เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 44 อสูรจิ้งจอกหางแดง

    เมื่อวานเป็นวันแข่งขันล่าสัตว์อสูร  วันนี้จึงเป็นวันประกาศผลและส่งมอบสิทธิ์การปกครองเมืองพฤกษาหมอก


    งานพิธียิ่งใหญ่เช่นนี้จำต้องมีคนสำคัญในเมืองพฤกษาหมอกมารวมตัวกันในฐานะผู้แทนของทุกตระกูล เมื่อฟ้าสางได้ไม่นาน คนนับหมื่นก็มารวมตัวกัน ณ จัตุรัสของเมืองพฤกษาหมอก


    คนเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับผู้มีอิทธิพลระดับสูงในรัศมีสิบลี้รอบเมืองพฤกษาหมอก


    สิทธิ์การปกครองเมืองพฤกษาหมอกนั้นตัดสินจากผลการแข่งขันการล่าสัตว์อสูรของเหล่าลูกหลานจากตระกูลไป๋และตระกูลหยาง  ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่าตระกูลหลิงอู่นั้นให้ความสำคัญกับศักยภาพของแต่ละตระกูลอย่างมาก


    เวลานี้ยังไม่มีใครในตระกูลหยางหรือตระกูลไป๋มาถึง  ทุกคนต่างถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา


    แน่นอนว่าข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองพฤกษาหมอก


    สองสิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงมากที่สุดนั่นคือความโหดเหี้ยมอำมหิตของตระกูลไป๋ และผู้สืบสกุลที่เกิดมาพร้อมความสามารถดั่งฟ้าประทานในตระกูลหยาง


    “พวกท่านทั้งหลายอาจจะยังไม่รู้แล้ว หลงเฉินมีเกล็ดสีโลหิตปกคลุมไปทั่วทั้งตัว และยังมีเดือนกระดูกที่แหลมคมยิ่งกว่ากระบี่ของพวกท่านเสียอีก ไป๋จ้านสงมิอาจขัดขวางการโจมตีของเขาได้เลย  ดัชนีสวรรค์ทมิฬถูกทำลายด้วยผนึกมังกรลึกล้ำของตระกูลหยาง ตอนนี้ทุกคนต่างก็พูดกันว่าเจ้าหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งเป็นลำดับสามในเมืองพฤกษาหมอกแล้ว”


    “อายุเพียงสิบหกปีก็ได้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งลำดับสามแล้วรึ? ช่างเก่งกาจยิ่งนัก น่าทึ่งยิ่งกว่าหลงฉิงหลานในอดีตเสียอีก”


    “ผู้ที่เคยได้รับสมญาว่าดาวจรัสแสงของตระกูลไป๋ทั้งสองคนต่างก็พ่ายแพ้ให้กับอัจฉริยะน้อยผู้นี้...”


    “ทุกคน หยุดพูดเถอะ ตระกูลไป๋มานั่นแล้ว”


    เวลานี้  ฝูงชนเปิดทางให้กับผู้นำตระกูลไป๋ที่มีสีหน้าเคร่งขรึมและหม่นหมอง เขาเดินเข้ามากลางจัตุรัสอันกว้างขวาง


    เมื่อได้เห็นความโหดเหี้ยมของตระกูลไป๋ ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบด้วยความหวาดกลัว  อย่างไรก็ตาม พวกเขานึกสาปแช่งคนตระกูลไป๋ในใจ


    อย่างไรเสีย ทุกผู้คนล้วนเคารพชื่นชมในตัวเด็กหนุ่มผู้เป็นวีรบุรุษโดยชอบธรรม และสำหรับใครบางคนที่วางแผนสังหารผู้ที่เป็นดั่งน้องชายของตนเองก็ย่อมถูกชะตาลิขิตให้ต้องแบกรับความอัปยศอดสู


    ชั่วขณะที่คนตระกูลไป๋เดินทางมาถึง บรรยากาศกลับอึมครึมอย่างมาก ทันใดนั้นเอง ใครบางคนก็ร้องตะโกนขึ้น


    “ตระกูลหยางมาแล้ว”


    ฝูงชนเปิดทางให้ ทุกคนต่างต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มและทักทายผู้นำตระกูลหยางและคนอื่น ๆ อย่างจริงใจ  ผู้นำตระกูลหยางและคนอื่น ๆ ก็ทักทายพวกเขาอย่างเป็นกันเอง ในขณะเดียวกัน ผู้คนต่างก็จับจ้องมองไปที่ยอดฝีมือผู้เป็นที่กล่าวขวัญ เมื่อเห็นหลงเฉิน  พวกเขาทุกคนต่างก็เอ่ยปากชื่นชมทันที


    “เขาก็ดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบหกทั่วไป แต่กลับประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้...”


