ผู้อำนวยการฉางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงความโกรธแล่นริ้วจนเจ็บเสียดที่หน้าอก “คุณ...คุณมันเกินไปแล้วจริงๆ เขา... เขาไม่ใช่ผู้แจ้งเบาะแสหรอกเหรอเขาช่วยทางการจับสายลับได้นะ แต่พวกคุณกลับเอาเขาไปกักขังไว้นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธจนริมฝีปากสั่นเทิ้มผู้บัญชาการจึงกดมือลงเบาๆ เป็นเชิงปรามพลางเอ่ยปลอบ“เหล่าฉาง ใจเย็นๆ ก่อน ในตัวจี้ทิงคนนี้มีจุดที่น่าสงสัยอยู่จริงๆ”
“สงสัยอะไร ว่ามา!”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขารู้จักแบบแปลนของหั่วจินหมายเลข 5 ได้ยังไงแต่แผนผังการวางกำลังทางเรือของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่งน่ะมันคือความลับสุดยอดทางทหารฉันดูแล้ว แผนที่ฉบับนั้นไม่ได้ระบุเครื่องหมายอะไรไว้เลยแล้วจี้ทิงที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เขามองปราดเดียวแล้วดูออกได้ยังไงกัน”
“งั้นความหมายของคุณก็คือ เขาเองก็เป็นสายลับด้วยงั้นสิ?” ผู้อำนวยการฉางขมวดคิ้วพลางถาม
สิ้นคำนั้นฉินไจ้เย่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตามบันทึกถ้อยคำของกรมตำรวจเมืองจี้ทิงและลู่เหยียนชูทั้งสองคนบอกว่าพวกเขาบังเอิญพบพฤติกรรมสายลับของเผิงเจ๋อคุนปกติแล้วใครก็ตามที่เจอสถานการณ์แบบนี้ย่อมต้องแจ้งหน่วยงานความมั่นคงแต่พวกเขากลับเลือกที่จะสืบกันเอง ยิ่งไปกว่านั้น...”
สายตาของเขาตวัดมองแข็งกร้าวราวกับคมมีด “ในตัวของจี้ทิงอาจจะมีอาวุธชีวภาพที่ปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบพบซ่อนอยู่ด้วย”
สาเหตุที่ฉินไจ้เย่สั่งให้ค้นตัวอย่างละเอียดรอบที่สองก็เพราะเรื่องนี้เขาไม่เชื่อว่าเสียงที่ได้ยินนั้นจะเกิดขึ้นลอยๆ และไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจดังนั้นต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในร่างกายของจี้ทิงอย่างแน่นอน
เมื่อข้อสงสัยมากมายถูกกางออกมาผู้อำนวยการฉางก็ยากที่จะโต้แย้ง “เสี่ยวฉินเมื่อครู่ผมวู่วามไปหน่อย ผมต้องขอโทษคุณด้วย”
ในตอนที่ฉินไจ้เย่กำลังจะอ้าปากรับคำผู้อำนวยการฉางก็เอ่ยต่อ “แต่คุณต้องรับปากนะว่าถ้าตรวจสอบข้อสงสัยในตัวเขาชัดเจนแล้ว ต้องรีบให้เขามาพบผมทันที”
ผู้บัญชาการเอ่ยถาม“เหล่าฉาง ทางสถาบันวิจัยของพวกคุณค้นพบอะไรเข้าอย่างนั้นเหรอ?”
“ยิ่งกว่าค้นพบเสียอีกเทคโนโลยีของจี้ทิงนั่นมันคือการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านการสื่อสารเลยล่ะ”ผู้อำนวยการฉางรู้ดีว่าพูดทฤษฎีไปพวกเขาก็คงไม่เข้าใจจึงใช้วิธีเปรียบเทียบแทน
“เมื่อก่อนถ้าเราจะใช้วิธีนี้ล็อกสัญญาณมันเหมือนกับการควานหาเส้นด้ายที่ถูกต้องท่ามกลางกองด้ายที่พันกันยุ่งเหยิงแถมยังต้องหาให้เร็วและแม่นยำด้วย แต่สิ่งที่เขาทำขึ้นมานี้มันเหมือนกับการทำให้ด้ายเส้นนั้นเรืองแสงขึ้นมาเองแค่หยิบขึ้นมาก็สามารถรวบตัวคนปล่อยด้ายได้ทันที”
“ยังมีไอ้เครื่องสแกนสามมิตินั่นอีกเขาสามารถย่อส่วนมันจนเหลือแค่ในเลนส์กล้องมือถือ คุณรู้ไหมว่าเทคโนโลยีนี้มัน...”
พอเริ่มพูดเรื่องงานวิจัยผู้อำนวยการฉางก็ร่ายยาวไม่หยุดหย่อน เขาสะกดคนทั้งสามไว้ได้นานกว่าสิบนาทีแทบจะหยิบไวท์บอร์ดมาเปิดคลาสสอนเสียตรงนั้น
ฉินไจ้เย่ฟังแล้วกลับไม่ได้รู้สึกคล้อยตาม“จี้ทิงเป็นลูกชายคนเล็กของกลุ่มบริษัทซื่อลี่เทคโนโลยีพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากบริษัทของเขาเองมากกว่า”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อำนวยการฉางค้านเสียงแข็ง“ถ้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่วิจัยเทคโนโลยีที่สุดยอดขนาดนี้ออกมาจริงๆมีหรือที่พวกเขาจะไม่จดสิทธิบัตร อีกอย่างถ้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่จดสิทธิบัตรเบื้องบนย่อมต้องสังเกตเห็น และคงรีบเสนอตัวเข้าร่วมมือไปนานแล้ว”
อย่าว่าแต่เบื้องบนเลยถ้าเทคโนโลยีนี้เคยมีอยู่จริง มีหรือจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากผู้อำนวยการฉางผู้บัญชาการก็เริ่มรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับจี้ทิงมากขึ้น“เอาแบบนี้แล้วกัน เหล่าฉาง คุณกลับไปที่สถาบันวิจัยก่อนไปหาอุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับอาวุธชีวภาพมา”
พูดจบเขาก็หันไปทางฉินไจ้เย่“ส่วนคุณรีบย้ายจี้ทิงออกจากห้องขังเดี่ยวทันที สอบสวนให้ดีแต่อย่าใช้อารมณ์ส่วนตัว”
ฉินไจ้เย่ใบหน้าเรียบเฉยรับคำสั่ง “ครับ”
ผู้บัญชาการให้เลขาเดินไปส่งผู้อำนวยการฉางลงข้างล่างเมื่อประตูปิดลง เขาเดินไปที่หน้าต่างพลางไขว้มือไว้ด้านหลังครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น
“ฮัลโหล เจิ้งกั๋วตง ฉันมีคนคนหนึ่งอยู่ที่นี่นายมาหาฉันที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”
ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรกลับมาผู้บัญชาการเดาะลิ้นทีหนึ่ง “ยังไงก็ถือว่าฉันบอกนายแล้วนะถ้าถึงเวลาแล้วคนถูกสถาบัน 13 แย่งตัวไปก็อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”
ตอนที่จี้ทิงเดินออกมาจากห้องขังเดี่ยวใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษ เจ้าหน้าที่ดูแลเข้าไปประคองที่ต้นแขนทว่าเพียงแค่สัมผัสก็พบว่าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบเสื้อผ้าดูเปียกชื้นจนแทบจะบิดน้ำออกมาได้
“ร่างกายคุณมีอาการอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”
จี้ทิงส่ายหน้าน้ำเสียงแฝงความสั่นพร่าเล็กน้อย “ไม่มีครับ”
เจ้าหน้าที่ยืนยันกับเขาอีกครั้งก่อนจะกล่าว“ถ้าไม่มีปัญหา เราจะส่งคุณกลับไปยังห้องกักตัวเดี๋ยวนี้”
เมื่อกลับมายังห้องเดิมพอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าฉินไจ้เย่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาวางไว้ฝั่งตรงข้ามหลังจากจี้ทิงนั่งลง ฉินไจ้เย่ที่มองดูสภาพอันอ่อนแรงของเขาสายตาก็ฉายแววเย้ยหยันออกมา
ก่อนหน้านี้ปากแข็งนักพอโดนไปแค่นี้กลับไม่ไหวเสียแล้ว สันดานขี้ขลาดมันแก้ไม่หายจริงๆ
ฉินไจ้เย่หยิบแบบแปลนของหั่วจินหมายเลข5ขึ้นมาวางบนโต๊ะตรงหน้าคนทั้งสอง “แบบแปลนนี้นายรู้จักใช่ไหม?”
“ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักครับ...” จี้ทิงในตอนนี้ต้องหยุดพักหายใจทุกครั้งที่พูด“แต่ผมเคยเห็นเครื่องหมายที่เผิงเจ๋อคุนทำไว้”
ฉินไจ้เย่จ้องเขาอยู่สองสามวินาที“เครื่องหมายอยู่ที่ไหน?”
“ในกระดาษแผ่นหนึ่งครับ ในนั้นมีเครื่องหมายรวมถึงแผนผังการวางกำลังด้วยตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ผมไม่ได้หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมามันยังอยู่ที่ห้องทำงานของเผิงเจ๋อคุน”
จี้ทิงย่อมรู้จักแบบแปลนเหล่านี้ดีแต่เรื่องกระดาษที่เขาพูดออกมานั้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
ฉินไจ้เย่เงยหน้ามองกล้องวงจรปิด“รีบโทรศัพท์ไปยืนยันกับกรมตำรวจเมืองเดี๋ยวนี้”
“คราวนี้บอกมาซิว่าทำไมหลังจากที่นายกับลู่เหยียนชูพบความผิดปกติของเผิงเจ๋อคุนแล้วถึงเลือกที่จะไม่แจ้งตำรวจ?”
ริมฝีปากของจี้ทิงเริ่มแห้งแตกน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไร้เรี่ยวแรงลงเรื่อยๆ “หลังจากที่เราพบว่าเผิงเจ๋อคุนวางแผนจะสอดแทรกอะไรบางอย่างลงในแผนที่ที่จะปรากฏในภาพยนตร์ฝ่ายนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นอีก เราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมและเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ เราจึงไม่สามารถวู่วามได้ครับ”
ฉินไจ้เย่ฟังคำให้การที่ตรงกับบันทึกถ้อยคำแบบคำต่อคำพลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“ดังนั้นเพื่อไม่ให้ไก่ตื่นนายเลยตัดสินใจหาหลักฐานด้วยตัวเองงั้นสิ?”
...
หลังจากผ่านการสอบสวนไปได้หนึ่งชั่วโมงกว่าเจิ้งกั๋วตงจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินก็เดินทางมาถึงกองรักษาการณ์
เลขาพาเขาไปยังห้องทำงานทันทีที่ก้าวพ้นประตู เจิ้งกั๋วตงก็เอ่ยถามอย่างเร่งรีบ“คนคนนั้นล่ะ เขาอยู่ไหน?”
ผู้บัญชาการมองใบหน้าสีเหลืองซีดที่ดูมันแผล็บของอีกฝ่ายแล้วถามว่า“ทำไมนายถึงมาทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาแบบนี้ล่ะ?”
“ก็นายบอกให้ฉันรีบมาเดี๋ยวนี้ไม่ใช่หรือไง?”
“เอาเถอะๆ ฉันเป็นคนพูดเอง” ผู้บัญชาการเอ่ยอย่างนึกขำอย่างจนปัญญาเขาลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินอ้อมออกมา “ไปฉันจะพานายไปดูเดี๋ยวนี้”
ในตอนนี้กระบวนการตรวจสอบจี้ทิงยังไม่สิ้นสุดทั้งสองคนจึงต้องปฏิบัติตามกฎ โดยมุ่งหน้าไปยังห้องควบคุมวงจรปิดแทน
เมื่อหาหน้าจอของห้องกักตัวหมายเลขสองเจอผู้บัญชาการก็ขมวดคิ้วทันที ทำไมหน้าตาของจี้ทิงถึงดูย่ำแย่ขนาดนั้น
เขาจึงสะกิดถามเลขา“ตอนจี้ทิงเข้ามาเขาก็เป็นแบบนี้เลยเหรอ?”
“ตอนเข้ามาไม่ได้ป่วยครับ น่าจะเป็นเพราะการถูกกักในห้องขังเดี่ยว”
เจิ้งกั๋วตงใช้นิ้วดันแว่นตาพลางหรี่ตามอง“ที่นายให้ฉันมาดู... คือเด็กคนนี้เหรอ?”
ผู้บัญชาการไม่ตอบแต่สั่งแทน “ดึงภาพจากกล้องในห้องขังเดี่ยวออกมาให้ฉันดูหน่อย”
เจ้าหน้าที่เทคนิคเคาะคีย์บอร์ดสองสามครั้งก่อนรายงาน“ผู้บัญชาการ อยู่ที่จอหมายเลขห้าครับ”
สายตาของทั้งสองเคลื่อนไปที่หน้าจอเห็นภาพจี้ทิงที่หลังจากเข้าห้องขังเดี่ยวไปเขาก็เอาแต่ยืนดูเหมือนอารมณ์จะยังสงบอยู่
“เขายืนแบบนั้นทั้งคืนเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ หลังจากจี้ทิงนั่งลงเขาก็เริ่มพูด และพูดไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเวลาที่ออกมา”
ผู้บัญชาการพยักพเยิด“เลื่อนข้ามไปดูเร็วๆ หน่อย”
เจ้าหน้าที่ทำตามคำสั่งแล้วหยุดภาพลงอย่างแม่นยำก่อนที่จี้ทิงจะเริ่มพูดประโยคแรก
“หั่วจินหมายเลข 5 คือขีปนาวุธฐานภาคพื้นดินเครื่องยนต์ผ่านการผลัดเปลี่ยนเทคโนโลยีการอัดอากาศแบบแรมเจ็ทมาถึงรุ่นที่สี่...”
สิบนาทีต่อมา
“ถ้าต้องการกดดันภัยคุกคามจากเบสอีเกิล SS21 ของกองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระยะยิงของหั่วจินหมายเลข 5 ต้องเกินกว่าสองพันกิโลเมตรแต่เพดานเทคโนโลยีของเครื่องยนต์แรมเจ็ทในปัจจุบันติดอยู่ที่หนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตรดังนั้นต้องปรับปรุงวัตถุดิบของเครื่องยนต์โดยใช้ผงของแข็งชนิดใหม่ร่วมกับวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนเซรามิกทนความร้อนสูง”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้แววตาของเจิ้งกั๋วตงก็เริ่มเลื่อนลอย “วัสดุ...คอมโพสิต [1] ?”
เดิมทีผู้บัญชาการฟังเรื่องพวกนี้แล้วก็รู้สึกมึนงงราวกับอยู่ในม่านหมอกแต่พอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเจิ้งกั๋วตงกำลังหายใจหอบถี่ใบหน้าแดงแจ๋ฉีดพล่านไปด้วยเลือดร่างกายโอนเอนไปมาทำท่าเหมือนจะสลบลงไปเสียตรงนั้น
เชิงอรรถ
[1]วัสดุคอมโพสิต คือ วัสดุที่เกิดจากการนำวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปที่มีสมบัติทางกายภาพหรือเคมีต่างกันมาผสมรวมกัน