หลายวันต่อมา ในบ่ายวันที่เมฆฝนตั้งเค้าทะมึน ลมกระโชกแรงเป็พักๆ พัดพาเอากลิ่นดินและไอน้ำมากับอากาศ ซูหยวนกำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่าง แสงสว่างที่ลอดเข้ามาเริ่มน้อยลง แต่นางยังคงทำงานในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ ปลายนิ้วเรียวของนางจับเข็มปักอย่างคล่องแคล่ว ปักด้ายสีสันสดใสลงบนผืนผ้าซาตินสีแดงสด นางกำลังปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสระบัว ซึ่งเป็ลวดลายมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว นางตั้งใจจะมอบมันให้เฉินหาวเป็ของขวัญในวันแต่งงานของพวกเขา ในใจของนางเต็มไปด้วยความสุขและความฝันถึงอนาคตอันงดงามที่กำลังจะมาถึง
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างรุนแรงและร้อนรนก็ทำให้นางต้องสะดุ้งและละจากงานในมือ เสียงเคาะนั้นดังถี่และหนักหน่วงราวกับคนเคาะกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างยิ่ง นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ใครกันจะมาหาในเวลาที่พายุกำลังจะเข้าเช่นนี้ นางวางผ้าปักลงในตะกร้าหวายและรีบเดินไปที่ประตู
เมื่อเปิดประตูออกไป นางก็ต้องประหลาดใจจนเบิกตากว้าง ลมพายุพัดกระโชกเข้ามาในบ้านจนเส้นผมของนางปลิวไสว ที่หน้าประตูนั้นปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งในสภาพที่มอมแมมและอิดโรยอย่างหนัก เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน เนื้อตัวมีรอยฟกช้ำดำเขียวและาแถลอกปอกเปิกอยู่ทั่วทุกแห่งราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหนาสาหัส ใบหน้าของเขาซูบตอบและซีดเผือด ดวงตาที่เคยสดใสในความทรงจำของนางบัดนี้กลับลึกโบ๋และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
"พี่เจียนอัน!" ซูหยวนอุทานออกมาด้วยความใเมื่อจดจำใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นได้ เขาคือ หลิวเจียนอัน เพื่อนเล่นในวัยเด็กของนางที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปีหลังจากที่ครอบครัวของเขาย้ายไปทำมาหากินที่เมืองอื่น ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนานผุดขึ้นมาในหัวของนาง แต่ภาพของเด็กชายที่ร่าเริงในวันวานกลับแตกต่างจากชายหนุ่มที่น่าเวทนาตรงหน้านางอย่างสิ้นเชิง
"หยวนเอ๋อร์... ช่วยข้าด้วย..." หลิวเจียนอันพูดเสียงแหบพร่าราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมานานหลายวัน ก่อนที่ร่างของเขาจะโงนเงนและทำท่าจะล้มลง ซูหยวนรีบเข้าไปประคองเขาไว้ด้วยความใ ร่างของเขาร้อนผ่าวราวกับมีไข้และสั่นเทาไปทั้งตัว
"เกิดอะไรขึ้นกับท่านพี่ ทำไมถึงได้อยู่ในสภาพนี้" นางถามพลางพยุงร่างที่หนักอึ้งของเขาเข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล นางให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งและรีบไปรินน้ำชาอุ่นๆ มาให้เขาดื่ม
หลังจากที่ได้ดื่มน้ำและพักจนหายเหนื่อย หลิวเจียนอันก็เริ่มเล่าเื่ราวที่น่าะเืใจของเขาด้วยน้ำตานองหน้า เขาอ้างว่าขบวนเดินทางของครอบครัวเขาซึ่งกำลังจะย้ายกลับมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเดิม ถูกกลุ่มโจรป่าดักปล้นระหว่างทาง ทรัพย์สินเงินทองที่หามาทั้งชีวิตถูกกวาดไปจนหมดสิ้น พ่อแม่ของเขาถูกสังหารอย่างโเี้เพราะพยายามต่อสู้ขัดขืน ส่วนตัวเขานั้นรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพราะแกล้งตายและซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าข้างทาง เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและแววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ป ทำให้เื่เล่าของเขาดูน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
"ข้าไม่เหลือใครแล้วหยวนเอ๋อร์... ไม่เหลืออะไรเลย..." เขาร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสงสารราวกับเด็กน้อยที่หลงทาง "ข้าเดินทางรอนแรมมาหลายวัน ไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากผลไม้ป่า ข้าไม่รู้จะไปพึ่งใครจริงๆ เลยนึกถึงเ้าเป็คนแรก"
ซูหยวนผู้มีจิตใจอ่อนโยนและขี้สงสารรู้สึกะเืใจกับเื่ราวของเขาเป็อย่างมาก นางรีบเข้าไปในครัวเพื่อหาอาหารมาให้เขากิน และปลอบโยนเขาด้วยความห่วงใยในฐานะเพื่อนเก่า "ท่านพี่อย่ากังวลไปเลยนะเ้าคะ อย่างน้อยท่านก็ยังมีข้าอยู่ตรงนี้"
เมื่อเฉินหาวกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นและพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ เขาก็แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ชอบสายตาของหลิวเจียนอันที่มองซูหยวน มันเป็สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่าความเป็เพื่อน เป็สายตาของบุรุษที่มองสตรีด้วยความปรารถนาอย่างไม่ปิดบัง
ซูหยวนเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เฉินหาวฟังและขอร้องให้เขาช่วยให้ที่พักพิงแก่หลิวเจียนอันเป็การชั่วคราว "ท่านพี่ ให้เขาพักอยู่กับเราสักพักเถอะนะเ้าคะ จนกว่าเขาจะตั้งตัวได้ ตอนนี้เขาน่าสงสารมากจริงๆ"
เฉินหาวมองเข้าไปในดวงตาที่เว้าวอนของคนรักแล้วก็ใจอ่อน แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขอของนางได้ "ก็ได้... แต่แค่ชั่วคราวนะ" เขาพูดเสียงแข็ง "บ้านของเราก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ข้าจะให้เขาพักที่ห้องเก็บของท้ายบ้านก็แล้วกัน"
"ขอบคุณท่านพี่มากเ้าค่ะ ท่านใจดีที่สุดเลย" ซูหยวนยิ้มอย่างดีใจ
หลิวเจียนอันแสร้งทำเป็ก้มหน้าแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง แต่ในใจของเขากลับมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่ เขาแอบมองซูหยวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา เขาหลงรักนางมาั้แ่เด็ก แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ เมื่อสบโอกาสในครั้งนี้ เขาจึงตั้งใจว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางมาเป็ของเขาให้ได้ แม้จะต้องใช้วิธีที่สกปรกเพียงใดก็ตาม
คืนนั้น ซูหยวนจัดเตรียมที่นอนและเครื่องใช้ที่จำเป็ให้กับหลิวเจียนอันในห้องเก็บของที่คับแคบและอับชื้น แม้จะรู้สึกผิดที่ต้องให้เพื่อนต้องมานอนในที่เช่นนี้ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น
"ขอบคุณเ้ามากนะหยวนเอ๋อร์ แค่นี้ก็ดีเกินพอสำหรับข้าแล้ว" เจียนอันพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง "บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะไม่มีวันลืมเลย"
ขณะที่ซูหยวนกำลังจะเดินออกจากห้อง เจียนอันก็คว้าข้อมือของนางไว้ "หยวนเอ๋อร์... ข้าขออะไรอย่างหนึ่งได้หรือไม่"
"อะไรหรือเ้าคะ" นางถามด้วยความสงสัย
"ข้าหนาวเหลือเกิน... เ้าช่วยกอดข้าสักครู่ได้หรือไม่... แค่กอดในฐานะเพื่อน... เพื่อให้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกนี้" เขาพูดเสียงสั่นเครือ ดวงตาของเขาฉายแววอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
ซูหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสภาพที่น่าเวทนาของเขา นางก็ใจอ่อนและยอมโผเข้ากอดเขาเบาๆ โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือการเปิดโอกาสให้หมาป่าได้ย่างกรายเข้ามาใกล้ลูกแกะน้อยมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว