ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 7

    บทที่ 7

    รถม้าสองคันใหญ่กำลังเคลื่อนที่ออกนอกเมือง มุ่งตรงไปยังจุดหมายที่กำหนดเอาไว้ ภายในรถม้ามีทั้งหมด4ที่นั่ง แถมค่อนข้างนั่งสบายกว่าที่ผมจิตนาการเอาไว้ เบาะที่ใช้เป็นของคุณภาพดีทำให้ไม่ปวดเมื่อย ทั้งๆที่เส้นทางขรุขระเป็นบางช่วง คนที่นั่งอยู่ข้างๆผมคือ กุนเทอร์ เขากำลังสนทนาอยู่กับชายวัยกลางคนร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถ้าผมจำผิด..เขาน่าจะชื่อว่า แมทเทีย ส่วนเรย์ทริสซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมกำลังนั่งสัปหงกอยู่ เขาดูง่วงๆตั้งแต่เมื่อเช้าที่พวกเรามารวมกันแล้ว บางทีเมื่อคืนเขาอาจจะนอนหลับไม่สนิท…“เป็นเกียรติจริงๆที่ได้มาร่วมงานกับท่านแมทเทียอีก” “เช่นกัน ท่านกุนเทอร์ หวังว่าภารกิจนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี…”“นั่นสินะครับ… ท่านแมทเทียคงได้ยินมาแล้ว ..ครั้งนี้รายงานจากสายข่าว.. สถานการณ์แย่มากกว่าทุกๆครั้ง...”ผมนั่งฟังพวกเขาคุยกันเงียบๆ ดูท่าทางทั้งสองคนจะเคยทำงานด้วยกันมาก่อน มีหลายเรื่องที่พวกเขาคุยกันแต่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะชื่อคนที่พวกเขาพูดถึง ต่างเป็นชื่อของคนที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนใหญ่จะพูดประมาณว่าคนนั้นชื่อนี้สบายดีไหมหรือธุรกิจการค้าขายที่เมืองอะไรสักอย่างเป็นไงบ้าง ...เอาเป็นว่าพวกเขาคุยกันถูกคอ นอกจากเคยทำงานด้วยกันมาก่อนแล้ว ก็น่าจะเป็นเพื่อนกันด้วยผมไม่อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของพวกเขามาก สุดท้ายผมเลือกที่จะนั่งสัปหงกตามเรย์ทริสไป… หนทางยังอีกยาวไกล ผมว่า ผมนอนเอาแรงหน่อยแล้วกัน… แต่การนั่งหลับบนรถม้าที่วิ่งบนถนนขรุขระเป็นบางช่วงแบบนี้ จะทำให้ผมตื่นมาปวดหัวหรือเปล่านะ… อา.. ช่างเถอะพวกเราเคลื่อนที่ห่างออกไปจากตัวเมืองทุกที จากที่รอบๆจะมีหมู่บ้านเล็กๆโผล่มาเป็นวิวบ้าง ตอนนี้วิว2ข้างทางก็กลายเป็นป่าไปซะแล้ว แสงของดวงอาทิตย์ที่ทอแสงลอดผ่านต้นไม้สูงส่องเข้ากระจกของรถม้าเป็นระยะๆ มันเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามกว่าในตัวเมืองของโลกที่ผมอยู่ก่อนหน้านี้มาก ผมเอนตัวลงพิงกับเบาะแล้วหลับตา ภาวนาขอให้ไม่เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เดินทางอยู่ด้วยเถอะ… การออกมานอกเมืองแบบนี้สิ่งต้องกลัวไม่ใช่แค่ปีศาจ ยังมีพวกสัตว์ป่าที่ดุร้ายอีก ที่ผมกลัวที่สุดก็คงเป็นพวกมังกร ถึงจะเคยจัดการมาแล้วแต่ถ้าผมตัวคนเดียว ผมไม่มีทางสู้ได้เลย ต้องบอกว่าวันนั้นทั้งผมและกุนเทอร์โชคดีมากที่ได้เจอกัน ตอนที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ๆรถม้าที่วิ่งอยู่ก็หยุดลงอย่างกระทันหัน ศีรษะของผมเกือบจะกระแทกเข้ากับเพดาน ยังดีที่กุนเทอร์ดึงตัวผมไว้ทัน เขาใช้มือโอบศีรษะของผมแนบเข้ากับไหล่ของเขา ก่อนจะถามผมอย่างร้อนรนว่า ผมไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม… กุนเทอร์… ต่อให้หัวผมกระแทกกับเพดาน ผมก็ไม่ตายหรอก… เขาทำอย่างกับว่าผมเป็นแก้วบางๆ.. ตามหลักในเกมแล้ว นักเวทสายซัพพอร์ตที่มีสกิลโล่แบบผมนี่ยืนแทงค์หน้าสุดได้สบายๆเลยนะ…ผมได้แต่ยิ้มแห้งให้เขาแล้วบอกว่า ผมไม่เป็นอะไร พอกุนเทอร์เห็นว่าผมสบายดี เขาก็หันไปมองแมทเทียที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนเรย์ทริสที่ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เขาดึงธนูขึ้นมาถือเตรียมไว้ แล้วเปิดช่องเล็กๆตรงผนังส่งเสียงถามสถานการณ์ด้านนอกกับคนขับรถม้า แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับแต่อย่างใด ดูเหมือนว่ารถม้าอีกคันที่อยู่ด้านหลังก็จะจอดลงตามเช่นกัน พวกเราให้มามองหน้าพร้อมกัน ก่อนจะสำรวจสภาพรอบๆผ่านทางกระจก“ดูเหมือนหมอกจะลง…”แมทเทียพูด แล้วหันกลับไปทางกุนเทอร์ที่พยักหน้าให้ ทั้งคู่ดึงอาวุธขึ้นมาถือในมือไว้ ท่าทางพวกเขาจะเตรียมตัวออกจากรถม้าเพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกุนเทอร์หันมาบอกผมว่า ให้ผมนั่งรออยู่ในรถ ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้วิ่งหนีไปที่รถม้าอีกคันที่อยู่ข้างหลัง... แต่ผมนี่แหละที่จะห้ามพวกเขาลงไป..“อย่าเพิ่งลงไปครับ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าพวกคุณจะปลอดภัย”ผมพูด… ทุกคนที่นั่งอยู่ในรถม้าหันมามองผมอย่างงุนงงพร้อมกัน เรย์ทริสมีสีหน้าที่งงหนักกว่าเพื่อน ประมาณว่า พูดบ้าอะไรอยู่… “นายจะทำอะไร เอสก้า?”กุนเทอร์ถามด้วยความสงสัย ที่จู่ๆผมก็ยืดแขนตรงไปข้างหน้าแล้วกางฝ่ามือออก“ผมจะBuff.. มะ ผมหมายถึง.. ผมจะร่ายเวทกันสถานะผิดปกติให้..”หวา.. เผลอปล่อยไก่ไปหนึ่งดอก… หวังว่าจะไม่สงสัยอะไรนะ… ผมไม่รอช้า เริ่มร่ายเวทมนตร์ทันที ‘ Shield ! ’วงแหวนเวทปรากฏขึ้นที่พื้นใต้เท้าผมอีกครั้ง เกิดเป็นแสงสว่างสีนวลขาววนรอบๆตัวของทุกคนบนรถม้า ออร่าสีขาวโปร่งใสคลุมรอบตัวทุกๆคน ก่อนจะจางหายไปตามแสงสว่างและแหวนเวทมนตร์ที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ ไม่ใช่เวทมนตร์อลังการๆแบบ Holy Barriers หรอกนะ เวท Shield เป็นแค่เวท Buff เสริมค่าพลังป้องกันเล็กน้อยพร้อมป้องกันการติดสถานะผิดปกติชั่วคราวเพราะผมคิดว่าสาเหตุที่จู่ๆรถม้าหยุดลงและคนขับรถไม่ขานเสียงตอบรับ น่าจะเป็นเพราะหมอกที่ลงมาทำให้คนขับรถม้าอาจจะติดสถานะอะไรบางอย่างอยู่… อย่างพวกสถานะหลับไหลประมาณนั้น“.....”ตอนนี้ทุกคนมองมาที่ผมอย่างอึ้งๆ… หือ? เวทที่ผมใช้มันแปลกเหรอ? ผมคิดว่ามันเป็นแค่เวทมนตร์ธรรมดาๆซะอีก…“เมื่อกี้..เจ้าหนูเรียกมันว่าไงนะ เวทกันสถานะผิดปกติ.. ไม่อยากจะเชื่อ.. มีคนใช้เวทแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?” แมทเทียมองมาทางผมอย่างสับสน… อืม…. ผมพลาดอีกแล้ว ที่โลกนี้ พวกเวทแบบนี้คงไม่ถูกใช้กันแบบเกลื่อนกลาดสินะ… ผมลูบหน้าตัวเองพลางถอนหายใจเบาๆ“.....ไหน!? ยังมีอะไรอีก! ร่ายมาให้หมด! เจ้ากุ้งแห้ง!”“เรย์ทริส!!!”อยู่ๆไอ้คุณเอลฟ์หัวร้อนก็พูดจาชวนหาเรื่องผมซะงั้น ไอ้เจ้าบ้านี่! ทำไมเวลาผมใช้เวทต่อหน้าหมอนี่ทีไร ต้องขึ้นเสียงใส่ผมทุกที! นี่คนเขากำลังช่วยอยู่นะ! ดีหน่อยที่กุนเทอร์อยู่กับผม เขาดุเรย์ทริสให้ผมไปหนึ่งที ช่วยแถมตบกระบาลหมอนี่ด้วยได้ไหม?“ชิ…”เจ้าเอลฟ์บ่นงึมงำเบาๆแล้วถีบประตูรถม้าออกก่อนจะกระโดดลงไป… ใช่.. เขาใช้เท้าถีบประตู… เอลฟ์ภาพลักษณ์ผู้ดีที่ผมเคยรู้จักตอนนี้พังพินาศไปหมดแล้วเพราะหมอนี่เลย แมทเทียกับกุนเทอร์ตามลงไปติดๆ พวกเขาปิดประตูรถม้าลงให้ผมนั่งรออยู่คนเดียว… ปล่อยผมไว้แบบนี้ผมว่าน่ากลัวกว่าอีก… ให้ผมลงไปด้วยเถอะ…แทบไม่ต้องรอนานคำขอร้องในใจผมก็เป็นจริง มีเคาะประตูรถม้า ตามด้วยเสียงของกุนเทอร์ที่เรียกให้ลงมาได้ ผมเปิดประตูแล้วลงมาจากรถม้า ป่าทั้งสองข้างทางยังอยู่ในสภาพปกติอยู่ ยกเว้น...ทางข้างหน้า...ถ้าให้อธิบายเกี่ยวกับหมอกลงที่ว่า ลักษณะมันเป็นเหมือนกำแพงหมอกหนาๆที่ปกคลุมจนสูงเทียบเท่ากับความสูงของต้นไม้บริเวณโดยรอบ ซึ่งแสงดวงอาทิตย์ไม่สามารถลอดผ่านได้… ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรอยู่ในหมอกนั้น“เกิดอะไรขึ้น?”ผมหลุดปากถามออกมาทันทีที่เห็นสภาพทางข้างหน้า“...ไม่รู้ ฉันไม่แน่ใจ.. หมอกที่เคยเจอมันไม่ใช่แบบนี้”กุนเทอร์พูดด้วยน้ำเสียงที่กังวล… ผมมองเขาที่กำลังขมวดคิ้วมองม่านหมอกที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกว่าเจอเข้ากับปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซะแล้วสิ สักพักผมก็ได้ยินเสียงเรียกจะเรย์ทริส พอผมหันไปตามเสียงเรียกผมก็เห็นว่า เขากับคนขับรถม้าคันด้านหลังกำลังลากชายคนหนึ่งมานอนลงบนพื้น… ผมจำหน้าเขาได้.. เขาคือคนขับรถม้าที่ผมนั่งมานั่นเองผมรีบเดินตรงไปที่เขาทันที สภาพเขาปกติดี ไม่มีบาดแผลอะไร เว้นแต่ เขาไม่ตื่น… “เขายังหายใจอยู่… แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น”เรย์ทริสพูด ขณะที่พวกคนที่อยู่ในรถม้าคันหลังเริ่มเดินลงกันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเลยรีบลุกขึ้นเดินไปห้ามพวกเขา นักผจญภัยทั้งสี่คนที่เพิ่งลงมาจากรถม้าต่างงุนงงกันว่าจะห้ามพวกเขาทำไม… กุนเทอร์ที่เดินมากับผมด้วยเลยช่วยอธิบายให้แทน พอฟังคำอธิบายเสร็จ พวกเขาต่างพยักหน้ากันอย่างเข้าใจ และยอมให้ผมร่ายเวทกันสถานะผิดปกติใส่ให้ ไม่ต้องถามว่าพอผมร่ายเวทใส่เสร็จแล้วปฏิกิริยาของแต่ละคนเป็นยังไง ก็เหมือนกับทุกคนก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสองพี่น้องรูนมาสเตอร์พยายามเค้นถามผมว่าทำได้ยังไง ไปเรียนที่ไหนมา ซึ่งหัวข้อสนทนานี้ถูกตัดตกไปทันทีด้วยกุนเทอร์เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยกัน ผมรีบเดินกลับไปที่คนขับรถม้าที่สลบอยู่อีกรอบ ทิ้งให้สี่คนเมื่อครู่ตั้งคำถามกันเองต่อไป..“นายพอจะใช้เวทมนตร์ช่วยเขาได้ไหม?”เรย์ทริสหันมาพูดกับผมที่กำลังนั่งลงข้างๆ ผมพยักหน้าให้“ได้… แต่คุณเรย์ทริสช่วยออกไปห่างๆหน่อย เดี๋ยวคุณจะไม่พอใจถ้าโดนผมรักษาไปด้วย”“หึ..!”เรย์ทริสลุกขึ้นยืนแล้วถอยออกมา ผมก็เริ่มร่ายเวทอีกครั้งรอบนี้ ผมใช้ Blessing ถึงเขาจะไม่ได้บาดเจ็บแต่เพราะว่าเขาติดสถานะบางอย่างอยู่ มีแต่เวทนี้เท่านั้นที่ใช้สำหรับการลบล้างสถานะผิดปกติได้พอผมร่ายเสร็จ คนขับรถม้าก็ค่อยๆฟื้นขึ้น และเริ่มสับสนว่าเขามานอนอยู่พื้นได้ยังไง เรย์ทริสซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินเข้ามาช่วยพยุงคนขับรถม้าให้ยืนขึ้น “เราไม่น่าจะผ่านหมอกพวกนี้ไปได้แน่ๆ กระผมคิดว่าเราต้องหาเส้นทางอื่นไปกันแล้วขอรับ”คนขับรถม้าที่รวบรวมสติได้แล้วหันไปพูดกับเรย์ทริส“กุนเทอร์…”เรย์ทริสเรียกกุนเทอร์ที่กำลังครุ่นคิดอยู่ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด “ทำแบบนั้นไม่ได้… ถ้าใช้เส้นทางอื่นกว่าจะไปถึงที่เมืองท่าเรืออาจต้องใช้เวลา2-3อาทิตย์… พวกเราคงไปช่วยยื้อป้อมปราการที่เมืองท่าเรือไม่ทันแน่ๆ”แมทเทียที่เดินกลับมาจากการสำรวจป่าบริเวณรอบๆพูดขึ้น.. ถูกของเขา.. ตอนประชุมบรอเดอริคก็บอกอยู่ว่ามีแค่เส้นทางนี้เท่านั้นที่จะไปถึงเร็วที่สุด ใช้เพียงแค่ 4-5 วัน“ถ้างั้นเราจะทำอย่างไงกันดี..”ผมคิดอะไรไม่ออก.. หันไปมองรอบๆก็มีแต่ป่า.. ถ้าเดินลัดป่าไปแทนก็น่าจะได้แต่รถม้าเข้าไปไม่ได้พวกสัมภาระก็ต้องทิ้งไว้น่ะสิ… แย่แฮะ“....เรามีรูนมาสเตอร์”“หือ?”กุนเทอร์ที่ยืนคิดอยู่ พูดออกมาเบาๆ.. รูนมาสเตอร์?ผมหันหน้าไปทางสองพี่น้องคู่นั้นที่ยืนอยู่ข้างหลัง… พวกเขายังดูตกตื้นกับเวทมนตร์ที่ผมใช้อยู่เลย… ก็นะ สถานการณ์แบบนี้ให้ผมหลบๆซ่อนๆใช้เวทคงไม่ได้หรอก… แถมยังต้องทำงานด้วยกันอีกสักพักเดี๋ยวพวกเขาก็ชินเอง“โครมกับคามิล ใช่ไหม? ขอคุยด้วยหน่อย”กุนเทอร์เรียกสองพี่น้องมาคุย ผมอยากรู้ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันเลยเดินตามหลังกุนเทอร์ไปฟังด้วย ดูเหมือนกุนเทอร์จะพูดถึงหินเวทมนตร์ที่เอาไว้ดูดซับพลังงาน ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เลยยืนฟังพวกเขาพูดคุยกันต่อ“หินเวทมนตร์ดูดซับพลังงาน... เตรียมมาด้วยอยู่ก็จริง แต่จะเอาไปทำอะไรหรือครับ?”“..จัดการกับหมอกพวกนี้ไง”“...เอ๋!? ...จะว่าไป...ไม่ลองก็ไม่รู้สินะครับ”เท่าที่ผมฟัง ผมพอจะเข้าใจว่า หินเวทมนตร์ดูดซับพลังงาน น่าจะเอาไว้ใช้สำหรับกักเก็บพลังงานต่างๆได้ แต่กุนเทอร์กำลังจะให้พวกเขามาลองใช้กับหมอกดู… ผมว่ากุนเทอร์คิดถูก… นี่ไม่น่าใช่หมอกธรรมดาๆ มันน่าจะเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ผมสังหรณ์ใจไม่ดีว่าหมอกพวกนี้เป็นพลังงานของพวกปีศาจ“คุณเรย์ทริส คุณเห็นอะไรในหมอกไหมครับ?”เดินไปหาเรย์ทริสที่กำลังยืนปรึกษาอยู่กับแมทเทียแล้วยิงคำถามใส่ทันที“...หา?”“คุณกุนเทอร์จะลองใช้หินเวทมนตร์ดูดซับพลังงาน.. ผมสังหรณ์ใจไม่ดีว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในหมอกครับ”เรย์ทริสเบิกตากว้าง เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด เขาหันไปมองม่านหมอกครู่หนึ่งแล้วหันกลับมาทางผม“...หมอกหนามาก ฉันไม่แน่ใจ ว่าฉันจะเห็นอะไรได้ชัดเจน… รอนี่เดี๋ยว”เรย์ทริสเดินออกห่างผมไปที่ม่านหมอก… ผมเตือนเขาให้ระวังอย่าไปใกล้ม่านนั้นมาก ซึ่งเขาก็เข้าใจดี“...!!”เรย์ทริสที่ยืนเพ่งมองอยู่พักหนึ่ง ชะงักแล้วถอยหลังมาช้าๆ.. แล้วหันหน้ามาทางผม“เอสก้า.. เรียกกุนเทอร์ที”เรย์ทริสพูดเสียงเบาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผมพยักให้เขาแล้วรีบเดินไปหากุนเทอร์ทันที ส่วนแมทเทียที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเรย์ทริสก็ถืออาวุธขึ้นมาเตรียมตั้งการ์ดเอาไว้“คุณกุนเทอร์… คุณเรย์ทริสเรียกครับ..”“.....โครม คามิล รอฉันสักครู่”กุนเทอร์รีบเดินตรงไปเรย์ทริส ปล่อยให้สองพี่น้องที่เตรียมหินเวทมนตร์ที่ถือมาในมือ ยืนมองหน้ากันด้วยความสงสัย ผมเลยชวนพวกเขาคุยเรื่องหินเวทมนตร์ในมือพวกเขา มันเป็นหินที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ถ้าให้ผมกะขนาด ก็น่าจะประมาณลูกฟุตบอล ทรงรูปหยดน้ำ สีของหินเป็นสีน้ำเงินเข้มดูแปลกตา“โดยปกติแล้ว หินชนิดนี้เอาไว้สำหรับดูดซับพลังเวทมนตร์แล้วนำมาใช้อีกทีน่ะ เช่น ดูดพลังเวทจากสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาเข้ามาเก็บไว้ในหินเวทมนตร์แบบนี้”โครมที่อธิบายให้ผมฟังอยู่สาธิตให้ดู เขาหยิบหินดูดซับพลังเวทก้อนเล็กๆในกระเป๋ากางเกงออกมา แล้วจ่อไปที่ต้นสมุนไพรซึ่งงอกอยู่ข้างทาง พวกเขาไม่ต้องร่ายเวทเลยด้วยซ้ำ แสงสว่างที่สีเขียวอ่อนพวยพุ่งออกมาจากต้นสมุนไพรก่อนจะหมุนเป็นเกลียวหายเข้าไปในหินก้อนเล็กก้อนนั้น“จากนั้นหินก้อนนี้ก็สามารถใช้ในรักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินซื้อยาแพงๆจากพวกนักเล่นแร่แปรธาตุอีก ดีใช่ไหมล่ะ? ...แต่กับนาย หินเวทมนตร์พวกนี้คงเทียบไม่ติด กลายเป็นแค่ของเด็กเล่นไปเลย”โครมพูดแล้วส่งยิ้มให้… ไม่จริงเหรอ ผมว่าหินเวทมนตร์ไม่ได้กลายเป็นของเด็กเล่นสำหรับผม ผมแทบใช้หินพวกนี้ไม่เป็นด้วยซ้ำ ที่เคยใช้ก็มีแค่หินธาตุไฟสำหรับทำให้น้ำอุ่นเท่านั้นเอง การที่พวกเขาใช้หินพวกนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ก็คงมีแต่อาชีพที่เรียกว่า รูนมาสเตอร์ เท่านั้นแหละที่ทำได้ “บอกตามตรง ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน และคิดว่าสิ่งที่คุณโครมทำ มันสุดยอดมากเลยครับ ผมไม่คิดว่ามันเป็นของเด็กเล่นหรอกนะ”สองพี่น้องได้ยินสิ่งที่ผมต่างก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วมองมาที่ผม“..อย่าบอกนะว่า นายไม่เคยเห็นรูนมาสเตอร์มาก่อน? ล้อเล่นใช่ไหม?”“ไม่ครับ.. ผมเพิ่งเคยเจอรูนมาสเตอร์อย่างพวกคุณเป็นครั้งแรก”“...นายไปอยู่ไหนมาล่ะเนี่ย? รูนมาสเตอร์หาง่ายกว่านักเวท..ไม่สิ จอมเวทแบบนายเยอะ… ถามจริง นายไปเรียนมาจากสถาบันไหน เฟย์ราโทเปีย? หรือ ไลท์ฟอร์ส? ฉันเพิ่งเคยเห็นคนใช้เวทมนตร์ระดับสูงครั้งแรกในชีวิตนี่แหละ ปกติอ่านเจอได้แค่ในหนังสือ”โครมถามแต่คำถามที่ผมตอบไม่ได้… จากที่เขาพูดมาแสดงว่าโลกนี้มีสถาบันสอนเวทมนตร์ด้วยสินะ เฟย์ราโทเปีย เนี่ยก็คงสถาบันของเผ่าแวมไพร์ แต่ ไลท์ฟอร์ส นี่ที่ไหนนะ? ..ถ้าจำไม่ผิดไลท์ฟอร์สเป็นชื่อเมืองหลวงของเอลฟ์... ผมเลี่ยงที่จะตอบคำถามด้วยการหัวเราะแห้งๆ แล้วบอกปัดไปว่าเรื่องของผมค่อยคุยกันทีหลังดีกว่า... ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นแวมไพร์ ถ้าพวกเขารู้ พวกเขาคงไม่เสียเวลาถามหรอกว่าเรียนที่ไหนมา คงจะเดากันไปเองแล้วว่าผมต้องเรียนมาจากเฟย์ราโทเปียแน่ๆ“เอสก้า โครม คามิล มาทางนี้ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”กุนเทอร์เดินมาเรียกพวกเรา ดูเหมือนเรย์ทริสเองก็ยืนคุยกับนักผจญภัยอีกสองคนที่เหลือ.. ผู้หญิงที่ชื่อมอร์แกน กับ ผู้ชายที่มีหูสัตว์บนหัวที่ชื่อ บารัส ...หางเขาดูนุ่มนิ่มจัง ผมอยากลองจับดูสักครั้งแฮะขณะนี้นักผจญภัยทุกคนยืนรวมตัวกันครบ กุนเทอร์ก็เริ่มประชุมเรื่องแผน เขาบอกว่ามีอะไรบางอย่างหลบซ่อนอยู่ในหมอก และยังไม่สามารถรู้ได้ว่าศัตรูเป็นตัวอะไร จากที่เรย์ทริสพยายามตรวจดู รู้แค่ว่ามันยืนอยู่นิ่งๆแต่พ่นหมอกควันออกมาตลอดเวลา กุนเทอร์เลยเสนอจะลองใช้หินเวทมนตร์ดูดหมอกควันพวกนี้ออก และจำเป็นต้องเตรียมการรับมือทันทีที่หมอกลดลง เขาคาดว่ามันจะเริ่มเคลื่อนไหวและโจมตีทันทีที่มันรู้ตัวว่าหมอกพรางตัวของมันหายไป“เอสก้า นายต้องเตรียมกางโล่เอาไว้ จากนั้นโครมกับคามิลใช้หินเวทมนตร์ดูดหมอกออก เรย์ทริสยืนหลังเอสก้าค่อยเล็งเป้าหมายไว้จนกว่าจะเจอจุดอ่อน คนที่เหลือเตรียมตั้งรับคอยคุ้มกัน เอสก้า โครมและคามิล ตามนี้.. มีใครอยากเสนออะไรไหม?”“......เดี๋ยวก่อน คุณจะให้เด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้ยืนตั้งโล่เหรอคะ!? ฉันขอค้าน!”มอร์แกนดูจะโมโหขึ้นมาเมื่อได้ฟังแผน ..ผมไม่เด็กแล้วนะ อายุก็ 17 ปีแล้วด้วย...“อืม ผมก็ไม่เห็นด้วย..”บารัสที่ยืนกอดอกอยู่ออกความเห็นตามมอร์แกนทันที.. “ท่านกุนเทอร์ จริงอยู่ที่เจ้าหนูใช้เวทระดับสูงได้.. แต่เขาไม่ใช่นักรบ”แมทเทียแย้งต่ออีกคน เขามองผมอย่างเป็นห่วง เหมือนเวลาคนแก่ๆห่วงลูกห่วงหลาน“ฮ่าๆๆ ไม่มีใครเชื่อความสามารถนายเลยว่ะ กุ้งแห้ง”... ผมพยายามสะกดอารมณ์เอาไว้… คนอื่นไม่เชื่อผมไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่กับเจ้าบ้านี่ ทำไมเขาถึงชอบพูดจากระตุ้นฝ่าเท้าผมทุกที…“กุนเทอร์ ฉันว่าให้เอสก้าแสดงให้ดูเลยดีกว่า” เรย์ทริสหันไปพูดกับกุนเทอร์ที่ยืนข้างๆ เขาพยักหน้าตอบรับแล้วมองมาที่ผม“ฝากด้วยนะเอสก้า”กุนเทอร์พูดเสียงเบา เขาเองก็มีสีหน้าที่เป็นกังวลอยู่เหมือนกัน.. ผมส่งยิ้มกลับให้เพราะไม่อยากให้เขาต้องเป็นห่วงอะไรมาก เพราะแผนที่เขาวางมาให้ ผมค่อนข้างเห็นด้วยนะ เรายังไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างในหมอกนั่น แล้วถ้าเกิดมันโจมตีเราทันที ความสามารถของผมก็จำเป็นที่สุดในการตั้งรับตอนนี้ผมหันหลังเดินไปยังม่านหมอก พยายามยืนให้ห่างจากมันสักประมาณ 1-2 เมตร ผมยืดแขนทั้งสองไปข้างหน้าอีกครั้ง แล้วค่อยๆเผยฝ่ามือออก“ Holy Barriers!! ”เสียงของผมดังก้องอีกครั้ง… เวลาใช้เวทมนตร์นี้ทีไร ทำไมเหมือนมีไมค์มาจ่อปากผมตอนพูดตลอดเลยก็ไม่รู้ สิ้นเสียงผมวงแหวนเวทขนาดใหญ่พร้อมแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ตอนที่ร่ายเวท ผมจินตนาการเพิ่มเข้าไปหน่อยว่าอยากให้ขนาดมันกว้างเท่าๆกับความกว้างของถนนเส้นนี้… แล้วมันก็ดันออกมาเป็นอย่างที่คิดไว้ซะด้วย“...”เงียบกริบ… เงียบจนผมนึกว่าผมยืนอยู่คนเดียว พอผมหันหลังไปก็เห็นว่าทุกคนยกเว้น กุนเทอร์กับเรย์ทริส ต่างยืนตัวแข็งทื่อ มองผมสลับกับโล่ที่ร่ายเอาไว้ราวกับสิ่งที่ตนเพิ่งเห็นไปเมื่อครู่เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะเชื่อสายตาตัวเองได้ “...โอ้ พระเจ้า…”มอร์แกนหลุดปากอุทานออกมาทลายความเงียบเมื่อครู่ก่อนใครเพื่อน“นะ นี่เป็นเวทรูปแบบไหน? ฉันไม่เคยเจอก่อน… จอมเวทเอสก้า นายร่ายออกมาได้ยังไง?”โครมมองผมอย่างไม่อยากเชื่อก่อนจะรัวคำถามใส่ผมอีกครั้ง คามิลคนน้องเองที่ปกติทำหน้านิ่งๆและไม่ค่อยพูดตอนนี้กลับจ้องมองมาที่ผมพร้อมรอยยิ้มน่ากลัวๆยังไงก็ไม่รู้…“...เหมือนฉันเคยเห็นที่ไหนมาก่อน… ไม่จริงใช่ไหม…”แมทเทียที่นิ่งเงียบอยู่พึมพำอะไรบางอย่างออกมา.. หือ? เขาบอกว่าเคยเห็นมาก่อนงั้นเหรอ?“เจ้าหนู… ไม่สิ เอสก้า… เป็นนักบุญงั้นเหรอ…..?”พอทุกคนได้ยินในสิ่งที่แมทเทียพูดต่างมีท่าทีที่ตื่นตระหนกกัน จนกุนเทอร์ต้องรีบเข้ามาหยุดไว้“ท่านแมทเทีย! เอสก้าไม่ใช่นักบุญ! เขาเป็นนักเวทที่อยู่ในความดูแลของผม... กรุณาอย่าปล่อยข่าวลือแปลกๆด้วยครับ..” “ขะ ขออภัย... ท่านกุนเทอร์”แมทเทียที่โดนกุนเทอร์ขึ้นเสียงใส่ หน้าซีดไปนิดหน่อย เขารีบขอโทษในสิ่งที่เขาเผลอพูดออกไปโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ดี…ผมเข้าใจว่า คำว่า ‘นักบุญ’ สำหรับคนที่นี้เป็นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์มาก… อาจเป็นเพราะว่าสิ่งเจ้าหญิงดิไวท์ได้ทำเอาไว้มีแต่เรื่องปาฏิหาริย์ แบบที่ว่าไม่มีใครจะทำได้ พอมาเห็นพลังเวทที่เหมือนกันกับของเจ้าหญิงเข้า จะเผลอคิดไปว่าผมเป็นนักบุญก็คงไม่แปลกหรอก“กลับเข้าปัญหาหลักของเรากัน ยังมีใครจะคัดค้านแผนอยู่ไหม? ถ้าไม่มีแล้ว ขอความร่วมมือดำเนินตามแผนการเมื่อครู่ต่อด้วย”กุนเทอร์พูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง พอมาได้ยินเขาออกคำสั่งแบบนี้ ทั้งน้ำเสียงที่ใช้และบุคคลิก อดให้ผมนึกว่าจริงๆแล้ว เขาอยู่ในตำแหน่งนายพลยศสูงๆหรือพวกผู้การอะไรแบบนั้นไม่ได้เลย… แต่บางทีผมอาจจะคิดถูกก็ได้ เพราะว่าเขาเคยทำงานในกองทัพของอาณาจักรมาก่อนด้วยสิแทบไม่ต้องสงสัยตอนนี้ไม่มีใครคัดค้านแล้ว ทุกคนยอมทำตามแผนของกุนเทอร์ที่วางไว้ทันทีเมื่อผมเห็นว่าโครมและคามิลเตรียมหินเวทมนตร์เรียบร้อยแล้ว ผมก็ตั้งท่าเตรียมร่ายเวทเอาไว้ เผื่อว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะได้ร่ายเวทช่วยได้ทันที “พร้อมนะ… พวกเราจะเริ่มดูดควันพวกนี้ออก”ทุกคนซึ่งอยู่ประจำที่ของตัวเองแล้วต่างพยักหน้าให้เป็นสัญญาณว่า พร้อมแล้ว กับพี่น้องทั้งสองจากนั้นหินเวทมนตร์ที่พวกเขาวางไว้บนพื้นก็ค่อยๆลอยขึ้น แล้วทั้งคู่ก็เริ่มตั้งสมาธิส่งพลังเวทไปหินเพื่อกระตุ้นให้มันเริ่มดูดซับหมอกเข้าไป ไม่นานม่านหมอกหนาตรงหน้าก็จางลง หมอกสีเทาที่หมุนเป็นเกลียวกำลังถูกหินเวทมนตร์ดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว“...!! ทุกคนเตรียมรับมือ!!”เสียงของเรย์ทริสดังขึ้นมาด้านหลังผม อ่อ ใช่ เขายืนอยู่ข้างหลังผมนี่… ดูเหมือนเขาจะเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว หลังจากเขาที่พูดจบ พวกเราทุกคนต่างได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น โทนเสียงแหลมสูงของตัวอะไรบางอย่างกริ๊ดร้องดังสนั่น ผมบอกไม่ถูกว่าเสียงมันคล้ายกับสัตว์อะไร… อืม.. หมีเวอร์ชั่นเจ็บคอ? ไม่ๆ น่าจะประมาณตัวนากเวอร์ชั่นติดโทรโข่งให้มันซัก 2-3 อันผมกัดฟันทนเสียงน่าหนวกหูของมัน ตอนที่หมอกเริ่มจางลงเรื่อยๆ ผมก็เห็นบางสิ่งพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว บอกเลยว่ามันไม่ใช่ตัวนากน่ารักๆ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุง ตัวของมันเป็นเมือกเหนียวๆสีดำ พุ่งมาทางพวกเราอย่างรวดเร็ว “มาแล้ว!!!”เรย์ทริสยิงธนูเปิดก่อนคนแรก ตามด้วยมอร์แกนที่ยิงเวทไฟออกไปหลายลูก ว้าว อลังกาลมาก ถึงจะเป็นการยิงเวทไฟแบบธรรมดา แต่การได้มาเห็นตาเปล่าแบบสมจริงขนาดนี้ ผมตื้นเต้นสุดๆ!!“มันคือตัวอะไร!?”“ไม่รู้! ที่แน่ๆพวกมันคือ ปีศาจ ! อย่าเพิ่งถามตอนนี้ พวกมันมาเพิ่มแล้ว!”ผมได้ยินเสียงบารัสกับมอร์แกน แสดงว่านี่เป็นปีศาจรูปแบบใหม่สินะ.. พวกมันยังคงวิ่งมากันอีกจำนวนมาก ตัวไหนที่วิ่งหลุดระยะการยิงเวทของมอร์แกนกับลูกธนูของเรย์ทริสมาได้ ก็จะชนเข้ากับโล่ที่ผมร่ายไว้จนกระเด็นลอยกลางอากาศ เรย์ทริสที่มีสายตาไวกว่ามอร์แกนก็จะคอยยิงปีศาจที่ถูกดีดลอยอยู่ไปด้วย ทุกๆตัวที่ถูกฆ่าจะกลับกลายเป็นของเหลวสีดำแล้วค่อยๆระเหยหายไปด้วยจำนวนที่พวกมันเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าฆ่าไม่ตาย ผมเลยคิดว่าต้องให้ Buff คูณสี่กับพวกเขาแล้ว เลยเริ่มร่ายอีกครั้ง ‘ Holy Power! ’เกิดวงแหวนเวทขึ้นที่พื้นใต้เท้าผม และแสงสว่างหมุนวนรอบตัวทุกๆคนที่อยู่ในบริเวณ คนที่ไม่รู้ว่าผมร่ายอะไรใส่ก็สะดุ้งกันนิดหน่อย ผมเลยต้องอธิบายให้พวกเขาฟังว่า ผมแค่ร่ายเวทเพิ่มพลังให้เท่านั้นในหัวผมตอนนี้กำลังคิดที่จะร่าย Holy Barriers ป้องกันเพิ่มรอบด้านเผื่อว่าจะมีพวกมันอ้อมมาด้วย ...และจากการที่จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าพวกมันน่าจะเป็นแค่ตัวลูกน้องมีความเป็นไปได้สูงว่ามีตัวหัวหน้าคอยควบคุมอีกทีเรื่องร่ายHoly Barriersเพิ่ม ผมไม่ได้ขออนุญาตกุนเทอร์หรอกผมจัดการร่ายเพิ่มเองจนเสร็จสับ น่าแปลกที่กุนเทอร์ไม่ว่าอะไรผม.. หรือว่าเขาก็คิดเหมือนกับผม?ขณะนี้หมอกทั้งหมดถูกหินเวทมนตร์ดูดกลืนเข้าไปจนหมด เผยให้เห็นทางข้างหน้า… ทางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยปีศาจที่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุมเมือกสีดำพวกนี้ และ ตัวอะไรบางอย่างที่คล้ายกับเห็บขนาดใหญ่เท่าช้าง ตัวของมันเคลือบด้วยเมือกสีดำ ผิวของมันพ่นควันและหมอกออกมาตลอดเวลา…“คุณกุนเทอร์!”ผมเรียกเขาพร้อมกับหันหน้าไปหา กุนเทอร์พยักหน้าให้ผมแล้วพูด“เรย์ทริสกับแมทเทีย! คอยคุ้มกันอยู่แนวหลัง เอสก้า โครมและคามิล ฝากคอยใช้เวทมนตร์สนับสนุนด้วย ส่วน บารัสกับมอร์แกน ตามฉันมา! เราจะไปจัดการปีศาจตัวที่อยู่ตรงนั้นกัน!”“ค่ะ/ครับ!”บารัสกับมอร์แกนขานตอบเขาคิดเหมือนกับผมจริงด้วย บางทีเขาอาจจะรู้ก่อนผมซะอีกว่าปีศาจที่เราสู้ไปเป็นแค่ตัวลูกน้องเมื่อ บารัส มอร์แกน และ กุนเทอร์ วิ่งออกจาก Holy Barriers เรย์ทริสที่อยู่แนวหลังก็ช่วยยิงปีศาจเมือกสีดำพวกนี้ไม่ให้พวกมันขวางทางพวกเขา ด้านโครมกับคามิลเองก็นำก้อนหินเวทมนตร์ออกมาจากกระเป๋าหินเวทมนตร์สีเขียวลอยคว้างในอากาศ พร้อมปล่อยแสงสีเขียวอ่อนออกมา รากไม้ของเหล่าต้นไม้รอบๆทั้งสองข้างทางก็โผล่ขึ้นจากดินแล้วช่วยโจมตีพวกปีศาจในทันที สะ.. สุดยอดมาก รูนมาสเตอร์ สามารถควบคุมธรรมชาติได้ด้วย!! เพราะผมมัวแต่ตื่นเต้นกับความแฟนตาซีตรงหน้า เลยเกือบลืมช่วยสนับสนุนพวกกุนเทอร์ที่กำลังวิ่งฝ่าดงปีศาจเมือกสีดำไป ผมกลับมาตั้งสมาธิอีกครั้ง แล้วช่วยร่าย Holy Barriers เสริมตามจุดที่พวกเขาวิ่งไปถึง“เรย์ทริส!!”เจ้าเอลฟ์ที่ยุ่งอยู่กับการยิงธนูช่วยเครียเส้นทาง ถูกเรียกโดยแมทเทียที่ยืนอยู่ถัดจากเขา“ระวัง! พวกมันมาด้านข้างแล้ว!”คำพูดของแมทเทียทำให้ผมต้องหันไปดู พวกมันพยายามจะโจมตีจากด้านข้างอย่างที่คิดไว้ โชคดีที่ผมร่าย Holy Barriers เตรียมเอาไว้แล้ว เจ้าปีศาจพวกนี้เลยถูกดีดกระเด็นออกทุกครั้งที่พยายามจะเข้าใกล้แมนเทียตั้งอาวุธขึ้น เขาใช้หอกยาวแทงปีศาจทุกตัวที่พยายามจะเข้าใกล้ แน่นอนว่าเรย์ทริสเองก็หันมาช่วยยิงด้วย “เฮ้! เจ้าสองพี่น้อง! ฝากช่วยเจ้าพวกนั้นต่อที!”“ครับ!”พวกมันเพิ่มจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ในใจผมได้แต่ภาวนาให้กุนเทอร์รีบจัดการตัวหัวหน้าให้ได้ไว้ที่สุด เพราะผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า Holy Barriers ของผมจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าให้อิงจากในเกมหากไม่กดปุ่มยกเลิก ก็จนกว่ามานาของ Divine หมด Holy Barriers ถึงจะหายไป…ไม่นาน กุนเทอร์ก็ไปถึงตัวมัน เห็บยักษ์ไม่มีท่าทีจะขยับตัวก็จริง แต่มันก็ปล่อยควันออกมาเรื่อยๆ คงหวังจะให้พวกกุนเทอร์ติดสถานะล่ะสิ! หึหึ เสียใจด้วย! ตูBuffป้องกันการติดสถานะให้ทุกคนไว้หมดแล้วเฟ้ย!ถึงจะอยู่ระยะไกลแต่ผมก็มองเห็นได้อยู่ มอร์แกนร่ายเวทบางอย่างใส่มีดสั้นของตัวเองจนมีไฟติดขึ้นมาที่คมมีด เธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กระหน่ำแทงไปตามตัวเห็ดไม่ยั้ง ไม่ต่างจากกุนเทอร์ที่ใช้ดาบฟาดฟันไปตามขาของปีศาจเห็บยักษ์จนกระทั้งมันล้มลง และอย่างที่ผมคิดไว้ บารัส เขาทำหน้าที่แทงค์ได้ดี เขาไม่ได้เข้าไปช่วยตีเห็บยักษ์ แต่คอยเข้าไปใช้โล่รับการโจมตีจากพวกลูกน้องที่พยายามเข้ามาขัดขวางกุนเทอร์กับมอร์แกน ผมเองก็ค่อยเสกโล่ออกมาช่วยเขาป้องกันบ้าง ส่วนสองพี่น้องเองก็ทำหน้าที่ช่วยจัดการพวกปีศาจด้วยรากของต้นไม้ได้เป็นอย่างดีและแล้วเสียงกรีดร้องแหลมสูงแบบตัวนากติดโทรโข่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง เหมือนกุนเทอร์จะใช้ดาบแทงเข้าไปโดนจุดอ่อนของมันพอดี เมือกสีดำพุ่งกระจายออกมา… ชวนอ้วกมาก ผมบอกเลยผมไม่อยากให้พวกเขาต้องเลอะเมือกพวกนั้น… ก็เลยร่าย Holy Barriers ออกมาอีกช่วยดีดเมือกสีดำกระเด็นไปทางอื่น และทุกอย่างก็จบลง… พวกตัวลูกน้องทุกคนค่อยๆกลายเป็นของเหลวแล้วระเหยไป ส่วนปีศาจเห็บยักษ์นั่นแน่นิ่งไปเรียบร้อย สภาพของมันตอนนี้เหมือนกองเมือกเละๆ...ไม่น่ามองหนักกว่าเดิม… พอเห็นว่าทุกอย่างจบลงแล้วผมก็ยกเลิกเวทมนตร์ทุกอย่างที่ใช้ไป วงแหวนเวททั้งหมดที่ผมร่ายไว้ส่องแสงออกมาเล็กน้อยแล้วค่อยๆจางหายไป “เฮ้อ จบสักที! มือจะเป็นตะคริว!”เรย์ทริสลดธนูลงแล้วบ่นงึมงำ ตามด้วยเสียงหัวเราะของแมทเทีย เขาเดินมาตบหลังเรย์ทริสทีหนึ่งแล้วกล่าวชมเรย์ทริสไม่หยุด.. เรย์ทริสก็เก่งจริงๆนั่นแหละ… ผมมองซากลูกธนูรอบๆที่หลงเหลืออยู่ ผมว่าเขายิงไปร้อยกว่าลูก… หมอนี่มันไม่ใช่คนแล้ว! อ๊ะ..! ก็ไม่ใช่คนจริงๆแหละ ก็เขาเป็นเอลฟ์นี่นะ…พวกคนขับรถม้าที่หลบอยู่ในรถ รีบเดินลงมาทันทีเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว ทั้งคู่ต่างมีสีหน้าที่สดชื่นขึ้น สองพี่น้องรูนมาสเตอร์ถึงกับนอนลงกับพื้น พวกเขาดูเหนื่อยมาก คงจะใช้พลังเวทไปเยอะแน่ๆ ผมควรลองใช้ Heal กับพวกเขาดูดีไหม? อยากรู้เหมือนกันว่ามันรักษาอาการเหนื่อยได้หรือเปล่า“เอสก้า!!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ผมหันไปตามเสียงเรียกก็เจอกุนเทอร์ที่วิ่งจนหอบตรงมาทางที่ผมยืนอยู่เขาเดินเข้ามายืนใกล้ๆผมแล้วจับไหล่ผมเบาๆ“เอสก้า! เป็นอะไรไหม? ไม่บาดเจ็บตรงไหนนะ?”“ผะ ผมสบายมากครับ ว่าแต่คุณกุนเทอร์เถอะ...”กุนเทอร์ยิ้มออกมาอย่างโล่งอกที่เห็นว่าผมไม่เป็นอะไร… มันก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ!! ผมไม่ได้ทำอะไรเสี่ยงให้เจ็บตัวสักหน่อย… ผมมองไปตามตัวของกุนเทอร์ ค่อยยังชั่ว… เขาก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร“...ฉันเองก็สบายมาก ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ”เขาส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ผมอีกแล้ว… รอบนี้ผมเลี่ยงไม่ทันเลยรับออร่าสว่างไสวเข้าไปเต็มๆ... ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองจะร้อนๆขึ้นมาเลยก้มหน้าลงเล็กน้อย ...รังสีอิเคเม็งระยะประชิดนี่อันตรายชะมัด“ฉันว่าคุณน่าจะเป็นห่วงเด็กหนุ่มคนนี้มากเกินไปนะ ดูเขาสิใช้เวทไปขนาดนั้น คนปกติคงล้มไปแล้ว”เสียงของผู้หญิงเอ่ยขึ้น จากด้านหลังกุนเทอร์ “ขอบคุณเธอมากเลยนะ เอสก้า ฉันไม่เคยเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขนาดนั้นมาก่อน เวทเสริมพลังของเธอสุดยอดจริงๆ” มอร์แกนเดินมายืนข้างๆแล้วพูดชมผม “จะว่าไปผมก็รู้สึกอย่างงั้น ปกติแล้วแรงโจมตีขนาดนั้นน่าจะทำให้ผมถอยหลังไปสัก 3-4 ก้าว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมยืนได้เฉยๆโดยไม่ต้องถอยหลังเลยสักก้าวเดียว…”บารัสพูดขึ้นขณะที่เดินตามหลังมอร์แกนมา เขาดูร่าเริง ผมสังเกตได้จากหูและหางที่ส่ายไปมาของเขา… ยะ อยากจับหางนุ่มนิ่มนั่นจังอะ !! คงเพราะผมเอาแต่จ้องหางฟูๆของเขาที่ส่ายดุกดิกอยู่ เขาเลยทักผมขึ้นมาอีก“เอสก้า อยากจับหางผมเหรอ?”“อยาก!”ผมตอบกลับไปอย่างไม่ทันคิด อยากจับอะ!มอร์แกนกับบารัสหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นปฏิกิริยาตื่นเต้นของผม ส่วนกุนเทอร์ที่เห็นผมแสดงอาการแบบนี้ออกมา ก็ยืนอมยิ้ม… อืม... เขากลั้นขำอยู่ใช่ไหม?“เชิญเลย ปกติผมไม่ให้ใครจับง่ายๆหรอกนะ ถือว่าแทนคำขอบคุณแล้วกัน!”บารัสพูดพร้อมรอยยิ้ม เขายกหางตัวเองขึ้นแล้วชี้มาทางผม อา… นิ่มจริงๆด้วย! ผมจับหางเขาอย่างเบามือ หางของเขาเหมือนหางของแมวพันธุ์เปอร์เซียแต่ขนเด้งและฟูกว่า! “อยากจับด้วย! ขอจับด้วยสิ!!”โครมที่น่าจะนอนอยู่บนพื้น จู่ๆก็โผล่มายืนข้างบารัสพร้อมยกมือขึ้นเตรียมจะจับ... ผลเป็นไงงั้นเหรอ? โครมลงไปนอนหงายที่พื้นอีกรอบเพราะบารัสเตะตัดขาทันทีไงล่ะ…แล้วมอร์แกนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นคนแรกตามด้วยทุกๆคนต่อกันเป็นทอดๆนี่เรียกได้ว่า เป็นความรู้สึกสนุกสนานที่ได้หัวเราะพร้อมกับเพื่อนหลายๆคนหรือนะ? พอปัญหาการเดินทางถูกคลี่คลายลง พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ ทุกคนในคณะนี้คงเคยตั้งแคมป์กันมาหมดแล้ว ใช่… ยกเว้นผม… พอตกเย็นเราต้องหยุดพักและตั้งแคมป์นอนกัน ซึ่งกลายเป็นว่าผมไร้ประโยชน์ที่สุด… ผมเลยได้แต่นั่งรอหน้ากองไฟ ปล่อยให้พวกเขาจัดการทุกอย่างกันเอง ใจผมหวังว่าอย่างน้อยจะช่วยทำอาหารได้บ้าง สุดท้ายกุนเทอร์ก็ดันเป็นคนทำมื้อเย็นคนเดียวจนเสร็จอยู่ดี เขาเห็นว่าผมนั่งซึม เลยให้กำลังใจผมว่าไม่เป็นไร ต่อจากนี้ยังต้องตั้งแคมป์อีกบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นผมค่อยๆเรียนรู้ไปก็ได้ เมื่อพวกเขาจัดแจงแคมป์เสร็จ ก็ถึงเวลาของมื้อเย็น ทุกคนก็มานั่งรวมตัวกันหน้ากองไฟ“อร่อยจัง ผมขอเพิ่มนะ!”บารัสตักซุปในหม้อใส่ถ้วยของตัวเองเพิ่ม ผมยอมรับว่ากุนเทอร์มีฝีมือด้านการทำอาหารพอสมควร ปกติแล้วชนชั้นสูงไม่น่าจะทำอาหารเป็นด้วยซ้ำ ผมไม่คิดว่าพ่อบ้านฟรานจะยอมปล่อยให้เจ้านายตัวเองเข้าครัวหรอกหรอก เขาคงหัดทำเองจนชำนาญแน่ๆผมนั่งมองคนรอบตัวที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ผมไม่เคยกินข้าวในบรรยากาศแบบนี้มาก่อนเลยทำตัวไม่ถูก... ด้วยความที่ผมเป็นคนเดียวที่นั่งกินเงียบๆ กุนเทอร์ที่นั่งอยู่ใกล้ผมสุดเลยถามไถ่ว่า ผมรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า“..ผมคงเพลียนิดหน่อย ไม่ต้องห่วงนะครับ”ผมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม หลังจากการต่อสู้กับปีศาจเห็บยักษ์นั้น ผมที่ควรจะงีบหลับในรถม้ากลับไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ผมรู้สึกว่าร่างกายจะยังตื่นตัวอยู่อาจเป็นเพราะอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมา หรือไม่ก็ผลจากเวทBuffที่ใช้ยังไม่หมดไป...ความจริงแล้วผมไม่ได้เพลียหรอก แต่อย่างที่ผมบอกไป บรรยากาศใหม่ๆแบบนี้ทำให้ผมทำตัวไม่ถูก“งั้นหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว เอสก้าต้องพักผ่อนทันทีเลยนะ”“ครับ…”กุนเทอร์พูดอย่างเป็นห่วง.. พักผ่อนงั้นเหรอ… ผมอยากหาอะไรทำก่อนจะไปนอนมากกว่า แถมตอนนี้ยังไม่มืดมากด้วย จะว่าไปยังไม่ได้ทดลองใช้เวท Buff แนวอื่นเลย ส่วนใหญ่ที่ใช้ไปก็มีเวทรักษากับเวทเสริมพลังแล้วก็เวทป้องกัน ซึ่งยังมีพวกเวท Buff อมตะ เวทชุบชีวิต ไหนจะเวทอัญเชิญผู้พิทักษ์อีก... ไอ้เวทมนตร์ทั้งหมดที่ผมยังไม่ได้ลองใช้เนี่ย มีแต่แนวอลังการๆทั้งนั้นเลยนี่หว่า... แค่คิดว่าตัวเองมีพลังสุดจะแฟนตาซีพวกนี้อยู่ในตัว ผมก็เริ่มรู้สึกรับไม่ได้แล้ว… ขอเกิดใหม่เป็นคนธรรมดาๆอีกรอบได้ไหม?ขณะที่ผมถอนหายใจเบาๆ โครมที่น่าจะทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว เดินมานั่งลงข้างๆผมหือ? เขาจะถามอะไรอีกหรือนะ.. ผมตอบไม่ได้หรอกนะ…“เอสก้า นายเดินยังไม่คล่องใช่ไหม?”โครมพูด ผมกับกุนเทอร์ที่นั่งอยู่ด้วยกัน เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายเขาดูออกสินะ…. ผมเลยตอบเขาไป“ใช่ครับ ผมหัดเดินอยู่”“..นึกแล้วเชียว”“....ทำไมหรือครับ?”ผมถาม“ฉันเคยรักษาคนที่เป็นอัมพาตหรือบาดเจ็บช่วงขามาก่อนน่ะ… ถ้านายบำบัดด้วยตัวเองกว่าจะกลับมาเดินได้ปกติต้องใช้เวลานานเลย ..ฉันให้อันนี้นายแล้วกัน”“เอ๋...? มะ ไม่เป็นไรครับ”“รับไปเถอะ! ฉันอยากตอบแทนนาย ที่พวกเราทุกคนปลอดภัย ไม่มีใครบาดเจ็บเลยสักคนได้เนี้ยเพราะนายเลยนะ”โครมยิ้มแล้วยื่นสร้อยที่มีอัญมณีสีขาวใส่มือผม... ไม่ว่าผมจะปฏิเสธยังไง เขาก็ไม่ยอมเลย สุดท้ายผมก็เลยรับเอาไว้ กุนเทอร์ที่เห็นว่าผมรับของขอบคุณอย่างห่อเหี่ยวก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย“สร้อยอัญมณีเส้นนี้ไว้ใช้ในการบำบัด มันจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อขาให้นายกลับมาเดินได้ปกติอีก”“จะ จริงเหรอครับ?”“จริงสิ นี่น่ะหายากมากเลยนะ! เพราะสร้อยเส้นนี้ทำให้แม่ฉันกลับมาเดินได้อีก”“...ผมว่า ผมไม่ควรรับไว้จริงๆ”“ฮาๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ สร้อยเส้นนี้ไม่ได้เป็นของล้ำค่าทางจิตใจอะไรขนาดนั้นหรอกนะ มันควรจะอยู่กับคนที่ต้องการใช้มันมากกว่า ต่อจากนี้ระหว่างที่นายหัดเดินก็อย่าลืมสวมสร้อยเส้นนี้เอาไว้ด้วยล่ะ”โครมพูด… ผมขอบคุณเขาอีกครั้งแล้วเก็บสร้อยที่ได้มาใส่กระเป๋าแต่ดูเหมือนเรื่องที่เขาอยากจะพูดกับผมยังไม่หมด“เอสก้า ถามจริง.. นายไปเรียนเวทมนตร์แบบนั้นที่ไหนมา นะ! บอกหน่อยนะ!”“...เอ”เอาล่ะ… กลับเข้าเรื่องนี้จนได้ ผมเหลือบมองกุนเทอร์ที่กำลังจะอ้าปากพูดช่วยให้ ขอบคุณครับ!“ขออภัยด้วยโครม ในฐานะที่เขาเป็นนักเวทในความดูแลของฉัน คำถามนั้นฉันคงให้เอสก้าตอบไม่ได้”“...ปะ เป็นความลับงั้นเหรอครับ..?”โครมกระซิบเสียงเบา“ใช่แล้ว…”“...ก็จริง ...พอมาลองคิดดู ถ้ามีคนอื่นนอกจากพวกเรารู้เข้าคงวุ่นวายน่าดูนะครับ”โครมมองหน้าผม ด้วยสายตาที่รู้สึกเสียดาย เขาไม่ได้คะยั้นคะยอถามอะไรต่ออีก กลายเป็นเริ่มหัวข้อสนทนาใหม่แทน เขาชวนผมคุยเรื่องหินเวทมนตร์ต่อ คงเพราะเขาเห็นว่าผมสนใจล่ะมั้ง ซึ่งผมก็สนใจจริงๆนั่นแหละ โครมคุยเรื่องสถาบันที่เขากับน้องชายไปเรียนมา พอผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกอยากลองไปนั่งเรียนดูบ้าง จากที่เขาเล่าถึงบรรยากาศและเหล่าอาจารย์ที่สอนเขา เขาบอกว่าคาบเรียนควบคุมพลังเวทเป็นอะไรที่โหดหินสุด ถ้าส่งพลังเวทไปที่หินเวทมนตร์น้อยเกินไปหินก็จะไม่เชื่อมต่อพลังงาน แต่ถ้ามากเกินไปหินก็จะระเบิด ซึ่งทั้งเขาและน้องชายทำหินระเบิดบ่อยมากจนโดนดุเป็นประจำ ฟังดูน่าสนุกจังเลยนะ… อยากเรียนจังเลยแฮะ หวังว่าผมคงไม่สายเกินไปที่เรียน..เพราะฟ้ามืดจนสามารถมองเห็นดวงดาวได้แล้ว ทุกคนเลยต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน จะเหลือก็แต่กุนเทอร์กับเรย์ทริสที่ยังนั่งอยู่หน้ากองไฟ เห็นว่าคืนนี้พวกเขาจะอยู่เฝ้ายามกัน ใจจริงผมอยากนั่งเฝ้ายามด้วยนะ..แต่กุนเทอร์เน้นย้ำให้ผมไปพักผ่อนให้เต็มที่ เขากลัวว่าผมจะป่วยได้… แวมไพร์เขาป่วยกันหรือเปล่านะ?... ผมสงสัย.. แต่ไม่อยากลองป่วยดูหรอก ถ้ามาป่วยเอาระหว่างเดินทางจะเป็นภาระพวกเขาเอาพอราตรีสวัสดิ์พวกเขาเสร็จ ผมแยกตัวออกมาทันที ตอนนี้ผมนอนอยู่ในเต็นท์ขดตัวอยู่ในผ้าห่มนิ่มๆที่กุนเทอร์เตรียมไว้ให้.. ดูเหมือนว่าในหนึ่งเต็นท์จะนอนได้ประมาณสองคน แต่คืนนี้ผมนอนเดียวเลยสามารถนอนกางแขน กลิ้งตัวไปมาได้สบายๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่า จะมีคืนไหนที่ผมต้องนอนกับใครอีกคน.. แล้วคนนั้นจะเป็นใคร? ขอแค่อย่าเป็นเรย์ทริสก็พอ เจ้าบ้านั่นต้องแกล้งผม ตอนที่ผมหลับอยู่แน่ๆ“วันนี้เป็นวันที่ยาวนานจริงๆเลยนะ…”ผมบ่นพึมพำคนเดียว.. คงเพราะมีหลายๆเรื่องเกิดขึ้น แถมมีแต่เรื่องที่ผมไม่เคยพบเคยเจอ… โลกนี้อยู่ลำบากกว่าที่ผมคิดไว้.. หรือบางทีที่ผมรู้สึกว่าโลกนี้อยู่ลำบากอาจเป็นเพราะว่า ผมเอาตัวเองเข้าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากเข้าให้แล้ว…จบภารกิจนี้เมื่อไหร่ ผมลองทำธุรกิจเล็กๆดีไหมนะ..อย่างเช่น ร่ายเวท Buff ขายให้พวกนักผจญภัยในราคาถูกๆ ก่อนที่พวกเขาจะออกไปทำภารกิจอะไรแบบนั้น…“อืม… น่าสนใจ…”ผมพึมพำคนเดียวอีกครั้งแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ ก่อนที่ผลอยหลับไป………..…...…...….....…..………“-----อ๊าก”เสียงกรีดร้องของใครบางคน… ไม่นะ.. นี่ผมฝันอีกแบบนี้อีกแล้วเหรอ…ผมกลับมาอยู่ในสมรภูมิรบอีกครั้ง.. มีศพและเลือดเต็มไปหมด… แต่ครั้งนี้มีฝนตกลงมา พื้นที่เป็นบ่อตรงหน้าถูกเติมเต็มด้วยน้ำฝน แล้วผมก็เห็นภาพสะท้อนของตัวเอง… หญิงสาวผมทองในชุดขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและโคลน เพราะเป็นภาพที่สะท้อนจากน้ำทำให้เห็นใบหน้าของเธอไม่ชัดเจน.. เธอใช่ Divine หรือเปล่า?... ไม่นานเลือดจากศพของทหารที่นอนตายอยู่ก็ค่อยๆไหลลงผสมกับน้ำฝนภาพของหญิงสาวที่สะท้อนอยู่ก็ค่อยๆละลายหายไป “ขอร้องล่ะ!! ได้โปรดหยุดฆ่าพวกเขาที!!”น้ำเสียงอันไพเราะของหญิงสาวพูดออกมาอย่างอ่อนล้า เธอกำลังขอร้องอัศวินตรงหน้า ชุดเกราะซึ่งชะโลมไปด้วยเลือดของเขาถูกฝนที่ตกลงมาชะล้างจนเผยให้เห็นสีของชุดเกราะที่แท้จริงอัศวินในชุดเกราะสีเงิน… และดาบรูปร่างประหลาดสีดำสนิท“ที่นี่ไม่ใช่สวนดอกไม้… ----- ท่านกำลังขวางทางข้า… หลีกไป...”อัศวินชุดเกราะสีเงินดึงดาบสีดำที่แทงคาศัตรูไว้ขึ้นมา แล้วเดินผ่านหญิงสาวไปแบบไม่แยแส“ท่านแม่ทัพ!!”เธอตะโกนเรียกเขาอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่หันกลับมา...แม่ทัพเดินตรงไปที่ข้าศึกที่เหลืออยู่คนเดียว.. ชายผู้เป็นข้าศึกไม่ได้สวมหมวกเหล็กไว้ เผยให้ใบหน้าของชายวัยกลางคนหน้าตาดี ดวงตาของเขาเป็นสีแดงสด ผมสีเทาและใบหูที่แหลมยาว จากลักษณะนี่ทำให้เห็นได้ชัดว่า เขาเป็นแวมไพร์…ชายคนนี้อยู่ในสภาพสะบักสะบอมถึงกระนั้นเขากลับยังสามารถยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้อย่างสง่างามทางแม่ทัพเองก็ยกดาบขึ้นอยู่ในท่าตั้งรับการโจมตี





    “เพื่อเฟย์ราโทเปีย.. และเพื่อลูกชายของฉัน”“...”สิ้นคำพูดของข้าศึกคนสุดท้าย การต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น.. มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่ต้องใช้เวลานานก็รู้ผลดาบสีดำของแม่ทัพแทงทะลุเข้าท้องของศัตรูตรงหน้า เขากระอักเลือดออกมาจำนวนมาก…ร่างของเขาค่อยๆล้มลงกับพื้น แม้จะสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่ในมือของเขายังคงกำดาบเอาไว้แน่น…ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังร้องไห้… ไม่สิ.. ต้องบอกว่า หญิงสาวคนนี้กำลังร้องไห้อยู่ เธอพยายามเดินไปที่ศพของข้าศึกคนนั้น แต่กลับโดนอัศวินชุดเกราะสีเงินหยุดเอาไว้เขาจับแขนเธอไว้... จากแรงบีบที่เขาใช้ทำให้รู้ว่าเขาเป็นพวกกะแรงไม่เป็น เธอกัดฟันทนความเจ็บเอาไว้“อย่าได้คิดจะใช้เวทชุบชีวิตเขา… ท่านคงไม่อยากโดนตราหน้าว่าเป็นกบฏเหมือนกับพี่สาวท่านหรอกใช่ไหม?”“...”น้ำตาของเธอยังคงพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ความรู้สึกภายในใจของเธอส่งผ่านมาถึงผม‘เรามันไม่มีประโยชน์...’‘ไร้ประโยชน์สิ้นดี...’….......“..!!”ผมสะดุ้งตื่น.. แถมกลางดึกอีกต่างหาก..ฝันเมื่อกี้มันอะไรกันน่ะ.. ผมเริ่มรู้สึกว่าพักนี้จะมีแต่เรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด.. ดีอย่างที่ฝันรอบนี้ผมพอจำรายละเอียดได้อยู่บ้างต่างจากรอบที่แล้ว ...เป็นฝันที่ประหลาดชะมัด หรือเพราะเจอแต่อะไรแฟนตาซีๆเลยเก็บเอาไปฝันนะ…..แย่ล่ะ… นอนไม่หลับ… จะให้นอนเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาก็ยังไงอยู่...ผมลุกขึ้นนั่งแล้วแอบแง้มเต็นท์ ดูว่าข้างนอกเป็นยังไงบ้าง… ยังกลางคืนอยู่จริงๆนั่นแหละ… ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว… สวยจัง โลกที่แล้วผมไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรแบบนี้ถ้าเป็นช่วงฝนดาวตกจะเป็นยังไงนะ?ในที่สุดผมก็ตัดสินใจออกมาจากเต็นท์ ก่อนจะเดินตรงไปนั่งผิงไฟกับกุนเทอร์และเรย์ทริส

    To be continued
    หากมีข้อผิดพลาดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^



    แม่ทัพ ???


    ???