หลังจากวันเสาร์ที่ต้องออกไปทำงานด้วยกันและคินธารขับรถมาส่งถึงใกล้บ้าน แพรพิมก็ใช้เวลาทั้งวันอาทิตย์พยายามทำตัวเหมือนคนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะถ้ายอมรับกับตัวเองมากไปกว่านี้ เธอคงต้องตอบคำถามที่ยังไม่พร้อมตอบว่า ความรู้สึกที่มีต่อผู้ชายคนนี้มันเริ่มเกินคำว่าสนิทจากงานไปไกลแค่ไหนแล้ว และยิ่งคิดถึงบทสนทนาบนรถ รอยยิ้มของเขา หรือข้อความตอนกลางคืนมากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองควรหยุดคิดก่อนที่ใจจะเดินเร็วกว่าสถานการณ์จริงไปมากกว่านี้
แต่เช้าวันจันทร์ ความตั้งใจทั้งหมดกลับพังลงั้แ่ยังไม่ถึงเก้าโมง เมื่อแพรพิมเดินเข้าบริษัทแล้วเห็นคินธารยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่หน้าห้องประชุม ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวเรียบร้อย ดูมั่นใจ และคุยกับเขาแบบสนิทจนมีจังหวะหัวเราะด้วยกันหลายครั้ง ซึ่งตามหลักเหตุผลแล้วแพรพิมควรเดินผ่านไปเฉย ๆ เพราะมันไม่ใช่เื่ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไมข้างในกลับรู้สึกสะดุดแปลก ๆ จนต้องรีบหันหน้าหนีเหมือนกลัวตัวเองจะมองนานเกินไป
มิ้นท์ซึ่งเดินตามมาข้างหลังสังเกตเห็นทุกอย่างทันทีและถามขึ้นเบา ๆ ว่า “เป็อะไร ทำไมเมื่อกี้หน้าดูเปลี่ยนไป”
แพรพิมรีบตอบ “เปล่าค่ะ หนูง่วง”
“ง่วงแล้วต้องมองคุณคินธารก่อนเหรอ”
“พี่มิ้นท์คะ วันนี้หนูขอเริ่มงานแบบสงบ ๆ ได้ไหม”
มิ้นท์ยิ้มแบบรู้ทันก่อนจะพูดว่า “ได้สิ พี่ไม่แซวก็ได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นคือคุณลลินนะ เป็ฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ ทำงานกับบริษัทเรามานานแล้ว แล้วก็รู้จักคุณคินธารั้แ่ก่อนเขามารับตำแหน่งนี้อีก”
แพรพิมหันกลับมาทันที “หนูไม่ได้ถามนะคะ”
“พี่รู้ แต่ดูเหมือนอยากรู้”
“ไม่ได้อยากรู้ค่ะ”
“โอเค งั้นไม่เล่าต่อ”
มิ้นท์หยุดพูดจริงตามที่บอก แล้วนั่นกลับทำให้แพรพิมรู้สึกค้างยิ่งกว่าเดิม เพราะใจหนึ่งไม่อยากถามต่อให้ดูมีพิรุธ แต่อีกใจก็อยากรู้มากว่าผู้หญิงคนนั้นสนิทกับคินธารแค่ไหน จนสุดท้ายต้องหันไปเปิดคอมพิวเตอร์แล้วทำเหมือนมีงานสำคัญมากทั้งที่ยังไม่ได้อ่านอีเมลสักฉบับ
่สายมีประชุมกับทีมใหญ่ และแพรพิมพยายามรักษาท่าทีปกติที่สุด แต่พอคินธารเข้าห้องพร้อมลลินและนั่งคุยกันเื่งานต่อหน้าเธอ ความรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้งแบบไม่มีเหตุผล แพรพิมรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้สึกแบบนี้ เพราะเธอกับคินธารยังไม่ได้เป็อะไรกันเลย นอกจากหัวหน้าโครงการกับพนักงานใหม่ซึ่งคุยกันบ่อยขึ้นเท่านั้นเอง แต่หัวใจกลับไม่สนใจสถานะและดูจะตีความทุกอย่างไปเองเรียบร้อยแล้ว
คินธารเองสังเกตได้ว่าแพรพิมเงียบกว่าปกติ เขาจึงหันมาถามระหว่างพักประชุมว่า “วันนี้คุณดูเงียบ ๆ เป็อะไรหรือเปล่าครับ”
แพรพิมตอบทันทีแบบไม่ยอมเปิดช่อง “ไม่เป็อะไรค่ะ แค่คิดงานอยู่”
“ปกติคิดงานก็ยังเถียงได้”
“วันนี้ขอพักโหมดเถียงหนึ่งวันค่ะ”
คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งเหมือนรู้ว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ถามต่อ เพราะคนอื่นอยู่รอบข้างมากเกินไป เขาจึงเพียงพยักหน้าแล้วกลับไปคุยเื่งานกับลลินต่อ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้แพรพิมรู้สึกว่าตัวเองควรหยุดสนใจแต่กลับหยุดไม่ได้เสียที
พอประชุมจบ แพรพิมรีบเก็บของแล้วเดินออกมาก่อนคนอื่นเพราะไม่อยากให้ใครจับได้ว่าตัวเองอารมณ์แปลกไป แต่ยังไม่ทันถึงโต๊ะ เสียงคินธารก็ดังตามหลังมา
“แพรพิมครับ รอหน่อย”
เธอหยุดเดินแล้วหันกลับไปแบบพยายามทำหน้าปกติที่สุด “มีอะไรคะ”
คินธารเดินเข้ามาใกล้พอประมาณก่อนถาม “คุณเป็อะไรจริง ๆ หรือเปล่า วันนี้ดูไม่เหมือนปกติ”
แพรพิมส่ายหน้า “ไม่มีอะไรค่ะ คุณคิดมากไปเอง”
“ผมจำได้ว่าปกติคุณพูดเยอะกว่านี้”
“อ้าว คุณชอบตอนหนูพูดเยอะเหรอคะ”
คินธารชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “ก็...อย่างน้อยมันทำให้รู้ว่าคุณคิดอะไร”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมใจอ่อนลงนิดหนึ่งโดยไม่เต็มใจ แต่ความหงุดหงิดเดิมยังคงอยู่จนเธอเผลอถามออกไปแบบไม่ทันคิดว่า “แล้วคุณลลินล่ะคะ สนิทกันมานานเหรอ”
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา แพรพิมก็อยากย้อนเวลากลับไปสามวินาทีแล้วเอามือปิดปากตัวเอง เพราะมันชัดเกินไปว่าเธอสนใจมากกว่าที่ควรจะเป็ และคินธารเองก็ดูเหมือนจะจับสัญญาณนั้นได้ทันทีจากแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คุณถามเพราะอะไรครับ”
แพรพิมรีบแก้ “ก็เห็นคุยกันสนิทดี เลยถามเฉย ๆ ค่ะ ไม่มีอะไร”
คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแบบใจเย็นว่า “รู้จักกันมาหลายปีครับ ทำงานร่วมกันั้แ่ก่อนผมเข้ามาดูโครงการนี้ แล้วก็เป็เพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจกันได้”
แพรพิมพยักหน้าเร็ว ๆ “อ๋อค่ะ ก็แค่นั้นเอง”
คินธารยิ้มบาง “คุณดูโล่งขึ้นนะครับ”
เธอรีบหันขวับ “ไม่ได้โล่งค่ะ หนูไม่ได้เป็อะไร”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าคุณเป็อะไรเลย”
แพรพิมเม้มปากทันทีเพราะรู้ว่าโดนย้อนกลับเต็ม ๆ และยิ่งเห็นรอยยิ้มของเขา เธอก็ยิ่งรู้ว่าคินธารน่าจะเริ่มเดาอะไรได้บางอย่างแล้ว
“ถ้าคุณไม่มีงานแล้ว หนูขอกลับไปทำงานก่อนนะคะ”
“ครับ แต่เย็นนี้ว่างไหม”
แพรพิมชะงักอีกครั้ง “ทำไมคะ”
“ผมจะชวนไปดูเอกสารต่อ แล้วก็อาจหาอะไรกินด้วย ถ้าคุณสะดวก”
เธอมองหน้าเขาแล้วถามแบบพยายามกดความรู้สึกตัวเองไว้ “สองคนอีกแล้วเหรอคะ”
คินธารยิ้ม “ถ้าคุณไม่อยากไปสองคน ผมชวนมิ้นท์ไปด้วยก็ได้ครับ”
แพรพิมตอบเร็วเกินไปทันทีว่า “ไม่ต้องค่ะ”
คินธารเลิกคิ้วเหมือนจับได้อีกครั้ง “แน่ใจนะครับ”
แพรพิมรีบหลบสายตา “ก็...ถ้าแค่คุยงาน หนูไปได้ค่ะ ไม่ต้องลากคนอื่นมาเสียเวลา”
“โอเคครับ งั้นเลิกงานเจอกัน”
คินธารเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มบางที่ดูเหมือนอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งให้แพรพิมยืนอยู่ที่เดิมพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งแสดงอาการบางอย่างออกไปชัดมากเกินไปแล้ว และถ้ามิ้นท์รู้เื่นี้เมื่อไร เธอคงโดนแซวไปอีกหลายวันแน่นอน
่บ่าย แพรพิมพยายามตั้งใจทำงานแต่ความคิดกลับวนไปอยู่กับนัดหลังเลิกงานเป็ระยะจนตัวเองหงุดหงิด เพราะมันก็แค่คุยงานกับกินข้าวเหมือนครั้งก่อน แต่ความรู้สึกดันไม่เหมือนเดิมแล้วั้แ่ตอนเช้าที่เห็นคินธารอยู่กับลลิน เธอเริ่มสงสัยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเรียกว่าหึงหรือเปล่า และทันทีที่คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวก็รีบปฏิเสธตัวเองเหมือนคนโดนจับได้
“ยังไม่ได้เป็อะไรกัน จะหึงอะไร” เธอพึมพำเบา ๆ
มิ้นท์ที่นั่งข้าง ๆ ได้ยินบางส่วนจึงหันมาถาม “หึงใครเหรอ”
แพรพิมสะดุ้งทันที “ไม่ได้พูดอะไรค่ะ พี่หูดีเกินไปแล้วนะ”
“พี่ไม่ได้แซวจริง ๆ นะ แต่ถ้ามีเื่อยากเล่า พี่ฟังได้”
แพรพิมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามแบบอ้อมที่สุด “สมมตินะพี่ ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบเวลาคนที่เราสนิทไปสนิทกับคนอื่น มันแปลว่าอะไร”
มิ้นท์ยิ้มทันที “สมมติของแพรชัดมากเลยนะ”
“พี่ตอบก่อนค่ะ อย่าเพิ่งแซว”
มิ้นท์คิดนิดหนึ่งก่อนพูดว่า “ก็อาจจะหวง อาจจะชอบ หรืออาจแค่กลัวเสียความสนใจจากคนนั้นไป แต่ถ้าอยากรู้จริงก็ต้องถามตัวเองว่า ถ้าเขาไปชอบคนอื่นขึ้นมาจริง ๆ เราจะรู้สึกยังไง”
คำถามนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะคำตอบในใจมันชัดกว่าที่อยากยอมรับ ถ้าคินธารมีคนที่ชอบจริง ๆ เธอคงรู้สึกเสียใจมากกว่าที่คนเป็เพื่อนร่วมงานควรจะรู้สึกแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอต้องกลับไปคิดอย่างจริงจังว่าใจตัวเองเดินไปถึงไหนแล้ว
ตอนเลิกงาน คินธารมารออยู่ตรงล็อบบี้เหมือนครั้งก่อน และแพรพิมเดินลงไปพร้อมความรู้สึกกึ่งตื่นเต้นกึ่งเกร็ง เขาพาไปร้านอาหารใกล้บริษัทซึ่งเงียบพอคุยงานได้ แต่หลังจากเปิดเอกสารดูอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง งานก็หมดเร็วกว่าที่คิด จนทั้งคู่เหลือเพียงอาหารตรงหน้ากับบทสนทนาซึ่งไม่จำเป็ต้องอยู่ในหัวข้อธุรกิจอีกต่อไป
คินธารเป็ฝ่ายเปิดก่อน “ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นหรือยังครับ”
แพรพิมทำหน้าสงสัย “หนูอารมณ์ไม่ดีตอนไหนคะ”
“่เช้าครับ ชัดมาก”
“คุณนี่ชอบสังเกตหนูจังนะคะ”
คินธารหยุดไปนิดหนึ่งก่อนตอบตรง ๆ ว่า “ก็คงจริงครับ”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะมันไม่ได้มีน้ำเสียงเล่นแบบทุกครั้ง แต่ฟังจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย เธอจึงถามกลับแบบเบา ๆ ว่า “ทำไมคะ”
คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่รู้เหมือนกันครับ ่นี้เหมือนผมจะสังเกตคุณมากขึ้นเอง”
หัวใจของแพรพิมเต้นแรงทันที และคราวนี้เธอรู้สึกว่าไม่สามารถหัวเราะกลบเกลื่อนได้ง่ายเหมือนทุกครั้ง จึงต้องก้มลงมองจานตัวเองก่อนพูดว่า “พูดแบบนี้ระวังหนูคิดไปไกลนะคะ”
คินธารยิ้มบาง “ถ้าผมไม่อยากให้คิดไปไกล ผมคงไม่พูดแบบนี้หรอกครับ”
ประโยคนั้นทำให้แพรพิมเงยหน้าขึ้นทันที และบรรยากาศบนโต๊ะก็เหมือนเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที จากการแซวกันแบบเดิมกลายเป็่ซึ่งต่างฝ่ายต่างรับรู้ว่ามีบางอย่างจริงจังกว่าคำเล่นกำลังเกิดขึ้น แต่คินธารกลับไม่พูดต่อ เขาเพียงยิ้มแล้วเปลี่ยนเื่ถามเกี่ยวกับอาหาร เหมือนรู้ว่าถ้าดันมากกว่านี้ทุกอย่างอาจเร็วเกินไป
แพรพิมเองก็ไม่ได้กล้าถามต่อ เพราะลึก ๆ ยังกลัวว่าถ้าได้ยินคำตอบชัดเกินไป ความสัมพันธ์ซึ่งกำลังดีอาจเปลี่ยนไปทันที เธอจึงปล่อยให้บทสนทนาไหลกลับไปเื่ทั่วไป แม้หัวใจจะยังติดอยู่กับประโยคเดิมอย่างถอนออกไม่ได้ก็ตาม
ระหว่างเดินกลับบริษัทเพื่อไปเอาของ คินธารถามขึ้นว่า “วันนี้คุณถามเื่ลลิน เพราะหึงหรือเปล่าครับ”
แพรพิมหยุดเดินทันทีแล้วหันไปมองเขาแบบใ “คุณถามตรงขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“ก็คุณเป็คนชอบพูดตรง ผมเลยคิดว่าน่าจะตอบตรงได้เหมือนกัน”
เธอเม้มปากแล้วรีบตอบ “ไม่ได้หึงค่ะ แค่สงสัย”
คินธารพยักหน้าแบบไม่ค่อยเชื่อ “ครับ แค่สงสัย”
“น้ำเสียงคุณคือไม่เชื่อเลย”
“ผมไม่ได้พูดอะไรนะครับ”
“นี่อีกแล้ว คุณชอบใช้วิธีเงียบให้คนคิดเองใช่ไหมคะ”
คินธารหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดว่า “ถ้าผมบอกว่าผมดีใจนิดหน่อยที่คุณถามเื่ลลิน จะดูแปลกไหมครับ”
แพรพิมเงียบไปอีกครั้ง เพราะประโยคนั้นเหมือนคำตอบครึ่งหนึ่งของทุกอย่างที่เธอกำลังสงสัย และแม้จะยังไม่มีใครพูดว่าชอบ แต่บรรยากาศก็ชัดพอจะทำให้คนสองคนรู้แล้วว่าความรู้สึกของอีกฝ่ายอาจไม่ได้อยู่ในระดับเพื่อนร่วมงานธรรมดาอีกต่อไป
เธอจึงตอบเบา ๆ ว่า “แปลกค่ะ แต่ก็...ไม่ได้แย่นะ”
คินธารหันมามองแล้วถาม “แค่นั้นเหรอครับ”
แพรพิมยิ้มมุมปาก “ยังค่ะ ที่เหลือรอดูพฤติกรรมต่อ”
คินธารหัวเราะทันที “คุณยังประเมินผมไม่จบอีกเหรอ”
“ยังค่ะ คะแนนยังไม่เต็ม”
“งั้นผมต้องพยายามอีกสินะ”
“ก็แล้วแต่คุณค่ะ หนูไม่ได้ขอ”
แม้คำพูดจะยังคงเป็การแซวกันเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกข้างใต้กลับต่างไปอย่างชัดเจน เพราะครั้งนี้ต่างคนต่างรู้ว่าทุกประโยคมีความหมายมากกว่าที่พูดออกมา และเส้นบาง ๆ ระหว่างคำว่าสนิทกับคำว่าชอบกำลังถูกข้ามไปทีละนิดโดยไม่ต้องมีใครประกาศตรง ๆ
เมื่อกลับถึงบริษัท แพรพิมขึ้นไปเก็บของก่อนลงมาอีกครั้ง และคินธารเสนอจะขับรถไปส่งเหมือนครั้งก่อน เธอปฏิเสธในตอนแรกเพราะเกรงใจ แต่พอฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้งก็สุดท้ายยอมขึ้นรถแบบไม่มีข้ออ้างมากนัก
บนรถ บรรยากาศเงียบกว่าปกติเพราะทั้งสองยังคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่ คินธารเปิดเพลงเบา ๆ แล้วขับไปเรื่อย ๆ จนแพรพิมเป็ฝ่ายพูดขึ้นว่า “คุณรู้ไหมคะ วันนี้คุณพูดอะไรที่ทำให้หนูคิดเยอะมาก”
คินธารยิ้มโดยยังมองถนน “ผมก็คิดเยอะเหมือนกันครับ”
แพรพิมหันไปมองทันที “คิดเื่อะไร”
เขาเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “คิดว่า่นี้ผมใช้เวลาอยู่กับคุณเยอะขึ้น แล้วมันก็รู้สึกดีเกินกว่าจะเรียกว่าแค่เื่งาน”
คราวนี้แพรพิมไม่มีคำตอบเล่น ๆ เหลืออยู่เลย เพราะประโยคนั้นตรงเกินกว่าที่เธอเตรียมรับ และหัวใจก็เต้นแรงจนต้องหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อรวบรวมสติ
“คุณพูดแบบนี้แล้วจะให้หนูตอบยังไงคะ”
“ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ครับ ผมยังไม่ได้ถามอะไร”
แพรพิมพึมพำ “แต่พูดขนาดนี้มันก็เกือบถามแล้วไหม”
คินธารหัวเราะเบา ๆ “ก็ถือว่าบอกไว้ก่อนครับ”
แพรพิมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาตามจริงว่า “หนูก็รู้สึกดีนะคะ เวลาคุยกับคุณ ถึงจะน่าหงุดหงิดบ้างก็เถอะ”
“อันนี้ถือว่าชมไหมครับ”
“ให้ครึ่งหนึ่งเหมือนเดิมค่ะ”
“ใจร้ายเหมือนกันนะครับ”
แพรพิมยิ้มออกมาและบรรยากาศในรถก็เบาลงอีกครั้ง แม้ไม่มีใครพูดคำว่าชอบอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เหมือนยอมรับกันไปแล้วครึ่งหนึ่งว่า ความรู้สึกนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ายเดียว และทั้งคู่ต่างกำลังเดินเข้าหากันแบบระวังไม่ให้เร็วเกินไป
เมื่อถึงบ้าน คินธารจอดรถตรงจุดเดิมและแพรพิมหันมาขอบคุณ ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เื่เมื่อกี้...ขอบคุณที่พูดตรงนะคะ”
คินธารพยักหน้า “ผมไม่อยากทำให้คุณต้องเดาไปเรื่อย ๆ”
แพรพิมหัวเราะเบา ๆ “แต่คุณยังไม่ได้พูดทั้งหมดอยู่ดี”
“บางอย่างก็ต้องค่อย ๆ พูดครับ เดี๋ยวคุณใหนีไปก่อน”
“หนูดูขี้กลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ไม่ครับ แต่ผมรู้ว่าคุณให้ความสำคัญกับอิสระของตัวเองมาก ผมไม่อยากทำให้คุณรู้สึกว่าต้องรีบตอบอะไรเพราะผมพูดก่อน”
คำพูดนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปอย่างจริงจัง เพราะคินธารไม่ได้เพียงแสดงความรู้สึก แต่ยังเข้าใจสิ่งที่เธอกลัวและพยายามไม่กดดัน และนั่นกลับทำให้เธอรู้สึกอยากเข้าใกล้เขามากกว่าการถูกตามจีบแบบชัดเจนเสียอีก
“งั้นก็ค่อย ๆ ไปก็ได้ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ
คินธารมองเธอแล้วถาม “หมายถึงอะไรครับ”
แพรพิมยิ้มกวน ๆ กลับมาอีกครั้ง “หมายถึงเื่งานค่ะ อย่าคิดไปไกล”
เขาหัวเราะทันที “ครับ เื่งานก็เื่งาน”
แพรพิมเปิดประตูรถแล้วลงไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่เบากว่าเดิมมาก เพราะอย่างน้อยวันนี้เธอไม่ต้องสงสัยแล้วว่าความรู้สึกทั้งหมดเกิดขึ้นอยู่ฝ่ายเดียว และแม้ยังไม่มีสถานะ ไม่มีคำสารภาพ และไม่มีใครบอกว่าจะเดินไปถึงตรงไหน แต่การรู้ว่าอีกคนกำลังมองมาในทิศทางเดียวกันก็ทำให้ทุกอย่างน่าตื่นเต้นขึ้นกว่าที่เคย
คืนนั้นแพรพิมนอนมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่นานก่อนจะเห็นข้อความจากคินธารเด้งขึ้นมา
“ถึงห้องแล้วใช่ไหมครับ”
เธอตอบกลับ “ถึงแล้วค่ะ แล้วคุณล่ะ”
“ถึงแล้วครับ แล้ววันนี้ขอโทษถ้าพูดตรงเกินไป”
แพรพิมอ่านแล้วพิมพ์ตอบช้า ๆ ว่า “ไม่ต้องขอโทษค่ะ หนูชอบคนพูดตรงอยู่แล้ว จำได้ไหม”
ข้อความตอบกลับมาไม่นาน “จำได้ครับ โดยเฉพาะคนที่เถียงผมั้แ่วันแรก”
แพรพิมหัวเราะก่อนพิมพ์ว่า “ถ้าวันนั้นหนูรู้ว่าคุณจะกลายเป็คนชอบแกล้งหนูขนาดนี้ หนูคงเดินชนให้แรงกว่านั้นค่ะ”
คินธารตอบทันที “งั้นดีแล้วที่ผมจำคุณได้ั้แ่วันนั้น”
เธอมองประโยคนั้นอยู่นานก่อนวางโทรศัพท์ลงบนอกตัวเองและยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ เพราะบางทีสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนอาจยังไม่ต้องรีบเรียกว่าความรัก แต่ก็ชัดเจนพอแล้วว่าจะเรียกว่าไม่คิดอะไรเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป
ส่วนคินธารเองก็รู้เหมือนกันว่าเขาเริ่มหวงพื้นที่ข้างตัวที่มีแพรพิมอยู่มากกว่าที่ควร และการที่เธอแสดงอาการเล็ก ๆ ตอนเห็นลลินกลับทำให้เขาดีใจอย่างไม่สมเหตุสมผล ทั้งที่คนซึ่งจริงจังกับทุกอย่างอย่างเขาควรรู้ดีว่าความสัมพันธ์แบบนี้ต้องระวังเพียงใดเมื่อมีเื่งานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หัวใจกลับดูเหมือนเริ่มเดินออกจากหลักการไปไกลพอสมควรแล้ว
ดังนั้นตอนนี้ไม่มีใครพูดคำว่าชอบออกมาตรง ๆ และยังไม่มีใครเรียกอีกฝ่ายว่าแฟนหรือคนพิเศษ แต่ถ้าถามว่าทั้งสองกำลังรู้สึกมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ คำตอบก็คงชัดเกินกว่าจะปฏิเสธ เพราะคนที่ยังไม่ได้เป็อะไรกันกลับเริ่มหวงเวลา หวงความสนใจ และรู้สึกดีเกินเหตุเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอาจหึงบ้างนิดหนึ่ง และบางทีความสัมพันธ์ที่อันตรายที่สุดก็คือ่นี้เอง ่ที่ไม่มีสถานะอะไรให้ยึดแต่หัวใจกลับเริ่มทำตัวเหมือนมีเ้าของไปแล้วครึ่งหนึ่งโดยไม่มีใครทันอนุญาต