ฉีเมี่ยวขึ้นเกี้ยวเหมือนจะหนีปิดม่านเกี้ยวบดบังสายตาร้อนแรงนั้นของไป๋หย่งชุนอย่างรวดเร็ว
นางทั้งอายทั้งหงุดหงิดทั้งโมโหถึงอุปนิสัยของไป๋หย่งชุนจะมีปัญหา แต่ตัวร้ายไม่ใช่เขา
ถ้าไม่มีการยินยอมและข้อตกลงก่อนหน้านี้ของท่านพ่อตัวดีของนางไป๋หย่งชุนก็คงไม่กำเริบเสิบสานเช่นนี้ราวกับแทบอยากให้ทุกคนรู้ว่านางเป็คนที่เขาไป๋หย่งชุนถูกใจ เพราะในใจไป๋หย่งชุนรู้สึกว่าแต่งภรรยาให้ลูกชายเท่ากับรับอนุให้ตนเอง...
นี่มันพ่อประสาอะไร!
คนหนึ่งไม่เห็นลูกชายของตนอยู่ในสายตาด้วยซ้ำท่าทางแทบอยากให้ไป๋ซีอวิ๋นโมโหจนตายทันทีถึงดี อีกคนเห็นลูกสาวเป็สินค้าออกขายเพื่อแลกกับพันธมิตรที่้าเสริมความแข็งแรงให้ตำแหน่งของตน เขาเป็ถึงแม่ทัพนะ! ไม่มีนิสัยเข้มแข็งที่บุรุษควรมีด้วยซ้ำ
ฉีเมี่ยวด่าทอพ่อสวะสองคนนั้นอย่างสาดเสียเทเสียในใจ
เกี้ยวโคลงเคลงตลอดทางออกจากจวนโหวถึงหน้าประตูจวนก็เปลี่ยนมานั่งรถม้าล้อแดงหลังคาพู่ระย้าม่านสีมรกตงดงามประณีต
ไป๋ซีมู่ขี่ม้าสีแดงพุทราตามหลังรถม้าท่าทางคุ้มกันชัดเจนอย่างยิ่ง คนรับใช้ผู้ติดตามข้างหลังแต่งกายแบบเดียวกันขบวนนั้นเห็นแล้วดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าสกุลอื่นไม่น้อย
เดินทางไปได้ระยะหนึ่งผ่านตรอกซอกซอยมาถึงที่วิเวกวังเวง ไป๋ซีมู่ขี่ม้าเข้ามา ยิ้มพูดว่า “พี่สะใภ้รองไม่ต้องร้อนใจ อีกประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงจวนแล้ว”
ฉีเมี่ยวยิ้มกล่าวขอบคุณ“ขอบคุณน้องสาม รบกวนแล้ว”
“คนครอบครัวเดียวกัน เหตุใดพี่สะใภ้รองต้องเกรงใจ” เสียงของไป๋ซีมู่เจือด้วยความสดใสอันฮึกเหิมของคนหนุ่มสาว
เทียบกับไป๋ซีอวิ๋นที่ป่วยอ่อนแอเขาเต็มไปด้วยพลังชีวิตราวกับดวงอาทิตย์เจิดจ้าส่วนไป๋ซีอวิ๋นราวกับมหาสมุทรในค่ำคืนมืดมิด ความสิ้นหวังที่ลึกไม่เห็นก้น
พี่น้องท้องเดียวกันกลับมีโชคชะตาแตกต่างกันในใจฉีเมี่ยวเสียดายแทนไป๋ซีอวิ๋น อารมณ์ยิ่งดำดิ่ง
ไป๋ซีมู่ติดตามข้างรถม้ารู้สึกว่าเดินเคียงข้างนางแม้แต่อากาศก็หอมหวน ทำให้เขายิ่งเข้าใกล้อย่างอดไม่ได้ แต่พอนึกถึงทุกการกระทำของพ่อแท้ๆในจวนตนเองเมื่อครู่ ไป๋ซีมู่ก็รู้สึกละอายใจแทนเขายิ่งนัก พูดอย่างลังเล “พี่สะใภ้รอง นิสัยของท่านพ่อไม่ยึดติดเื่เล็กน้อย เขาอิสระจนเคยชินหลายเื่อาจไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงเพียงนั้น พี่สะใภ้รองโปรดอย่าได้ถือสา”
เขาไหนเลยจะอิสระจนเคยชินที่จริงคือกำเริบเสิบสาน สามีภรรยาคู่นั้นก็คือคู่สร้างคู่สม
ฉีเมี่ยวตำหนิในใจแต่ซาบซึ้งกับความอ่อนโยนของไป๋ซีมู่ ั้แ่แต่งเข้ามามีเขาแต่งงานแทนจนถึงบัดนี้เขาช่วยนางกับไป๋ซีอวิ๋นเสมอไม่นึกว่าบิดามารดาเช่นนั้นจะเลี้ยงดูลูกชายที่มีคุณธรรมน้ำมิตรเช่นไป๋ซีอวิ๋นกับไป๋ซีมู่ฉีเมี่ยวคิดว่าพวกเขาพี่น้องไม่ได้มีบิดามารดาเฝ้าดูตนเองเติบโตแน่นอน
“ที่ไหนกันน้องสาม พ่อสามีเป็ผู้าุโถนอมรักลูกหลานตรงไปบ้างก็เป็เื่ปกติ แม้ข้าเพิ่งแต่งเข้ามาแต่ไหนเลยจะไม่เข้าใจความรักลูกของบิดามารดา เ้าวางใจ ข้าไม่เข้าใจผิดหรอก”
เสียงนุ่มนวลที่นางพูดขึ้นมานั้นเอื่อยเฉื่อยทำให้ฟังแล้วรู้สึกสบายจากก้นบึ้งหัวใจ แทบอยากยั่วเย้าจนนางพูดมากขึ้นหน่อยให้ฟัง
ไป๋ซีมู่ยิ่งคิดว่าสตรีนางนี้เป็หญิงงามอาภัพเกิดมาหน้าตาเลิศล้ำเช่นนี้ ซ้ำยังมีเหตุมีผลอ่อนโยนรู้ความปานนั้น กลับต้องแต่งให้คนป่วยกระเสาะกระแสะไม่รู้เมื่อใดต้องเป็ม่าย ซ้ำยังต้องเผชิญอันตรายจากการถูกพ่อสามีพูดแทะโลม
เขาอยากทำดีกับนางให้มากหน่อย
ระหว่างทางไป๋ซีมู่พูดคุยแก้เบื่อกับนางเป็ครั้งคราวเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานรถม้าก็ชะลอความเร็ว สุดท้ายจอดข้างถนนช้าๆ
ไป๋ซีมู่รับแท่นเหยียบไม้สีดำในมือคนรถวางไว้หน้ารถม้าช่วยนางลงจากรถด้วยตนเอง
ฉีเมี่ยวคิดว่าพึ่งพาไป๋ซีมู่เกินไปไม่เหมาะสมจึงยกชายกระโปรงเหยียบแท่นเหยียบอย่างระมัดระวังลงรถอย่างอ่อนช้อยเสียเลย โดยไม่สนใจมือที่ยื่นออกมาของเขา
ไป๋ซีมู่มือค้างกลางอากาศเอื้อมไม่ถึงนางและไม่มีสิทธิ์เอื้อม ในใจหมดอาลัยตายอยาก
ตรงหน้าคือคฤหาสน์หลังใหญ่ป้ายสดุดีแขวนสูงบนประตูใหญ่สีแดง อักษรใหญ่สีทองวิจิตรงดงามเขียนคำว่า ‘จวนแม่ทัพฉี’ สี่อักษร ประตูใหญ่ปิดสนิทประตูข้างก็ไม่ได้เปิด หน้าประตูว่างเปล่าไม่เห็นแม้แต่เงาคนด้วยซ้ำ
ฉีเมี่ยวมองสภาพการณ์เงียบสงบนี้ในใจไม่รู้สึกถึงความโศกเศร้าแล้ว โชคดีที่นางไม่ใช่เ้าของร่างเดิมถ้าเป็ฉีเมี่ยวตัวจริง หลังแต่งงานมาเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงกลับถูกปฏิบัติอย่างเ็าเช่นนี้ในใจไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรจะให้นางเงยหน้าขึ้นปฏิบัติตัวต่อหน้าครอบครัวสามีอย่างไร สตรีนางหนึ่งครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ให้การพึ่งพาที่ควรมีแก่นางด้วยซ้ำหรือยังคาดหวังกับครอบครัวสามีได้?
ฉีเมี่ยวแววตาเศร้าสลดท่าทางขมวดคิ้วใบหลิวเล็กน้อยเห็นแล้วน่าสงสารโดยแท้ไป๋ซีมู่แทบอยากกอดนางไว้ในอ้อมแขนปลอบโยนสักหน่อยทันทีแต่นางเป็พี่สะใภ้รองของเขา ไม่ใช่ภรรยาของเขาอีกทั้งเขามองออกว่าฉีเมี่ยวมีนิสัยดื้อรั้นแข็งกร้าว เกรงว่าคงไม่ยอมให้มีเื่นอกลู่นอกทางแม้แต่เล็กน้อยเกิดขึ้น
เขาไม่อยากให้นางเกิดความรู้สึกเอือมระอาเขา
ไป๋ซีมู่ขมวดคิ้วสั่งคนเข้าไปเรียกให้เปิดประตู ตนเองก็ยืนอยู่ฝั่งหนึ่งกับฉีเมี่ยวอีกทั้งในคำพูดมีประโยคปลอบโยนเพิ่มขึ้นด้วย
ฉีเมี่ยวฟังแล้วรู้สึกดีขึ้นยิ้มพยักหน้าให้ไป๋ซีมู่อย่างซาบซึ้ง
ในยามนี้เองประตูข้างสกุลฉีเปิดออก คนรับใช้ของจวนโหวกับคนเฝ้าประตูของสกุลฉีเจรจาหารือกันเพียงชั่วครู่ ก็มีผู้ดูแลหญิงสูงวัยออกมาต้อนรับ
“ที่แท้เป็คุณหนูสามกับท่านเขยกลับมาแล้ว รีบเชิญเข้ามา” ผู้ดูแลหญิงสูงวัยเป็คนสนิทข้างกายเหมียวซื่อมารดาเลี้ยงของฉีเมี่ยวแซ่หลิว บุรุษเป็ผู้ดูแลเรือนนอก
นางเป็ที่ชื่นชอบของเหมียวซื่อในหมู่คนรับใช้พูดคุยย่อมมีน้ำหนักเมื่อพูดคุยกับฉีเมี่ยวที่ไม่ได้รับความโปรดปรานย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะแฝงด้วยความเหยียดหยามตามความเคยชิน
น้ำเสียงสบายๆที่ไม่ใช่การพูดคุยกับเ้านายด้วยซ้ำ
ฉีเมี่ยวกวาดตามองหลิวหมัวมัวแวบหนึ่งก็พาคนเข้าจวน
ไป๋ซีมู่เดินตามหลังฉีเมี่ยว
คนรับใช้ทั้งสกุลฉีล้วนสังเกตไป๋ซีมู่ทั้งอย่างเปิดเผยและลักลอบ
เล่ากันว่าไป๋ซื่อจื่อครึ่งร่างลงโลงไม่ใช่หรือเหตุใดวันนี้กลับได้เห็นหนุ่มหล่อมากความสามารถที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้แม้เขาเกิดมาซูบผอมไปหน่อย แต่มองไม่ออกว่าป่วยด้วยซ้ำ
ท่ามกลางความสงสัยของทุกคนฉีเมี่ยวส่งไป๋ซีมู่ไปโถงหน้าดื่มชาก่อน เดิมทีตนเองต้องเข้าเรือนในกลับได้ยินหลิวหมัวมัวพูดว่า “คุณหนูสามไม่ต้องไป อีกเดี๋ยวฮูหยินกับคุณหนูรองก็ออกมาแล้ว”
เสียงแข็งราวกับพูดคุยกับฉีเมี่ยวเช่นนี้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมสมเหตุสมผล
แม้ฉีเมี่ยวสืบทอดความทรงจำของร่างเดิมหลังจากความฝันแต่บางเื่นางเพียงจำได้ แต่จำความรู้สึกในยามนั้นไม่ได้ ยามนี้นอกจากความโกรธในใจนางยังเกิดความหงุดหงิดและดูถูกอยู่บ้าง
อย่างไรเสียก็ไม่ใช่คนที่ระงับอารมณ์ไม่ได้จนเผลอทำตามอารมณ์นางเพียงทำเป็ไม่รู้สึกรู้สา ในเมื่อไม่ให้ไปเรือนในก็ยิ่งลดความยุ่งยาก นางเองไม่อยากอยู่ต่อด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้นเดิมทีไป๋ซีมู่ก็ไม่ใช่สามีของนางไม่มีเหตุผลที่เขาช่วยส่งนางกลับมา ยังต้องรอนางกลับเรือนในที่นี่
ฉีเมี่ยวจึงอยู่โถงหน้ากับไป๋ซีมู่
ไม่นานข้างนอกก็แว่วเสียงฝีเท้าปนเปกัน
มีคนรับใช้พูดเสียงดัง“ฮูหยินมาแล้ว”
ม่านไข่มุกถูกสาวใช้เลิกขึ้นจากสองฝั่งคนนำหน้าเดินเข้ามาเป็สตรีสวมเสื้อกั๊กยาวสาบเสื้อคู่สีม่วงและกระโปรงแปดชิ้นผ้าปักลายสีทองชานางดูอายุไม่ถึงสี่สิบปี เกิดมารูปร่างสูงโปร่ง สัดส่วนโค้งเว้าหน้าตาแม้ยังไม่ถึงขั้นงดงาม แต่ในทุกรอยยิ้มทุกสีหน้าแฝงด้วยเสน่ห์เป็สตรีที่ยั่วยวนอย่างยิ่ง สมัยสาวๆ ไม่รู้ว่าทำให้บุรุษลุ่มหลงอย่างไรบ้าง
สตรีตามหลังนางดูเหมือนจะอายุสิบหกสิบเจ็ดปีหน้าตามองออกว่าคล้ายคลึงกับนางห้าส่วน แต่กลับงามสดใสกว่านางมากนักเกิดมารูปร่างยั่วยวนเช่นกัน งามเพียบพร้อมกว่านาง
นี่คือเหมียวซื่อมารดาเลี้ยงกับฉีชั่วพี่สาวคนรองของฉีเมี่ยว
ฉีชั่วเป็อัจฉริยะหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงหน้าตาสวยสดงดงาม อุปนิสัยเพียบพร้อม ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถบัดนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้วยังไม่ได้หมั้นหมายเพราะมีชื่อเสียงความสามารถเกินไปกลับจะเลือกสามีได้ยากไม่ว่าบุรุษผู้ใดนางก็คิดว่าต่างจากจินตนาการอีกทั้งแม่ทัพฉีและภรรยาก็คิดว่าแต่งลูกสาวออกไปเช่นนี้ไม่คุ้มค่าแม้แต่น้อยดีร้ายพวกเขาก็เลี้ยงดูสั่งสอนมาหลายปีเพียงนี้
ที่จริงด้วยคุณสมบัติของฉีชั่วเข้าวังเป็พระชายายังเหลือเฟือ
ฉีเมี่ยวสูดหายใจลึกเตือนตนเองว่าข้างๆ ยังมีไป๋ซีมู่อยู่ ห้ามเสียมารยาทต่อหน้าคนนอกเด็ดขาด แล้วจึงยิ้มทำความเคารพพูดว่า“อนุเหมียว พี่รอง”
อนุเหมียวอีกแล้ว...
ั้แ่เหมียวซื่อแต่งเข้ามาได้เป็ภรรยาเอกก็ไม่เคยเมตตาลูกสาวที่ภรรยาเอกคนก่อนทิ้งไว้ จนถึงบัดนี้พี่สาวคนโตฉีห่าวกับนางจึงไม่เคยเรียกเหมียวซื่อว่ามารดาสักครั้ง
เพราะในใจพวกเขามีมารดาเพียงผู้เดียว
ไม่นึกว่าวันนี้เยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงต่อหน้า ‘ลูกเขย’ ใหม่ ฉีเมี่ยวยังกล้าเรียกเช่นนี้?!
เหมียวซื่อมีสีหน้าเ็ามองไป๋ซีมู่ด้วยสายตาเรียบเฉย
ต่างจากความเฉยเมยเมื่อเผชิญหน้ากับฉีเมี่ยวเมื่อเหมียวซื่อและฉีชั่วเผชิญหน้ากับไป๋ซีมู่ สองคนมีท่าทางกระตือรือร้น คึกคักตื่นเต้น
ไป๋ซีมู่รู้สึกว่าตนเองราวกับเนื้อติดมันที่ถูกโยนลงไปในรางอาหารรอให้ผู้อื่นฆ่าแกง
พูดคุยตามมารยาทสักพักก่อนแยกกันนั่งลงเหมียวซื่อพูดว่า “ระหว่างทางนี้นั่งรถม้าเหน็ดเหนื่อย ซื่อจื่อลำบากแล้วเล่ากันว่าซื่อจื่อสุขภาพไม่ดี บัดนี้เห็นแล้วกลับมีชีวิตชีวาร้อยเท่า เมี่ยวเอ๋อร์ของเราเป็คนนำโชคโดยแท้”
ไป๋ซีมู่ยิ้มแย้มพยักหน้า “เป็เช่นนี้จริงๆ” ไม่เตือนด้วยซ้ำว่าเหมียวซื่อจำผิดคน
ฉีเมี่ยวที่นั่งตรงข้ามฉีชั่วพูดว่า “วันนั้นโชคดีที่พี่หญิงหลีกทางให้ มิฉะนั้นจะมีโชคดีเช่นนี้ได้อย่างไร”
นางประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยล้วนเพราะอาศัยโชคดีของเหมียวซื่อและลูกสาว?
ฉีชั่วมองนางอย่างเ็าแวบหนึ่งราวกับมองไม่เห็นการมีอยู่ของคนผู้นี้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อมองไป๋ซีมู่ที่รูปร่างหน้าตาสง่างามในใจกลับนึกเสียใจจนอยากจะเป็ลมตั้งนานแล้ว
เดิมทีนางก็อายุสิบเจ็ดปีเข้าแล้วถ้าไม่ออกเรือนอีกก็ต้องเป็คุณหนูเฒ่าตลอดชีวิตจริงๆ
สิ่งที่ฉีเมี่ยวรวมทั้งบุรุษผู้นี้เดิมทีควรเป็ของนาง! ส่วนที่เหลือที่นางไม่้าแล้วถึงกลายเป็ของฉีเมี่ยว
ฉีเมี่ยวกลอกตาขาวคนผู้นี้หยิ่งผยองเกินไปจริงๆ โชคดีที่นางไม่ต้องพักที่นี่ถาวรมิฉะนั้นเพียงเห็นสายตาสืบเสาะของเหมียวซื่อก็รู้สึกเอียนแล้ว
เหมียวซื่อสั่งคนมาเตรียมชาอีกครั้งฉวยโอกาสที่สาวใช้ยกชารินชาพินิจไป๋ซีมู่
หน้าตาเรียบร้อยกำยำล่ำสัน ดูเหมือนยังเป็ผู้ครองตำแหน่งสูงที่มองคนจากมุมสูงจนเคยชินในท่าทางแฝงด้วยความหยิ่งผยองอย่างเปิดเผย แลดูอุปนิสัยของเขายิ่งโดดเด่น
ยามนี้เหมียวซื่อนึกย้อนเสียใจยิ่งนักนางไม่ควรให้ฉีเมี่ยวแต่งออกไป! เดิมทีคนที่ได้เสพสุขควรเป็บุตรสาวของนาง