เฉินอันหลานไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกินมากนัก ตั้งแต่ออกมาจากตระกูลเฉินเขาก็ไปกินข้าวในร้านอาหารน้อยครั้งมากทีเดียว บวกกับที่ต่อมาเขาได้รับการคัดเลือกให้เข้าโรงเรียนตำรวจ กินอาหารหม้อใหญ่ในโรงอาหารพร้อมกับคนจำนวนมาก พอจบออกมาก็กลายเป็นสายลับ ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย แค่กลืนลงได้ไม่ยากก็เพียงพอ ดังนั้นเฉินอันหลานจึงไม่ใช่คนเลือกกิน เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะจ้างคนรับใช้ไปนานแล้ว วัน ๆ ก็กินแต่อาหารที่ซื้อมา ดังนั้นระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ลานเซลอตยื่นข้อเสนอให้ สำหรับเขาที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำอาหารเลยมันเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการไล่จับคนร้ายหลายเท่าทีเดียว
หลังจากที่พลิกตำราอาหารที่อยู่ในมือไปมาอยู่พักใหญ่ เฉินอันหลานก็ยังไม่มีความรู้สึกสนใจในการทำอาหารแม้แต่น้อย เขาวางตำราในมือลง จากนั้นก็เดินไปสังเกตการเคลื่อนไหวบนชั้นสองของบ้านฝั่งตรงข้ามจากหน้าต่างบ้านตัวเอง แต่หลังจากที่เฝ้ามองอยู่นาน ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของใครสักคน
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“มีอะไร?”
“คุณชายสาม มีคนมาขอพบคุณชายสามครับ”
“ไม่พบ”
“เขาบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณชายสามนะครับ”
‘เพื่อน’ คำคำนี้ ได้ถูกตัดขาดไปจากชีวิตของเฉินอันหลานนานแล้ว ที่จะฝืน
พอนับเป็นเพื่อนได้บ้างก็มีแค่คู่หูร่วมเป็นร่วมตายในเส้นทางสายนี้เมื่อครั้งอดีตเท่านั้น แต่หลายปีผ่านไป คนในกลุ่มนี้ก็เหลือแค่บาวดี้คนเดียว แต่เฉินอันหลานก็ไม่เคยบอกบาวดี้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ดังนั้นเมื่อมี ‘เพื่อน’ ปรากฏขึ้นมากะทันหันนั่นจึงส่งผลให้
สายลับหนุ่มรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“เขาชื่ออะไร?”
“ลู่ฮหวายครับ”
‘ลู่ฮหวาย?’
เฉินอันหลานมัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับการหาที่อยู่ของยาระงับมาตลอดสองวันนี้
จนเกือบจะลืม ‘ว่าที่คู่หมั้น’ คนนี้ไปแล้ว แต่ลู่ฮหวายมาหาเขาถึงบ้านแบบนี้ หรือว่าพ่อได้พูดเรื่องการแต่งงานกับอีกฝ่ายแล้ว?
“คุณชายสามครับ จะพบหรือไม่พบครับ?” เหลยจินยืนถามอยู่หน้าประตูห้อง
“ไม่พบ หาข้ออ้างไล่เขาไป”
“ครับ คุณชายสาม”
เหลยจินรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งลงไปข้างล่างทันที
เฉินอันหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็เอื้อมมือไปเปิดม่านหน้าต่างเพื่อมองดูเหตุการณ์หน้าประตูบ้าน เขาเห็นรถสีขาวคันหนึ่งจอดรออยู่ หลังจากที่เหลยจินเดินมาถึงประตูคนที่อยู่ในรถก็ลงมาหา คนคนนั้นเป็นลู่ฮหวายจริง ๆ เหลยจินพูดคุยกับลู่ฮหวายอยู่พักใหญ่ สีหน้าลู่ฮหวายแสดงออกถึงความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมาก นอกจากนำของขวัญที่เอามาด้วยยื่นให้กับเหลยจิน จากนั้นก็กวาดตาขึ้นมามองบนชั้นสอง เฉินอันหลานไม่ได้หลบ สายตาของเขาประสานกับสายตาของอีกฝ่ายอย่างพอดิบพอดี ระหว่างที่ดวงตาทั้งคู่ประสานกัน ลู่ฮหวายก็ส่งยิ้มมาให้เขาก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไป
เมื่อลู่ฮหวายขับรถกลับไปแล้ว เฉินอันหลานก็เตรียมจะปิดม่านเพื่อกลับไปดูตำราอาหารต่อ แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นรถของเจียงหยางขับเข้ามาจอดรถตรงหน้าประตูเหล็กของบ้านตรงข้าม หัวหน้านายตำรวจลงมากดกริ่งหน้าประตูอยู่พักใหญ่
หลังจากกดเจียงหยางกริ่งอยู่นานก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองไปบนชั้นสองของ
บ้านตรงข้าม ทว่าเขาก็ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวใด ๆ หรือว่าทั้งสามคนจะไม่อยู่? เมื่อครุ่นคิดอยู่สักพัก เฉินอันหลานก็โทรศัพท์หาเจียงหยาง
ไม่นาน อีกฝ่ายก็กดรับสาย
เฉินอันหลานมองไปทางเจียงหยางที่ยืนรับโทรศัพท์อยู่หน้าประตูเหล็ก
“หัวหน้าเจียง ผมเองเฉินอันหลาน”
(อันหลาน ฉันอยู่ข้างนอก นายมีอะไรรึเปล่า?)
“ผมส่งอีเมลฉบับหนึ่งให้คุณเมื่อเช้า คุณเปิดอ่านรึยังครับ?”
(อีเมล? อ่อ ใช่ ๆ มีอีเมลส่งเข้ามา ฉันกำลังคิดอยู่เลยถ้าทำธุระเสร็จแล้ว
ฉันจะแวะไปหานาย)
“หัวหน้าเว่ยไม่อนุมัติเหรอครับ?”
(ไม่ใช่ไม่อนุมัติ แต่ไม่รู้ว่าหรงอันชิ่งคิดยังไง ถึงได้วิ่งหน้าตั้งไปมอบตัวกับ
หน่วยอาชญากรรมซะได้ และสารภาพว่าคดีฆ่าข่มขืนก่อนหน้านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา ตอนนี้เขาถูกจับตัวไปสอบปากคำแล้ว ถึงอีเมลที่นายส่งมาให้ฉันจะเป็นหลักฐานในการลักลอบค้ายาเสพติดของหรงอันชิ่ง แต่ตอนนี้หน่วยอาชญากรรมไม่ยอมส่งตัวเขามาให้เราอย่างแน่นอน ถึงหัวหน้าเว่ยจะอนุมัติหมายจับแล้วก็เถอะ แต่ก็ต้องรอให้หัวหน้าของหน่วยอาชญากรรมเอ่ยปากเองว่าปล่อยตัวก่อนพวกเราถึงจะพาตัวหรงอันชิ่งมาทางฝั่งเราได้)
‘หรงอันชิ่งมอบตัว?’
เฉินอันหลานขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“แล้วกลุ่มอาชญากรรมว่ายังไงบ้าง?”
(จะว่าไงได้ล่ะ เขาไม่ยอมมอบตัวหรงอันชิ่งมาให้พวกเราในเร็ว ๆ นี้แน่นอน เอาจริง ๆ หรงอันชิ่งถูกจับก็เป็นเรื่องดี แต่ฉันกลัวว่าจุดประสงค์ที่เขายอมมอบตัวมันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ ไม่แน่อาจจะยื้อเวลาเพื่อทำลายหลักฐานก็ได้ แล้วนายว่า
มันจะเกิดเรื่องราวในสองสามวันนี้สักกี่เรื่องเชียว... อ๊ะ มีสายเข้ามา นายรอก่อน ฉันคุยเสร็จเดี๋ยวโทรกลับหานายอีกทีนะ)
เฉินอันหลานวางสายไป และยืนรออยู่บริเวณหน้าต่างพักใหญ่
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เจียงหยางก็โทรเข้ามาอีกครั้ง
(อันหลาน ฉันมีข่าวดีจะบอกนาย สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว) เสียงของเจียงหยางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด (เมื่อกี้คนในกลุ่ม โทรศัพท์มาหาฉัน บอกว่ามีคนเอายาเสพติดของหรงอันชิ่งที่หายไปจากท่าเรือมาวางไว้หน้าสถานีตำรวจของเรา ของนั่นมีจำนวนหนึ่งร้อยกิโลกรัมไม่ขาดไม่เกิน ฉันให้คนไปเอามาแล้ว ยาเสพติดหนึ่งร้อยกิโลไม่ใช่ปริมาณน้อย ๆ เลยนะ ยังไงกลุ่มอาชญากรรมจะต้องส่งตัวหรงอันชิ่งมาให้เราบี้ก่อนแน่ ๆ)
เฉินอันหลานตกอยู่ในความเงียบงันไปหลายวินาที
(ไม่พูดแล้ว ๆ ฉันรีบกลับไปจัดการคดีก่อนดีกว่า)
เมื่อเจียงหยางพูดจบก็วางสายไปทันที จากนั้นก็รีบขึ้นรถแล้วขับออกจากบริเวณเขตที่อยู่อาศัย เฉินอันหลานยืนมองอยู่ตรงหน้าต่างบนชั้นสองด้วยสายตาที่ค่อย ๆ ฉายแววสับสนขึ้นเรื่อย ๆ ——
บาวดี้จะทำอะไรกันแน่?
※※※※※※※※※※
ณ โรงพยาบาล
เฉินอันหลานใส่ผ้าปิดปากเดินเข้ามาด้านใน เขาเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปหาบาวดี้ที่ห้องผู้ป่วย คนที่อยู่ในลิฟต์ต่างทยอยกันเดินออกไปยังชั้นต่าง ๆ ทีละชั้น ๆ จนกระทั่งเหลือเพียงเฉินอันหลานกับใครอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา แต่แล้ว
คนคนนั้นก็เดินมาหน้าประตูลิฟต์ จากนั้นก็วางโลหะที่มีลักษณะคล้ายกับกระดุมเสื้อขนาดกลางลงบนปุ่มกดลิฟต์ ในชั่วพริบตาเดียว ลิฟต์ก็เกิดเสียงดังบึ้มสนั่นหวั่นไหว จากนั้นลิฟต์ก็หยุดชะงักลง
ดวงตาเย็นชาหรี่ลงเล็กน้อย เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของอาชญากรบึ้มลิฟต์ ที่ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน
“ไม่อ่านตำราการทำอาหารอยู่บ้าน มาที่นี่ทำไม?”
สีหน้าของเฉินอันหลานแสดงออกถึงความตกใจเฉียบพลัน พร้อมกันกับความสับสนที่สะท้อนออกมาทางสายตา
ลานเซลอตถอดผ้าปิดปากออก แล้วหมุนตัวไปมองคนตัวเล็กกว่า
“มาหาใคร?”
“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“มาหาหมอ”
“มาหาหมอหรือว่ามาหาคนไข้กันแน่?”
ลานเซลอตจ้องเขม็งไปทางเฉินอันหลานโดยไม่พูดอะไร
เฉินอันหลานแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา ก่อนจะถอดผ้าปิดปากเพื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
“เมื่อเช้ามีคนเอายาเสพติดหนึ่งร้อยกิโลกรัมไปวางไว้หน้าสถานีตำรวจ นายรู้เรื่องนี้ไหม?”
“ไม่รู้”
“งั้นนายก็น่าจะเดาได้ ว่ายาเสพติดหนึ่งร้อยกิโลกรัมลอตนั้นเป็นหนึ่งในลอตที่นายกำลังตามหาอยู่”
“ใช่เหรอ”
“ดูเหมือนนายจะไม่ได้ตกใจสักนิดเลยนะ”
ลานเซลอตก้าวเข้าไปใกล้เฉินอันหลานอีกสองก้าวจนกระทั่งสองร่างประจันหน้ากัน อัลฟ่าหนุ่มโน้มตัวลงไปสูดดมบริเวณลำคอของเฉินอันหลาน พริบตานั้นดวงตาสีดำทมิฬก็เบิกตากว้างขึ้นก่อนจะเคร่งขรึมลงในชั่ววูบ
“วิ่งแจ้นมาโรงพยาบาลในสภาพแบบนี้ ไม่กลัวว่าจะถูกใครจับได้งั้นเหรอ?”
เฉินอันหลานถอยหลังไปสองก้าว ดวงตายังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
“นายทำอะไรบาวดี้?”
“ไม่ได้ทำอะไร”
“นายคิดว่าฉันจะเชื่อที่นายบอกว่ามาหาหมอที่นี่อย่างนั้นเหรอ?”
“ความจริงมันเป็นแบบนั้น”
“แล้วป่วยเป็นอะไร?...
โรคชอบคิดเองเออเองหรือโรคหลายบุคลิก?”
ลานเซลอตยิ้มพราย โดยไม่โต้กลับ
“ฉันพูดจี้ใจดำใช่ไหม?” เฉินอันหลานแค่นเสียง ‘เหอะ’ ในลำคอ “ถ้าเป็นแบบนี้จริง ก็ดูแลตัวเองให้ดี ๆ แล้วกัน ช่วงแรก ๆ อีกอย่าง หลัง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นอีกอย่าง ผู้นำเป็นแบบนี้ชื่อเสียงของตระกูลเอสเตจะด่างพร้อยเอาได้”
“แล้วตอนนี้ฉันเป็นอย่างแรก หรือว่าอย่างหลังล่ะ?” ลานเซลอตก้าวเข้าไปใกล้เฉินอันหลาน
คำถามที่ได้ยินทำให้เฉินอันหลานประหลาดใจไม่น้อย เขาถอยร่นไปด้านหลังหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งถอยมาติดกำแพงลิฟต์ไม่สามารถขยับไปไหนได้อีก
“นายกังวลอะไร?” ลานเซลอตกดดันเฉินอันหลานด้วยการขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นและมากขึ้น เขาก้มหน้าลงมองคนตัวเล็กกว่าด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ใบหน้านั้นก็ยื่นเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
“ฉันว่านายไม่ใช่แค่จิตไม่ปกติแล้วล่ะ ว่าง ๆ นายน่าจะลองไปตรวจตาสักหน่อยนะ...” เฉินอันหลานสะกดกลั้นความรู้สึกอึดอัดเอาไว้ในใจ และตั้งใจเผชิญกับสายตาของลานเซลอตตรง ๆ โอเมก้าหนุ่มแสดงสีหน้าเย็นชาออกมาพร้อมแค่นเสียง “...นายน้อยโอดิน”
ลานเซลอตยิ้ม ก่อนจะล้วงไปหยิบโทรศัพท์ออกมาจากในกระเป๋า แล้วเปิดคลิปเสียงแนบไปบนใบหูเล็กของเฉินอันหลาน แทบจะในชั่วพริบตา เสียงร้องบนเตียงที่เหมือนกับเสียงเรียกเข้าในคืนนั้นก็ดังเข้ามาในโสตประสาทนายตำรวจหนุ่มอย่างฉับพลัน
เสียงหนึ่งสอดประสานกับอีกเสียงหนึ่ง ดังก้องอยู่ในหัวสมองของคนไม่อยากฟังอย่างชัดเจน ส่งผลให้เขาตัวแข็งทื่อทันที
“ใครกันแน่ที่สองบุคลิก?....
...ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ?”
“ไร้ยางอาย!”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด
ลานเซลอตยิ้มแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น
“นี่คือเสียงของใครเหรอ? หือ?”
“ลบทิ้งเดี๋ยวนี้!...
อัดเสียงร้องครวญครางบนเตียง นายไม่รู้สึกอายบ้างเหรอ?”
“ไม่รู้สึกนี่” ลานเซลอตพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อีกอย่างเสียงบันทึกนี่คือหลักฐานการสมยอมจากนาย”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอดก่อนจะส่งเสียงเหอะอย่างเย็นชา
“ฉันไม่ได้สมยอมนาย ฉะนั้นลบซะ”
“ไม่ได้”
“นายคิดจะทำอะไรกันแน่?!”
“นายไม่ได้นอนร่วมเตียงกับฉันทุกคืนเสียหน่อย ฉันขออัดเสียงนายไว้ฟังก็ไม่เห็นจะผิดเลยนี่”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความคิดเห็นเรื่อยเปื่อยและน่ารังเกียจของลานเซลอต เฉินอันหลานก็หมดคำที่จะโต้กลับทันที
เมื่อคลิปนั้นเสียงจบลง มันก็เล่นคลิปต่อไปอัตโนมัติ ซึ่งเสียงนี้ราวกับระลอกคลื่นที่รุนแรงยิ่งกว่าเสียงเมื่อสักครู่ ส่งผลให้เฉินอันหลานที่ได้ยินเสียงของตัวเองถึงกับหน้าแดงก่ำ หัวสมองชาวาบไปในทันที
“นะ นาย... ปิดเดี๋ยวนี้นะ”
“นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“คำถามอะไร!”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด พร้อมกับถามขึ้น
ลานเซลอตยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูของเฉินอันหลาน จากนั้นก็ให้เขาฟังเสียงในมือถือไป พร้อมกับพูดขึ้น
“อ่านตำราทำอาหารบ้างรึยัง”
“...อ่านแล้ว” เฉินอันหลานกำหมัดไว้แน่น
“ทำเป็นรึยัง?”
“ไม่เป็น!”
“แล้วนายมาที่นี่ทำไม?”
“นายช่วยปิดเสียงบ้านี่ก่อนได้ไหม!”
“ไม่ได้”
เฉินอันหลานถูกอีกฝ่ายบีบจนแทบจะระเบิดออกมาแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงช่างซ่อมก็ดังขึ้นมาจากนอกลิฟต์ เฉินอันหลานตกใจไม่น้อย เขาปรายตามองไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนมุมลิฟต์ ก่อนจะเอ่ยปากถามคนตัวโตกว่า
“กล้องวงจรปิดนี่เห็นทุกอย่างในนี้หมดเลยเหรอ?”
ลานเซลอตปิดคลิปเสียง
“น่าจะ”
“แล้วนายไม่ได้ปิดมัน?”
“ฉันแค่หยุดลิฟต์เท่านั้น”
เฉินอันหลานหมดคำพูดโต้กลับทันที
เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวข้างใน คนที่อยู่นอกลิฟต์ก็รีบทำการงัดแงะ ลานเซลอตชำเลืองไปยังประตูลิฟต์ที่ค่อย ๆ ถูกแงะออก แล้วรีบเดินมาเก็บโลหะที่ติดอยู่บนปุ่มกดลิฟต์ แทบจะในชั่วพริบตาประตูลิฟต์ก็กลับมาใช้ได้อีกครั้ง
เฉินอันหลานหยิบผ้าปิดปากขึ้นมาใส่โดยอัตโนมัติ
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกแล้ว ลานเซลอตก็ดึงมือเฉินอันหลาน แล้วลากออกมาจากลิฟต์ท่ามกลางสายตาจีนมุงมากมายที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น คนสองคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนกับคู่รักหายลับไปจากสายตาของฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างมองหน้ากัน งงงันกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ดาราเหรอ?”
“เหมือนจะใช่ พวกดารามักใส่ผ้าปิดปากปกปิดใบหน้าเสมอ”
“ดารามาพลอดรักกันในลิฟต์ของโรงพยาบาลเนี่ยอ่านะ?”
“ปกปิด... แหละ”