เป่าไฉนำกำลังเข้าค้นหาผู้ต้องสงสัยในฉางอานอย่างเงียบเชียบ จับคนร้ายได้นับร้อย มีทั้งนักโทษคดีเก่า โจรลักเล็กขโมยน้อย คนบ้าใบ้ คนจรจัด แม้แต่ทหารหนีทัพ
แต่กลับไม่มีคนของพรรคปราบั
นี่ทำให้มันวิตกกังวล
จากข้อมูลที่มี พรรคปราบัถือเป็ฏ จึงเป็ศัตรูอันดับต้น ๆ ของทางการ เพียงแต่ที่ตั้งของพรรคยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ความเคลื่อนไหวของคนในพรรคก็ดำเนินไปอย่างลึกลับปกปิดวิธีการสื่อสาร ยกเว้นระดับชนชั้นนำของพรรคที่มักจะเย่อหยิ่งถือดี จึงมิค่อยหลบซ่อนตัวเท่าใด แต่พวกมันมีวรยุทธสูงส่ง ทหารธรรมดาไม่อยู่ในสายตา อย่าว่าแต่จะจับกุม แค่จะตามตัวยังมิเห็นเงา
ถึงอย่างไรผู้คนของพรรคพรรคหนึ่งย่อมไม่อาจต้านทานกำลังของทางการได้ ขอเพียงทราบที่ตั้งแน่นอน ก็สามารถส่งทหารนับแสนนายเข้ากวาดล้าง
ด้วยเหตุนี้มันจึงต้องจับคนของพรรคปราบัให้ได้
มันเชื่อมั่นใน “ระบบสอบสวน” เพื่อรีบเอาความลับของทางการอย่างยิ่ง หากลงมือเต็มที่แล้วแม้แต่บุรุษยังต้องยอมรับว่าเป็มารดาของเด็ก
ตรวจค้นในลั่วหยาง
หากยังไม่ได้ความ คงต้องค้นหาภายในวัง
ซึ่งนั่นเป็เสมือนดาบสองคม
เป็การรบกวนเชื้อพระวงศ์และเหล่าคนใกล้ชิด
หากมิใช่ผลงานอันยิ่งใหญ่ ก็อาจเป็จุดจบของความก้าวหน้าหรือแม้แต่ชีวิต
ในที่สุดต้องตัดสินใจ
เว่ยกงกงนั่งจิบชาแดง รับฟังรายงานจากทหารคนสนิท
มิใช่มันไม่เบื่อเื่ราวเหล่านี้ แต่การข่าวเป็สิ่งสำคัญของการรักษาฐานอำนาจ การตัดสินใจลงมือของผู้ยิ่งใหญ่ หากกระทำลงโดยปราศจากข้อมูลที่ดี บางครั้งอาจนำมาซึ่งความพินาศย่อยยับของฝ่ายตน
“ท่านเสี้ยวอู่ิไปถึงเส้าหลินแล้ว”
มันผงกศีรษะ นี่คงเป็หนึ่งในไม่กี่สิ่งที่มันจะทำให้อดีตผู้ใต้บัญชาคนนี้ได้ หลังจากทราบอาการของเสี้ยวอู่ิ มันให้คนรีบไปแจ้งต่อวัดเส้าหลินทันที
เสี้ยวอู่ิไร้ญาติิขาดมิตร จึงไม่มีผู้ใดให้เว่ยกงกงต้องดูแลอีก
และด้วยความไม่มีญาติินี่เอง ทำให้แม้มันสอบได้ถึงระดับปางเหยี่ยน แต่ก็ไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญในทันที เนื่องเพราะขาดผู้อุปถัมภ์สนับสนุน
แต่เว่ยกงกงเห็นถึงความสามารถรอบด้านของเสี้ยวอู่ิ จึงดึงตัวมาอยู่ในสังกัดหน่วยสืบสวนลับของกรมตุลาการ แต่แท้จริงให้ทำงานใกล้ชิดกับตนเอง
เสี้ยวอู่ิมิทำให้ผิดหวัง สามารถตอบสนองต่องานที่อันตรายและยากลำบากได้อย่างเฉลียวฉลาดเข้มแข็ง แต่การสอบสวนลับหลายครั้งย่อมกระทบกระเทือนต่อขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนัก
กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เสี้ยวอู่ิกำลังใช้จมูกดมกลิ่นผิดปกติในวัง มันก็ล้มลงไป
โชคยังดีที่ผงพิษถูกโรยกระจายไว้หลายแห่ง จึงไม่เข้มข้นพอที่จะเล่นงานถึงตาย แต่หากมีการลอบโรยผงพิษอยู่เรื่อย ๆ ไม่ช้าเสี้ยวอู่ิคงจะทนทานมิได้ เว่ยกงกงจึงต้องส่งตัวมันไปสืบหาข่าวของพรรคปราบัในพื้นที่ลั่วหยาง เนื่องจากในเมืองฉางอานมีคนของเ้ากรมตุลาการเป่าไฉเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ไม่นึกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะเป็การส่งเสี้ยวอู่ิไปรับเคราะห์กรรมอย่างหนัก
ถ้วยชาในมือเย็นลง
เว่ยกงกงทอดถอนใจ เรียกตัวทหารคนสนิทเข้ามา แล้วยื่นห่อผ้าห่อหนึ่งให้
“นำสิ่งนี้ไปวัดเส้าหลิน มอบให้ใต้ซือฟางเว่ย”
เรือนจำ
ขึ้นชื่อว่าเรือนจำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สภาพดีเพียงใด ย่อมมิใช่สถานที่ที่ผู้คนอยากเข้าไป
ด้วยสิ่งที่เรือนจำพรากไปจากผู้คนมิใช่อื่นใด แต่คืออิสรภาพ
มนุษย์ไม่ว่าดีหรือร้าย การเคลื่อนไหวย่อมต้องกระทำอยู่ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน จึงจะได้ผลสมใจ
หากถูกกีดกันออกจากสังคม อยู่ในพื้นที่จำกัด วันวันไม่มีสิ่งใดทำ เอาแต่กินกับนอน ไม่ว่าเป็ผู้ยิ่งใหญ่เข้มแข็งเพียงไร ก็จะเหี่ยวเฉาลงไปเรื่อย ๆ
ที่สำคัญคือเรือนจำส่วนมากนั้น อยู่ในสภาพไม่ต่างจากคอกหมูเท่าใด
บางคราวสุกรยังดีกว่าตรงที่มีวันที่มันจะถูกจับไปฆ่าเพื่อทำเป็อาหาร พ้นจากชีวิตอันน่าเวทนาไป
แต่คนที่ถูกขังแบบไม่รู้กำหนดวันคืน ยิ่งเหมือนกับตายทั้งเป็
เป่าไฉนั้นมิค่อยมาที่เรือนจำเท่าใด
ด้วยมันรังเกียจกลิ่นเหม็นอับและตัวเรือดริ้นไรที่อุดมอยู่ในสภาพแวดล้อมอันสกปรกของที่นี่
แต่วันนี้เหล่าผู้คุมต้องพากันรุมล้อมเ้ากรมสิงปู้มาตามเส้นทางสู่ห้องขังแถบที่ลึกที่สุดของเรือนจำเมืองฉางอาน
ในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าห้องขังมืดแห่งหนึ่ง
“เปิดประตู” มันสั่ง
ผู้คุมลังเลเล็กน้อย แต่ก็นำกุญแจมาไขประตูให้
กลิ่นเหม็นสาบทุดทานทนโชยออกมา
เป่าไฉยกผ้าขึ้นมาปิดจมูก แล้วเดินเข้าไป
เหล่าผู้คุมจะตามอารักขา แต่มันโบกมือห้าม
เมื่ออยู่ในห้องขังอันมืดทึบมันต้องปรับสายตาอยู่สักครู่
ภายในมีร่างของชายคนหนึ่งถูกล่ามตรวนไว้แน่นหน้า ผมเผ้าสยายปกคลุมใบหน้า บางส่วนติดแน่นเป็สังกะตัง เสื้อผ้าเนื้อตัวแปดเปื้อนคราบไคล บ่งบอกถึงการไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็เวลานานแรมปี
“เฟิงตงเปียน” (สายลมแห่งบูรพา)
ร่างสกปรกนั้นเงยหน้าขึ้นมอง
“ข้าฯ เป่าไฉ เ้ากรมสิงปู้”
เฟิงตงเปียนมีสีหน้าเฉยเมย
“แล้วเ้ากรมคนเก่าเล่า”
“เกษียณไปแล้ว”
เฟิงตงเปียนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ไม่พูดสิ่งใดต่อ
มันรู้ว่าคนระดับเ้ากรมตุลาการลงทุนมาหามันถึงในคุกเช่นนี้ย่อมมีเื่พูดจา
เหล่าผู้คุมที่อยู่ด้านนอกเฝ้ารออย่างกระสับกระส่าย
“ท่านเ้ากรมมิควรอยู่ข้างในนานไป”
“เพราะเหตุใด”
“นักโทษผู้นี้อันตราย”
“อย่างไร”
“เ้ามิทราบว่ามันถูกขังเพราะความผิดใด”
“ข้าฯย้ายมาใหม่จึงไม่ทราบ”
“มันะโชกต่อยท่านเ้ากรมตุลาการคนก่อนเลยโดนขังอย่างไม่มีกำหนด”
เป่าไฉแย้มยิ้ม ทราบดีว่าเฟิงตงเปียนรอให้มันพูดก่อน
“เมื่อเ้ายังแข็งแรงสามารถรับโทษได้อีกนานเราก็ยินดี”
แล้วหันหลังเดินออกจากห้องขัง
“ช้าก่อน”
เป่าไฉหันกลับไป
“ท่านเ้ากรมอุตส่าห์ตรากตรำมาถึงนี่ย่อมมีข้อเสนอให้ผู้น้อย”
เป่าไฉฉีกยิ้มกว้าง
“นั่นย่อมมิผิด แต่เ้าต้องรับปากสองข้อ”
“มีใดบ้าง”
“ข้อแรกเ้าต้องอยู่ใต้บัญชาของข้าฯ”
“ข้อสอง”
“ห้ามลงไม้ลงมือกับผู้บังคับบัญชา”
เฟิงตงเปียนอ้าปากหัวเราะเสียงดังก้องห้องขังมืดทึบอับชื้น
“ผู้น้อยยินดีรับใช้ใต้เท้าเป่า”
เป่าไฉะโสั่งผู้คุมด้านนอก
“เข้ามาปลดโซ่ตรวนให้ท่านบัณฑิตถ้านฮัวเดี๋ยวนี้”
เฟิงตงเปียนกลับเป็ผู้ที่สอบขุนนางได้คะแนนลำดับที่สามของประเทศ
“มิต้องรบกวน”
มันลุกขึ้นยืนโซ่ตรวนก็หลุดออกจากร่างไปอย่างง่ายดาย
เป่าไฉทำหน้างง
“หากเ้าปลดโซ่ตรวนได้ ไยปล่อยให้ถูกล่ามอยู่นาน”
เฟิงตงเปียนศีรษะตั้งตรงยืดอกขึ้น
“ข้าพเ้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของเ้ากรมคนเก่าก็จริง แต่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำก็ผิดไป และยอมรับอำนาจตามกฏหมายในการลงทัณฑ์ของมัน สิ่งที่ข้าพเ้ายอมรับมิใช่ผู้ค้น แต่เป็หลักการ ผู้คนอาจเปลี่ยนผัน แต่หลักการที่เที่ยงแท้ย่อมไม่เปลี่ยนแปร”
นี่คือเฟิงตงเปียน สายลมแห่งบูรพา
ชานเมืองลั่วหยาง
มีหมู่บ้านธรรมดาหมู่บ้านหนึ่ง ตั้งอยู่ตอนต้นที่แม่น้ำลั่วเหอไหลผ่านตัวเมือง ซึ่งชื่อเมืองลั่วหยางนั้น ก็มาจากแม่น้ำลั่วเหอนี่เอง
ในสมัยราชวงศ์ถังนิยมปลูกดอกโบตั๋นเป็อย่างมาก นอกจากมีความสวยงามและกลิ่นหอมแล้วยังมีสีสันที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็ ขาว แดง ฟ้า เขียว แม้แต่สีดำ สามารถตอบสนองอารมณ์ที่แตกต่างของผู้คนได้เป็อย่างดี
บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านนี้ มีหญิงชราผู้หนึ่งอาศัยอยู่คนเดียว รอบบ้านของนางปลูกดอกโบตั๋นสีม่วง ทุกเช้านางจะออกมารดน้ำต้นไม้ ่เย็นนางจะชมดอกไม้และกลิ่นหอมของมัน
นางมิค่อยพูดจากับผู้ใดนัก
เช้านี้ต้าคลุ้มคลั่งเดินฮัมเพลงผ่านมา เห็นนางกำลังตักน้ำรดดอกไม้ มันแสยะยิ้มเดินเข้าไปใกล้
“ท่านยาย” มันะโเรียกเสียงดัง
นางไม่ตอบคำ
“ท่านยายซี่หยวนเฟิง” คราวนี้เสียงดังกล่าวเดิม
นางเปลี่ยนทิศทางของน้ำจากดอกไม้เป็สาดเข้าใส่ร่างกายใหญ่โตราวกระทิงป่าสามตัวของต้าคลุ่มคลั่งจนเปียกโชก
แต่ร่างกายมันใหญ่โตเกินไป จึงเหมือนเปียกเพียงน้อยนิด
หญิงชราคนนี้กลับเป็ชี่หยวนเฟิง
ไม้เท้าทลายผาที่น่าเกรงขามไยกลายเป็หญิงชราอยู่ในหมู่บ้านชนบท
ไป่เซ่อเชินมาจากทิศใดมิทราบ รีบมาดึงตัวต้าคลุ่มคลั่งออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุทะเลาะระหว่างหนึ่งหญิงชรากับกระทิงสามตัว
นี่เป็หมู่บ้านเช่นไร
เฟิงตงเปียนตัดผมเผ้า อาบน้ำขัดคราบไคลอยู่ครึ่งวัน ก็เปลี่ยนเป็ชุดขุนนางระดับแปดซึ่งเป็ตำแหน่งเกือบจะล่างสุดของขุนนางเก้าชั้น
แต่มันมิเอ่ยปากบ่น เมื่อเทียบกับการเป็ปู่โสมอยู่ในเรือนจำฉางอานมาหนึ่งปี ขุนนางระดับล่างยังมีชีวิตที่ดีกว่ามาก
หากทำงานได้เงินมา ย่อมสามารถซื้อหาเสื้อผ้าได้ดังใจ
มันเดินผ่านทางน้อยในเขตวังฉางอานมาจนพบกับเ้ากรมตุลาการเป่าไฉ
หลังจากทำความสะอาดขนานใหญ่ มันพอดูได้ขึ้นมา
แท้จริงแล้วมันยิ่งกว่าพอดูได้ เฟิงตงเปียนสูงถึงแปดเชียะเศษ เค้าหน้าคมคาย จมูกเป็สันกว่าคนทั่วไป หน้าผากกว้าง คางเรียว ริมฝีปากเหมือนยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา ท่าทางมันปล่อยตัวตามสบาย แต่ไม่ดูเรื่อยเฉื่อยแบบเสี้ยวอู่ิ ให้ความรู้สึกว่า มันััได้ถึงธรรมชาติและสายลม
“ตามข้าฯมา”
เป่าไฉพามันเดินไปยังที่ทำงานของเว่ยกงกง
เฟิงตงเปียนมิแปลกใจ มันรู้จักเว่ยกงกงดี ก่อนถูกคุมขังมันก็ทำงานอยู่ในสังกัดลี่ปู้ (มหาดไทย) คอยดูแลเื่ราวของขุนนาง แต่พบเห็นการจับกุมอันรุนแรงของสิงปู้ (ตุลาการ) มันทนไม่ได้เกิดทะเลาะกับเ้ากรมตุลาการในตอนนั้น สุดท้ายมันะโเข้าชกฝ่ายตรงข้ามหนึ่งหมัด จึงต้องเข้าไปอยู่ในห้องมืดมาหนึ่งปี
เว่ยกงกงมองหน้าเฟิงตงเปียนอย่างพินิจพิเคราะห์ เ้าหนุ่มผู้นี้มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
มันเหมือนไม่สนใจผู้ใด แต่ก็คล้ายใส่ใจทุกเื่ราว
“ชีวิตข้างในเรือนจำมิค่อยดีกระมัง”
กงกงยังแปลกใจตัวเองที่อดสัพยอกบุรุษตรงหน้ามิได้
หรือมันทำให้คิดถึงเสี้ยวอู่ิ
เฟิงตงเปียงยกสองมือคารวะ
“ผู้น้อยจะปรับปรุงตัว”
เว่ยกงกงหันไปทางเป่าไฉ
“ท่านเ้ากรมจะใช้มันเช่นไร”
เป่าไฉยิ้มแห้ง ๆ
“จากการทุ่มเทค้นหาทั่วฉางอาน กลับไม่พบคนของพรรคปราบัแม้สักคน แต่การวางแผนลอบทำร้ายพระจักรพรรดินี ต้องมีเครือข่ายคอยช่วยเหลือ นี่เป็สิ่งที่ข้าพเ้ายังวิเคราะห์ไม่ออก”
เว่ยกงกงพยักหน้า มันคิดเช่นเดียวกับเ้ากรมอ้วน
“ดังนั้น ข้าพเ้าจะให้เฟิงตงเปียนไปลั่วหยางเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม”
เว่ยกงกงอดคิดถึงเสี่ยวอู้ิขึ้นมาอีกมิได้
ป่านนี้ของคงส่งถึงวัดเส้าหลินแล้ว
“หากไม่อยู่ในฉางอาน ก็ต้องอยู่ในลั่วหยาง จึงจะสามารถก่อการได้”
เฟิงตงเปียนกล่าวพร้อมสีหน้ามั่นใจ
“แต่สายข่าวเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติในลั่วหยาง”
เป่าไฉทักท้วง
“นี่แสดงว่าพวกมันมิต้องหลบซ่อน”
ครานี้เว่ยกงกงกับเป่าไฉพากันงง
“นี่หมายความว่าใด”
เฟิงตงเปียนยิ้มกว้าง
“หมายความว่า หากสถานที่ใดมีแต่คนของท่าน ท่านก็ไม่จำเป็ต้องหลบซ่อน หากทุกคนเป็คนของท่าน จะกลายเป็ยากที่จะหาท่านพบ”
เว่ยกงกงกับเป่าไฉหันไปมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด
หากเป็จริงดังที่เฟิงตงเปียนพูด แสดงว่าในลั่วหยางมีคนของพรรคปราบัอยู่จำนวนมาก มากจนสามารถสร้างข่าวลวงขึ้นมาได้
“สมกับเป็บัณฑิตถ้านฮัวที่ข้าพเ้าอุตสาห์ไปเบิกตัวออกจากคุกมา”
เป่าไฉเรียกคะแนนจากเว่ยกงกง
เฟีงตงเปียนยิ้มแย่้มแจ่มใส พลางถาม
“แล้วบัณฑิตปางเหยี่ยนไปที่ใด”
ไต้ซือฟางเว่ยรองเ้าสำนักาุโสูงสุดของวัดเส้าหลิน รับมอบห่อผ้าจากนายทหารคนสนิทของเว่ยกงกง
เมื่อสอบถามว่าในห่อผ้าเป็สิ่งใด นายทหารผู้นั้นตอบมิได้และไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดดู
ไต้ซือฟางเว่ยชวนให้มันพักผ่อนที่วัดสักหลายวัน แต่นายทหารผู้นั้นขอตัวกลับเพื่อไปรายงานต่อเว่ยกงกงทันที
กงกงผู้นี้ช่างเลือกคนทำงานได้เยี่ยมนัก
เสี้ยวอู่ิก็เป็คนที่มันเลือกด้วยเช่นกัน
ไต้ซือฟางเว่ยแกะห่อผ้าที่มัดไว้แน่นหน้าออกช้า ๆ
ภายในมีกล่องหนึ่งกล่อง
เมื่อเปิดกล่องออกพบสิ่งของห่อไว้ด้วยหนังสัตว์หลายชั้นป้องกันน้ำและความชื้น
สิ่งใดที่เว่ยกงกงให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
ไต้ซือฟางเว่ยแกะหนังชั้นสุดท้ายออก แม้แต่ผู้ที่ปล่อยวางทางโลกเช่นท่านสีหน้ายังแปรเปลี่ยนเป็เหลือเชื่อ
คัมภีร์เล่มใหญ่เล่มหนึ่งอยู่ข้างใน
ตัวอักษรทั้งหมดในนั้นเป็ภาษาที่คนทั่วไปอ่านไม่ได้
เป็ภาษาอินเดีย
เจียเจียนั่งมาในรถม้าตามเส้นทางไปวัดเส้าหลิน
แม้ไต่ซือฟางเว่ยขอไว้ แต่นางก็อดมาเยี่ยมเสี้ยวอู่ิมิได้
ประมุขหวงและหวงฮูหยินย่อมไม่ยอมปล่อยนางมาคนเดียว
สุดท้ายกลายเป็ยกมาทั้งครอบครัว โดยหวงซิ่นพาศิษย์ตระกูลหวงตามอารักขานับร้อยคน
นี่เพราะศัตรูที่ดักเล่นงานมันในครั้งก่อนมีราวสองร้อยคน
แต่ระยะทางจากลั่วหยางไปยังเหอหนานที่ตั้งของวัดเส้าหลินไม่ไกลเท่าฉางอาน ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็มาถึง
ไต้ซือฟางเว่ยออกมาต้อนรับประมุขหวง เนื่องจากเ้าอาวาสชราภาพมากแล้วและมีอาการอาพาธ
แต่เส้าหลินมีกฎห้ามสตรีเข้าวัด ประมุขหวงกับหวงซิ่นจึงเข้าไปภายในเพื่อกราบพบเ้าอาวาส ส่วนคนอื่น ๆ เพื่อมิให้รบกวนพระสงฆ์มากไป จึงถอยขบวนห่างจากวัดมาเล็กน้อย
รออยู่ครึ่งวันประมุขหวงกับพวกก็ออกมา
“ไต้ซือเ้าอาวาสไม่สามารถอนุญาตให้สตรีเข้าไป” ประมุขหวงพยายามอธิบาย
“บิดาพบเสี้ยวอู่ิหรือไม่”
“ไต้ซือฟางเว่ยมิให้พบ บอกว่าสภาพของมันไม่น่าดูเท่าใด”
เจียเจียซึ่งไม่ร้องไห้ให้ผู้ใดเห็นมานาน ต้องมีน้ำคลอดวงตาอีก
แต่น้ำตาคราวนี้ไม่มากเท่าใด
เวลาย่อมเยียวยาหัวใจของนาง
“แต่พ่อฝากสิ่งของที่เ้านำมาให้แล้ว”
ประมุขหวงนึกถึงสีหน้าของไต้ซือฟางเว่ยที่คล้ายบอกว่าเสี้ยวอู่ิคงมิได้ใช้เสื้อผ้าหรือกินอาหารแห้งที่นำมาดอก
มันคงใกล้ถึงวาระสุดท้าย ประมุขหวงคาดเดา
ที่อุตสาห์ทนมาได้หลายเดือน นับว่ามหัศจรรย์มากแล้ว
เจียเจียยังทำท่าทางไม่ยินยอม แต่หวงฮูหยินห้ามไว้ นางจึงสงบลง
แท้ที่จริงเมื่อนางเห็นว่าบิดามารดาต้องเดินทางไกลเพราะนาง แถมยังต้องใช้ศิษย์คุ้มกันอีกนับร้อย นางก็รู้สึกผิดที่ตามใจตน
แต่อย่างไรนางต้องมาเยี่ยมมันสักครั้ง
สุดท้ายขบวนจึงต้องเดินทางกลับในรูปแบบนี้
เมื่อใกล้ถึงลั่วหยาง เจียเจียออกจากรถม้ามาขี่ม้าชมทิวทัศน์อันงดงามของขุนเขาแมกไม้ ่หนึ่งต้องผ่านที่ราบกว้างใหญ่มองไปสุดสายตาเห็นูเาสูงอยู่ไกล ๆ
ปีนี้นางอายุยี่สิบแล้ว
ถึงเวลาควรออกเรือน
แต่ผู้ที่ควรออกเรือนด้วยกันกลับมิทราบชะตากรรมว่าจะอยู่ได้นานเพียงใด
ม้าตัวหนึ่งวิ่งสวนขบวนมา
บนม้านั่งไว้ด้วยชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบหกปี รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าคมคาย สวมชุดสีฟ้าเขียวแขนกว้าง ซึ่งถือว่าทันสมัยในยุคนั้น
แม้แต่เจียเจียยังต้องยอมรับว่ามันมีเสน่ห์
แต่มันจ้องมองนางเพียงแวบหนึ่งก็หันไปมองท้องฟ้า
สายลมพัดผมที่ไว้ยาวของมันปลิวคลอจมูกโด่งเป็สัน
เฟิงตงเปียน สายลมแห่งบูรพา
ประมุขและหวงฮูหยินนั่งในรถม้าจึงมิได้เห็นชายหนุ่มผู้นี้