    “ลูกของข้าบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นสี่เท่านั้น แต่กลับจองหองพองขนเสียแล้ว หากเขาได้เจอกับเจ้าหนุ่มนี่ละก็ เขาจะได้รู้ว่ายังมีคนที่เก่งกาจกว่าตนเองเสมอ อัจฉริยะที่แท้จริงควรเป็นเช่นนี้ต่างหาก”


    ตระกูลไป๋เห็นว่าไม่มีใครสักคนพูดคุยกับพวกเขาเมื่อมาถึง แต่ทุกคนกลับทักทายและชื่นชมตระกูลหยางไม่หยุดปาก


    มันคือเกียรติยศที่ควรเป็นของตระกูลไป๋ แต่กลับถูกตระกูลหยางช่วงชิงไปในวันนี้  สีหน้าของพวกเขาจึงหมองหม่นและเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม


    ตระกูลไป๋ (สีขาว) กำลังจะกลายเป็นตระกูลเฮย (สีดำ) เสียแล้ว


    ในขณะเดียวกัน  หลงเฉินเองก็มองไปที่ตระกูลไป๋ ในวันนี้มีคนมาไม่มากนัก  มีเพียงไป๋เซิง ไป๋จ้านหลง ไป๋จ้านเฟิง และชายชราที่มีสายตาเฉียบแหลมผู้หนึ่งซึ่งทำให้หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก


    “เอ๋... นั่นใช่ตาแก่ที่ปกป้องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่านะ?”


    หลิงซีร้องถามด้วยความสงสัย


    ชายชราผู้นี้ แม้ว่าหลงเฉินจะมองเขาเพียงปราดเดียว หลงเฉินก็เชื่อว่าเขากับหลิงซีไม่ได้จำผิดอย่างแน่นอน


    เมื่อมองสำรวจรูปลักษณ์ของชายชรา หลงเฉินก็ตระหนักได้ว่ามีจุดสีแดงจุดหนึ่งอยู่ตรงหว่างคิ้วของเขา


    หลงเฉินเองก็มีจุดสีแดงอยู่ตรงหว่างคิ้วเช่นกัน ทว่านั่นเป็นเพราะแก่นโลหิตสืบทอดถูกเก็บไว้ตรงนั้น  เวลานี้มันเป็นเพียงจุดสีแดงจาง ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นหากไม่เพ่งมองอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จุดสีแดงที่หน้าผากของชายชราถูกแต้มเอาไว้ด้วยสสารพิเศษ  แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงแดด แต่มันก็ยังดูเป็นประกาย


    หลงเฉินเคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน  ไป๋จ้านสงที่เคยจับตัวเด็กสาวจากหอนางโลมหยกมรกตเพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มคนที่มีจุดแดงอยู่ที่หว่างคิ้ว และจุดแดงที่หน้าผากของคนพวกนั้นก็คล้ายคลึงกับของชายชราผู้นี้


    เมื่อคืนที่ผ่านมา หลงเฉินได้ยินไป๋จ้านสงเอ่ยถึงท่านลุงรองและลัทธิเซียนโลหิต หน้าตาของชายคนนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับผู้นำตระกูลไป๋อย่างบอกไม่ถูก  เช่นนั้นแล้ว เขาจะต้องเป็นท่านลุงรองที่ถูกเอ่ยถึงอย่างแน่นอน และเขากำลังปกป้องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตอนนี้…


    ด้วยเบาะแสทั้งหมด  หลงเฉินจึงเข้าใจอะไรได้มากขึ้น


    ‘ก่อนที่ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จะสุกเต็มที่ จะมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น ภายในอาณาเขตที่มีเพียงตระกูลไป๋และตระกูลหยาง ก็ต้องต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงให้ได้มา  ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญไม่ว่ากับตระกูลใด ตระกูลไป๋คงจะกลัวว่าท่านตาจะฉกฉวยผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ หรือแพร่ข่าวลือว่าตระกูลไป๋ได้ครอบครองผลไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น เพราะเหตุนี้เองตระกูลไป๋จึงวางแผนกำจัดตระกูลหยางเมื่อคืน!’


    ก่อนหน้านี้ หลงเฉินคิดมาตลอดว่าการกระทำของตระกูลไป๋นั้นเป็นเพราะสิทธิ์การปกครองเมือง  แต่คำอธิบายนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ ในที่สุดวันนี้เขาก็เข้าใจความจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แล้ว


    เวลานี้ ระหว่างการอธิบายของผู้นำตระกูลไป๋ ชายชราก็มองมาที่หลงเฉินด้วยเช่นกัน ราวกับว่าเขานึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจขณะที่สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งคู่นั้นจับจ้องมาที่หลงเฉิน 


    หลงเฉินรู้ทันทีว่าชายชราก็จำเขาได้เช่นกัน และเมื่อเขาได้รู้ว่าหลงเฉินคือคนที่ได้เห็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์เมื่อวานนี้  หากหลงเฉินรู้เรื่องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะต้องบอกตระกูลหยางอย่างแน่นอน ดังนั้นสายตาของชายชราจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง!


    หลังจากที่เขาพูดบางอย่างกับไป๋เซิงด้วยเสียงอันแผ่วเบา  สีหน้าของไป๋เซิงก็พลันเปลี่ยนไปเช่นกัน!


    พวกเขาไม่คิดว่าหลงเฉินจะรอดมาจากการแข่งขันล่าสัตว์อสูร  ในความเห็นของพวกเขา ตระกูลหยางคงรู้เรื่องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างแน่นอน


    พวกเขาวางแผนกำจัดตระกูลหยางหลังจากค้นพบผลไม้ศักดิ์สิทธิ์  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่คาดคิดว่าหลงเฉินจะรู้เรื่องนี้เข้า และในวันนี้ พวกเขาก็ปล่อยให้ตระกูลหยางล่วงรู้ถึงข้อมูลของผลไม้นั่นเข้าจนได้


    หากเป็นเช่นนั้น  ก็เป็นไปได้ว่าจะมีอุปสรรคขึ้นกับผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาควรจะได้ครอบครอง  แล้วสองคนนั้นจะไม่ชิงชังหลงเฉินได้อย่างไร?


    ในเวลานี้ เมื่อผู้นำตระกูลหยางเห็นชายผู้นั้น เขานิ่วหน้าในทันที


    “แย่แล้ว ชายผู้นั้น ... น้องชายต่างสายเลือดของไป๋เซิง นามว่า ไป๋ลี่  ก่อนหน้านี้ เขาอยู่ที่แคว้นหยวนหลิงและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับไป๋เซิงมาก่อน แต่เวลานี้เขากลับมาที่เมืองพฤกษาหมอก ...มียอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าถึงสองคนเชียวรึ...”


    เขาสามารถรับมือกับไป๋เซิงได้ แต่กับไป๋ลี่ที่มีฝีมือทัดเทียมกันและหากต้องต่อสู้พร้อม ๆ กันแล้วละก็  ผู้นำตระกูลหยางไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด


    อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาคิดถึงหลงเฉิน อัจฉริยะผู้เก่งกล้า เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก


    เขายังไม่รู้แน่ชัดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลงเฉิน แต่หากเขาสามารถสังหารไป๋จ้านสงได้ เขาก็คงสามารถรับมือไป๋ลี่ได้สักระยะ!


    ผู้นำตระกูลหยางยังไม่รู้เรื่องผลไม้ศักดิ์สิทธิ์  ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าเหตุใดไป๋ลี่จึงมาที่นี่ และไม่รู้ว่าเหตุใดตระกูลไป๋ถึงได้โจมตีตระกูลหยางด้วยเช่นกัน


    หลงเฉินนิ่วหน้า แต่เมื่อมีคุณชายหลางอยู่ที่นี่ในวันนี้ แน่นอนว่าคนตระกูลไป๋ย่อมไม่กล้าก่อเรื่อง อย่างไรก็ตาม หลงเฉินรู้ว่าจะต้องมีการต่อสู้แย่งชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และเขาจะต้องสู้กับไป๋เซิงและไป๋ลี่อย่างเลี่ยงไม่ได้!


    หลงเฉินรู้สึกมั่นใจในการต่อสู้กับพวกเขา  ทว่าลัทธิเซียนโลหิตที่ไป๋จ้านสงพูดถึงนั้นทำให้เขาวิตกกังวลอย่างมาก


    ในนครหยวนหลิง คุณชายหลางมีความแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าคนในนครหยวนหลิงนั้นแข็งแกร่งกว่าคนในเมืองพฤกษาหมอกมาก  และไป๋ลี่ซึ่งอาศัยอยู่ในแคว้นหยวนหลิงก็ต้องรู้จักยอดฝีมือมากมาย ในเวลานั้น หากเขามีส่วนร่วมในการแย่งชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นแล้ว ตระกูลหยางก็คงจะ…


    หลงเฉินที่คิดว่าเขาสามารถวางใจในเรื่องนี้ได้ กลับรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที


    เขารู้ว่าหลังจากที่ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์สุกเต็มที่  จะต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้นเมื่อตระกูลไป๋วางแผนครั้งแล้วครั้งเล่า และในตระกูลหยาง หลงเฉินเองก็มีหลายที่เขาจำเป็นต้องปกป้อง เขาจึงรู้สึกห่วงหน้าพะวงหลังอย่างมาก หากเขากับคนตระกูลไป๋จนตายไปข้าง  หลงเฉินก็รู้ว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถปกป้องคนมากขนาดนั้นได้


    หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา  แม้ว่าเขาจะมิอาจพูดได้เต็มปากว่าเขายกโทษให้หยางเสวี่ยชิงแล้ว แต่เขาก็ยอมให้ใครมาทำร้ายนางไม่ได้เช่นกัน


    ทว่าหลงเฉินสังหารคนตระกูลไป๋ไปหลายคน  และตระกูลไป๋คงไม่มีทางปล่อยวางต่อตระกูลหยางแน่นอน  สำหรับหลงเฉินแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นความกดดันที่หนักอึ้งมากทีเดียว…


    ‘อีกประมาณแปดวัน ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็จะสุกเต็มที่  แค่แปดวันเท่านั้น ข้าจะเอาชนะได้อย่างไร...’


    ขณะที่สองพี่น้องตระกูลไป๋จับจ้องมาที่หลงเฉินด้วยสายตาเปี่ยมด้วยจิตสังหาร  หลงเฉินก็มิได้แสดงถึงความอ่อนแอให้เห็น ทันใดนั้นเอง ฝูงชนก็พูดคุยกันด้วยเสียงอันดัง  หลงเฉินตระหนักได้ว่าลานพิธีที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น


    ถูกต้องแล้ว คนผู้นั้นมาจากตระกูลหลิงอู่แห่งแคว้นหยวนหลิง  ยอดฝีมือไร้เทียมทานผู้ลึกลับ คุณชายหลางนั่นเอง ในวันนี้เขายังคงสวมผ้าคลุมที่อำพรางตนเองไว้เช่นเคย


    ความจริงแล้ว  ทุกคนในเมืองพฤกษาหมอกต่างรู้ดีว่าน้ำเสียงของเขานั้นอ่อนเยาว์นัก ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  ทว่าเป็นมากกว่าอัจฉริยะธรรมดาทั่วไป


    เมื่อย้อนกลับไป  ครั้งแรกที่เขาได้พบกับคุณชายหลาง  หลงเฉินไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย  ในเวลานี้ เขาตระหนักได้ว่าคุณชายหลางผู้นี้มีความจริงใจ ไม่ถือตัว และยังขี้อายเล็กน้อย  เมื่อเขาได้พบคุณชายหลางเมื่อวานนี้ คุณชายหลางกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เขาจึงแสร้งว่างท่าทีเย็นชาภายใต้ผ้าคลุมนั้น


    เมื่อหลงเฉินจับตัวลูกหลานของตระกูลไป๋และออกจากภูเขาเดียวดาย  เวลาในการแข่งขันยังไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าคุณชายหลางเข้าข้างหลงเฉินอย่างเห็นได้ชัดและจบการแข่งขันล่าสัตว์อสูรก่อนกำหนด


    ดังนั้น หลงเฉินจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของคุณชายหลางผู้นี้มาก


    แม้ว่าคุณชายหลางจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่หลงเฉินก็ถือว่าเขาเป็นคนสำคัญในชีวิต ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิด


    ในเวลานี้ทุกคนต่างจับจ้องไปที่คุณชายหลาง  น้ำเสียงราบเรียบของเขาดังลอดผ้าคลุมออกมา


    “ผู้นำตระกูลไป๋ ไป๋เซิง และผู้นำตระกูลหยาง หยางชางชง มาตรงนี้”


    ไป๋เซิงและหยางชางชงไม่กล้าขัดคำสั่งของคุณชายหลาง พวกเขาจึงเดินออกไปและยืนอยู่เบื้องหน้าคุณชายหลางอย่างว่าง่าย  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มองหน้ากันแม้แต่น้อย


    “บัดนี้ ข้าขอประกาศผลการแข่งขันล่าสัตว์อสูร”


    คุณชายหลางผายมือขวาออก และทุกคนก็มองตามด้วยความรู้สึกกังวล  พวกเขาพบว่ามันคือผลึกอสูรที่มีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว พวกเขาจึงหัวเราะร่าออกมาในทันที


    “ตระกูลหยาง... ผลึกอสูร 1 ชิ้น จากอสูรจิ้งจอกหางแดง สัตว์อสูรระดับอำพันขั้นหนึ่ง!”


    ทุกคนผงะไปทันทีหลังจากเห็นผลึกอสูรที่น่าสังเวชนั้น บรรดาลูกหลานตระกูลไป๋คิดว่ามันเป็นของพวกเขา เพราะเมื่อวานนี้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นของตระกูลหยางเลยสักนิด  ผู้คนต่างมองหน้ากันในความเงียบ พลางคิดในใจ


    ‘สิทธิ์การปกครองเมืองพฤกษาหมอกยังคงเป็นของตระกูลไป๋หรือไม่?  นี่มัน...’


    เมื่อคิดว่าตระกูลที่จะได้ปกครองพวกเขาในภายภาคหน้าเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ความปรานีจากตระกูลไป๋  พวกเขาต่างก็รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ในวันข้างหน้า ชีวิตของพวกเขาคงไม่สุขสบายอีกแล้ว


    ทว่าตอนนั้นเอง คุณชายหลางก็ประกาศอีกครั้ง  ทุกคนจึงปิดปากเงียบในทันที


    คุณชายหลางมองไปรอบ ๆ และผายมือซ้ายออกมา  ทุกคนมองตามด้วยท่าทีวิตก แล้วพวกเขาก็ตระหนักว่าในมือซ้ายนั้นว่างเปล่า


    “ตระกูลไป๋... ไร้ซึ่งผลึกอสูร!”


    สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างน่าเหลือเชื่อ


    ในการแข่งขันระหว่างลูกหลานของตระกูลไป๋และตระกูลหยาง  ผู้คนต่างคาดหวังว่าอย่างน้อย ๆ ตระกูลไป๋จะได้ครอบครองผลึกอสูรจากสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นแปด  และตระกูลหยางจะได้ครอบครองผลึกอสูรจากสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นเจ็ด พวกเขาไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์ของการแข่งขันจะกลายเป็นว่าตระกูลหยางได้ผลึกอสูรของสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นหนึ่งเพียงหนึ่งชิ้น ในขณะที่ตระกูลไป๋ไม่ได้อะไรเลย


    หลงเฉินยิ้มกริ่ม ในการแข่งขันล่าสัตว์อสูรที่ไม่มีใครสักคนออกล่าสัตว์อสูร  และผลึกอสูรจากจิ้งจอกหางแดงก็เป็นของเขา ซึ่งได้มาอย่างง่ายดายระหว่างที่เขาเดินทางลงจากเขานั่นเอง


    **************************

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน