ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 ถูกสะกดรอยตามบนภูเขา

            หยางหว่านซิ่วถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่รู้จะตอบคำพูดนั้นอย่างไรจริงๆ

            หลิวชุนฮวาหัวเราะแล้วพูดต่อไปว่า “ช่วงก่อนหน้านี้เยี่ยนกุยอารมณ์ไม่ดี ตอนนี้มาพักอยู่กับแม่นานแล้ว จะรบกวนแม่ไปตลอดก็ไม่ได้ หนูว่าตอนนี้คงจะหายโกรธแล้ว ก็เลยจะมารับตัวเธอกลับไปค่ะ”

            “รับกลับไปตีให้ตายน่ะเหรอ?” หยางหว่านซิ่วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทำเอาหลิวชุนฮวาแทบสำลักคำพูดตัวเองออกมา

            หยางหว่านซิ่วเหลือบมองหล่อนแล้วพูดต่อ “ฉันแก่แล้ว พวกหลานๆ คนรุ่นพวกแกไม่ยักจะมีใครอยากมาอยู่กับเรา หรือจะพูดแย่ๆ หน่อย  ถ้าฉันป่วยตายในบ้านสักวันก็คงไม่มีใครรู้ ตอนนี้เยี่ยนกุยมาอยู่เป็นเพื่อน ฉันรู้สึกดีกว่ามาก”

            “หลานสาวฉันทั้งกตัญญู ขยันขันแข็ง แถมยังเอาใจใส่ยายแก่อย่างฉัน ฉันไม่รู้สึกว่าเป็นการรบกวนเลยสักนิด ในเมื่อหล่อนแยกบ้านไปแล้ว ทะเบียนบ้านตอนนี้ก็อยู่กับฉัน ไม่ได้มีอะไรเหมือนที่แกพูดสักนิด ไปไหนก็ไป ที่นี่ไม่ต้อนรับแก!”

            พูดจบเธอก็ยกไม้กวาดขึ้นมาไล่หวดหลิวชุนฮวาทันที หยางหว่านซิ่วจำเรื่องที่หลิวชุนฮวามาแย่งเนื้อที่บ้านเก่าทั้งสองครั้งได้ขึ้นใจ ครั้งนี้พอได้ยินว่าหลิวชุนฮวาจะพาจิ่งเยี่ยนกุยกลับไป เธอก็เดือดขึ้นมาทันใด เพราะคิดว่าเจตนาหลิวชุนฮวาไม่ดี จึงด่ากลับไปเสียยกใหญ่

            หลิวชุนฮวามาเยือนเพราะมีจุดประสงค์บางอย่าง แต่กลับไม่ได้เจอแม้แต่หน้าของจิ่งเยี่ยนกุย แถมยังถูกหยางหว่านซิ่วไล่ออกจากบ้าน หล่อนโกรธจนแทบระเบิด แต่เมื่อเห็นชาวบ้านแถวนั้นกำลังมองอยู่ ก็ไม่กล้าด่าออกมา ได้แต่รีบวิ่งหนีกลับไปอย่างเจ็บใจ

            ตอนที่หลิวชุนฮวากลับมาถึงบ้าน จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็กลับมาด้วยสีหน้ามืดมนเช่นกัน หลังจากจิ่งเสี่ยวเยวี่ยขี้เกียจจนถูกจิ่งเจี้ยนกั๋วลงโทษไปหนที่แล้ว เธอก็ซื่อตรงทำตัวนิ่งขึ้นมาก ยามนี้เธอก็เพิ่งกลับมาจากถอนหญ้า

            งานนี้เมื่อก่อนจิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนทำโดย เธอทำไปด้วยความไม่เต็มใจเลยสักนิด แม้ว่าจะแอบขี้เกียจตลอดเวลา แต่มันก็ยังทำให้มือเป็นตุ่มพองหลายตุ่ม

            ภายในใจของเธอรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดมาก อยากจะแบ่งงานให้คนอื่นทำหน่อย แต่หลิวชุนฮวาขี้เกียจยิ่งกว่าอีก เธอจะหลอกล่อให้แม่ลงไปทำงานก็ไม่ได้ จิ่งชิวหงก็ขาเจ็บตั้งแต่ตอนที่ถูกจิ่งเยี่ยนกุยเหยียบและยังต้องพักรักษาตัวที่บ้าน ส่วนจิ่งหลิวหยางไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อกับแม่ มีที่ไหนที่จะให้เขามาลำบาก

