บทที่26
ความสามารถของทักษะทะลวงมาร
ความสามารถที่ตกตะลึงปรากฏออกมาเห็นบริเวณด้านหน้าในยามนี้ดวงตามากมายจับจ้องมาที่ร่างของบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่อย่่างตาไม่กระพริบ
ดวงตาของพวกเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นการโจมตีเมื่อครู่ที่สุดแสนจะทรงพลัง
เจียนเจี๋ยยามนี้เขาเองก็ตกตะลึงกับผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าเช่นเดียวกันที่เขามันเต็มไปด้วยความสงสัย
ระดับพลังที่ห่างกันขนาดนั้นเหตุใดถึงล้มอีกฝ่ายได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
พวกสำนักคุ้มภัยที่ยืนอยู่1 ในกลุ่มคนพวกนั้นเข้าไปสำรวจร่างกายของคนที่โดนการโจมตีก่อนหน้านี้
มันลองเข้าไปััร่างกายแล้วก็พูดขึ้นมาด้วยนะว่าเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ ศิษย์พี่ขอรับศิษย์พี่!!! ”
ตัวของมันส่งเสียงร้องเรียกศิษย์พี่ของตนเองที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นหลังจากโดนการโจมตีเข้าไปลองใช้มือััมันเองก็ลองตรวจร่างกายว่ามีอันใดที่าเ็บ้าง
ถ้าได้ลองสำรวจและตรวจร่างกายดูแล้วดวงตาของคนผู้นั้นเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้งภายในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและก็พูดขึ้นมา“ เขาทำได้อย่างไรกระดูกหักมากกว่า 10 ท่อนอวัยวะภายในฉีกขาดจากการทะลวง…"
เมื่อได้ยินผลของการโจมตีมันก็ยิ่งทำให้พวกที่อยู่บริเวณรอบๆยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก
สิ่งที่ทำให้พวกมันตกตะลึงมันก็เป็เพราะว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้ามีระดับลมปราณอยู่เพียงแค่นั้นพวกมันมองเห็นและััได้อย่างชัดเจนลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างกายอย่างไรเสียก็อยู่ในระดับต้นปราณขั้นสาม
แล้วเหตุใดถึงสามารถเอาชนะผู้ที่มีระดับมากกว่าตนเองถึง3 ขั้นโดยการโจมตีครั้งเดียวได้
เพียงเท่านั้นผลของการโจมตียังทำให้ผู้ที่ได้รับการโจมตีาเ็สาหัสเพราะแบบนั้นในตอนนี้พวกมันเลยเต็มไปด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มันไม่รู้เลยว่าชายที่อยู่ด้านหน้านั้นเป็ผู้ใดเหตุใดจึงมีการโจมตีที่ทรงพลังมากขนาดนั้น
ตาของพวกมันในยามดีจ้องมองไปที่บุรุษผู้นั้นอย่างไม่กระพริบตาภายในใจนั้นก็ตั้งคำถามขึ้นมามากมาย
หลี่หยุนยืนตัวตรงพร้อมกับแสดงรอยยิ้มมองไปที่ผลงานการโจมตีของตนเองอย่างพึงพอใจ
หลี่หยุนกำลังยินดีพูดกับตนเองภายในใจว่า “เยี่ยมไม่คิดเลยว่าทักษะนี้มันจะใช้ได้ผลขนาดนี้ทักษะทะลวงมารมันคือการเรียกเร้นลมปราณทั่วทั้งร่างกายออกมาแล้วก็แปรผันลมปราณจากภายในร่างกาย ”
“ สามารถของมัน คือการสามารถทะลวงเข้าไปบริเวณด้านในได้ความแข็งแกร่งของทักษะนี้มันคือการะเิลมปราณใน่พริบตาการโจมตีทำให้สูญเสียลมปราณภายในร่างกายไม่มากนักแต่กลับได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม ”
“ เมื่อครู่ประสานเข้ากับหมัดอัดกระแทกที่ส่งเสริมอนุภาพการโจมตีเมื่อเคล็ดวิชาหมัดอัดกระแทกและก็ทักษะทะลวงมารประสานเข้าหากัน ”
“ การโจมตีมันจะรุนแรงมากขึ้นอีกหลายเท่าหมัดกระแทกรวบรวมลมปราณแล้วก็ปลดปล่อยออกมาในครั้งเดียวภาพของมันสามารถโค่นและสามารถทำร้ายร่างกายของผู้ที่มีลมปราณมากกว่าตัวเองถึงสองขั้นได้อย่างง่ายดาย”
“ ส่วนทักษะทะลวงมารมันก็คือการเร่งพลังภายในร่างกายของตนเองออกมาในครั้งเดียวแล้วก็เพิ่มพูนขึ้นไปอีกระดับ ”
“ ทำให้การโจมตีนั้นมันจะรุนแรงมากขึ้นอีกหลายเท่าแม้ว่าจะเป็ผู้ที่มีลมปราณมากกว่าเราถึงสามขั้นก็ไม่ใช่ปัญหา”
“ เพียงแค่ทักษะทะลวงมารขั้นที่หนึ่งเท่านั้นยังไม่ได้ฝึกฝนเพิ่มไปมากกว่านี้โดยมันมีทั้งหมด 18 ขั้นอานุภาพของการโจมตีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
หลี่หยุนเท่านั้นรู้สึกพึงพอใจกับพลังการทำลายของการโจมตีของเขาที่ปล่อยออกไป
เพราะว่าการโจมตีของเขาเพียงครั้งเดียวทำให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสิ้นท่าได้ในทันที
ในขณะที่เขากำลังยืนยิ้มอย่างพึงพอใจหนึ่งในศิษย์ของสำนักคุ้มภัยก้าวมาด้านหน้าพร้อมกับพูดขึ้น “เ้าสัตว์ประหลาดเ้าเป็ตัวอะไรกันแน่เหตุใดจึงสามารถเล่นงานศิษย์พี่ของข้าได้ ”
“ ร่างกายของศิษย์ที่แข็งแกร่งมากกว่าเ้าไม่รู้ตั้งกี่เท่าเหตุใดถึงโดนเล่นงาน” ในตอนนี้มันถามออกมาด้วยความสับสน
เพราะว่าผู้ที่ฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายเมื่อระดับพัฒนาเพิ่มมากขึ้นทั้งอวัยวะภายในและภายนอกจะแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ตอนนี้คนพูดนั้นมีระดับภายในร่างกายอยู่ในระดับต้นปราณขั้น6 ความสามารถภายในร่างกายของมันก็เพิ่มพูนขึ้นตามระดับ
ลองให้เปรียบเทียบแล้วร่างกายของคนผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าร่างกายของเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่าแต่นั่นมันก็ร่างกายของคนธรรมดา
พวกนี้ไม่รู้สักหน่อยว่าเขานั้นคือจอมมารจอมมารหลี่หยุนที่เขามีมันไม่ใช่เพียงแค่ทักษะนี้แต่คือทักษะพร์ที่ติดตัวเขามาต่างหาก
มีทักษะพร์ที่เป็ทักษะเสริมกำลังกายของตนเองอีกร่างกายของเขาตอนนี้ที่อยู่ในระดับต้นปราณขั้นที่สองมีความสามารถและมีพลังที่แข็งแกร่งมากกว่าคนที่อยู่ระดับสูงกว่าตนเองอีก
หลี่หยุนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังเขามองตรงกับไปที่คนพวกนั้นแล้วก็พูดขึ้นมา “ ไสหัวกลับไปซะ!!! ”
“ ไม่ใช่ที่ของพวกเ้าออกไปซะแล้วก็สัญญานั่นโยนทิ้งไปด้วยข้าไม่้ามันถ้าสำนักคุ้มภัยแห่งเมืองนี้อยากจะพูดคุยเื่สัญญาก็ควรจะพูดคุยสัญญาที่สมเหตุสมผลไม่ใช่สัญญาไร้สาระเช่นนี้”
หลี่หยุนไปอย่างรวดเร็วมองตรงไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าเขานั้นต่่อว่าพวกมันกลับไปโดยที่เพิ่มความโกรธให้กับพวกมันทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
ตอนนี้พวกมันให้อยู่ด้านหน้ากำลังแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธภายในปากของมันกัดแน่นเมื่อมองเห็นว่าตัวของพวกมันและสำนักโดนดูถูกโดยบุรุษหนุ่มที่ไร้ชื่อ
ภายในสถานที่แห่งนี้สำนักคุ้มภัยถือว่าเป็สำนักที่ใหญ่โตมากที่สุดพวกเหล่าศิษย์ภายในสำนักเองก็หยิ่งทะนงในจุดที่ตนเองอยู่เป็อย่างมาก
ตอนนี้โดนบุรุษไร้ชื่อที่อยู่ด้านหน้าทำการกล่าวดูถูกและโดนไล่เช่นสุนัขแน่นอนว่าพวกมันย่อมแสดงความโกรธออกมาบนใบหน้า
แต่หลี่หยุนพูดออกมาเช่นนั้นเขาเองก็พูดความจริงสัญญานั้นช่างไร้สาระ
คนพวกนั้นกล่าวว่าถ้าพวกเขานำทรัพยากรอันใดเข้ามาภายในเมืองต้องส่งให้กับสำนักคุ้มภัยห้าส่วนทั้งที่พวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย
แบบนั้นเขาถึงกล่าวว่ามันเป็สิ่งที่ไร้สาระไม่มีผู้ใดที่ยอมโง่ตกลงเกี่ยวกับสัญญาเช่นนี้อย่างแน่นอน
“ เอ้า!!!พวกสุนัขยังไม่ไสหัวไปอีกเดี๋ยวข้าก็สังหารพวกเ้าทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้เอาหรอก” หลี่หยุนพูดออกมาพร้อมกับยื่นใบหน้าของตัวเองไปด้านหน้าเก่ากับคนพวกนั้น
คนพวกนั้นเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะว่าศิษย์พี่ของพวกมันที่มีระดับสูงกว่าพวกมันยังโดนเล่นงานเพียงครั้งเดียวาเ็สาหัส
พวกมันที่เป็เพียงแค่ศิษย์ปลายแถวของสำนักที่ติดตามมาด้วยมีหรือว่าจะสามารถทำอะไรได้
ถ้าเข้าไปเล่นงานกับคนผู้นั้นพวกมันคงจะโดนเล่นงานจนตายอย่างแน่นอนสิ่งที่มันทำได้ในตอนนี้ก็คือการกัดฟันแน่นแล้วก็ทำการเดินออกมาจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
พวกสำนักคุ้มภัยเป็ฝ่ายถอยพวกมันโดนไล่จนถอยออกมาจากจุดนั้น
หลี่หยุนเห็นพวกมันเดินกลับไปเส้นนั้นเขาก็แสดงรอยยิ้มอย่างพึงพอใจหันหลังไปหาเจียนเจี๋ยที่กำลังยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ชายผู้นั้นที่กำลังยืนตกตะลึงทำการกล่าวออกมา“ ทำได้อย่างไรกัน!!! ”
หลี่หยุนยิ้มแล้วตอบกลับ“ ถ้าเ้าฝึกฝนไปเรื่อยๆตามที่ข้าบอกในวันนึงเ้าเองก็ทำได้เช่นเดียวกัน ”
“ คนพวกนั้นจะต้องเดินทางกลับมาอีกอย่างแน่นอนภายในสำนักคุ้มภัยมียอดฝีมือที่สูงกว่าระดับต้นปราณอยู่ด้วยเ้าจะทำอย่างไร” เจียนเจี๋ยถามออกมาด้วยความกังวลดวงตาของเขาในยามนี้บ่งบอกให้รู้ได้ในทันที
หลี่หยุนเมื่อได้ยินแล้วเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นที่แสดงออกมาเขาจึงตอบกลับไป“ พวกมันอยากมาก็ให้พวกมันมาข้าไม่กลัวผู้ใดทั้งนั้น ”
“ นี่ท่านบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ!!!เมื่อครู่ที่ท่านสู้จริงอยู่ว่าเป็คนที่อยู่ในระดับต้นตาลแต่ถ้าจะอยู่ในระดับสูงกว่านั้นมันจะเป็อีกเื่หนึ่งเลย…”
สำหรับวิถีแห่งการฝึกฝนคนที่มีระดับลมปราณภายในร่างกายห่างเพียงแค่2-3 ขั้นมันเองก็ถือว่าเป็ส่วนต่างที่มากมายแล้ว
ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่มีระดับห่างถึงระดับชั้นเลยอย่างระดับต้นปราณขั้นเก้าและก่อจิตอขั้นหนึ่งถีงมันจะต่างกันเพียงแค่ขั้นเดียวแต่ว่าระดับชั้นนั้นแตกต่างกันความห่างของพลังมันเองก็มีช่องว่างห่างอยู่มากเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้ถ้ามียอดฝีมือที่อยู่ในระดับสูงกว่าต้นปราณมาอย่างไรเสียเจียนเจี๋ยก็คิดว่าหลี่หยุนไม่รอดอย่างแน่นอน
แต่ว่าคนผู้นั้นด้วยความกังวลและก็ดูจะเป็ห่วงเกี่ยวกับเื่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
คนที่สร้างเื่นี้ขึ้นมากับไม่ได้กังวลแม้แต่น้อยหลี่หยุนเขากำลังแสดงรอยยิ้มมุมปากทั้งสองข้างดูไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย
“ เอาเถอะ… ข้ามีวิธีการรับมือเ้าไม่จำเป็จะต้องกังวล ”
“ ในสิ่งนี้ยามนี้ที่ควรจะทำตอนนี้ก็คือเ้าต้องฝึกฝนวิชาถ้าจะถ่ายทอดเกี่ยวกับเคล็ดวิชาในบทถัดไปให้”
หลี่หยุนได้ทำการสอนคนผู้นั้นเกี่ยวกับเื่เคล็ดวิชาที่เขาให้คนผู้นั้นร่ำเรียนต่อตลอดทั้งวันเขาหมกตัวอยู่ภายในสำนักไม่มีเื่อันใดเกิดขึ้น
วันนี้ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเขาเดินทางกลับไปที่บ้านของตนเองบริเวณชานเมืองและก็ยามราตรีเขาฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายของตนเองอีก
ในวันนี้ระดับลมปราณไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือระดับของทักษะทะลวงมารมันเพิ่มขึ้นเป็ขั้นสองเรียบร้อยแล้ว
เช้าวันถัดมาผลผลิตที่ตัวของเขากำลังเฝ้ารอในที่สุดมันก็เติบโตจนได้ที่เรียบร้อยแล้ว
….