ภารกิจพลิกฟื้นโรงน้ำชาเป็นคาเฟ่สุดปัง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 55 อีกหนึ่งคดี

            “ท่านแม่” ฟู่เซียงหรูเรียกมารดาเสียงเบา เวลานี้นางทั้งหน้าซีดและตัวสั่น

            ฟู่ฮูหยินคิดว่าบุตรสาวคงกำลังกลัว นางจึงปลอบใจ “เจ้าไม่ต้องกลัว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราแม้แต่น้อย เจ้าส่งคนไปบอกคุณชายฉินแล้วหรือยัง”

            “ข้าสั่งบ่าวรับใช้ไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านแม่...” 

            ฟู่เซียงหรูยังไม่ได้บอกกับมารดา เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบหลักฐานก็กลับมาแล้ว

            “พวกเจ้าพบหลักฐานใดหรือไม่” ฟู่เต๋อหย่งถามออกไป เขาภาวนาไม่อยากให้เจ้าหน้าที่นำหลักฐานกลับมาได้จริงๆ แต่...

            “นำกลับมาได้ขอรับ” เจ้าหน้าที่ส่งหลักฐานผ่านกุนซือฉาน

            ฟู่เต๋อหย่งมองดูตั๋วแลกเงินก็เห็นรายชื่อของผู้ขอออกตั๋วอย่างชัดเจน มันเป็นชื่อของฟู่เซียงหรู ซึ่งตั๋วแลกเงินใบนี้ไม่มีทางเป็นของปลอม เพราะร้านรับแลกเงินแห่งนี้เป็นร้านรับแลกเงินที่มีชื่อเสียงที่สุด ทั้งยังมีสาขากระจายอยู่ทุกเมืองทั่วแคว้นอีกด้วย 

            จากนั้นฟู่เต๋อหย่งเปิดจดหมายขึ้นมาอ่าน ลายมือบนจดหมายสั่งการก็เป็นของบุตรสาวของเขาเช่นกัน และในเนื้อความของจดหมายได้ระบุไว้ถึงขั้นตอนการวางยาพิษและค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ส่งอาหารจะได้รับไว้อย่างละเอียด

            “ท่านพี่เห็นหลักฐานแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ คราวนี้ท่านเชื่อข้ากับหรูเอ๋อแล้วใช่ไหม พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์เจ้าค่ะ” ฟู่ฮูหยินพูดขึ้นอย่างมั่นใจ “ท่านพี่รีบให้คนปล่อยข้ากับหรูเอ๋อเร็วเจ้าค่ะ ข้ากับลูกคุกเข่าจนระบมไปหมดแล้ว”

            “บังอาจ! อยู่ในศาลเจ้าจะเรียกขานข้าเช่นนี้ได้อย่างไร” ฟู่เต๋อหย่งตะโกนขึ้นเสียงดัง ก่อนที่จะหันไปสั่งลูกน้อง “เอากระดาษกับพู่กันไปให้นางเขียน ข้าจะพิสูจน์หลักฐานเป็นครั้งสุดท้าย”

            กุนซือฉานนำกระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึกไปวางไว้ตรงหน้าฟู่เซียงหรู “คุณหนูฟู่โปรดคัดลอกกลอนบทนี้ก่อนขอรับ”

            ฟู่เซียงหรูไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาต้องสั่งการเช่นนี้ เดิมทีที่นางกลัวคือนางเป็นคนขอออกตั๋วแลกเงินเหล่านั้นแทนฉินซีหลางจริง แต่จดหมายสั่งการพวกนั้นไม่ใช่นางเป็นคนเขียน แล้วทำไมบิดาจึงให้นางคัดบทกลอนเพื่อพิสูจน์หลักฐานด้วยเล่า

            “ท่านพ่อ ข้าต้องคัดกลอนพวกนี้ไปเพื่ออะไรหรือเจ้าคะ” ฟู่เซียงหรูหันไปถามบิดา

            “คุณหนูฟู่โปรดคัดลอกบทกลอนก่อนเถิดขอรับ” กุนซือฉานบอกกับฟู่เซียงหรูอย่างใจดี แม้ใบหน้าเขาจะมีรอยยิ้ม แต่ในใจเขากลับสงสารเจ้านายเหลือเกิน 

            กุนซือฉานทำงานร่วมกับฟู่เต๋อหย่งมาเป็นสิบปี เรื่องทุกข์ เรื่องสุข เรื่องดีและไม่ดี พวกเขาผ่านมันมาด้วยกันไม่น้อย  แต่ตั้งแต่ที่เจ้านายตัดสัมพันธ์กับบุตรชายคนโต ทั้งยังมีเรื่องของอัครเสนาบดีฉินมาสร้างความด่างพร้อยให้กับชีวิต เขาก็รู้แล้วว่าเจ้านายนั้นตั้งใจจะกลับตัวใหม่แล้วจริงๆ แต่คราวนี้ฮูหยินกับบุตรสาวสุดที่รักกลับมาทำความผิดให้เจ้านายต้องเป็นคนตัดสินโทษเสียเอง กุนซือฉานได้แต่มองฟู่เต๋อหย่งสลับกับฟู่ฮูหยินและฟู่เซียงหรูอย่างเห็นใจ

            ฟู่เซียงหรูไม่เห็นบิดาตอบคำถามจึงจับพู่กันแล้วเริ่มคัดลอกบทกลอนลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ นางคิดว่าที่บิดาสั่งเช่นนี้คงเพราะบิดากำลังหาทางช่วยเหลือนางอยู่แน่ ใช้เวลาไม่นานฟู่เซียงหรูก็คัดลอกบทกลอนเสร็จ จากนั้นกุนซือฉานจึงให้คนนำบทกลอนและจดหมายสั่งการฉบับนั้นไปให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ลายมือตรวจสอบ

            “จดหมายสั่งการเป็นลายมือของคุณหนูฟู่จริงขอรับ” เจ้าหน้าที่พิสูจน์ลายมือแจ้งผล

            “ไม่จริง! จดหมายพวกนั้นไม่ใช่ข้าเป็นคนเขียน ข้าแค่นำจดหมายมาส่งแทนคนอื่นเท่านั้น” ฟู่เซียงหรูตะโกนขึ้น

             “เจ้าบอกว่าเจ้านำจดหมายฉบับนี้มาส่งแทนผู้อื่น เป็นผู้ใดที่เจ้ากำลังกล่าวถึง” ฟู่เต๋อหย่งถามขึ้นอย่างมีความหวัง แม้เขาจะรักษาท่าทางให้ดูยุติธรรมเพียงใด แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับภรรยาและบุตรสาวของเขา เมื่อมีเบาะแสใหม่ที่จะมาหักล้างความผิดได้ แม้จะเป็นความหวังอันน้อยนิด แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยมันผ่านไป

            ใต้เท้าเหยาขมวดคิ้วก่อนจะยกมือแสดงความคิดเห็น “ข้าคิดว่าคดีนี้รองเจ้ากรมอาญาฟู่คงนั่งตัดสินต่อไม่ได้แล้ว ในเมื่อตำแหน่งเจ้ากรมอาญายังไม่ได้ถูกแต่งตั้ง และข้าที่เป็นผู้แทนของรัชทายาทจะขอนั่งตัดสินคดีนี้เอง ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฟู่ฮูหยินและคุณหนูฟู่อยู่แล้ว รองเจ้ากรมฟู่...ท่านเห็นว่าอย่างไร”

            ใต้เท้าเหยาไม่ได้ขอความเห็น แต่เขาบอกเป็นนัยว่าเขาได้รับมอบหมายจากรัชทายาทให้มาดูแลคดีนี้ ทั้งยังเตือนฟู่เต๋อหย่งว่าคดีนี้ผู้ต้องหาคือฟู่ฮูหยินและฟู่เซียงหรู ดังนั้นฟู่เต๋อหย่งจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะมานั่งตัดสินคดี และใต้เท้าเหยายังอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าการตัดสินคดีเป็นไปด้วยความยุติธรรม

            “เช่นนั้นขอเชิญใต้เท้าเหยาขึ้นพิพากษาคดีต่อด้วยขอรับ” ฟู่เต๋อหย่งกล่าวอย่างสุภาพ อย่างไรใต้เท้าเหยาก็อายุมากกว่า เขาจึงต้องให้ความเคารพอีกฝ่าย ทั้งเขายังเข้าใจเจตนาดีของใต้เท้าเหยา เพราะหากเขายังนั่งตัดสินคดีให้กับภรรยาและบุตรสาวต่อไป ถึงแม้ภรรยาและบุตรสาวจะพ้นข้อกล่าวหาไปได้ แต่ผู้คนก็ต้องเกิดความสงสัยและคิดว่าการตัดสินครั้งนี้ไม่ยุติธรรมเป็นแน่

            ใต้เท้าเหยาพยักหน้าให้ฟู่เต๋อหย่งอย่างพอใจก่อนที่จะขึ้นไปนั่งประจำที่ จากนั้นกระบวนพิจารณาคดีจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

            “ฟู่เซียงหรู ข้าจะทวนคำถามอีกครั้ง เจ้าบอกว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ใช่ของเจ้า แต่เจ้าแค่ทำหน้าที่ส่งจดหมายแทนผู้อื่น เจ้าตอบมาว่าจดหมายฉบับนี้แท้จริงแล้วเป็นของผู้ใด” ใต้เท้าเหยาถาม แม้คำพูดจะไม่ได้แข็งกร้าว แต่กลับสร้างความกดดันได้อย่างน่าประหลาด

            ฟู่เซียงหรูตัวสั่นขึ้นมาทันที นางกัดริมฝีปากของตนเองอย่างตัดสินใจว่านางควรจะเอ่ยชื่อฉินซีหลางออกไปดีหรือไม่ เพราะหากฉินซีหลางได้รับโทษ นางกับเขาก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ถ้าหากนางไม่บอก นางก็ต้องเป็นคนแบกรับความผิดนี้ด้วยตัวเอง

            “ข้าถามเจ้าอยู่ หากเจ้าไม่ยอมบอกก็แสดงว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของเจ้า เช่นนั้นข้าคงต้องตัดสินคดีแล้ว” ใต้เท้าเหยาพูดย้ำ

            “หรูเอ๋อ...เจ้ารีบบอกใต้เท้าเหยาไปสิว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของคุณชายฉิน” ฟู่ฮูหยินรีบบอก

            ฟู่เซียงหรูมองดูมารดาก็เห็นสายตาที่มารดากำลังตื่นกลัว ทั้งแววตายังแฝงไปด้วยความขอร้องและอ้อนวอน แม้ว่านางจะเป็นห่วงและรู้สึกผิดกับมารดา แต่นางตัดสินใจที่จะเลือกช่วยเหลือชายในดวงใจ “จดหมายฉบับนี้เป็นของ...”

            ใต้เท้าเหยาไม่เปิดโอกาสให้ฟู่เซียงหรูตอบ เพราะคนของตระกูลฉินเป็นภัยต่อความมั่นคงของฝ่าบาท เขาจึงไม่คิดที่จะปล่อยคนตระกูลนี้ไป “ในเมื่อเรื่องนี้ผู้ต้องสงสัยเป็นฟู่ฮูหยินกับบุตรสาว หากบุตรสาวไม่สามารถตอบคำถามได้ เช่นนั้นข้าจะถือว่าคำตอบของฟู่ฮูหยินก็ใช้ได้เช่นกัน เจ้าตอบมาอีกครั้งว่าจดหมายสั่งการฉบับนี้เป็นของผู้ใด”

            “เป็นของคุณชายฉิน ฉินซีหลางเจ้าค่ะ” ฟู่ฮูหยินรีบตอบ

            “เจ้าหน้าที่ไปพาตัวคุณชายฉินมาที่ศาล” ใต้เท้าเหยาสั่งการ

            ฟู่ฮูหยินถอนหายใจโล่ง ถึงแม้นางจะรู้ว่าบุตรสาวกับฉินซีหลางคบหากันอย่างลึกซึ้ง แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิต นางยอมสละลูกเขยดีกว่าสละชีวิตตัวเอง ฟู่เซียงหรูได้แต่มองมารดาแล้วร้องไห้ นางไม่รู้ว่าจะโกรธหรือเสียใจที่มารดาเอ่ยชื่อบุรุษในดวงใจของนางออกมา ส่วนฟู่เต๋อหย่งก็ถอนหายใจโล่งเมื่อได้ยินคำพูดของภรรยา เพราะคนโง่เขลาอย่างภรรยาและบุตรสาวคงคิดเรื่องเหี้ยมโหดและซับซ้อนเช่นนี้ไม่ได้แน่ หากเป็นฉินซีหลางเขากลับเชื่ออย่างมั่นใจ

            “คุณชายฉิน เจ้าอ่านจดหมายฉบับนี้” ใต้เท้าเหยาให้กุนซือฉานนำจดหมายสั่งการไปให้ฉินซีหลาง

            ฉินซีหลางใช้เวลาอ่านไม่นาน “จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายสั่งการให้คนวางยาพิษจูจื้อโหยวและลูกจ้างของนางขอรับ”

            “เจ้าคิดว่าลายมือบนจดหมายเป็นของผู้ใด”

            ฉินซีหลางก้มหน้าตอบเสียงเศร้า “เป็นลายมือของคุณหนูฟู่เซียงหรูขอรับ”

            “เจ้ามั่นใจหรือไม่” ใต้เท้าหยางถามต่อ

            “มั่นใจขอรับ เพราะ...เพราะข้าเห็นนางเขียนมันด้วยตัวเอง ตอนนั้นข้าพยายามถามนางว่านางกำลังเขียนสิ่งใดอยู่ แต่นางกลับยิ้มและตอบข้าว่านางกำลังเขียนบทละครอยู่ขอรับ” ฉินซีหลางพูดเสียงเครือ “ใต้เท้าขอรับ หากข้ารู้ว่าสิ่งที่นางกำลังเขียนอยู่นั้นจะใช้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าต้องห้ามนางอย่างแน่นอนขอรับ”

            “ไอ้คนโกหก จดหมายฉบันนี้ไม่ใช่ของลูกสาวข้า และที่ข้ากับหรูเอ๋อถูกจับมาก็เพราะทำงานให้เจ้า” ฟู่ฮูหยินตะโกนขึ้น

            “ฮูหยิน เรื่องนี้ท่านต้องถามคุณหนูฟู่เองแล้ว” ฉินซีหลางหันไปพูดกับฟู่เซียงหรูด้วยน้ำเสียงห่างเหิน “คุณหนูฟู่ เจ้าจำวันที่เจ้าขอให้ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าที่โรงละครได้หรือไม่”

            “หรูเอ๋อ ฉินซีหลางกำลังพูดเรื่องอะไร” ฟู่ฮูหยินถามลูกสาว

            ฟู่เซียงหรูนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่โรงละคร วันนั้นเป็นวันที่นางกับฉินซีหลางมีสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก ทั้งคู่อยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอย่างมีความสุข ฉินซีหลางพูดถึงความฝันที่เขาอยากเป็นเจ้าของโรงละครที่มีชื่อเสียง แต่เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้เพราะเขาเกิดเป็นบุตรชายผู้สืบทอดของตระกูลฉิน คนในตระกูลย่อมไม่ยินยอมให้เขาเป็นเจ้าของโรงละครอันต่ำต้อยอย่างแน่นอน

            ด้วยความเห็นใจ ฟู่เซียงหรูจึงเสนอให้เขากับนางช่วยกันประพันธ์บทละครขึ้นมาเรื่องหนึ่ง มันไม่ใช่บทละครรัก แต่เป็นบทละครเกี่ยวกับการฆาตกรรมอันน่าตื่นเต้นที่ฉินซีหลางชอบ

            “คุณชายฉิน ท่านทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร” ฟู่เซียงหรูเงยหน้าขึ้นมองฉินซีหลางแล้วร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ จดหมายสั่งการฉบับนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบทละคร เป็นเพราะชื่อตัวละครยังไม่ได้ตั้งขึ้น นางจึงเว้นช่องว่างไว้เติมชื่อลงไปในภายหลัง 

            “คุณหนูฟู่ ข้าขอโทษที่ไม่อาจปิดบังความจริงช่วยเจ้าได้” ฉินซีหลางแสร้งก้มหน้าเสียใจ เขาเป็นคนล่อหลอกให้นางเขียนจดหมายฉบับนั้นจริง และยังจ้างให้คนปลอมลายมือเพื่อเขียนชื่อจูจื้อโหยวลงไปในจดหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์ลายมือตรวจสอบ ย่อมไม่พบความผิดปกติ เพราะเนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เป็นฟู่เซียงหรูที่เขียนขึ้นมาเองจริงๆ

            ใต้เท้าเหยากำลังจะสรุปคดีกลับได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นเสียก่อน “ใต้เท้า ข้าขอฟ้องร้องฟู่ฮูหยินกับฟู่เซียงหรูอีกหนึ่งคดีเจ้าค่ะ”