            เมื่อก่อนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยคิดว่าสามคนพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนพวกเธอทั้งสองคนจะไม่เป็นที่เอ็นดูเลยสักนิด

            สีหน้าของเธอดูไม่ดีนัก หลิวชุนฮวาเองก็อารมณ์เสีย จึงไม่ได้สนใจที่จะปลอบและได้แต่พูดว่า “วันนี้มีหนุ่มขับรถมาหาจิ่งเยี่ยนกุย”

            จิ่งเสี่ยวเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย หลิวชุนฮวามองเธอแล้วพูดต่อ “แม่รู้ว่าช่วงนี้แกเหนื่อย แต่ยังไงงานบ้านก็ต้องมีคนทำ อย่าคิดมากเลยนะ รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง อนาคตของแกก็ต้องให้ตัวเองเป็นคนกำหนดสิ”

            คำพูดของหลิวชุนฮวากลับทำให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้สติ ช่วงนี้เธอต้องทำงานหนักทุกวัน ชีวิตช่างน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน!

            เธอจึงกัดฟันพูดว่า “แม่ ตอนนั้นแม่บอกหนูไว้ว่ายังไง?”

            สีหน้าของหลิวชุนฮวาดูบิดเบี้ยวแปลกๆ แต่ก็ยังพูดว่า “เรื่องแบบนี้แกต้องหาโอกาสเอง แม่เข้าไปยุ่งมากไม่ได้”

            “หาโอกาสเองเหรอคะ?” จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโยนจอบทิ้ง “หนูก็อยากหาโอกาสเหมือนกันนั่นแหละ แต่ตอนนี้พ่อกับแม่โยนงานทุกอย่างมาให้หนู จะมีเวลาที่ไหนไปหาโอกาสคะ?”

            จิ่งเสี่ยวเยวี่ยมองหน้าหลิวชุนฮวาด้วยสีหน้าเย็นชา หลิวชุนฮวาเข้ามากระซิบข้างหูเธอว่า “แกคือแก้วตาดวงใจของแม่ ไม่ต้องห่วง แม่จะไม่ปล่อยให้แกต้องลำบากไปตลอดหรอก”

            ตอนนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยอยากจะออกจากบ้านนี้ไปให้พ้น ไม่อยากทำงานไร่โง่ๆ พวกนี้อีกแล้ว เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หนูจะต้องแต่งงานกับฟางเสียนจือให้ได้ มหาวิทยาลัยหนูก็จะต้องสอบเข้าให้ได้เหมือนกัน ปีที่แล้วหนูสอบไม่ติดโรงเรียนในเมือง ปีนี้หนูจะต้องสอบติดให้ได้ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป หนูจะไม่ลงไปทำงานในไร่อีกแล้ว หนูจะอ่านหนังสือทบทวนที่บ้าน!”

            จิ่งเจี้ยนกั๋วจะขึ้นรถไฟตอนกลางดึกของวันนี้ ตอนนี้จึงไปบ้านเพื่อนร่วมงานที่หมู่บ้านข้างๆ และคืนนี้ตอนห้าทุ่มก็จะลงใต้ด้วยกัน

            จิ่งเสี่ยวเยวี่ยอยากให้พ่อของเขาออกไปทำงานหาเงินข้างนอกเร็วๆ เพราะถ้าเขาไปแล้ว หลิวชุนฮวาก็ใช่ว่าสนใจงานไร่ คงไม่มีใครบังคับให้เธอต้องลงไปทำงานอีก

            แค่นึกถึงภาพที่ตัวเองทำงานอยู่ในโรงงาน แล้วมองมือของตัวเองที่เต็มไปด้วยตุ่มพอง ภายในใจก็รู้สึกอึดอัดเหลือเกิน เมื่อเปิดหนังสือขึ้นอ่านด้วยหัวที่ร้อนปุดๆ ก็อ่านไม่เข้าหัวสักตัว

            วันนี้ตอนที่หลิวชุนฮวาบอกว่ามีคนมาหาจิ่งเยี่ยนกุย แม้ว่าเมื่อกี้เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจก็รู้ดี เพราะตอนที่เธอถอนหญ้า เธอเห็นซูไป่ชิงลงจากรถแล้วเดินไปที่บ้านเก่าตระกูลจิ่งพร้อมกับฟางเสียนจือ

            ถึงแม้ซูไป่ชิงจะมีหน้าตาโดดเด่น แต่ก็แตกต่างจากฟางเสียนจือที่ดูเย็นชาโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ประเภทที่เธอชอบ เธอเลยไม่ได้พูดอะไรออกไปตอนนั้น

            เธอรู้ว่าประโยคนั้นที่หลิวชุนฮวาพูดเมื่อกี้หมายความว่าอย่างไร คือให้เธอไปสืบรู้ประวัติของชายคนนั้นให้ได้ เพราะฟางเสียนจือค่อนข้างยากที่จะรับมือ

            แต่เธอตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว คนที่เธอจะแต่งงานด้วยคือฟางเสียนจือ! ซูไป่ชิงมีรถ ฟางเสียนจือก็มีรถเหมือนกัน! แถมยังรู้ลึกตื้นหนาบางกันดี เธอต้องโง่ขนาดไหนถึงจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ซูไป่ชิงแทน

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาของเธอก็หม่นแสงลง ในใจผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้ ทั่วทั้งสรรพางค์กายพลันปล่อยกลิ่นอายอึมครึมขึ้นมาหลายส่วน

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้สนใจว่าหลิวชุนฮวามาหาเธอด้วยเหตุผลอะไร เพราะยังไงก็คงไม่พ้นเรื่องเดิมๆ เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความร่วมมือกับซูไป่ชิง จึงยังมีหลายอย่างที่ต้องทำและเรียนรู้ คร้านจะสนใจความคิดโสมมของแม่คนนี้

            หลายวันมานี้เธอตื่นแต่เช้าไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาทุกวัน เนื่องจากมีประสบการณ์จากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เธอจึงไม่กล้าเดินเข้าไปลึกมากนัก เจอสัตว์ป่าดุร้ายแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว เธอไม่อยากเจอเป็นครั้งที่สองอีก

            ถึงแม้ช่วงนี้เธอจะเก็บสมุนไพรจากภูเขาหลังหมู่บ้านไปเยอะ แต่ก็ยังมีพืชพันธุ์ขึ้นหนาแน่น แค่เก็บไปตามชายขอบป่าก็ยังเก็บสมุนไพรได้ตั้งมากมาย

            หลังจากผ่านไปหลายวัน ปริมาณสมุนไพรที่เก็บไว้ก็เริ่มมีมากพอ นอกจากสมุนไพรที่เธอต้องใช้ทำยาแล้ว ยังเก็บสมุนไพรที่มีราคาสูงมาด้วย เมื่อเป็นแบบนี้ จะได้ทั้งปรุงยาและขายสมุนไพรไปพร้อมๆ กัน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ทั้งจนและต้องการเงินอย่างเร่งด่วน

            หลังจากที่เธอออกไปแต่เช้ากลับเย็นมาหลายวัน ก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ สัญชาตญาณบอกว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามเธอ

            เธออาศัยจังหวะเลี้ยวโค้งหันไปดูข้างหลัง คนคนนั้นรีบหลบหลังต้นไม้ แต่เธอก็จำได้ทันทีว่าคนนั้นคือ ‘ชายเสเพล’!

            ชายเสเพลสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจิ่งเยี่ยนกุยในชาติที่แล้วไม่ว่าอย่างไรมันก็ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงไม่น้อย เพราะว่าชาติที่แล้วตอนที่เธอกลับมาจากทำงานทางใต้ ทันทีที่มันเห็นหน้าเธอก็จะเรียกเธอว่าเมีย

            จิ่งเยี่ยนกุยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตอนที่เธอเพิ่งย้อนกลับมาเกิดใหม่และได้รับบาดเจ็บ เธออาจจะกลัวไอ้ขี้เมานี่ แต่ตอนนี้ร่างกายของเธอไม่เป็นอะไรแล้ว เลยไม่กลัวเขาสักนิด!

            ชายเสเพลตามเธอเข้าไปในป่า เมื่อเห็นเธอเดินพ้นมุมเลี้ยวบนภูเขา ก็รีบตามไปทันที

            เขาคิดในใจว่าที่นี่ค่อนข้างไกลจากหมู่บ้านมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่มีใครรู้ นัยน์ตานั้นจึงสะท้อนภาพแห่งความหื่นกระหาย

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน