื่อถูกสายตาพยัคฆ์

            เสียนไท่เฟยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม “ว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าช่วยฮ่องเต้หรอกหรือพักหลังมาขุนนางเซี่ยก็เริ่มเหิมเกริมการลงโทษบุตรีเขาไปเสียบ้างจะได้เป็นการเตือนให้รู้จักทำตัวสงบขึ้น”

            ฮ่องเต้ฟังคำเสียนไท่เฟยแล้วเงียบไปพักหนึ่งพระพักตร์ผ่อนคลายลง ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จริงที่จะได้กำราบขุนนางเซี่ยได้เช่นกัน“แต่...ชุดน้ำชาของเสด็จแม่เล็กเล่า”

            เสียนไท่เฟยเพียงโบกมือเบาๆ “ชุดน้ำชาแค่นั้นไม่ใช่ว่าหาใหม่ไม่ได้ข้าก็แค่แสดงตามบทเท่านั้น ฮ่องเต้ก็ลงโทษพวกเขาทั้งสองเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ”

            “เช่นนั้นลงโทษทั้งสองอย่างไรดี”

            เสียนไท่เฟยเอียงตัวมาแล้วก้มกระซิบข้างพระกรรณฮ่องเต้ผงกศีรษะรับจึงหันกลับมาตรัสสั่งน้ำเสียงจริงจังแต่ไม่ได้โกรธกริ้วดังเดิม “จ้าวจวิ้นหยาง...ให้เขียนบทความเรื่องการชดใช้ความผิดสำหรับผู้ต้องโทษส่วนฟ่านหนิง...ไปคัดตำราต้าเสว่[1]หนึ่งราตรี”

            “เพคะ” ฟ่านหนิงขานรับเบาๆ แต่ในใจโล่งอกอย่างยิ่งที่รอดจากโทษหนักส่วนจ้าวจวิ้นหยางเพียงก้มศีรษะเล็กน้อย มุมปากยังคงมีรอยยิ้มราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความสนุกนิดๆหน่อยๆ ในสายตาเขา

            บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่จึงคลายลงเหล่าขันทีนางกำนัลที่อยู่รายรอบต่างถอนหายใจโล่งอกที่ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น

            หลังจากถูกตัดสินโทษ ฟ่านหนิงและจ้าวจวิ้นหยางก็ถูกส่งมายังหอคัมภีร์อันเก่าแก่ทันทีทั้งสองถูกแยกให้อยู่กันคนละฝั่ง จ้าวจวิ้นหยางไปที่ห้องเก็บตำราส่วนฟ่านหนิงถูกนำมายังห้องคัดอักษรโดยมีขันทีเก่าแก่ผู้เฝ้าหอคัมภีร์คอยควบคุมทั้งสองอยู่หน้าห้อง

            ทันทีที่ฟ่านหนิงก้าวเข้าสู่ห้องคัดอักษรกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกเข้มตลบอบอวลอยู่ในอากาศบนโต๊ะไม้กว้างมีตำราต้าเสว่หนาเตอะวางรออยู่แล้ว ข้างๆมีก้อนหมึกและแท่นฝนวางเตรียมไว้ “คำสั่งให้คุณหนูใหญ่ฟ่านจัดการทั้งหมดเองแม้แต่ฝนหมึกก็ไม่เว้น” เสียงขันทีเก่าแก่เอ่ยกำชับก่อนจะเดินออกไป

            ฟ่านหนิงถอนหายใจเฮือก มองก้อนหมึกสีดำสนิทด้วยสายตาเอือมระอามือเล็กเริ่มจับแท่นหินฝนหมึก ขยี้ไปช้าๆครู่หนึ่งก็เปลี่ยนมาหยิบพู่กันจุ่มเขียนลงไปในแผ่นกระดาษแต่ยังไม่ทันครบสองบรรทัด น้ำหมึกก็เริ่มจางลง นางจึงต้องหยุดฝนหมึกใหม่อีกครั้งเป็นเช่นนี้วนไปไม่รู้กี่รอบ จนนางเมื่อยแขนแทบจะยกไม่ขึ้น

            “เฮ่อ...” เสียงถอนหายใจครั้งที่ยี่สิบหรืออาจสามสิบก็เป็นได้ดังขึ้นอีกครั้งเพราะตอนนี้ที่ไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติฝนหมึกให้ จับกระดาษให้ฟ่านหนิงบ่นงึมงำกับตัวเอง “หากมีสักสิบมือคอยช่วย ฝนมือหนึ่งเขียนมือหนึ่ง คอยจับกระดาษมือหนึ่ง ชีวิตข้าคงจะดีไม่น้อย”

            นางจึงฝืนเขียนต่อทั้งที่เส้นเอ็นแข็งเกร็งในหัวเริ่มวุ่นวายคิดเพ้อเจ้อสารพัดจนกระทั่งพลันมีแสงสลัวลอดเข้ามาอีกฝั่งของห้อง มือเรียวหยุดชะงักเงยมองไปที่แสงหัวใจเต้นแรงราวกลองศึก มือที่ถือพู่กันเริ่มสั่นจนหมึกหยดลงกระดาษเป็นรอยเปื้อนนางจ้องไปยังอีกฝั่งของห้องอย่างหวาดหวั่น แสงนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆคล้ายกับว่ามันลอยอยู่กลางอากาศ ลอยละล่องเหมือนดวงวิญญาณ

            ในหอคัมภีร์ที่เงียบสงัดเก่าแก่ยิ่งทำให้เกิดความคิดเกินความจริงส่วนเสียงฝีเท้ากึกก้องสะท้อนกลับราวกับก้าวเดินของผีดิบฟ่านหนิงแทบจะกรีดร้องออกมาแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก ร่างกายเกร็งจนขมับเต้นตุบๆจนเมื่อแสงโคมใกล้เข้ามา นางถึงเริ่มเห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่มีรูปร่างเช่นคนและมาเห็นชัดว่าเป็นร่างบุรุษสูงสง่าในชุดเทาเข้มลายปักเส้นเงินสะท้อนแสงโคมในมืออย่างงดงามเท่านั้นเอง...

            “จ้าวจวิ้นหยาง!” ฟ่านหนิงเบิกตากว้างด้วยความโล่งอกแต่ก็แอบเข่นเขี้ยวที่เกือบคิดว่าอีกฝ่ายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเสียแล้ว

            ชายหนุ่มที่พึ่งเดินมาหยุดยืนตรงหน้าอีกฝั่งของโต๊ะยกโคมขึ้นสูงจนแสงสว่างจับใบหน้าของนาง แววตาคมส่องประกายเอ่ยทักคำแรกทันที “ทำไมหน้าซีดเช่นนั้น?”

            ฟ่านหนิงได้แต่กลอกตา นึกเถียงในใจว่าเพราะเจ้า! ข้าเกือบตกใจตายไปแล้ว แต่ปากกลับถามอย่างสงสัย “แล้วซื่อจื่อมาทำอะไรที่นี่ ที่ห้องคัดอักษร?”

            โดยจ้าวจวิ้นหยางกลับทำท่าจุปาก นิ้วชี้แตะริมฝีปากต่ำเสียง “เบาไว้หน่อย อย่าให้ใครรู้ว่าข้ามา”

            ฟ่านหนิงเลิกคิ้ว มองอย่างจับผิด “แล้วท่านมาทำไมเล่า?”

            “ก็บทความของข้าเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำ” เขาตอบง่ายๆ

            “อะไรนะ!?” ฟ่านหนิงตาเบิกโพลง “ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเลยไม่ใช่หรือทำไมเขียนเสร็จแล้ว?”

            ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ก็ฝ่าบาทไม่ได้ตรัสว่าต้องเขียนยาวเท่าใดเสียหน่อย”

            “ชิ!” ฟ่านหนิงเม้มปากทันที เข้าใจแจ่มแจ้ง...คนผู้ฉลาดแกมโกงชัดๆ“ระวังเถิด!จะโดนโทษหนักกว่าเดิม”

            “ไม่คิดเช่นนั้นข้าเขียนไปสี่แผ่น ถือว่าไม่เลว ฝ่าบาทคงไม่ว่าอะไร” เขาตอบพร้อมยักคิ้วอย่างอวดดี“เจ้าก็ไม่ต้องจริงจังมากนักเขียนหนึ่งราตรีก็ไม่ได้หมายความว่าคัดต้องทั้งเล่ม คัดพอประมาณก็ได้สักสามสี่บทก็ใช้ได้แล้ว”

            หากแต่ฟ่านหนิงกลับยิ้มเกร็งๆ ส่งกลับไปไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร

            “ทำไม?” จ้าวจวิ้นหยางเอียงคอมอง

            ฟ่านหนิงจึงตัดสินใจเปิดกระดาษที่ตนคัดให้ดูปรากฏว่าเพิ่งใกล้บรรทัดแรกของช่วงท้ายบทแรกเล็กน้อยเท่านั้น นางเอ่ยเสียงอ่อย “ก็ข้าทั้งฝนหมึกเอง ดูตำราไปเขียนไป สลับมือไม่พอยังต้องสลับสมองอีก ข้าไม่ถนัดเลยจริงๆ”

            จ้าวจวิ้นหยางมองตัวอักษรแล้วก็เงยมองหน้าสตรีที่กำลังทำหน้ามู่สลับไปสลับมาแล้วบังเกิดเสียงหัวเราะร่วนขึ้นทันทีแต่ก็ต้องรีบยกมือปิดปากกลั้นไว้เพราะเกรงจะมีผู้ได้ยิน ฟ่านหนิงจึงถลึงตาใส่ค้อนขวับอย่างขุ่นเคืองที่ถูกหัวเราะเยาะ

            ชายหนุ่มยังคงกลั้นหัวเราะแต่รอยยิ้มยากจะเก็บเขาจึงเอ่ยขอเสนอเสียงทุ้มต่ำ “ให้ข้าช่วยไหมเล่าสามบทก็ครู่เดียวเท่านั้น”

            ฟ่านหนิงหรี่ตาส่งสายตาสงสัย ‘แน่หรือว่าครู่เดียว?’

            จ้าวจวิ้นหยางเหมือนอ่านใจนางออกจึงตอบกลับ “ตำราต้าเสว่ข้าเคยอ่านแล้วครั้งหนึ่ง จำได้ขึ้นใจตัวอักษรเจ้าข้าก็เห็นมากแล้ว การลอกเลียนนั้นไม่ยากหากไม่ต้องสลับไปมาคงเขียนได้ไวกว่าเจ้ามาก”

            เพราะ ‘บันทึกความประทับใจ’ที่สุดท้ายนางเขียนไปให้สินะ ประกอบรวมแล้วทำให้สิ่งที่ได้ยินและคิดตาม สรุปได้ว่าจริงความสามารถด้านศึกษาตำราของซื่อจื่อหลินฝูโหวเป็นที่เลื่องลือ หากปีนั้นเขาได้เข้าสอบเค่อจวี่จนจบก็คงไม่พ้นตำแหน่งจอหงวนที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เพราะถูกขัดก่อน เพราะผู้มีบรรดาศักดิ์ไม่ควรทำจะเกิดคำครหาได้

            นางจึงจ้องเขาเขม็งแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ซื่อจื่อคงไม่ทำให้ฟ่านหนิงเปล่าๆ แน่ใช่ไหมเจ้าคะท่านต้องการอะไรเล่า?”

            เขายกยิ้มเจ้าเล่ห์ใต้เงาแสงโคม “อยู่แต่ในหอคัมภีร์นี่น่าเบื่อนักข้าว่าเราไปเดินงานเทศกาลข้างนอกดีกว่า วันนี้วันสุดท้ายแล้วด้วย คืนนี้คงคึกคักถึงยามสี่”

             


    [1] ตำราต้าเสว่(เป็นหนึ่งตำราในสี่ตำราจีนโบราณที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาตนเอง)

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน

    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734