ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ตำหนักจิตมารสวรรค์

    การโต้เถียงของเจ้าเมืองหยางและเจ้าสำนักดาบมารได้สร้างกลิ่นดินปืนขึ้นแล้ว

    เวลานี้กองกำลังทั้งหมดต่างก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายของตัวเองออกมาและพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที

    “ เจ้าสำนักเซี่ย ท่านไม่คิดที่จะนำสมบัติชิ้นนั้นมาให้พวกเราดูจริงๆใช่ไหม? ” ผู้นำตระกูลฮวา ฮวาเจี๋ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการกดดันสำนักปฐมวิญญาณ

    “ แน่นอนว่าข้าจะไม่นำมันออกมาให้รับชมอย่างแน่นอน ใครจะรู้ทันทีที่ข้านำมันออกมาพวกเจ้าทุกๆคนก็คงจะลงมือชิงสมบัติของข้าทันที ” เจ้าสำนักเซี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยัน 

    “ ในเมื่อเจ้าสำนักเซี่ยไม่คิดที่จะนำมันออกมาข้าก็จะทำให้เจ้านำมันออกมาด้วยตัวเอง ” เจ้าสำนักดาบมาร เสวียนกุยเฟิงก็หัวเราะอย่างเย็นชา กลิ่นอายของเทพยุทธ์ขั้นกลางระเบิดออกมาและพุ่งใส่เจ้าสำนักเซี่ยทันที

    “ เจ้าแก่เสวียนอย่าได้หวังเลย! ” เจ้าเมืองหยางยิ้มเย็นและระเบิดกลิ่นอายของเทพยุทธ์ขั้นกลางออกมาและโจมตีใส่เจ้าสำนักดาบมารอย่างรวดเร็ว

    “ เจ้าเมืองหยางท่านอยู่เฉยๆดีกว่า ” ผู้นำถ้ำสุริยะครามก็พุ่งใส่เจ้าเมืองหยางทันที 

    เวลานี้เองผู้นำกองกำลังทั้งสองได้แก่ ผู้นำวิหารเจี้ยนจู ตระกูลเมิ่งก็พุ่งใส่เจ้าสำนักเซี่ยด้วยความเร็ว

    ส่วนพรรคมังกรทมิฬ ป้อมปราการหยุนฉี วิหารหมื่นโลกาและตระกูลฮวา พวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหว เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว แค่กองกำลังอย่างสำนักปฐมวิญญาณส่งไปแค่วิหารเจี้ยนจูและตระกูลเมิ่งก็น่าจะเพียงพอที่จะจัดการกับสำนักปฐมวิญญาณแล้ว พวกเขามีหน้าที่ในการคุมเชิงเท่านั้น

    เจ้าสำนักเซี่ยหรี่ตาลง เขาไม่ได้แสดงสีหน้าเคร่งเครียดหรือหวาดกลัวด้วยซ้ำ กลับกันเขายังยิ้มแย้มอย่างสบายใจ เพราะก่อนที่จะมาถึงเกาะป๋อซาน หนานหมิงได้บอกกับเขาแล้วว่าจะปกป้องเขาเอง เพราะฉะนั้นเขามีหน้าที่ในการพูดคุยเท่านั้น

    ทันทีที่นำวิหารเจี้ยนจูและผู้นำตระกูลเมิ่งพุ่งเข้ามา หนานหมิงก็ถอนหายใจเบาๆ

    “ ดูเหมือนว่าเจ้าพวกนี้โลภมากจริงๆ ” หนานหมิงพึมพำพร้อมกับดีดนิ้วเบาๆ

    ทันในดนั้นม่อเสี้ยนก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยความเร็วก่อนที่จะซัดทั้งผู้นำวิหารเจี้ยนจูและผู้นำตระกูลเมิ่งลอยกระเด็นไปไกลเลยสิบจั้งพร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโต

    การปรากฏตัวอย่างกระทันหันของม่อเสี้ยนทำให้ทุกๆคนในศาลาถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา เนื่องจากนางเป็นสตรีที่งดงามอย่างมาก แถมนางยังปกปิดกลิ่นอายได้อย่างชัดเจนจนทำให้ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้เลยว่านางมีความแข็งแกร่งในระดับไหนกันแน่

    แต่อย่างน้อยๆการที่สามารถทำให้ผู้นำทั้งสองที่มีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ขั้นกลางบาดเจ็บได้ในพริบตาเดียว เห็นได้ชัดว่านางแข็งแกร่งอย่างมาก

    ม่อเสี้ยนยืนอยู่ด้านหน้าของที่นั่งสำนักปฐมวิญญาณด้วยท่าทีสบายๆ จากนั้นสายตาของนางก็มองไปยังทิศทางหนึ่งและกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่นว่า “ เป็นถึงบุรุษแต่การแอบดูมันดูไม่ดีจริงๆนะ ” 

    ทุกๆคนรีบหันไปยังทิศทางที่ม่อเสี้ยนหันไปมองก็พบว่ามีเพียงแค่ความว่างเปล่า

    ผ่านไปสามลมหายใจก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ 

    ผู้นำทั้งหมดต่างก็ขมวดคิ้วแน่น การที่จู่ๆมีบุคคลลึกลับอยู่ในที่นี้เห็นได้ชัดว่าบุคคลลึกลับนั้นจะต้องมีความสามารถที่สูงมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถหลบซ่อนจากสายตาของเทพยุทธ์ขั้นปลายและขั้นกลางหลายคนได้แบบนี้

    ผู้นำตระกูลฮวา ฮวาเจี๋ยเฟิงหันหลังไปมองชายวัยกลางคนด้านหลังทันที

    แต่เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหลังยังส่ายหน้าเบาๆ 

    “ ข้าไม่สามารถสัมผัสได้ ” ชายวัยกลางคนตอบอย่างจริงจังและเคร่งเครียด 

    เมื่อได้ยินที่ชายวัยกลางคนกล่าวมาทำให้ฮวาเจี๋ยเฟิงต้องกลายเป็นจริงจังขึ้นมา เพราะเขารู้ดีว่าชายวัยกลางคนผู้นี้แข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่คนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้เห็นได้ชัดว่าคนที่ซ่อนตัวอยู่จะต้องมีความสามารถที่สูงมากจริงๆ

    ม่อเสี้ยนยิ้มจางๆและกล่าวว่า “ ดูเหมือนว่าถ้าหากข้าไม่ลงมือพวกเจ้าก็คงไม่คิดที่จะปรากฏตัวใช่ไหมน้า? ”

    ม่อเสี้ยนกล่าวจบนางก็หยิบเอาพัดไม้ออกมาและโบกเบาๆไปยังทิศทางที่นางกล่าว

    ทันใดนั้นอากาศรอบๆก็แตกสลายกลายเป็นเศษกระจก ก่อนที่จะเห็นว่าที่ตรงนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ 

    เมื่อคนกลุ่มนี้ปรากฏตัว ผู้นำตระกูลฮวาและผู้นำกองกำลังอื่นๆต่างก็แสดงสีหน้าตกใจทันที

    “ ตำหนักจิตมารสวรรค์?! ” ผู้นำตระกูลฮวาลุกขึ้นยืนพร้อมกับจ้องมองไปยังคนกลุ่มนั้นด้วยแววตาเย็นชา

    ผู้นำคนอื่นๆเองก็แสดงสีหน้าจริงจังด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเขารู้ถึงความโหดร้ายและแข็งแกร่งของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี

    ตำหนักจิตมารสวรรค์เป็นกองกำลังลับที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วทั้งทวีปหยุนเทียน พวกเขานับว่าเป็นกองกำลังที่ชั่วร้ายอย่างมาก ถ้าหากวิหารหมื่นโลกาที่ว่าชั่วร้ายแล้วก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับตำหนักจิตมารสวรรค์ได้เลย เพราะพวกมันมักจะใช้ผู้ฝึกยุทธ์เป็นแหล่งพลังงานในการเพิ่มพลังของตัวเอง แถมบางครั้งก็ยังใช้รุ่นเยาว์อัจฉริยะจำนวนมากในการหลอมโอสถมนุษย์ เพราะยิ่งรุ่นเยาว์อัจฉริยะมากเท่าไหร่ โอสถมนุษย์ที่หลอมได้ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    เพราะแบบนี้ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา อัจฉริยะจำนวนมากของสิบกองกำลังยักษ์ใหญ่หรือกองกำลังทั้งหมดภายในทวีปหยุนเทียนหรือทวีปใกล้เคียงก็มักจะถูกคนของตำหนักจิตมารสวรรค์จับตัวไป ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับกองกำลังทั้งหมด

    ในอดีตชื่อเสียงของตำหนักจิตมารสวรรค์โด่งดังกว่าสิบกองกำลังเป็นอย่างมาก เพียงแต่ด้วยความที่พวกเขาใช้ผู้ฝึกยุทธ์เป็นแหล่งพลังทำให้กองกำลังทั้งหมดในทวีปหยุนเทียนไล่ล่าและสังหารทิ้ง และกองกำลังไหนก็ตามที่ช่วยเหลือก็จะถูกล้างบางไปด้วย ทำให้การต่อสู้ทั่วทั้งทวีปหยุนเทียนลุกเป็นไฟ

    ด้วยการปราบปรามอย่างหนักของกองกำลังทั้งหมดทำให้ตำหนักจิตมารสวรรค์อ่อนแอลงอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้หายสาบสูญไปไหน พวกเขาเพียงแค่หลบซ่อนตัวอยู่เพื่อที่จะกลับมาอีกครั้ง

    ซึ่งตอนนี้ความแข็งแกร่งของตำหนักจิตมารสวรรค์นับว่าแข็งแกร่งกว่าตระกูลฮวาไปแล้ว เพียงแต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะลงมืออย่างเปิดเผย เพราะกลัวว่าจะทำให้กองกำลังทั้งหมดในทวีปหยุนเทียนไล่ล่าพวกเขาอีกครั้ง เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงเอาแต่หลบซ่อนตัวในเงามืดเท่านั้น 

    “ สารเลวหลินจ้าว! ” ผู้นำสำนักดาบมารคำรามขึ้นด้วยความโกรธ

    หลินจ้าวคือชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงกลางของกลุ่ม เขาเป็นรองเจ้าตำหนักจิตมารสวรรค์และยังเป็นถึงเทพยุทธ์ขั้นปลายที่แข็งแกร่งอีกด้วย

    “ ตายไปซะ!! ” ผู้นำพรรคมังกรทมิฬและผู้นำป้อมปราการหยุนฉีที่มีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ขั้นปลายโจมตีใส่คนของตำหนักจิตมารสวรรค์ทันที

    ผู้นำคนอื่นๆมองหน้ากันก่อนที่จะปล่อยวางความแค้นลงและหันไปร่วมมือกันในการจัดการกับตำหนักจิตมารสวรรค์ก่อน

    แม้กระทั้งเจ้านำนักเซี่ยเองก็หยิบอาวุธของตัวเองและพุ่งเข้าไปต่อสู้กับคนของตำหนักจิตมารสวรรค์ด้วยความโกรธ

    ถึงอย่างไรสิบกองกำลังยักษ์ใหญ่ต่างก็สูญเสียรุ่นเยาว์อัจฉริยะไปเพราะตำหนักจิตมารสวรรค์หลายร้อยคน เพราะฉะนั้นแล้วกองกำลังทั้งสิบและตำหนักจิตมารสวรรค์จึงไม่สามารถอยู่่ร่วมกันได้! ถ้าหากเจอหน้ากันก็ต้องสังหารอีกฝ่ายให้ตายเท่านั้น

    เพียงแต่พวกเขาประเมินความแข็งแกร่งของตำหนักจิตมารสวรรค์ต่ำไป

    “ ฝากท่านด้วย ” หลินจ้านกล่าวขึ้นพร้อมกับหลบทางให้กับชายชราผู้หนึ่ง

    ทันทีที่ชายชราปรากฏตัว กลิ่นอายของเทพยุทธ์ขั้นสูงก็ถูกปลดปล่อยออกมา ทำให้บรรยากาศรอบๆถึงกับสั่นสะเทือน เนื่องจากความแข็งแกร่งของชายชราผู้นี้ใกล้เคียงกับมหาเทพยุทธ์แล้ว 

    แรงกดดันของชายชราทำให้ผู้นำทั้งหมดรวมไปถึงทุกคนที่อยู่ที่เกาะป๋อซานถึงกับทรุดตัวลงทันที สำหรับคนที่อ่อนแอหน่อยก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสในทันที

    ทางด้านของหนานหมิง สำหรับเขาแล้วแรงกดดันของชายชราไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่สำหรับเซี่ยเล่ยจีนางไม่สามารถทนได้ หนานหมิงจึงได้ใช้พลังป้องกันนางเอาไว้ไม่ให้นางได้รับบาดเจ็บ

    “ เทพยุทธ์ขั้นสูง! ” ผู้นำฮวา ฮวาเจี๋ยเฟิงกล่าวด้วยความตกใจ 

    “ ผู้นำฮวาที่นี้ให้ข้าจัดการเอง ” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับเดินออกมาด้วยท่าทีสบาย 

    ฮวาเจี๋ยเฟิงพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นต้องรบกวนพี่หยู่อี้แล้ว ”

    ชายชรามองไปที่เฟิงหยู่อี้ด้วยแววตาประหลาดใจก่อนที่จะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ นึกไม่ถึงเลยว่าคนของตระกูลเฟิงจะมาอยู่ที่นี้ด้วย แถมยังเป็นถึงเทพยุทธ์ขั้นสูงอีกต่างหาก แต่น่าเสียดายที่แม้ว่าเจ้าจะอยู่ที่นี้ก็ไม่สามารถเอาชนะข้าได้อยู่ดี ” 

    เฟิงหยู่อี้หรี่ตาลงก่อนที่จะปลดปล่อยกลิ่นอายของเทพยุทธ์ขั้นสูงออกมาพร้อมกับนำดาบคู่ใจโจมตีใส่ชายชราทันที

    ชายชราหัวเราะเยาะและกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า “ ทักษะดาบตระกูลเฟิงของพวกเจ้าข้าเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทว่านั้นมันก็เรื่องในอดีตเท่านั้น ” 

    ชายชรานำกระบี่ของตัวเองออกมาปัดการโจมตีของเฟิงหยู่อี้ด้วยท่าทีสบายๆ

    “ แกเป็นใครกันแน่? ” เฟิงหยู่อี้ถามขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง

    ชายชราหัวเราะเบาๆและกล่าวขึ้นว่า “ ถ้าหากเจ้าเอาชนะข้าได้ข้าจะบอกเจ้าเองว่าข้าเป็นใคร แต่ถ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้ก็ถือว่าเจ้าไม่คู่ควรที่จะรู้จักชื่อของข้า ” 

    เฟิงหยู่อี้มองไปที่ชายชราด้วยแววตาจริงจังก่อนที่ทั้งสองจะต่อสู้กันจนหายไปจากสายตาของทุกๆคน 

    เมื่อชายชราและเฟิงหยู่อี้ได้หายไปแล้ว บรรยากาศรอบๆศาลาก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

    แต่ถึงอย่างนั้นผู้นำกองกำลังทั้งหมดก็พุ่งโจมตีใส่ตำหนักจิตมารสวรรค์อีกครั้ง

    หลินจ้าวที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็หรี่ตาลง เขาเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนของตระกูลเฟิงมาด้วย ทำให้แผนการณ์ของเขาผิดพลาดไปบ้าง แต่นั้นก็อยู่ในการคาดการณ์ของพวกเขาแล้ว

    “ ตายซะ! ” ผู้นำพรรคมังกรทมิฬคำรามพร้อมกับซัดฝ่ามือมังกรทมิฬใส่หลินจ้าวด้วยความโกรธแค้น

    เพียงแต่ผู้ติดตามของหลินจ้าวก็เข้ามาพร้อมกับใช้ดาบรับฝ่ามือของผู้นำพรรคมังกรทมิฬด้วยท่าทีสบายๆ

    ผู้นำพรรคมังกรทมิฬหรี่ตาลงและใช้ฝ่ามือมังกรทมิฬอีกรอบ

    ผู้ติดตามของหลินจ้าวหัวเราะเย้ยหยันพร้อมกับรับการโจมตีของผู้นำพรรคมังกรทมิฬได้อย่างสบายๆอีกครั้ง

    “ บัดซบ! ” ผู้นำพรรคมังกรทมิฬสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ

    “ ผู้นำเถาหลบไป ” เสียงตะโกนของเจ้าเมืองหยางตะโกนขึ้น

    ผู้นำพรรคมังกรทมิฬหลบอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีปราณดาบสีทองพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    การต่อสู้ของเหล่าผู้นำกองกำลังและคนของตำหนักจิตมารสวรรค์ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

    หนานหมิงนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับดื่มชาอย่างสบายใจ โดยที่เซี่ยเล่ยจีที่นั่งอยู่ข้างๆก็มองดูรอบๆด้วยความหวาดกลัว เพราะนี้เป็นการต่อสู้ของขั้นเทพยุทธ์ ตัวตนของจ้าวยุทธ์ไม่สามารถเข้าไปแทรกได้เลย

    นอกจากนี้คนของสำนักปฐมวิญญาณต่างก็ขยับเข้ามาใกล้กับหนานหมิงมากขึ้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าคนที่จะสามารถรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้ก็คือการอยู่ใกล้ๆกับหนานหมิง

    ส่วนศิษย์ของกองกำลังอื่นๆก็อยู่ภายใต้การดูแลของผู้อาวุโสระดับเทพยุทธ์ขั้นต้นเช่นเดียวกัน

    “ ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะดุเดือดเลยนะเนี้ย ” หนานหมิงกล่าวขึ้นพร้อมกับมองดูรอบ

    ตอนนี้การต่อสู้ของผู้นำและยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ขั้นต้นที่ต่อสู้กับคนของตำหนักจิตมารสวรรค์อย่างดุเดือด เพียงแต่ว่าการต่อสู้นี้กลายเป็นว่าเสมอกันอยู่ แม้ว่าจำนวนคนของสิบกองกำลังจะเยอะกว่าคนของตำหนักจิตมารสวรรค์ก็ตาม

    หลังจากที่ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งเค่อกว่าๆ จู่ๆก็มีร่างหนึ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับแรงกระแทกที่ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่

    การต่อสู้ระหว่างสิบกองกำลังและตำหนักจิตมารสวรรค์จึงหยุดลงชั่วขณะ เนื่องจากตอนนี้พวกเขารู้ดีว่าถ้าหากฝ่ายใดชนะฝ่ายนั้นก็จะเป็นผู้กุมเกมทันที

    ไม่นานนักเสียงของชายชราก็ดังขึ้นบนอากาศ

    “ เจ้าหนูตระกูลเฟิงแม้ว่าเจ้าจะมีความสามารถมากแต่น่าเสียดายที่ต้องมาเจอกับข้า ” ชายชราปรากฏตัวบนท้องฟ้าพร้อมกับสภาพที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 

    เฟิงหยู่อี้ก็ค่อยๆปืนขึ้นมาจากหลุมพร้อมกับสภาพที่ถูกจัดการจนยับเยิน ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลนับไม่ถ้วน

    “ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร มารทารกเหวินซู่จิง?! ” เฟิงหยู่อี้จ้องมองไปที่เหวินซู่จิงด้วยแววตาเย็นชา

    “ ฮ่าๆ เจ้ารู้แล้วงั้นเรอะ แต่ถึงแม้ว่าจะรู้แล้วแต่เจ้าจะทำอะไรได้? ” เหวินซู่จิงยิ้มอย่างสบายๆ

    เพียงแต่คนของสิบกองกำลังได้ยินชื่อของเหวินซู่จิง พวกเขาก็ต้องแสดงสีหน้าตกใจออกมาทันที เพราะชื่อเสียงของเหวินซู่จิงนับว่าโด่งดังอย่างมาก เพราะเขาสังหารผู้ฝึกยุทธ์ไปนับไม่ถ้วนแถมยังเป็นคนที่อารมณ์ร้อนอีกด้วย ถ้าหากใครพูดไม่ถูกใจก็สังหารทิ้งทันที

    ซึ่งส่วนมากเหวินซู่จิงมักจะอยู่ที่ทวีปหลัวเทียนเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้มารทารกเหวินซู่จิงจะรวมมือกับตำหนักจิตมารสวรรค์แบบนี้

    ดูท่าแล้วสถานการณ์ของสิบกองกำลังอยู่ในวิกฤตทันที

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน