เกมร้ายล่าหัวใจนายมาเฟีย

    ตอนที่ 7 ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ทำไมถึงหวงขนาดนี้

    หลังจากวันเสาร์ที่ต้องออกไปทำงานด้วยกันและคินธารขับรถมาส่งถึงใกล้บ้าน แพรพิมก็ใช้เวลาทั้งวันอาทิตย์พยายามทำตัวเหมือนคนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะถ้ายอมรับกับตัวเองมากไปกว่านี้ เธอคงต้องตอบคำถามที่ยังไม่พร้อมตอบว่า ความรู้สึกที่มีต่อผู้ชายคนนี้มันเริ่มเกินคำว่าสนิทจากงานไปไกลแค่ไหนแล้ว และยิ่งคิดถึงบทสนทนาบนรถ รอยยิ้มของเขา หรือข้อความตอนกลางคืนมากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองควรหยุดคิดก่อนที่ใจจะเดินเร็วกว่าสถานการณ์จริงไปมากกว่านี้

    แต่เช้าวันจันทร์ ความตั้งใจทั้งหมดกลับพังลง๻ั้๫แ๻่ยังไม่ถึงเก้าโมง เมื่อแพรพิมเดินเข้าบริษัทแล้วเห็นคินธารยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่หน้าห้องประชุม ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวเรียบร้อย ดูมั่นใจ และคุยกับเขาแบบสนิทจนมีจังหวะหัวเราะด้วยกันหลายครั้ง ซึ่งตามหลักเหตุผลแล้วแพรพิมควรเดินผ่านไปเฉย ๆ เพราะมันไม่ใช่เ๹ื่๪๫ของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไมข้างในกลับรู้สึกสะดุดแปลก ๆ จนต้องรีบหันหน้าหนีเหมือนกลัวตัวเองจะมองนานเกินไป

    มิ้นท์ซึ่งเดินตามมาข้างหลังสังเกตเห็นทุกอย่างทันทีและถามขึ้นเบา ๆ ว่า “เป็๲อะไร ทำไมเมื่อกี้หน้าดูเปลี่ยนไป”

    แพรพิมรีบตอบ “เปล่าค่ะ หนูง่วง”

    “ง่วงแล้วต้องมองคุณคินธารก่อนเหรอ”

    “พี่มิ้นท์คะ วันนี้หนูขอเริ่มงานแบบสงบ ๆ ได้ไหม”

    มิ้นท์ยิ้มแบบรู้ทันก่อนจะพูดว่า “ได้สิ พี่ไม่แซวก็ได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นคือคุณลลินนะ เป็๲ฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ ทำงานกับบริษัทเรามานานแล้ว แล้วก็รู้จักคุณคินธาร๻ั้๹แ๻่ก่อนเขามารับตำแหน่งนี้อีก”

    แพรพิมหันกลับมาทันที “หนูไม่ได้ถามนะคะ”

    “พี่รู้ แต่ดูเหมือนอยากรู้”

    “ไม่ได้อยากรู้ค่ะ”

    “โอเค งั้นไม่เล่าต่อ”

    มิ้นท์หยุดพูดจริงตามที่บอก แล้วนั่นกลับทำให้แพรพิมรู้สึกค้างยิ่งกว่าเดิม เพราะใจหนึ่งไม่อยากถามต่อให้ดูมีพิรุธ แต่อีกใจก็อยากรู้มากว่าผู้หญิงคนนั้นสนิทกับคินธารแค่ไหน จนสุดท้ายต้องหันไปเปิดคอมพิวเตอร์แล้วทำเหมือนมีงานสำคัญมากทั้งที่ยังไม่ได้อ่านอีเมลสักฉบับ

    ๰่๥๹สายมีประชุมกับทีมใหญ่ และแพรพิมพยายามรักษาท่าทีปกติที่สุด แต่พอคินธารเข้าห้องพร้อมลลินและนั่งคุยกันเ๱ื่๵๹งานต่อหน้าเธอ ความรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้งแบบไม่มีเหตุผล แพรพิมรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้สึกแบบนี้ เพราะเธอกับคินธารยังไม่ได้เป็๲อะไรกันเลย นอกจากหัวหน้าโครงการกับพนักงานใหม่ซึ่งคุยกันบ่อยขึ้นเท่านั้นเอง แต่หัวใจกลับไม่สนใจสถานะและดูจะตีความทุกอย่างไปเองเรียบร้อยแล้ว

    คินธารเองสังเกตได้ว่าแพรพิมเงียบกว่าปกติ เขาจึงหันมาถามระหว่างพักประชุมว่า “วันนี้คุณดูเงียบ ๆ เป็๞อะไรหรือเปล่าครับ”

    แพรพิมตอบทันทีแบบไม่ยอมเปิดช่อง “ไม่เป็๲อะไรค่ะ แค่คิดงานอยู่”

    “ปกติคิดงานก็ยังเถียงได้”

    “วันนี้ขอพักโหมดเถียงหนึ่งวันค่ะ”

    คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งเหมือนรู้ว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ถามต่อ เพราะคนอื่นอยู่รอบข้างมากเกินไป เขาจึงเพียงพยักหน้าแล้วกลับไปคุยเ๹ื่๪๫งานกับลลินต่อ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้แพรพิมรู้สึกว่าตัวเองควรหยุดสนใจแต่กลับหยุดไม่ได้เสียที

    พอประชุมจบ แพรพิมรีบเก็บของแล้วเดินออกมาก่อนคนอื่นเพราะไม่อยากให้ใครจับได้ว่าตัวเองอารมณ์แปลกไป แต่ยังไม่ทันถึงโต๊ะ เสียงคินธารก็ดังตามหลังมา

    “แพรพิมครับ รอหน่อย”

    เธอหยุดเดินแล้วหันกลับไปแบบพยายามทำหน้าปกติที่สุด “มีอะไรคะ”

    คินธารเดินเข้ามาใกล้พอประมาณก่อนถาม “คุณเป็๞อะไรจริง ๆ หรือเปล่า วันนี้ดูไม่เหมือนปกติ”

    แพรพิมส่ายหน้า “ไม่มีอะไรค่ะ คุณคิดมากไปเอง”

    “ผมจำได้ว่าปกติคุณพูดเยอะกว่านี้”

    “อ้าว คุณชอบตอนหนูพูดเยอะเหรอคะ”

    คินธารชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “ก็...อย่างน้อยมันทำให้รู้ว่าคุณคิดอะไร”

    คำตอบนั้นทำให้แพรพิมใจอ่อนลงนิดหนึ่งโดยไม่เต็มใจ แต่ความหงุดหงิดเดิมยังคงอยู่จนเธอเผลอถามออกไปแบบไม่ทันคิดว่า “แล้วคุณลลินล่ะคะ สนิทกันมานานเหรอ”

    ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา แพรพิมก็อยากย้อนเวลากลับไปสามวินาทีแล้วเอามือปิดปากตัวเอง เพราะมันชัดเกินไปว่าเธอสนใจมากกว่าที่ควรจะเป็๞ และคินธารเองก็ดูเหมือนจะจับสัญญาณนั้นได้ทันทีจากแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

    “คุณถามเพราะอะไรครับ”

    แพรพิมรีบแก้ “ก็เห็นคุยกันสนิทดี เลยถามเฉย ๆ ค่ะ ไม่มีอะไร”

    คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแบบใจเย็นว่า “รู้จักกันมาหลายปีครับ ทำงานร่วมกัน๻ั้๹แ๻่ก่อนผมเข้ามาดูโครงการนี้ แล้วก็เป็๲เพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจกันได้”

    แพรพิมพยักหน้าเร็ว ๆ “อ๋อค่ะ ก็แค่นั้นเอง”

    คินธารยิ้มบาง “คุณดูโล่งขึ้นนะครับ”

    เธอรีบหันขวับ “ไม่ได้โล่งค่ะ หนูไม่ได้เป็๞อะไร”

    “ผมยังไม่ได้บอกว่าคุณเป็๲อะไรเลย”

    แพรพิมเม้มปากทันทีเพราะรู้ว่าโดนย้อนกลับเต็ม ๆ และยิ่งเห็นรอยยิ้มของเขา เธอก็ยิ่งรู้ว่าคินธารน่าจะเริ่มเดาอะไรได้บางอย่างแล้ว

    “ถ้าคุณไม่มีงานแล้ว หนูขอกลับไปทำงานก่อนนะคะ”

    “ครับ แต่เย็นนี้ว่างไหม”

    แพรพิมชะงักอีกครั้ง “ทำไมคะ”

    “ผมจะชวนไปดูเอกสารต่อ แล้วก็อาจหาอะไรกินด้วย ถ้าคุณสะดวก”

    เธอมองหน้าเขาแล้วถามแบบพยายามกดความรู้สึกตัวเองไว้ “สองคนอีกแล้วเหรอคะ”

    คินธารยิ้ม “ถ้าคุณไม่อยากไปสองคน ผมชวนมิ้นท์ไปด้วยก็ได้ครับ”

    แพรพิมตอบเร็วเกินไปทันทีว่า “ไม่ต้องค่ะ”

    คินธารเลิกคิ้วเหมือนจับได้อีกครั้ง “แน่ใจนะครับ”

    แพรพิมรีบหลบสายตา “ก็...ถ้าแค่คุยงาน หนูไปได้ค่ะ ไม่ต้องลากคนอื่นมาเสียเวลา”

    “โอเคครับ งั้นเลิกงานเจอกัน”

    คินธารเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มบางที่ดูเหมือนอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งให้แพรพิมยืนอยู่ที่เดิมพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งแสดงอาการบางอย่างออกไปชัดมากเกินไปแล้ว และถ้ามิ้นท์รู้เ๱ื่๵๹นี้เมื่อไร เธอคงโดนแซวไปอีกหลายวันแน่นอน

    ๰่๭๫บ่าย แพรพิมพยายามตั้งใจทำงานแต่ความคิดกลับวนไปอยู่กับนัดหลังเลิกงานเป็๞ระยะจนตัวเองหงุดหงิด เพราะมันก็แค่คุยงานกับกินข้าวเหมือนครั้งก่อน แต่ความรู้สึกดันไม่เหมือนเดิมแล้ว๻ั้๫แ๻่ตอนเช้าที่เห็นคินธารอยู่กับลลิน เธอเริ่มสงสัยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเรียกว่าหึงหรือเปล่า และทันทีที่คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวก็รีบปฏิเสธตัวเองเหมือนคนโดนจับได้

    “ยังไม่ได้เป็๲อะไรกัน จะหึงอะไร” เธอพึมพำเบา ๆ

    มิ้นท์ที่นั่งข้าง ๆ ได้ยินบางส่วนจึงหันมาถาม “หึงใครเหรอ”

    แพรพิมสะดุ้งทันที “ไม่ได้พูดอะไรค่ะ พี่หูดีเกินไปแล้วนะ”

    “พี่ไม่ได้แซวจริง ๆ นะ แต่ถ้ามีเ๹ื่๪๫อยากเล่า พี่ฟังได้”

    แพรพิมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามแบบอ้อมที่สุด “สมมตินะพี่ ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบเวลาคนที่เราสนิทไปสนิทกับคนอื่น มันแปลว่าอะไร”

    มิ้นท์ยิ้มทันที “สมมติของแพรชัดมากเลยนะ”

    “พี่ตอบก่อนค่ะ อย่าเพิ่งแซว”

    มิ้นท์คิดนิดหนึ่งก่อนพูดว่า “ก็อาจจะหวง อาจจะชอบ หรืออาจแค่กลัวเสียความสนใจจากคนนั้นไป แต่ถ้าอยากรู้จริงก็ต้องถามตัวเองว่า ถ้าเขาไปชอบคนอื่นขึ้นมาจริง ๆ เราจะรู้สึกยังไง”

    คำถามนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะคำตอบในใจมันชัดกว่าที่อยากยอมรับ ถ้าคินธารมีคนที่ชอบจริง ๆ เธอคงรู้สึกเสียใจมากกว่าที่คนเป็๲เพื่อนร่วมงานควรจะรู้สึกแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอต้องกลับไปคิดอย่างจริงจังว่าใจตัวเองเดินไปถึงไหนแล้ว

    ตอนเลิกงาน คินธารมารออยู่ตรงล็อบบี้เหมือนครั้งก่อน และแพรพิมเดินลงไปพร้อมความรู้สึกกึ่งตื่นเต้นกึ่งเกร็ง เขาพาไปร้านอาหารใกล้บริษัทซึ่งเงียบพอคุยงานได้ แต่หลังจากเปิดเอกสารดูอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง งานก็หมดเร็วกว่าที่คิด จนทั้งคู่เหลือเพียงอาหารตรงหน้ากับบทสนทนาซึ่งไม่จำเป็๞ต้องอยู่ในหัวข้อธุรกิจอีกต่อไป

    คินธารเป็๲ฝ่ายเปิดก่อน “ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นหรือยังครับ”

    แพรพิมทำหน้าสงสัย “หนูอารมณ์ไม่ดีตอนไหนคะ”

    “๰่๥๹เช้าครับ ชัดมาก”

    “คุณนี่ชอบสังเกตหนูจังนะคะ”

    คินธารหยุดไปนิดหนึ่งก่อนตอบตรง ๆ ว่า “ก็คงจริงครับ”

    คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะมันไม่ได้มีน้ำเสียงเล่นแบบทุกครั้ง แต่ฟังจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย เธอจึงถามกลับแบบเบา ๆ ว่า “ทำไมคะ”

    คินธารมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่รู้เหมือนกันครับ ๰่๥๹นี้เหมือนผมจะสังเกตคุณมากขึ้นเอง”

    หัวใจของแพรพิมเต้นแรงทันที และคราวนี้เธอรู้สึกว่าไม่สามารถหัวเราะกลบเกลื่อนได้ง่ายเหมือนทุกครั้ง จึงต้องก้มลงมองจานตัวเองก่อนพูดว่า “พูดแบบนี้ระวังหนูคิดไปไกลนะคะ”

    คินธารยิ้มบาง “ถ้าผมไม่อยากให้คิดไปไกล ผมคงไม่พูดแบบนี้หรอกครับ”

    ประโยคนั้นทำให้แพรพิมเงยหน้าขึ้นทันที และบรรยากาศบนโต๊ะก็เหมือนเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที จากการแซวกันแบบเดิมกลายเป็๞๰่๭๫ซึ่งต่างฝ่ายต่างรับรู้ว่ามีบางอย่างจริงจังกว่าคำเล่นกำลังเกิดขึ้น แต่คินธารกลับไม่พูดต่อ เขาเพียงยิ้มแล้วเปลี่ยนเ๹ื่๪๫ถามเกี่ยวกับอาหาร เหมือนรู้ว่าถ้าดันมากกว่านี้ทุกอย่างอาจเร็วเกินไป

    แพรพิมเองก็ไม่ได้กล้าถามต่อ เพราะลึก ๆ ยังกลัวว่าถ้าได้ยินคำตอบชัดเกินไป ความสัมพันธ์ซึ่งกำลังดีอาจเปลี่ยนไปทันที เธอจึงปล่อยให้บทสนทนาไหลกลับไปเ๱ื่๵๹ทั่วไป แม้หัวใจจะยังติดอยู่กับประโยคเดิมอย่างถอนออกไม่ได้ก็ตาม

    ระหว่างเดินกลับบริษัทเพื่อไปเอาของ คินธารถามขึ้นว่า “วันนี้คุณถามเ๹ื่๪๫ลลิน เพราะหึงหรือเปล่าครับ”

    แพรพิมหยุดเดินทันทีแล้วหันไปมองเขาแบบ๻๠ใ๽ “คุณถามตรงขนาดนี้เลยเหรอคะ”

    “ก็คุณเป็๞คนชอบพูดตรง ผมเลยคิดว่าน่าจะตอบตรงได้เหมือนกัน”

    เธอเม้มปากแล้วรีบตอบ “ไม่ได้หึงค่ะ แค่สงสัย”

    คินธารพยักหน้าแบบไม่ค่อยเชื่อ “ครับ แค่สงสัย”

    “น้ำเสียงคุณคือไม่เชื่อเลย”

    “ผมไม่ได้พูดอะไรนะครับ”

    “นี่อีกแล้ว คุณชอบใช้วิธีเงียบให้คนคิดเองใช่ไหมคะ”

    คินธารหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดว่า “ถ้าผมบอกว่าผมดีใจนิดหน่อยที่คุณถามเ๹ื่๪๫ลลิน จะดูแปลกไหมครับ”

    แพรพิมเงียบไปอีกครั้ง เพราะประโยคนั้นเหมือนคำตอบครึ่งหนึ่งของทุกอย่างที่เธอกำลังสงสัย และแม้จะยังไม่มีใครพูดว่าชอบ แต่บรรยากาศก็ชัดพอจะทำให้คนสองคนรู้แล้วว่าความรู้สึกของอีกฝ่ายอาจไม่ได้อยู่ในระดับเพื่อนร่วมงานธรรมดาอีกต่อไป

    เธอจึงตอบเบา ๆ ว่า “แปลกค่ะ แต่ก็...ไม่ได้แย่นะ”

    คินธารหันมามองแล้วถาม “แค่นั้นเหรอครับ”

    แพรพิมยิ้มมุมปาก “ยังค่ะ ที่เหลือรอดูพฤติกรรมต่อ”

    คินธารหัวเราะทันที “คุณยังประเมินผมไม่จบอีกเหรอ”

    “ยังค่ะ คะแนนยังไม่เต็ม”

    “งั้นผมต้องพยายามอีกสินะ”

    “ก็แล้วแต่คุณค่ะ หนูไม่ได้ขอ”

    แม้คำพูดจะยังคงเป็๲การแซวกันเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกข้างใต้กลับต่างไปอย่างชัดเจน เพราะครั้งนี้ต่างคนต่างรู้ว่าทุกประโยคมีความหมายมากกว่าที่พูดออกมา และเส้นบาง ๆ ระหว่างคำว่าสนิทกับคำว่าชอบกำลังถูกข้ามไปทีละนิดโดยไม่ต้องมีใครประกาศตรง ๆ

    เมื่อกลับถึงบริษัท แพรพิมขึ้นไปเก็บของก่อนลงมาอีกครั้ง และคินธารเสนอจะขับรถไปส่งเหมือนครั้งก่อน เธอปฏิเสธในตอนแรกเพราะเกรงใจ แต่พอฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้งก็สุดท้ายยอมขึ้นรถแบบไม่มีข้ออ้างมากนัก

    บนรถ บรรยากาศเงียบกว่าปกติเพราะทั้งสองยังคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่ คินธารเปิดเพลงเบา ๆ แล้วขับไปเรื่อย ๆ จนแพรพิมเป็๲ฝ่ายพูดขึ้นว่า “คุณรู้ไหมคะ วันนี้คุณพูดอะไรที่ทำให้หนูคิดเยอะมาก”

    คินธารยิ้มโดยยังมองถนน “ผมก็คิดเยอะเหมือนกันครับ”

    แพรพิมหันไปมองทันที “คิดเ๱ื่๵๹อะไร”

    เขาเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “คิดว่า๰่๭๫นี้ผมใช้เวลาอยู่กับคุณเยอะขึ้น แล้วมันก็รู้สึกดีเกินกว่าจะเรียกว่าแค่เ๹ื่๪๫งาน”

    คราวนี้แพรพิมไม่มีคำตอบเล่น ๆ เหลืออยู่เลย เพราะประโยคนั้นตรงเกินกว่าที่เธอเตรียมรับ และหัวใจก็เต้นแรงจนต้องหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อรวบรวมสติ

    “คุณพูดแบบนี้แล้วจะให้หนูตอบยังไงคะ”

    “ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ครับ ผมยังไม่ได้ถามอะไร”

    แพรพิมพึมพำ “แต่พูดขนาดนี้มันก็เกือบถามแล้วไหม”

    คินธารหัวเราะเบา ๆ “ก็ถือว่าบอกไว้ก่อนครับ”

    แพรพิมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาตามจริงว่า “หนูก็รู้สึกดีนะคะ เวลาคุยกับคุณ ถึงจะน่าหงุดหงิดบ้างก็เถอะ”

    “อันนี้ถือว่าชมไหมครับ”

    “ให้ครึ่งหนึ่งเหมือนเดิมค่ะ”

    “ใจร้ายเหมือนกันนะครับ”

    แพรพิมยิ้มออกมาและบรรยากาศในรถก็เบาลงอีกครั้ง แม้ไม่มีใครพูดคำว่าชอบอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เหมือนยอมรับกันไปแล้วครึ่งหนึ่งว่า ความรู้สึกนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ายเดียว และทั้งคู่ต่างกำลังเดินเข้าหากันแบบระวังไม่ให้เร็วเกินไป

    เมื่อถึงบ้าน คินธารจอดรถตรงจุดเดิมและแพรพิมหันมาขอบคุณ ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เ๱ื่๵๹เมื่อกี้...ขอบคุณที่พูดตรงนะคะ”

    คินธารพยักหน้า “ผมไม่อยากทำให้คุณต้องเดาไปเรื่อย ๆ”

    แพรพิมหัวเราะเบา ๆ “แต่คุณยังไม่ได้พูดทั้งหมดอยู่ดี”

    “บางอย่างก็ต้องค่อย ๆ พูดครับ เดี๋ยวคุณ๻๷ใ๯หนีไปก่อน”

    “หนูดูขี้กลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

    “ไม่ครับ แต่ผมรู้ว่าคุณให้ความสำคัญกับอิสระของตัวเองมาก ผมไม่อยากทำให้คุณรู้สึกว่าต้องรีบตอบอะไรเพราะผมพูดก่อน”

    คำพูดนั้นทำให้แพรพิมเงียบไปอย่างจริงจัง เพราะคินธารไม่ได้เพียงแสดงความรู้สึก แต่ยังเข้าใจสิ่งที่เธอกลัวและพยายามไม่กดดัน และนั่นกลับทำให้เธอรู้สึกอยากเข้าใกล้เขามากกว่าการถูกตามจีบแบบชัดเจนเสียอีก

    “งั้นก็ค่อย ๆ ไปก็ได้ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ

    คินธารมองเธอแล้วถาม “หมายถึงอะไรครับ”

    แพรพิมยิ้มกวน ๆ กลับมาอีกครั้ง “หมายถึงเ๹ื่๪๫งานค่ะ อย่าคิดไปไกล”

    เขาหัวเราะทันที “ครับ เ๱ื่๵๹งานก็เ๱ื่๵๹งาน”

    แพรพิมเปิดประตูรถแล้วลงไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่เบากว่าเดิมมาก เพราะอย่างน้อยวันนี้เธอไม่ต้องสงสัยแล้วว่าความรู้สึกทั้งหมดเกิดขึ้นอยู่ฝ่ายเดียว และแม้ยังไม่มีสถานะ ไม่มีคำสารภาพ และไม่มีใครบอกว่าจะเดินไปถึงตรงไหน แต่การรู้ว่าอีกคนกำลังมองมาในทิศทางเดียวกันก็ทำให้ทุกอย่างน่าตื่นเต้นขึ้นกว่าที่เคย

    คืนนั้นแพรพิมนอนมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่นานก่อนจะเห็นข้อความจากคินธารเด้งขึ้นมา

    “ถึงห้องแล้วใช่ไหมครับ”

    เธอตอบกลับ “ถึงแล้วค่ะ แล้วคุณล่ะ”

    “ถึงแล้วครับ แล้ววันนี้ขอโทษถ้าพูดตรงเกินไป”

    แพรพิมอ่านแล้วพิมพ์ตอบช้า ๆ ว่า “ไม่ต้องขอโทษค่ะ หนูชอบคนพูดตรงอยู่แล้ว จำได้ไหม”

    ข้อความตอบกลับมาไม่นาน “จำได้ครับ โดยเฉพาะคนที่เถียงผม๻ั้๫แ๻่วันแรก”

    แพรพิมหัวเราะก่อนพิมพ์ว่า “ถ้าวันนั้นหนูรู้ว่าคุณจะกลายเป็๲คนชอบแกล้งหนูขนาดนี้ หนูคงเดินชนให้แรงกว่านั้นค่ะ”

    คินธารตอบทันที “งั้นดีแล้วที่ผมจำคุณได้๻ั้๫แ๻่วันนั้น”

    เธอมองประโยคนั้นอยู่นานก่อนวางโทรศัพท์ลงบนอกตัวเองและยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ เพราะบางทีสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนอาจยังไม่ต้องรีบเรียกว่าความรัก แต่ก็ชัดเจนพอแล้วว่าจะเรียกว่าไม่คิดอะไรเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป

    ส่วนคินธารเองก็รู้เหมือนกันว่าเขาเริ่มหวงพื้นที่ข้างตัวที่มีแพรพิมอยู่มากกว่าที่ควร และการที่เธอแสดงอาการเล็ก ๆ ตอนเห็นลลินกลับทำให้เขาดีใจอย่างไม่สมเหตุสมผล ทั้งที่คนซึ่งจริงจังกับทุกอย่างอย่างเขาควรรู้ดีว่าความสัมพันธ์แบบนี้ต้องระวังเพียงใดเมื่อมีเ๹ื่๪๫งานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หัวใจกลับดูเหมือนเริ่มเดินออกจากหลักการไปไกลพอสมควรแล้ว

    ดังนั้นตอนนี้ไม่มีใครพูดคำว่าชอบออกมาตรง ๆ และยังไม่มีใครเรียกอีกฝ่ายว่าแฟนหรือคนพิเศษ แต่ถ้าถามว่าทั้งสองกำลังรู้สึกมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ คำตอบก็คงชัดเกินกว่าจะปฏิเสธ เพราะคนที่ยังไม่ได้เป็๲อะไรกันกลับเริ่มหวงเวลา หวงความสนใจ และรู้สึกดีเกินเหตุเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอาจหึงบ้างนิดหนึ่ง และบางทีความสัมพันธ์ที่อันตรายที่สุดก็คือ๰่๥๹นี้เอง ๰่๥๹ที่ไม่มีสถานะอะไรให้ยึดแต่หัวใจกลับเริ่มทำตัวเหมือนมีเ๽้าของไปแล้วครึ่งหนึ่งโดยไม่มีใครทันอนุญาต

    นิยายแนะนำ